“ระหว่างตัวอักษรในหนังสือโบราณ มีบางอย่างที่ไม่มีใครเขียนไว้เพราะมันเขียนขึ้นทุกคืน ด้วยการนั่งข้างกัน”
"โคมสว่างอยู่ ไม่ใช่เพื่อส่องหนังสือ แต่เพื่อให้สองคนมองเห็นหน้ากันได้
หนังสือวางกางอยู่ ไม่ใช่ทั้งหมดเพื่ออ่าน บางหน้าพลิกแล้วพลิกอีกไม่ใช่เพราะยังไม่เข้าใจ แต่เพราะเสียงพลิกหนังสือ ทำให้อีกคนรู้ว่าตัวเองอยู่ที่นี่
ห้องสมุดนี้ไม่มีใครรู้ ยกเว้นคนที่มาจนธรณีประตู และคนที่เปิดไฟรอเขา
ทุกคืนที่พวกเขาอยู่ที่นี่ คุยกันด้วยหนังสือคุยด้วยความเงียบ คุยด้วยวิธีที่นั่งในพื้นที่เดียวกัน ล้วนพูดถึงสิ่งเดียวกัน
'กลางคืนที่สงบนี้สถานที่นี้ และเราสองคน ช่างงดงาม'"
????การบอก ????
ห้องเก็บหนังสือส่วนพระองค์ ยามเว่ย
เฉินหยานอยู่ที่ห้องเก็บหนังสือกำลังอ่านรายงานจากแคว้นซีหยวนที่ผู้แทนนำมาถวายตอนสาย
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เขารู้ทันทีว่าเป็ใคร
"เข้ามาได้"
เซียวจ้านหยูเดินเข้ามา ปิดประตู ล็อค
เฉินหยานวางรายงานลง มองเขาสังเกตว่ามีอะไรบางอย่างในท่าทางที่ต่างออกไปนิดหน่อย
"มีเื่อะไร"
เซียวจ้านหยูไม่ตอบทันที เขาเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามวางสิ่งที่ถือมาลงบนโต๊ะ
หนังสือปกน้ำตาลเก่า
เฉินหยานมองหนังสือนั้น
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสีหน้าของเขานั้นเล็กมากเล็กมากจนคนส่วนใหญ่ไม่เห็น แต่เซียวจ้านหยูเห็นทุกอย่าง
ดวงตาที่ขยายออกเล็กน้อยกล้ามเนื้อที่คางที่เกร็งขึ้นแว่บเดียวมือที่วางอยู่บนโต๊ะที่กำแน่นขึ้นสักครู่แล้วคลายออก
"ท่านพบมันแล้ว" เฉินหยานพูด ไม่ใช่คำถามเสียงที่เรียบแต่มีบางสิ่งอยู่ข้างใน
"พะย่ะค่ะ"
"และอ่านแล้ว"
"อ่านแล้วพะย่ะค่ะ"
เฉินหยานมองหนังสือนั้น ไม่มองเซียวจ้านหยู
นาน
"ความเงียบที่ยาวนานเช่นนี้ ทำให้ใจปวด"
"ท่านพบมันอย่างไร" เฉินหยานถาม เสียงที่ยังเรียบอยู่
เซียวจ้านหยูเล่าทุกอย่าง กระดาษที่ส่งมากับเด็กคนสองคนที่ติดตาม อิงหลานที่สกัดไว้ก่อน
เฉินหยานฟังโดยไม่ขัด ไม่ถาม ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
"ท่านไปหาพระมารดาด้วย"
"พะย่ะค่ะ"
"และพระมารดาบอกว่า—"
"บอกว่าท่านเป็คนเก็บบันทึกนั้นที่หอหนังสือและท่านรู้ว่าจักรพรรดิพระบิดาไม่ได้สิ้นพระชนม์ตามธรรมชาติ แต่ท่านไม่รู้ว่าใครทำพะย่ะค่ะ"
เฉินหยานพยักหน้าเล็กน้อย
"มีคนนอกนั้นรู้อีกไหม"
