ยามรุ่งสาง
เมิ่งฝานที่นั่งเงียบงันอยู่บนเตียงเล็กค่อยๆ ลืมตาขึ้นภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมายังอากาศเหนือิัของตนเองมีระลอกคลื่นแห่งพลังปราณแผ่ออกมาอย่างเชื่องช้า
ดวงตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นในทันที ทั้งที่เขาไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆแต่พลังปราณที่อยู่ในร่างกายกลับหลั่งไหลออกมาภายนอกแล้วลอยเวียนวนอยู่รอบร่างกายอย่างไม่หยุดยั้ง
“นี่มัน...ข้าบรรลุแล้วงั้นหรือ!”
เมิ่งฝานระงับความตื่นเต้นเอาไว้ในใจแล้วััพลังปราณที่ไหลเวียนทั่วร่างพลันพบว่ามันเหมือนดั่งสายธารที่หลั่งไหลเวียนวนไม่จบสิ้น ครู่หนึ่งเมิ่งฝานก็พบว่ากล้ามเนื้อบนร่างกายตนเองขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขนาดของไหล่กว้างขึ้นเล็กน้อยพลังปราณในร่างกายจับตัวผสานและเพิ่มขึ้นกว่ากาลก่อนอย่างน้อยราวห้าเท่า!ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเด็กหนุ่มยังััได้ถึงทะเลปราณที่ปรากฏขึ้นมาภายในร่างกายแม้ว่าตอนนี้มันจะอ่อนแอยิ่ง แต่ก็ยังสามารถััได้
ทะเลปราณก็คือแหล่งกำเนิดพลังปราณในวันหน้าแน่นอนว่ายามนี้มันเป็เพียงทะเลปราณที่มีขนาดเล็กเพียงเท่านั้นแต่มันจะเป็สิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานสามารถเรียกตนเองว่าผู้บำเพ็ญตนได้เต็มปากจริงๆ
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อตนเองลืมตาตื่นในยามรุ่งสางจะได้พบข่าวดีว่าตนเองก้าวขึ้นสู่ระดับที่สี่ของขั้นฝึกกายา!เมิ่งฝานกำหมัดแน่นแล้วลุกขึ้นยืน ยามนี้ในใจของเขากำลังเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
นี่ดีมากจริงๆหลังจากบรรลุระดับพลังทำให้ร่างกายของเมิ่งฝานก้าวหน้าขึ้นในทุกด้านยามนี้นับว่าเด็กหนุ่มได้ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งการฝึกบำเพ็ญตนอย่างแท้จริงแล้วขอเพียงมีลูกปัดสีดำนี้ในอยู่การทดแทนสิ่งที่ทำให้เขาด้อยไปกว่าเด็กวัยเดียวกันในหมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้จะไม่เป็ปัญหาอีกต่อไปไม่รู้ว่าหากพวกเหลยเทาได้เจอกับเมิ่งฝานอีกคราจะมีสีหน้าที่ตื่นตะลึงเพียงใด
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเมิ่งฝานก็อดคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้จากนั้นจึงออกไปฝึกฝนทันทีทว่าทันทีที่เมิ่งฝานขยับตัวก็ต้องชะงักแล้วยกมือขึ้นลูบที่ท้ายทอยดูเหมือนว่าวันนี้เขาคงจะออกไปฝึกฝนไม่ได้เสียแล้ว
เมิ่งฝานเกือบลืมไปเลยว่าเมื่อสิบวันก่อนตนเองได้สัญญากับกู่ซินเอ๋อร์เอาไว้ว่าจะไปช่วยจับอสรพิษมรกตแม้ว่ากู่ซินเอ๋อร์จะเป็สตรีที่งดงามยิ่งผู้หนึ่งแต่เมิ่งฝานก็ไม่คิดที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนักหากเลี่ยงได้เขาก็ยินดีที่จะเลี่ยง
