ความเย็นเยียบของอากาศในฤดูใบไม้ร่วงที่ลอดผ่านหน้าต่างบานสูงเข้ามา ไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มภายในห้องนอนขนาดมหึมาลดน้อยลงเลย กลิ่นกำยานบำบัดอาการป่วยจาง ๆ คละคลุ้งไปทั่วห้องที่ประดับประดาด้วยทองและกำมะหยี่สีแดงสดอันเป็เอกลักษณ์ของตระกูลเทนเยียร์
ผมลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยความรู้สึกเหมือนมีค้อนหนัก ๆ ทุบอยู่ที่ขมับ เพดานห้องที่ประดับด้วยจิตรกรรมฝาผนังรูปเทพเ้าดูแปลกตาแต่น่าเกรงขามเตือนให้ผมรู้ว่าความตายอนาถคาโต๊ะกินข้าวนั้นไม่ใช่ฝันร้าย แต่มันคือเื่จริงที่พาผมมาติดอยู่ในร่างของ ซีโร่ เทนเยียร์
‘นักเขียนก็ช่างตั้งชื่อ ซีโร่นี่มันแปลว่าศูนย์ไม่ใช่เรอะ ใครจะไร้ค่าไปกว่านี้อีกวะ’
ผมพยายามหยัดกายขึ้นนั่ง แต่มันกลับไม่ยากอย่างที่ใจคิด... ไม่สิ มันยากกว่าที่คิดไว้เป็ร้อยเท่า!
‘ร่างกายนี้มันจะเปราะบางไปถึงไหนเนี่ย’
ผมสบถในใจพลางสำรวจมือที่ขาวซีดจนเห็นเส้นเืสีน้ำเงินจาง ๆ ผิวพรรณเนียนละเอียดราวกระเบื้องเคลือบนั้นดูสมบูรณ์แบบ แต่มันกลับไร้ซึ่งกำลังสิ้นดี ผมลองกำหมัดเข้าหากัน แรงบีบที่เคยแ่าจนเส้นเืปูดโป่งกลับเบาบางเหมือนกำลังขยำปุยฝ้าย
ในโลกก่อน ผมคือผู้ชายที่เรียกได้ว่า ‘บ้าพลัง’ คนหนึ่ง งานอดิเรกของผมคือการเข้าฟิตเนสเช้าเย็นเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้คมชัด กิจกรรมยามว่างคือการเล่นบาสเกตบอลที่ต้องใช้ทั้งแรงปะทะและความคล่องตัว ร่างกายที่เคยแข็งแรงและสั่งได้ดั่งใจเหมือนเครื่องจักรชั้นเลิศ กลับกลายเป็เพียงเศษแก้วที่พร้อมจะแตกสลายเพียงโดนลมพัดแรง ๆ นี่มันขยับนิดเดียวก็หน้ามืดเหมือนโลกจะถล่ม
ในขณะที่ผมกำลังหงุดหงิดกับร่างกายที่สวนทางกับจิติญญานักกีฬา เสียงเจี๊ยวจ๊าวที่ดังมาจากระเบียงด้านนอกที่เชื่อมกับสวนหย่อมเล็ก ๆ ก็ดึงความสนใจของผมไปเสียก่อน
“บอกให้คุกเข่าลงยังไงเล่า! เป็แค่ตัวกาลกิณีที่ทำให้ท่านผู้นำต้องตาย ยังจะมีหน้ามาหิวอีกหรือ!”
