เปลวไฟสีฟ้าใสค่อยๆลดความรุนแรงลงหม้อปรุงยาที่สั่นสะท้านก็พลันหยุดสั่นลงกะทันหันความผันผวนของอากาศปรากฏขึ้นรอบหม้อใบนั้นจนผู้คนสามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันแปลกประหลาดที่แผ่ออกมา
ไป่ฟานเซียนพยักหน้าหลังจากมองดูผลงานการใช้เพลิงปราณของนางเป็นเทคนิคหนึ่งในการหลอมหม้อเมื่อพลังปราณของนางห่อหุ้มไปทั่วทั้งหม้อผ่านเปลวเพลิงสีฟ้านั่นแม้แต่หม้อคุณภาพต่ำเช่นนี้ก็ยังสามารถที่จะทนทานต่อการหลอมเม็ดยาระดับสี่ได้
ผู้ชมทั้งหลายมองสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นพลางกลืนน้ำลายอึก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้านั้นอยู่เหนือกว่าความเข้าใจของพวกเขาไปไกลลิบแล้ว
อาจารย์ซุนที่มีทีท่าไม่พอใจในคราแรกพอได้เห็นเข้ากับศาสตร์การใช้ไฟขั้นสูงที่เขาไม่สามารถทำความเข้าใจได้ก็รู้สึกอยากจะกลับไปฉีกตำราที่เขาเคยเขียนทิ้งด้วยความอับอาย!
“...กำลังจะเริ่มแล้ว”นักปรุงมือใหม่กระซิบเบาๆกับพี่ชาย ยามที่ไป่ฟานเซียนโบกสะบัดมืออีกข้างวัตถุดิบที่พ่อบ้านชรานำมาให้ก็ลอยขึ้นมาอยู่ข้างๆ
“บันทึกไว้ให้ดีสิ่งเหล่านี้จะช่วยเป็นแนวทางในการพัฒนาของสมาคม”
ผู้กำกับหวังหันไปสั่งการผู้ช่วยอย่างเข้มงวดผู้ช่วยชายหยักหน้ารับอย่างแข็งขันขณะที่กล้องบันทึกภาพที่อยู่บนไหล่กำลังเก็บภาพช่วงเวลานี้เอาไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด
การปรุงยามันก็คล้ายกับการทำอาหาร
ขอเพียงมีสูตรและวัตถุดิบครบครันคนส่วนใหญ่ก็สามารถที่จะเลียนแบบและทำตามได้
สิ่งที่ทำให้เชฟแตกต่างจากคนทั่วไปก็คือเทคนิคและการฝึกปรือ
อาหารชนิดเดียวกันวิธีการปรุงแบบเดียวกันแต่เมื่อนำมาเทียบกันไม่รู้ทำไมอาหารที่เชฟทำถึงออกมาอร่อยกว่า
เพราะเชฟนั้นมีความชำนาญมีเทคนิควิธี รวมถึงกลเม็ดเคล็ดลับมากกว่า
การหั่นเนื้อที่คนธรรมดาหั่นไปตรงๆพอไปอยู่ในมือเชฟที่หั่นตามลายเนื้อคุณภาพเนื้อที่นำไปปรุงก็กลายเป็นแตกต่างกันแล้ว
การปรุงโอสถก็เช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะใช้วัตถุดิบชนิดของหม้อ รวมถึงลำดับการใส่วัตถุดิบและระยะเวลาที่เท่ากัน แต่นักปรุงขั้นหนึ่งก็ไม่สามารถปรุงโอสถขั้นสี่ได้
ไม่ใช่เพราะเขาทำตามไม่ถูกต้องเพียงแต่เทคนิคที่อยู่ “เบื้องหลัง” เหล่านั้นต่างหากที่เป็นปัญหา
แต่ก็ใช่ว่ามันจะไร้ประโยชน์ถ้ามีตัวอย่างที่ถูกต้องให้ดูต่อให้เป็นคนธรรมดาสักวันก็สามารถทำอาหารได้อร่อยเหมือนเชฟ การปรุงโอสถระดับสี่ของไป่ฟานเซียนครั้งนี้จึงเป็นเหมือนตัวอย่างอย่างดีที่เหล่านักปรุงโอสถในยุคปัจจุบันต้องการ
เพราะฉะนั้นผู้กำกับหวังและอีกหลายคนจึงถูกสั่งให้บันทึกขั้นตอนต่อไปนี้เอาไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด
ไป่ฟานเซียนกวาดสายตามองผู้คนในห้องประชุมล้วนจับจ้องไปยังวัตถุดิบที่กำลังลอยอยู่ทั้งนั้น
“หญ้าสีฟ้า , หยดอำพัน , รากของโสมสิบปี , น้ำบริสุทธิ์จากเทือกเขา, สมุนไพรปรับแต่งทั้งห้าชนิด ,ใบของต้นหนึ่งตะวัน , กิ่งโบราณของไม้เลื้อยแห่งป่าเขตร้อน...”
