“อ้าวเฮ้ย! ตามไปสิวะ!” และเสียงคนพวกนั้นก็ลอยตามหลังมาให้ได้ยิน
ตึก ๆ
แฮก แฮก~
เราสองคนวิ่งกันมาจนถึงทางแยกและก็หยุดพักลงตรงนี้ ทำให้ฉันก้มโค้งตัวยันเข่าหอบหายใจเข้าออกเหมือนจะตาย
“เราต้องแยกกันไปเพื่อตบตาพวกมัน” คนที่ฉุดไม่สิ...ช่วยฉันเมื่อกี้พูดพึมพำเสียงเบาและนั่นเลยทำให้ฉันได้มองคนตรงหน้าอย่างชัดเจนว่าเธอมีลักษณะเป็ยังไง
เธอเป็ผู้หญิงที่สูงพอ ๆ กับฉันและไว้ผมทรงสไลด์เลเยอร์ เรือนผมเธอมีสีน้ำตาลคาราเมลซึ่งมันช่างรับกับใบหน้าสวยนั้นมาก ไหนจะั์ตาดำเข้มที่ทำให้แววตาเธอดูดุเล็กน้อยดูเหวี่ยงหน่อย ๆ นั่นอีก
นอกจากนี้เธอยังแต่งตัวเท่มากอย่างกับผู้ชาย แถมยังมีกระเป๋าใบใหญ่ที่ดูเหมือนจะไม่สมส่วนกับรูปร่างผู้หญิง ทำให้ดูรวม ๆ แล้วเธอช่างเป็ผู้หญิงที่โคตรจะเท่ชะมัด
“เธอไปทางนี้นะ แล้วเดี๋ยวฉันจะไปทางนี้เอง” เธอชี้นิ้วไปมาสลับระหว่างสองทางที่มี
“ยะ...แยกกันเหรอคะ!” ฉันทวนอีกรอบ
ก็มันน่ากลัวนี่นา คำโบราณว่าไว้คนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตายนะ จะให้มาทิ้งกันไปได้ยังไงอุตส่าห์หนีมาพร้อมกันแล้ว
“ใช่สิ ไปด้วยกันพวกมันก็รู้พอดี เพราะงั้นฉันจะล่อไปอีกทางเอง ส่วนเธอก็รีบไปแจ้งให้พวกหมาป่ารู้ซะว่ามีคนนอกเขตแอบลักลอบเข้ามา” เธอคนนั้นพูดพลางหันไปมองด้านหลังเป็พัก ๆ
มะ...หมาป่าอะไรอีก เธอคงไม่ได้หมายถึงหมาป่าจริง ๆ หรอกใช่ไหม แล้วคือฉันต้องไปหาที่ไหน อีกอย่างหมาป่าเดี๋ยวนี้มีวิวัฒนาการถึงขั้นฟังภาษามนุษย์ออกแล้วเหรอ
ตึก ๆ
“เร็วสิ! รีบวิ่งไปทางนั้น เสียงพวกมันมานู่นแล้ว” เธอพูดพลางสะบัดแขนฉันออกและรีบดันให้ฉันไปอีกทางเมื่อเสียงฝีเท้ากำลังวิ่งใกล้เข้ามา
“ไม่ได้นะ ฉันทิ้งเธอไม่ได้”
“ขอโทษด้วยแล้วกัน!”
ปัก! ปึก!
ผู้หญิงคนนั้นออกแรงผลักฉันจนเซเข้าไปในซอกเล็กที่มืดและมีน้ำขังเหม็น ๆ ก่อนที่ตัวการจะวิ่งหนีไปอีกทาง
“นั่นไง! ตามมันไป” ฉันยกมือขึ้นมาปิดปากพลางมองแผ่นหลังผู้มีพระคุณแล้วคิดว่าจะช่วยเธอยังไงดี เมื่อเห็นว่าชายพวกนั้นเอาแต่วิ่งตามเธอไปตั้งหลายคนและไม่สนใจเลยว่ามีคนหายไปหนึ่งคน
“ฮึก! จะทำไงดี” ฉันล้มตัวนั่งลงบนพื้นสกปรกพลางยกมือขึ้นมาปิดบังใบหน้าพลางปล่อยหยาดน้ำตาไหลลงมา
ในหัวเอาแต่คิดว่าควรทำยังไง ในเมื่อที่นี่ฉันไม่รู้จักใครเหมือนตอนอยู่บ้านนอก
แถมวันแรกที่มาถึงก็มาเจอเหตุการณ์แย่ ๆ อย่างนี้อีก ฉันเลยมืดบอดไปหมด
“แน่ใจนะว่าเห็นแถวนี้” เสียงทุ้มใหญ่ติดเ็าดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่ฉันนั่งอยู่
พวกเดียวกับคนที่เพิ่งวิ่งไปงั้นเหรอ?
ฉันตั้งคำถามในใจพลางแอบมองจากช่องว่าง
เห็นเป็ชายใส่สูทสีดำเข้มยืนเรียงกันมากมาย
“หาพวกมันให้เจอ” ฉันมองไม่ชัดว่าคนที่พูดคือใครเพราะเขายืนหันหลังให้ แต่คิดว่าคงจะเป็หัวหน้าของคนที่เหลือ
“แล้วฆ่าให้หมดอย่าให้หลงเหลือพวกเหลือบไรแม้แต่ตัวเดียว!”