"เท่าที่ข้าพระองค์รู้ ไม่มีพะย่ะค่ะแต่ผู้ส่งกระดาษนั้นรู้ว่าบันทึกอยู่ที่ไหน"
"ใช่" เฉินหยานพูด ลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่างยืนมองออกไปที่สวนสน
ห้องเงียบ
ในความเงียบนั้น เซียวจ้านหยูนั่งรอ ไม่พูด ไม่เร่ง
"ขณะนี้ เขา้าพื้นที่"
นานพอสมควรก่อนที่เฉินหยานจะพูด
"ข้าอายุสิบหกปีเมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์" เขาพูด ไม่หัน เสียงที่ต่ำกว่าปกติ "ข้าเห็นด้วยตาตัวเองว่าพระบิดาสิ้นพระชนม์อย่างไรเห็นอาการที่ผิดปกติ แต่ตอนนั้นข้าเป็แค่เด็กสิบหก ไม่มีอำนาจ ไม่มีพันธมิตรไม่มีใครที่ข้าแน่ใจว่าไว้วางใจได้"
"พะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดเบา
"ข้าเห็นชุยเสาอ๋ายตายเพราะเขาเห็นบางคนเข้าออกห้องบรรทมพระบิดา ข้ากลัว จึงเก็บทุกอย่างไว้คนเดียวก่อนเก็บในบันทึก เก็บไว้ที่หอหนังสือ คิดว่าถ้าวันใดมีอำนาจพอ จะกลับมาสืบ"
"แต่ฝ่าาไม่กลับมา"
"ไม่กลับมา" เฉินหยานพูด เงียบสักครู่ "เพราะข้าสืบค้นอยู่นานกว่าที่ใครรู้และในที่สุดข้าก็พบว่า—"
เขาหยุด
เซียวจ้านหยูรอ
"ข้าพบว่าถ้ารู้ความจริงแล้วดำเนินการ จะมีคนตายอีกมากคนที่ไม่ควรตาย"
"ฝ่าาพบว่าใครทำ"
เฉินหยานหัน มองเซียวจ้านหยูโดยตรง
ในดวงตานั้นมีบางสิ่งที่เซียวจ้านหยูไม่เคยเห็นมาก่อนในสิบปีที่รู้จักกันความเหนื่อยล้าที่ลึกกว่าการนอนไม่หลับความเ็ปที่แบกมานานจนกลายเป็ส่วนหนึ่งของตัวเขา
"รู้" เฉินหยานพูด
"และฝ่าาเลือกที่จะไม่ทำอะไร"
"ข้าเลือกที่จะรอ" เฉินหยานแก้คำ "เพราะคนที่ทำเื่นั้นถ้าดำเนินการในตอนนั้น อาจทำลายทุกสิ่งที่ข้ากำลังสร้างและอาจทำให้เกิดากลางเมืองที่ประชาชนต้องตายไปอีกมาก"
"ดังนั้นฝ่าาเลือกประชาชนแทนความยุติธรรมส่วนตัว"
เฉินหยานไม่ตอบทันที
"ข้าเลือกประชาชนเพราะนั่นคือสิ่งที่พระบิดา้าให้ข้าเลือก" เขาพูดในที่สุด เสียงที่เงียบมาก "พระบิดาเสียสละชีวิตมาตลอดรัชกาลเพื่อให้แผ่นดินนี้สงบ ถ้าข้าตัดสินใจโดยอาศัยความโกรธแทนสติปัญญาก็แปลว่าข้าไม่คู่ควรกับสิ่งที่พระบิดามอบให้"
เซียวจ้านหยูนั่งกับคำพูดนั้น
"คนนี้หนักกว่าที่ข้าคิด"
"ฝ่าาบอกชื่อได้ไหมพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูถาม เสียงที่ตรง "ชื่อคนที่ทำ"
เฉินหยานมองเขา
"ทำไม"
"เพราะตอนนี้มีคนรู้ว่าบันทึกนั้นมีอยู่และรู้ว่าอยู่ที่ไหน" เซียวจ้านหยูพูด "ถ้าคนนั้นตัดสินใจนำมันออกมาใช้ฝ่าาจะไม่มีเวลาเตรียมตัวถ้าไม่รู้ว่าศัตรูมาจากทิศไหน"