นักปรุงโอสถหลายคนพยายามจดจำวัตถุดิบเหล่านั้นอย่างสุดชีวิตบางคนพยายามหาอะไรมาจด บางคนก็เลือกที่จะถ่ายภาพหรือวิดีโอเก็บเอาไว้โดยไม่ลังเล
โดยเฉพาะขั้นตอนต่อไปนางจะใส่อะไรลงไปเป็นอย่างแรก จะบดหรือผสมวัตถุดิบไหนก่อนหรือไม่นะ?
พวกเขากำลังตื่นเต้น
ไป่ฟานเซียนกระดิกนิ้วต้นหญ้าที่มีใบสีฟ้าสดก็ลอยออกมาข้างหน้าก่อนเพื่อนเหล่าผู้ชมที่ต้องการจะครูพักลักจำวิธีต่างพึมพำออกมาแล้วรีบจดลงไปบนสมุดโน้ต
“ใส่หญ้าสีฟ้าลงไปก่อน...”
นับปรุงมือใหม่ก็คือหนึ่งในนั้นเขารีบบันทึกลงบนสมุดของเขาเช่นกันแต่ระหว่างที่กำลังเขียนอยู่นั้นกลับถูกพี่ชายหยางที่อยู่ข้างๆสะกิดไม่หยุด
“พี่หยางผมกำลังจดขั้นตอนสำคัญอยู่...” ไม่ทันที่เขาจะพูดจบพี่ชายหยางก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“เจ้าบ้า! รีบเงยหน้าขึ้นมาดูเร็ว!”
น้ำเสียงร้อนรนของพี่ชายทำให้นักปรุงมือใหม่ต้องเงยหน้าขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้เขาขมวดคิ้วเล็กๆเพราะนึกว่ากำลังโดนกวนแต่เมื่อสายตาของเขากลับไปมองบนเวทีอีกครั้งมันก็เบิกกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
ภาพที่เขาเห็นคือวัตถุดิบทั้งหมดกำลังหมุนวนมารวมตัวกันที่เหนือหม้อไม่ใช่แค่หญ้าสีน้ำเงินที่ขยับเป็นชิ้นแรกแต่วัตถุดิบทั้งหมดกำลังถูกเปลวไฟสีฟ้าชำระจนบริสุทธิ์ขึ้นต่างหาก!
หน้าแปลกที่เปลวไฟที่ร้อนแรงขนาดนั้นกลับไม่ทำให้วัตถุดิบเสียหายมันเพียงเผาเอาสิ่งปนเปื้อนที่ไม่บริสุทธิ์ออกไปจากวัตถุดิบเท่านั้นเห็นได้จากคราบสีดำที่ปรากฏขึ้นมาเพียงพริบตาก่อนจะโดนเปลวไฟสีฟ้ากลืนกินไป
วัตถุดิบทั้งหมดกลายเป็นบริสุทธิ์ราวกับไม่เคยสัมผัสดินหรือมือใครมาก่อนพวกมันทั้งหมดลอยลงเข้าไปยังหม้อใบน้อยนั่นพร้อมๆกันก่อนที่ไป่ฟานเซียนจะควบคุมให้ฝาของหม้อลอยมาปิดเอาไว้
“ใส่ทุกอย่างพร้อมกัน!?” เหล่านักปรุงที่พอจะรู้เรื่องอยู่บ้างมองภาพตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจสักนิด!