“ครับ!” ทุกคนประสานเสียงกันดังระงม
“อึก~” คงมีแค่ฉันที่เอาแต่นั่งสั่นงันงก เพราะคำว่าเหลือบไรที่ว่านั่นอาจเป็ฉันคนนี้ก็ได้
ใจเย็นไว้ก่อนเดือนดาว ร่างทรงก็บอกแล้วว่าเธอมันเป็เด็กโชคดี แค่แอบและนั่งเงียบจนกว่าพวกเขาจะไปก็พอแล้ว จากนั้นก็ค่อยรีบหาทางไปขอความช่วยเหลือคนที่เฝ้าตรงทางเข้าที่เจอก็พอ
ใช่แล้ว คนที่เฝ้าตรงทางเข้า คนน่ากลัวพวกนั้นต้องช่วยฉันแน่!
“…” ฉันขยับตัวแอบมองและเงี่ยหูฟังอีกครั้ง
“ไปกันหมดแล้วสินะ” ฉันพึมพำเสียงเบาและหันไปอีกทางซึ่งมีแสงลอดผ่านเข้ามาเลยคิดว่าคงจะเป็ทางออก
ปัก!
“โอ๊ย!” แต่ระหว่างที่ฉันเอาแต่เดินถอยหลังแล้วมองทางเดิมอยู่นั้นก็ดันไปชนเข้ากับอะไรสักอย่างที่แข็งมากจนต้องแหกปากร้องออกมาอย่างไม่เกรงกลัวว่าพวกที่เพิ่งจากไปจะมาได้ยิน
อีกอย่างนะไม่ใช่แค่เจ็บเพราะชนอย่างเดียว แต่ความแรงจากการกระแทกเมื่อกี้ทำให้ฉันล้มลงไปนั่งกับพื้นจนได้รับแผลถลอกตรงฝ่ามือด้วยนี่แหละ
ดูสิเืซิบเลย เจ็บชะมัด T^T
“ผู้หญิง?” ทีแรกคิดว่าที่ชนเข้ามันคงเป็พวกเสาหรือก็อะไรที่ไม่ใช่คน
แต่ไหงถึงได้มีเสียงพูดออกมาล่ะ
แถมเสียงนั้นมันยังเป็เสียงของผู้ชายน่ากลัวที่สั่งการเหล่าคนชุดดำนั่นอีก
“…” ฉันก้มหน้าลงมองพื้นไม่กล้าแม้แต่จะเงยขึ้น ทำได้แค่มองปลายหัวของรองเท้าหนังมันเงาสีดำและพยายามกลั้นเสียงสะอึกเอาไว้ เพราะถ้าส่งเสียงแม้แต่นิดเดียวอาจไปสร้างความรำคาญจนชีวิตฉันสั้นลงเรื่อย ๆ ก็ได้
แหมะ แหมะ~
คงเพราะกลัวมากเกินไปหรือเปล่าถึงได้ทำให้หยดน้ำตาของฉันมันทิ้งคราบเปียกลงบนพื้นถนน
“ฮึก” ฉันเม้มปากแน่นกลั้นเสียงร้องไห้เอาไว้
“เฮ้อ~” จนกระทั่งเสียงถอนหายใจดังมาจาก้าก็ยิ่งทำให้ฉันกลัวมากกว่าเดิม
เขากำลังรำคาญหรือเปล่า?
จะฆ่าฉันแล้วเหรอ
ไม่เอานะ ฉันยังต้องกลับไปหาแม่อยู่
ได้โปรด...
พรึ่บ~
“กดมันไว้” เขาดึงมือฉันไปแล้วหมุนข้อมือช้า ๆ ไม่นานผ้าทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กก็ถูกวางลงบนฝ่ามือ และมันก็ตรงกับาแถลอกพอดิบพอดี
“ขะ...ขอบคุณค่ะ” แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่กล้าเงยหน้าอยู่ดี เลยทำได้แค่ก้มต่อไป
“ถ้าอยากช่วยเพื่อนก็เอานามบัตรนี้ไป แล้วเล่าอย่างละเอียดว่าเจออะไรบ้าง เพื่อนเธอถึงจะปลอดภัย” กระดาษทรงสี่เหลี่ยมยาวขนาดเล็กวางลงบนผ้าก่อนหน้า และเสียงฝีเท้าก็ค่อย ๆ ดังไกลออกไป ทำให้ฉันกล้าเงยขึ้นมา
แผ่นหลังกว้างรวมถึงความสูงทำให้ฉันแปลกตาเพราะไม่เคยเห็นคนลักษณะแบบนี้ที่บ้านนอกมาก่อน
“ไม่ใช่เวลามาโอ้เอ้แล้ว!” ฉันรีบยันตัวลุกขึ้นพลางมองนามบัตรที่ได้มา
“โรงรับจำนำศรีวรรณวิไล” ฉันอ่านชื่อที่ปรากฏแล้วขมวดคิ้วสงสัย แต่สายตาก็ดันไปสะดุดรูปหนึ่ง
“หมาป่า” ฉันพึมพำขณะนึกย้อนไปถึงคำพูดของเธอคนนั้น ฉันจำได้ว่าเธอเองก็พูดถึงหมาป่า งั้นหมาป่าที่ว่าก็หมายถึงกลุ่มคนงั้นเหรอ
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
ปล.หากอ่านแล้วชอบหยกรบกวนนักอ่านที่น่ารักช่วย กดถูกใจ กดเพิ่มเข้าชั้น และพิมพ์คอมเมนต์ ส่งเข้ามาเป็กำลังให้หยกหน่อยนะคะ ????
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า : เพจ Sunisayok - นักเขียนนิยาย
(https://www.facebook.com/SunisayokWriter)
—————— ༻・ॐ・༺ ——————