เฉินหยานมองเขาสักพัก
จากนั้นเดินกลับมาที่โต๊ะ นั่งลงเปิดหนังสือบันทึกไปที่หน้าสุดท้าย
"ข้าเขียนบางอย่างไม่ได้ลงในนี้" เขาพูด มองบรรทัดสุดท้ายที่เขาเคยเขียน "เพราะกลัวว่าถ้าเขียนลงไปจะทำให้คนที่พบบันทึกนี้ตกอยู่ในอันตราย"
"แต่ตอนนี้ข้าพระองค์พบมันแล้วพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดเบาๆ "อันตรายมีอยู่แล้วไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้"
เฉินหยานมองเขา
นาน
จากนั้นพูดชื่อ ชื่อหนึ่ง ชื่อเดียว
ชื่อที่เซียวจ้านหยูได้ยินแล้วนิ่งไปชั่วครู่
"อ้อ แบบนี้นี่เอง"
ชื่อที่เขาไม่เคยคิดถึง แต่เมื่อได้ยินแล้วทุกอย่างก็ต่อกันได้หมด ตระกูลเหอ กองโจรชายแดน การส่งบันทึกมาตอนนี้ทุกอย่างต่อกันได้อย่างสมบูรณ์
"ท่านเข้าใจแล้วว่าทำไมข้าถึงรอ" เฉินหยานพูด ไม่ใช่คำถาม
"เข้าใจพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด "และข้าพระองค์เข้าใจด้วยว่าทำไมฝ่าาถึงเลือกที่จะไม่รู้ต่อ"
"เพราะ"
"เพราะถ้ารู้ความจริงทั้งหมด จะต้องตัดสินใจและการตัดสินใจนั้นจะเ็ปมากกว่าการแบกความไม่รู้ไว้พะย่ะค่ะ"
เฉินหยานมองเซียวจ้านหยู มองนาน
"ท่านเข้าใจสิ่งที่ข้าไม่เคยพูดออกมา" เขาพูดเบา
"ข้าพระองค์สังเกตฝ่าามาสิบปีพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดเสียงที่เรียบแต่มีบางสิ่งอบอุ่นกว่าปกติ "บางสิ่งที่ไม่ต้องพูดออกมาก็รู้ได้"
ทั้งสองนั่งกับสิ่งที่พูดออกมา
ห้องเงียบ แสงบ่ายที่สาดเข้ามาจากหน้าต่างแสงสีทองที่ทำให้ทุกอย่างดูอบอุ่นกว่าความเป็จริง
"จ้านหยู" เฉินหยานพูดชื่อโดยไม่มีตำแหน่ง ครั้งที่สาม
"พะย่ะค่ะ"
"ข้า้าบอกท่านบางสิ่ง" เฉินหยานพูด มองหน้าเขา "ข้าไม่เคยบอกใครเพราะไม่มีใครที่ข้าเชื่อว่าจะไม่ใช้มันเป็จุดอ่อนของข้า"
"ฝ่าาบอกได้พะย่ะค่ะ"
เฉินหยานหยุดสักครู่ ราวกับรวบรวมบางสิ่ง
"ข้ารู้สึกผิดมาสิบสองปี" เขาพูดเสียงที่เรียบและตรงมากจนดูเหมือนไม่มีอารมณ์แต่นั่นคือวิธีที่คนพูดสิ่งที่เ็ปที่สุด "รู้สึกผิดที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่พระบิดาและพี่ชายไม่มีรู้สึกผิดที่เลือกเก็บความจริงไว้แทนที่จะต่อสู้เพื่อมันรู้สึกผิดที่ทุกวันที่ปกครองอยู่นี้ข้าสร้างบนรากฐานที่ข้าไม่กล้ามองลงไปว่ามันมั่นคงแค่ไหน"
เซียวจ้านหยูไม่พูดอะไร ฟัง