เพราะตั้งแต่เริ่มเรียนรู้ในเส้นทางสายนี้สิ่งแรกๆที่พวกเขาได้เรียนก็คือการควบคุมจังหวะเวลา!
การใส่วัตถุดิบนี้ต่อจากวัตถุดิบก่อนหน้าต้องเว้นช่วงเท่าใดหรือหลังจากที่วัตถุดิบบางชนิดผสมกันแล้วต้องรอเท่าใดถึงจะเริ่มขั้นตอนต่อไปได้คือสิ่งที่พวกเขากังวลที่สุด
ใครจะไปคิดว่าท่านปรมาจารย์ไป่จะโยนทุกอย่างลงไปอย่างไม่ใส่ใจแบบนั้น
ขั้นตอนที่พวกเขาเตรียมจดอย่างดีหายไปในพริบตา
การปรุงโอสถแบบนี้ต่อให้เป็นตัวตนอย่างปรมาจารย์ลู่ชิงก็ทำไม่ได้!
ท่านจักรพรรดินีจะช่วยทำอะไรอย่างผู้คนธรรมดาให้พวกผมสามารถเรียนรู้ได้บางไหม?
ผู้กำกับหวังเองก็เป็นหนึ่งในคนที่น้ำตากำลังไหลพรากเขาถูกสั่งมาให้บันทึกขั้นตอนทุกอย่างให้สมบูรณ์ที่สุดแต่ในเมื่อทุกอย่างจบลงในหนึ่งขั้นตอน แล้วผมจะเอาอะไรไปรายงานกับพวกระดับสูง!
ไป่ฟานเซียนมองหม้อที่กำลังลอยอยู่เหนือพื้นด้วยความใจเย็นเหล่าผู้ชมที่กำลังมองอยู่ก็รู้สึกระทึกไม่แพ้กัน
พรึ่บ!
ทันใดนั้นเปลวไฟสีฟ้าก็กลืนหม้อทั้งใบเอาไว้ตรงกลางความร้อนที่ถูกไป่ฟานเซียนควบคุมอย่างดีทำให้วัตถุดิบในหม้อเริ่มละลายและหลอมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
ปราณบริสุทธิ์ของไป่ฟานเซียนไหลเวียนอยู่ในหม้อคอยผสานและเชื่อมโยงให้โอสถเริ่มกลั่นตัวเป็นเม็ด วิธีการนี้จะช่วยร่นระยะเวลาที่ต้องใช้ลงไปได้มาก
นอกจากนี้ยังเป็นการทดลองอีกครั้งหนึ่งด้วย
ผ่านไปพักหนึ่งแรงกดดันบางเบาที่แม้แต่คนธรรมดายังรู้สึกได้ก็เริ่มแผ่ออกมาจากหม้อความรุนแรงของมันไต่ระดับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนผู้ชมที่อยู่ใกล้ที่สุดใบหน้าซีดเผือดเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากกลางเวที
ความรุนแรงของมันตอนนี้อยู่ในระดับเดียวกับสมบัติระดับสี่ที่กำลังแผลงฤทธิ์!
และมันยังมีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นไปแตะระดับห้าอยู่รอมร่อ!