เสียงตวาดนั้นแหลมสูงและเต็มไปด้วยความสะใจ ตามมาด้วยเสียงกระทบของโลหะที่ดูเหมือนถาดอาหารตกลงพื้น คิ้วทรงพาดตรงของผมขมวดเข้าหากันทันที ผมใช้แขนที่ดูเรียวเล็กจนน่ากังวลนั่นยันกำแพงไว้แน่น กล้ามเนื้อที่ไม่มีอยู่จริงประท้วงด้วยความเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับเท้า แต่จิติญญาบอกผมว่า
‘ถ้านายไม่ลุกตอนนี้ นายจะแพ้ตลอดไป’
ผมกัดฟันกรอด ขยับร่างกายที่หนักอึ้งราวกับถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นฉุดรั้งไว้ เพียงเพื่อจะพาตัวเองเดินไปที่ริมระเบียงช้า ๆ โดยใช้กำแพงเป็ที่ยึดเหนี่ยว และภาพที่ปรากฏต่อหน้าก็ทำให้เืในกายของผมเย็นเฉียบยิ่งกว่าอากาศภายนอก
ท่ามกลางสวนที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งที่มีเส้นผมสีแดง เหมือนกับผมกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นหญ้าที่เปียกชื้น ใบหน้าเรียวเล็กนั้นแดงระเรื่อจากการสะกดกลั้นอารมณ์ ปลายจมูกและพวงแก้มสีแดงอ่อนนั้นดูน่าสงสารจนผมรู้สึกใจหาย
นั่นคือ ซีริน เทนเยียร์ น้องชายวัยสิบสองปีที่ผมสาบานว่าจะปกป้อง
ตรงหน้าของเขาคือข้ารับใช้ชายร่างกำยำสองคนที่กำลังหัวเราะร่า ในมือกำลังคว่ำถาดอาหารลงบนพื้นโคลน
“กินเข้าไปสิ! ในเมื่อท่านซีโร่ยังไม่ฟื้น ตระกูลนี้ก็ไม่มีที่ให้สวะอย่างแกยืนอยู่แล้ว กินโคลนเข้าไปแทนข้าวซะ!” ข้ารับใช้คนหนึ่งใช้เท้าเหยียบลงบนขนมปังชิ้นนั้น พลางหัวเราะเยาะดวงตาสีทองอำพันที่สั่นระริกของซีริน
‘คนพวกนี้... กล้าดียังไง’
ความโกรธที่ผมไม่เคยััมาก่อนปะทุขึ้นในอก ผมเอื้อมมือไปคว้าแจกันเซรามิกเนื้อหนาที่วางอยู่ริมหน้าต่าง ก่อนจะทุ่มมันลงไปที่พื้นหินด้านล่างข้าง ๆ เท้าของพวกข้ารับใช้อย่างแรง!
เพล้ง!!!
เสียงแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว ผมยืนอยู่ตรงนั้นในชุดนอนสีขาวที่พริ้วไหว ดวงตาเรียวยาวทรงหงส์ที่มีั์ตาสีฟ้าสว่างราวกับเกล็ดน้ำแข็ง ทอดมองลงมาอย่างสงบนิ่งจนน่าขนลุก
“ใครให้พวกแกใช้เท้าแตะต้องอาหารของน้องชายฉัน?”
น้ำเสียงของผมเย็นเยียบจนอากาศรอบข้างคล้ายจะจับตัวเป็น้ำแข็ง ข้ารับใช้ทั้งสองหน้าซีดเผือดรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที ผมค่อย ๆ เดินลงบันไดจากระเบียงลงมาอย่างช้า ๆ ทุกย่างก้าวดูมั่นคงและสง่างามราวกับอินทรีที่กำลังาเ็แต่ยังคงพิษสง
ผมเดินตรงไปหยุดอยู่ที่หน้าซีริน เด็กน้อยเงยหน้ามองผมด้วยดวงตาสีทองอำพันที่เบิกกว้าง ผมยื่นมือที่ขาวเนียนละเอียดยังกับกระเบื้องเคลือบไปลูบหัวเขาอย่างแ่เบา ััที่อ่อนโยนทำให้ซีรินสะดุ้งเล็กน้อย
“ขอโทษที่ให้รอนะ ซีริน” ผมพูดเสียงนุ่มแต่สายตายังคงจดจ้องไปที่พวกข้ารับใช้
“ต่อจากนี้ไป... ใครที่มันทำให้นายหลั่งน้ำตาเพียงหยดเดียว ฉันจะทำให้มันต้องเสียน้ำตาเป็สายเืเลยคอยดู”
สายตาตกตะลึงจากทุกคนพุ่งตรงมาที่ผม พี่ชายผู้อ่อนแอที่พลันเปลี่ยนเป็คนเด็ดขาดภายในชั่วข้ามคืน ข้ารับใช้ตัวสั่นระริก ขณะที่ซีรินเอื้อมมือเล็ก ๆ มาจับชายเสื้อผมไว้แน่น ราวกับเขาเพิ่งค้นพบแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่มืดมิดแห่งนี้
‘บทนำที่คนเขียนวางไว้ให้ฉันตายน่ะ... ฉันเผาทิ้งไปแล้ว ต่อจากนี้ชะตาของเทนเยียร์ ฉันจะเป็คนเขียนมันขึ้นมาใหม่เอง’