"ข้าทำงานหนักเพื่อให้แผ่นดินนี้ดีที่สุดเพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์นั่งบนบัลลังก์นั้น" เฉินหยานพูด "แต่ในคืนที่ฟ้าเงียบข้าก็ยังได้ยินเสียงชุยเสาอ๋ายที่ข้าไม่กล้าพูดเพื่อเขา"
"เขา ก็มีสิ่งที่วางไม่ลง"
เซียวจ้านหยูลุกขึ้น เดินมายืนข้างๆ เฉินหยานห่างออกไปก้าวหนึ่ง
ไม่พูด
แค่อยู่ที่นั่น
และในความเงียบนั้น เฉินหยานก็รู้ว่านั่นคือสิ่งที่้าไม่ใช่คำพูดปลอบใจ ไม่ใช่คำพูดว่าทุกอย่างถูกต้องแล้ว
แค่มีคนอยู่ข้างๆ
"ตอนนี้ที่ท่านรู้แล้ว" เฉินหยานพูดในที่สุด เสียงที่กลับมาปกติ "ท่านคิดจะทำอะไร"
"ข้าพระองค์จะสืบหาว่าใครส่งกระดาษนั้นมาก่อนพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด "และจะสืบหาว่าคนนั้น้าอะไรเพราะในตอนนี้ ข้าพระองค์ยังไม่รู้ว่าเขาเป็ศัตรูหรือพันธมิตร"
"ความเป็ไปได้ทั้งสอง"
"ใช่พะย่ะค่ะ และก่อนรู้แน่ชัดเราต้องระวังทั้งสองทาง"
เฉินหยานพยักหน้า
"แล้วชื่อที่ข้าบอก"
"ข้าพระองค์จะยังไม่ดำเนินการอะไรจนกว่าจะมีหลักฐานเพิ่มพะย่ะค่ะฝ่าารอมาสิบสองปีแล้ว รออีกสักพักไม่เป็ไร แต่ตอนนี้เราไม่ได้รอคนเดียว"
เฉินหยานมองเขา
ในดวงตาของจักรพรรดิที่ปกติอ่านไม่ออกนั้นมีบางสิ่งที่บอกไม่ถูก ไม่ใช่ความโล่งใจ ไม่ใช่ความดีใจแต่เป็บางสิ่งที่ลึกกว่าทั้งสองอย่างบางสิ่งที่เหมือนกับว่าภาระที่แบกมาคนเดียวสิบสองปีนั้นตอนนี้มีคนอีกคนหนึ่งเดินมายืนข้างๆ และไม่ได้แค่รับรู้ว่าภาระนั้นมีอยู่แต่พร้อมจะแบกด้วยกัน
"อ้อ การที่มีคนร่วมทาง รู้สึกแบบนี้นี่เอง"
"จ้านหยู"
"พะย่ะค่ะ"
"ข้าไม่เคยขอบคุณใคร" เฉินหยานพูด "เพราะในพระราชวังนี้การขอบคุณคือการแสดงว่าตัวเองเป็หนี้และคนที่เป็หนี้คือคนที่อ่อนแอ"
"ข้าพระองค์รู้พะย่ะค่ะ"
"แต่ข้า้าบอกว่า—" เฉินหยานหยุด "ข้าดีใจที่ท่านอยู่ที่นี่"
ห้องเงียบอีกครั้ง
เซียวจ้านหยูมองเฉินหยานมองในแสงบ่ายที่สาดเข้ามาจากหน้าต่าง มองในแบบที่เขาไม่ได้มองสิบปีที่ผ่านมามองในฐานะคนที่มองคนอื่นคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชามองจักรพรรดิ
"ข้าก็เช่นกัน"
"ข้าพระองค์ก็เช่นกันพะย่ะค่ะ" เขาพูด เสียงที่เบาและตรงในเวลาเดียวกัน
⚔ ตลาดต้าชิงในตอนเย็นและบทสนทนาลับ⚔
ร้านน้ำชาเหลียนหัว เย็น
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตก ตลาดต้าชิงเข้าสู่่ชั่วยามที่คึกคักที่สุดพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของตอนบ่ายเริ่มเก็บของ ร้านอาหารเริ่มเต็มคนทำงานทยอยออกมาจับจ่ายก่อนกลับบ้าน