และแม้ว่าตอนนี้พลังของเขาจะรุดหน้าขึ้นมากกว่าเดิมแต่หากเทียบกับผู้ที่มีพร์ด้านการบำเพ็ญตนอย่างกู่ซินเอ๋อร์แล้วนั้น...เขายังรู้สึกอยู่ลึกๆว่าตนเองไม่คู่ควรกับอีกฝ่าย
อีกฝ่ายเป็ถึงคุณหนูเล็กแห่งตระกูลกู่เล่ากันว่าท่านผู้นำกู่หยวนเตรียมที่จะยกกู่ซินเอ๋อร์ให้กับพรรคใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมื่อตัวเขาเองเป็เพียงเ้าหนุ่มผู้ยากไร้รู้ว่าคงไม่มีวาสนาได้ก็ควรที่จะทำลายโอกาสทุกอย่างให้หมดสิ้น
แต่เมื่อคิดถึงค่าจ้างล่วงหน้าที่กู่ซินเอ๋อร์มอบให้แก่ตนเองแล้วนั้นเมิ่งฝานทำได้เพียงยิ้มเจื่อนจากนั้นจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วออกไปข้างนอกทันที
ขุนเขาเขียวขจีสายน้ำสวยใสพื้นที่ชายเขาเยียนหลางคือสถานที่อันมีทิวทัศน์ที่งดงามเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วในผืนป่าดังเข้าหูไพเราะน่าฟังยิ่งในที่สุดเมิ่งฝานก็มาถึงลำธารซึ่งเป็สถานที่นัดหมายกับกู่ซินเอ๋อร์แล้วยืนรออย่างจนปัญญา
ราวครึ่งก้านธูปเด็กหนุ่มก็มองไกลออกไปด้วยแววตาวาวโรจน์ด้วยเพราะมีคนผู้หนึ่งกำลังเดินมาทางนี้แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้พบกู่ซินเอ๋อร์แต่ยามที่ได้เจอเมิ่งฝานก็ยังรู้สึกตื่นเต้นทุกคราไป
นางสวมชุดสีฟ้า เส้นผมยาวจรดสะโพกผาย ชุดที่ใส่เข้ากับสัดส่วนได้เป็อย่างดีเมื่อรวมกับใบหน้างามก็ทำให้ผู้ที่ได้เห็นรู้สึกเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางสายลมในฤดูใบไม้ผลิแน่นอนว่านางก็คือหนึ่งในปทุมมาคู่แห่งอูเจิ้นอย่างกู่ซินเอ๋อร์นั่นเอง
แม้ยังเด็กแต่นางก็งามถึงเพียงนี้แล้วเมิ่งฝานไม่อยากคิดเลยว่าหากเติบโตขึ้นนางจะงามได้ถึงเพียงใด!
เมิ่งฝานครุ่นคิดอยู่ในใจ จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “ซินเอ๋อร์ เ้ามาแล้วหรือ”
“อื้ม พี่เมิ่งฝาน!”
นางเดินเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้ม กลิ่นหอมพลันโชยปะทะจมูกของเมิ่งฝานเขายักไหล่ก่อนจะเอ่ยตามตรง “ช่างงามจริงๆ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นกู่ซินเอ๋อร์หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันทีแล้วจึงเอ่ยเสียงเบา “ต่อให้ข้างามกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์เพราะใครบางคนมักจะหลบหน้าข้าอยู่เรื่อยไป ไม่ยอมออกมาพบข้าสักที!”
เอ่อ...
เมิ่งฝานกระแอมออกมาหลายครั้งมองไปยังยอดเขาสูงแล้วเอ่ยขึ้นคล้ายไม่เห็นสายตาของเด็กสาวตรงหน้าก็ไม่ปาน “อืม...ไปกันเถอะ ถึงเวลาแล้วล่ะ!”
ขณะเอ่ยปากเขาก็เดินนำไปยังชายเขาเยียนหลางแล้ว
กู่ซินเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังของเมิ่งฝาน กระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจพลางทำปากจู๋ “เ้าคนบ้า!”