ไป่ฟานเซียนหรี่ตาพลังปราณในร่างของนางระเบิดออกมาในระดับที่พอควบคุมสถานการณ์ได้ มันเข้าไปยับยั้งการพัฒนาของโอสถที่กำลังจะพุ่งขึ้นไปสู่ระดับใหม่เอาไว้ก่อนในเสี้ยววินาทีสุดท้าย
เป็นอย่างที่คาดพลังปราณบริสุทธิ์ของนางในตอนนี้มีความสามารถในการส่งเสริมกับโอสถประเภทใดก็ตามที่ผสานกับมัน
อย่างเช่นครั้งแรกที่บ้านตระกูลถังโอสถระดับห้าเมื่อผสานเข้ากับปราณบริสุทธิ์ของนางมันก็แสดงปรากฏการณ์ของโอสถระดับหกออกมาจนแตกตื่นกันไปทั้งเมือง
แต่ก็ยังดีที่นางยังพอสามารถควบคุมมันได้หากเจตจำนงของนางปฏิเสธแบบเมื่อครู่มันก็สามารถยับยั้งไม่ให้เกิดการพัฒนา
เบื้องหลังทั้งหมดต้องเกิดจากโอสถที่นางหลอมรวมกับร่างกายตัวเองตลอดหนึ่งหมื่นปีนี้แน่ๆ
เมื่อการพัฒนาถูกปฏิเสธโอสถที่กำลังจะกลายเป็นระดับห้าในหม้อนั้นก็ควบแน่นรวมตัวจนกลายเป็นเม็ดได้สำเร็จปรากฏการณ์เล็กๆบนเวทีค่อยๆสงบลง พร้อมกับไฟสีฟ้าที่ดับไป
หม้อใบน้อยค่อยๆลอยมาวางอยู่บนโต๊ะไป่ฟานเซียนไม่ต้องเปิดหม้อก็สามารถรู้สถานการณ์ด้านในได้เป็นอย่างดีนางหันหน้าไปหาผู้อาวุโสเฉินที่จ้องมองตาค้างมาสักพักจนเขาได้สติ
“เอ่อ...เสร็จแล้วเหรอครับ?”ชายชราเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เขาไม่กล้าเปิดฝาก่อนที่จะได้รับอนุญาต
ทั้งที่ในใจอยากจะดูใจจะขาด
“อืม...”
ไป่ฟานเซียนพยักหน้าเหล่าผู้อาวุโสจับจ้องไป่ฟานเซียนราวกับตัวประหลาดยิ่งโอสถระดับสูงเพียงใดนักปรุงก็จะต้องยิ่งใช้พลังใจและพลังปราณมากเท่านั้นสำหรับนักปรุงโอสถระดับสามขั้นสูงสุดอย่างพวกเขาหากฝืนปรุงโอสถระดับสี่ขั้นต้นขึ้นมาได้สักเม็ดก็แทบจะล้มลงไปนอนเพราะไม่เหลือพลังปราณในร่างแล้ว!
แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับยังดูสบายดีซ้ำยังเริ่มนั่งจิบชาที่พ่อบ้านชราที่แสนรู้ใจเสิร์ฟให้อย่างเกียจคร้านอีกต่างหาก
“เจ้าจะตรวจดูก็ได้” ไป่ฟานเซียนพูดราวกับไม่ใส่ใจ
เมื่อได้ยินคำอนุญาตเหล่าผู้อาวุโสก็กรูขึ้นมาบนเวทีกันราวกับเด็กๆที่อยากเห็นของเล่นใหม่พวกเขาเบียดกันมองผู้อาวุโสเฉินที่กำลังจะเปิดฝาหม้อใบเล็กนั้นอย่างใจจดใจจ่อ
“...นี่มัน?”
วินาทีแรกพวกเขาเตรียมสัมผัสกับแรงกดดันของโอสถระดับสี่แต่มันกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ด้านในหม้อมีโอสถสีขาวสะอาดที่มีลายพาดสีฟ้าสองเม็ดกลิ้งอยู่ที่ก้นหม้อ
มันไม่มีสิ่งใดที่แสดงออกมาว่าเป็นโอสถระดับสี่เลยแม้แต่นิดเดียวไม่มีทั้งแรงกดดันและกลิ่นอายอย่างที่ควรจะเป็นไม่ใช่ว่าเวลาเปิดหม้อควรจะเป็นเวลาที่โอสถที่พึ่งจะปรุงใหม่ๆเฉิดฉายออกมาที่สุดหรอกหรือ?
พวกเขาหันไปมองหน้าไป่ฟานเซียนอย่างไม่เข้าใจนอกจากนี้โอสถชนิดนี้ยังไม่มีใครในหมู่ผู้อาวุโสรู้จักพวกเขาทั้งถกเถียงทั้งพูดคุยกัน แต่ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบและสรุปออกมาได้
“เอ่อ...โอสถเม็ดนี้ชื่อว่าอะไรเหรอครับ?”