ในร้านน้ำชาเหลียนหัว มุมที่เงียบที่สุด
ชายสามคนที่เคยนั่งในเช้าสองวันก่อน นั่งอยู่อีกครั้ง
แต่ครั้งนี้มีคนที่สี่ด้วย
ลี่เหวยข้า (李薇嬋) หญิงอายุห้าสิบใบหน้าที่ดูธรรมดาและจำไม่ได้ แต่งตัวเหมือนแม่ค้าทั่วไปไม่มีอะไรพิเศษในรูปลักษณ์ภายนอก
แต่ชายสามคนนั้นนั่งตัวตรงขึ้นเมื่อนางเข้ามา
"ท่านผู้หญิง" ชายที่ดูเหมือนหัวหน้าพูดเสียงที่เคารพมากกว่าที่พูดกับกันเอง
"หยูกั๋วกงได้รับบันทึกแล้ว" ลี่เหวยข้าพูดเบาเสียงที่เรียบราวกับพูดเื่สินค้า "และนำไปถวายฮ่องเต้แล้ว"
"เร็วกว่าที่คาด"
"เขาเป็คนที่เร็วเสมอ" นางพูด ยิ้มเล็กน้อยยิ้มที่มีความหมายบางอย่างที่คนอื่นไม่เข้าใจ "และตอนนี้ทั้งสองคนนั้นรู้แล้วว่าใครเป็ผู้ส่ง"
"พวกเขาจะทำอะไร"
"ยังไม่รู้ แต่ข้าเดาว่าจะสืบหาตัวเราก่อน" นางพูด "ซึ่งเป็สิ่งที่ถูกต้อง"
"แล้วเราจะทำอย่างไร"
"รอ" ลี่เหวยข้าพูด หยิบชาขึ้นดื่ม "หยูกั๋วกงฉลาดพอที่จะรู้ว่าเราไม่ใช่ศัตรูแต่เขาจะต้องพิสูจน์ให้แน่ใจก่อน ให้เวลาเขาสักสองสามวัน"
"และถ้าเขาพิสูจน์ผิด"
"ถ้าเขาพิสูจน์ว่าเราเป็ศัตรู" นางพูด เสียงที่ยังเรียบอยู่ "ก็แปลว่าข้าประเมินเขาผิดมาตลอดซึ่งก็จะเป็บทเรียนที่น่าสนใจ"
ชายทั้งสามมองกันไม่แน่ใจว่าประโยคนั้นควรทำให้รู้สึกอย่างไร
???? สวนกลางคืนและคำถามที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ????
สวนสนส่วนพระองค์ กลางคืน
เฉินหยานออกมาที่สวนสนอีกครั้ง คืนนี้ท้องฟ้าโปร่งหลังจากฝนหยุดหลายวัน ดาวชัดเจน
เซียวจ้านหยูเดินตามออกมา ไม่ถาม
ทั้งสองนั่งลงที่ม้านั่งหินเดิม
"ท่านรู้จักชุยเสาอ๋ายไหม" เฉินหยานถาม เสียงที่เงียบ
"ไม่รู้จักพะย่ะค่ะข้าพระองค์ไม่ได้อยู่ในพระราชวังตอนนั้น"
"เขาอายุสิบสี่เมื่อตาย" เฉินหยานพูด มองดาว "เข้ามาเป็ผู้อ่านหนังสือร่วมของข้าตอนอายุสิบสองใบหน้าที่กลมและหัวเราะเสียงดัง ชอบเล่นดนตรีไม่ค่อยเก่งเื่การท่องจำบทกวีแต่เก่งเื่เล่าเื่ตาตายเพราะรู้สิ่งที่ไม่ควรรู้และไม่รู้ว่าตัวเองไม่ควรรู้"
เซียวจ้านหยูฟัง ไม่ขัด
"ข้าคิดถึงเขาเสมอเมื่อคิดว่าตัวเองทำอะไรถูกหรือไม่ถูก" เฉินหยานพูด "ถ้าข้าต่อสู้ในตอนนั้นอาจมีคนอื่นตายอีกแทนที่จะเป็แค่ชุยเสาอ๋าย แต่ถ้าข้าไม่ต่อสู้เลยก็แปลว่าชีวิตเขาไม่มีความหมายอะไร"
"ชีวิตเขามีความหมายพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด เสียงที่ชัดเจน "เขาทำให้ฝ่าารอดเพราะถ้าฝ่าาพูดแทนเขาในตอนนั้น ฝ่าาก็ตายด้วยและแผ่นดินนี้จะไม่มีวันเป็อย่างที่เป็อยู่ตอนนี้"
เฉินหยานมองเขา
"ท่านพูดเพื่อทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้น"
"ข้าพระองค์พูดความจริงพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด "ฝ่าารู้ดีว่าข้าพระองค์ไม่พูดเพื่อทำให้ใครรู้สึกดี"
เฉินหยานนิ่งอยู่สักพัก
จากนั้นก็หัวเราะ
เสียงหัวเราะเบาๆ ที่เซียวจ้านหยูแทบไม่เคยได้ยินจากเขาเสียงที่บอกว่าคนนั้นรู้ว่าประโยคนั้นถูก และรู้สึกว่ามันตลกด้วย
"เขาหัวเราะ"
เซียวจ้านหยูมองเขา มองในแสงดาวและแสงโคม
เสียงหัวเราะที่เบาและสั้นนั้นทำให้ใบหน้าที่ปกติเ็านั้นดูต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ดูอ่อนโยน ดูอายุน้อยกว่าดูเหมือนคนที่เป็ ไม่ใช่จักรพรรดิที่แสร้งทำ
"คนนี้ จริงๆ แล้วเป็แบบนี้"
"จ้านหยู" เฉินหยานพูดหลังความเงียบสั้นๆ
"พะย่ะค่ะ"
"ถามท่านตรงๆ"
"ถามได้พะย่ะค่ะ"
"ท่านยังอยู่เพราะ 'ยังมีสิ่งที่ทำยังไม่เสร็จ'ใช่ไหม" เฉินหยานพูด ทวนคำที่เซียวจ้านหยูพูดในคืนแรก
เซียวจ้านหยูไม่ตอบทันที
"ใช่พะย่ะค่ะ"
"สิ่งนั้นคืออะไร ถ้าไม่ใช่แผ่นดิน"
ความเงียบนาน
"ฝ่าา้าคำตอบตรงๆ ใช่ไหมพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดในที่สุด
"้า"
"ข้าพระองค์ยังอยู่เพราะ" เซียวจ้านหยูพูดช้าๆ ทีละคำ "มีคนที่ข้าพระองค์ไม่อยากให้ต้องอยู่คนเดียวพะย่ะค่ะ"
เฉินหยานหัน มองเขา
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มองกลับมานั้น ตรงและไม่ซ่อนอะไร
ทั้งสองมองหน้ากันในแสงดาวและโคม
ห้องเงียบ สวนเงียบ คืนเงียบ
แต่มีบางสิ่งที่ไม่เงียบ บางสิ่งที่ลอยอยู่ระหว่างสองคนนั้นที่ทั้งสองรับรู้แต่ยังไม่พูดถึง
"ขณะนี้ ถ้าพูดออกมาก็จะเป็จุดเริ่มต้นของบางอย่างที่ต่างออกไป"
เฉินหยานหันกลับไปมองดาว
"ข้าดีใจที่ท่านอยู่" เขาพูดอีกครั้ง เสียงที่เบากว่าครั้งก่อน
"ข้าพระองค์ก็เช่นกันพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด เสียงที่เบาพอๆ กัน
✨ รุ่งสางใหม่และสิ่งที่รอข้างหน้า✨
รุ่งสาง วันที่สิบแปด
ก่อนรุ่งสาง
เฉินหยานตื่นขึ้นและรู้สึกว่าบางสิ่งเบาลงไม่ใช่ว่าปัญหาหายไป ไม่ใช่ว่าความเ็ปสิบสองปีนั้นสลาย แต่มีบางสิ่งที่เบาลงเหมือนกับว่าเมื่อคืนนั้นภาระบางส่วนได้ถ่ายออกไปบ้างแล้ว
เขาลุกขึ้น เปิดหน้าต่าง สูดอากาศเช้า