ผู้อาวุโสเฉินถามอย่างระมัดระวังเขานำโอสถทั้งสองเม็ดออกมาวางไว้บนเบาะนวมเล็กๆบนโต๊ะอย่างดีให้ผู้ชมได้เห็นอย่างทั่วถึงกัน
พวกเขาจ้องมองโอสถเม็ดนั้นอย่างสงสัยถ้าแม้แต่ผู้อาวุโสของสมาคมโอสถยังไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือโอสถแบบใดก็คงจะได้แต่ให้ท่านปรมาจารย์ไป่อธิบายด้วยตนเอง
“อืม...โอสถฟื้นฟูกระมัง?”
“โอสถ...ฟื้นฟู?”
เฉินเต๋อหมิงทวนชื่อด้วยใบหน้ากระตุกทำไมชื่อโอสถระดับสี่มันถึงดูธรรมดาสามัญแบบนั้นกัน?
แต่นี่คือเรื่องปกติของไป่ฟานเซียนโอสถที่นางเป็นคนปรุงและคิดค้นขึ้นมาเองส่วนมากจะถูกนางเรียกด้วยชื่อที่เรียบง่ายเช่นนี้ตามสรรพคุณของมันตลอดเป็นหน้าที่ของเหล่าผู้ติดตามจากตำหนักโอสถของนางที่ต้องมาคอยสรรหาและตั้งชื่อที่เหมาะสมกับพวกมันขึ้นทีหลัง
ไม่เช่นนั้นโอสถระดับเจ็ดหรือแปดที่เป็นดั่งตำนานของนางในยุคนั้นคงจะมีชื่อทำนองเดียวกันเช่น“โอสถฟื้นฟู แต่เป็นระดับ 8” อะไรแบบนี้แน่ๆ!
“เอ่อ...สรรพคุณของมันคือ?”
“โอสถฟื้นฟูก็ต้องใช้ฟื้นฟูบาดแผลสิ...”ไป่ฟานเซียนขมวดคิ้วขณะมองเหล่าผู้อาวุโสราวกับกำลังมองพวกงี่เง่าที่ถามอะไรที่ควรจะรู้อยู่แล้วออกมาได้
เหล่าผู้อาวุโสหันมามองหน้ากันราวกับขอความเห็นการประเมินโอสถที่พึ่งปรุงออกมาใหม่นี้เป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะตัดสินว่ามันผ่านหรือไม่
แต่สำหรับโอสถที่พวกเขาไม่รู้จักไม่รู้สรรพคุณทั้งมันยังไม่แผ่แรงกดดันของโอสถระดับสี่ออกมาแบบนี้สำหรับพวกเขามันค่อนข้างจะตัดสินยากเหลือเกิน
สุดท้ายก็เป็นผู้อาวุโสรักษาการณ์แทนอย่างเฉินเต๋อหมิงที่ตต้องหันมาพูดกับไป่ฟานเซียนอย่างลำบากใจ
“ท่านปรมาจารย์ไป่...สำหรับโอสถที่ไม่รู้จักนี้พวกเราคงต้องทดสอบกันก่อน เกรงว่าจะยังให้คุณผ่านไม่...”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”
ก่อนที่เฉินเต๋อหมิงจะพูดจบผู้อาวุโสฟางที่จับจ้องโอสถเม็ดสีขาวนั้นอย่างไม่วางตามาตั้งแต่เมื่อครู่กลับเป็นฝ่ายสั่นสะท้านขึ้นมาแทน
“มีอะไรเหรอผู้อาวุโสฟาง?”
“โอสถเม็ดนั้น...ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด”ฟางเหนียงพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เธอหันมามองหน้าไป่ฟานเซียนด้วยใบหน้าหวาดๆ
“...มันคือโอสถ พลิกสวรรค์ฟื้นชะตาที่สูตรของมันหายสาบสูญไปแล้วไม่ใช่หรือคะ?”
เหล่าผู้อาวุโสหันขวับไปมองไป่ฟานเซียนชื่อของโอสถ พลิกสวรรค์ฟื้นชะตา นี้ช่างดูยิ่งใหญ่และแตกต่างจากโอสถฟื้นฟูที่นางแนะนำตอนแรกเกินไป! มันไม่น่าจะเป็นโอสถเม็ดเดียวกันได้สักนิด!
“โอ๊ะ? ถ้าจำไม่ผิดมันก็เคยถูกตั้งชื่อแบบนั้นเหมือนกันนี่นะ”