ท้องฟ้าทางตะวันออกยังมืดอยู่ แต่มีแสงสีม่วงบางๆ ที่ขอบฟ้าบอกว่าอีกไม่นานรุ่งสางจะมา
"วันใหม่"
เขาคิดถึงสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าผู้ส่งกระดาษที่ยังไม่รู้จัก ตระกูลเหอที่กำลังเคลื่อนไหวตระกูลหลิวและเฟิงที่ดูเหมือนกำลังรวมตัว ชายแดนเหนือที่สงบลงแต่ยังต้องระวังและความลับเก่าที่ตอนนี้ไม่ได้เป็แค่ความลับของเขาคนเดียวแล้ว
มีคนรู้ด้วยกัน
มีคนที่เดินมายืนข้างๆ
"ไม่ใช่คนเดียวแล้ว"
ในห้องพักของหยูกั๋วกง เวลาเดียวกัน
เซียวจ้านหยูไม่ได้นอน
นั่งอยู่ที่โต๊ะ เขียนรายงานในใจ ไม่ใช่รายงานบนกระดาษแต่รายงานที่เขาคิดในหัว ประมวลผลสิ่งที่รู้ทั้งหมดในสองวันที่ผ่านมา
บันทึกในหอหนังสือ ชื่อที่เฉินหยานบอกผู้ส่งกระดาษที่ยังไม่รู้ชื่อจริง ตระกูลเหอที่มีความเชื่อมโยงกับทุกสิ่ง
"กับดักนี้ วางไว้ลึกมาก"
แต่เขาก็รู้ว่า ในทุกกับดักที่วางไว้อย่างซับซ้อนมักมีสิ่งหนึ่งที่ผู้วางกับดักลืมนึกถึงคือความเป็ไปได้ที่คนที่เดินเข้ากับดักนั้น ฉลาดกว่าที่คิด
เขาหยิบปากกา เริ่มเขียน
ไม่ใช่รายงาน แต่เป็แผน
ตลาดต้าชิง รุ่งสาง
เฉินเหมา เด็กชายสิบสอง นั่งกินข้าวต้มที่ร้านป้าเฉิน
วันนี้ป้าเฉินตักให้สามถ้วยแทนสอง
"ทำไมเพิ่ม" เขาถาม
"เพราะเมื่อวานดีมาก" ป้าเฉินพูด ยิ้ม "ไม่ถามว่าทำอะไรแค่รู้ว่าทำดี"
เฉินเหมาก้มหน้ากิน ดวงตากลมๆที่ไม่แน่ใจว่าป้าเฉินรู้เื่อะไรบ้าง แต่ก็ไม่ถาม
กลิ่นข้าวต้มร้อนและเสียงตลาดที่ตื่นโลกของชาวบ้านที่ดำเนินต่อไปโดยไม่รู้ว่าในพระราชวังนั้นมีเื่ราวที่ซับซ้อนซ่อนอยู่ในทุกมุม
"สิ่งที่มีค่าที่สุดในโลก ไม่ใช่ทองหรือหยก แต่คือความรู้สึกที่อยู่ข้างคนหนึ่งไม่พูดอะไรเลย แต่ก็ไม่รู้สึกว่างเปล่า
เฉินหยานนั่งอยู่ที่นั่น เสี่ยวจ้านหยูนั่งอยู่ที่นี่ ระหว่างกลางมีระยะห่างสักสองสามฟุตแต่สองสามฟุตนั้นไม่ใช่ระยะห่าง
สองสามฟุตนั้นคือพื้นที่ ที่สองคนหายใจได้อย่างสบายใจ พื้นที่ที่รู้ว่าอีกคนอยู่ก็พอแล้วพื้นที่ที่ไม่ต้องพูดก็ไม่โดดเดี่ยว
คืนนี้ก็เช่นนั้น พรุ่งนี้ก็เช่นนั้น ทุกคืนก็เช่นนั้น นั่นคือสัญญาที่ยืนยาวที่สุดของพวกเขา
♥️ในแผ่นดินที่กว้างใหญ่ จักรพรรดิมีทุกสิ่ง ยกเว้นสถานที่หนึ่ง ที่เขาเป็ได้แค่ตัวเอง
สถานที่นั้นไม่ได้ใหญ่ มีแค่ชั้นหนังสือ โคมเล่มหนึ่ง และคนอีกคนที่นั่งอยู่
แต่สำหรับเขา นั่นคือสถานที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในแผ่นดินทั้งหมดที่เขาครอง"♥️
..สุสาส์นราคะ...