สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 72 แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

    โขดหินริมทะเลตั้งอยู่ไม่ไกลจากสะพานไม้ คลื่นสีเงินซัดกระทบแนวหินเป็นจังหวะ แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ จางลงเหนือผืนน้ำกว้าง โคมลอยสองลูกถูกวางไว้ข้างกาย รอให้ถูกจุดไฟส่งขึ้นฟ้า


    ยูรันนั่งยอง ๆ ตรวจดูโคมลอยในมือ ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง


    “ข้าแนะนำว่า ถ้าอยากให้คำอธิษฐานเป็นจริง ก็ขออะไรง่าย ๆ เช่น คืนนี้ขอให้นอนหลับฝันดี อะไรทำนองนั้น”


    เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว


    “ถ้าเช่นนั้นแล้วจะขอไปทำไม ถ้ามันง่ายแบบนั้น เช่นข้าขอให้เดินกลับโรงเตี๊ยมได้อย่างปลอดภัย แล้วเดินกลับไปเฉย ๆ มันจะมีประโยชน์อะไร”


    ยูรันหันหน้ามาทางนาง


    “แล้วถ้ามีคนแบบตะกี้มาหาเจ้า แต่อยู่ระดับสูงกว่าเจ้า จนหนีไม่ได้ เจ้าจะทำอย่างไร”


    เซี่ยเยว่หลีชะงักไปทันที


    “...”


    “เห็นไหม เจ้าก็ตอบไม่ได้”


    ยูรันยิ้มบาง ๆ


    “ลองดูก่อนเถอะ อย่างน้อยก็ไม่เสียหาย”


    เซี่ยเยว่หลีมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง


    ทำไมเขาชอบพูดคำว่า “ลองดู” ก่อนตลอดเลยนะ


    สุดท้ายนางก็ถอนหายใจเบา ๆ


    “อืม”


    เซี่ยเยว่หลีครุ่นคิดอย่างหนัก


    ง่ายเกินไปก็ไม่ดี


    ยากเกินไปก็อาจเป็นไปไม่ได้


    [อืม... ขออะไรดีนะ]


    ระหว่างที่กำลังคิด นางก็เผลอหันไปมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มข้างกายโดยไม่รู้ตัว


    ใบหน้าของเขาหล่อเหลาสงบนิ่ง ผ้าปิดตาสีดำทำให้ดูคล้ายคนลึกลับ ทว่าไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด


    ชายคนนี้กวนประสาทอยู่บ้าง


    ไม่สิ กวนประสาทมากด้วยซ้ำ


    แต่ทุกคำพูดของเขา ล้วนมีเหตุผลอยู่ข้างในเสมอ


    เพียงไม่กี่วันที่อยู่ด้วยกัน นางกลับรู้สึกอบอุ่นมากกว่าหลายปีที่เคยมีชีวิตอยู่เสียอีก


    [ถ้าเกิดว่า...]


    ใบหน้าของเซี่ยเยว่หลีค่อย ๆ แดงขึ้น


    [ข้าขอให้ชายคนนี้อยู่กับข้าตลอดไปเลย จะได้ไหมนะ]


    ความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นมา นางก็รีบส่ายหน้าในใจ


    [ไม่สิ ตลอดไปมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว]


    นางเม้มริมฝีปากเบา ๆ


    [งั้นข้าขอโลภกว่านี้อีกนิด เขาคงไม่ว่าใช่ไหม ข้าไม่ได้ฆ่าใครสักหน่อย คงได้แหละ]


    เซี่ยเยว่หลีหลับตาลง อธิษฐานในใจอย่างเงียบงัน


    [ข้าอยากอยู่กับเขาให้นานเท่าที่ทำได้]


    จากนั้นนางก็ปล่อยโคมลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า


    ยูรันเห็นนางปล่อย จึงปล่อยโคมในมือของตนตามขึ้นไปพร้อมกัน


    หลังจากปล่อยเสร็จ เซี่ยเยว่หลีก็หันมามองเขา


    “เจ้าอยากรู้ไหมว่าข้าอธิษฐานอะไรไป”


    ยูรันส่ายหน้า


    “ข้าไม่ได้อยากรู้ ว่ากันว่าถ้าบอกออกมา มันจะไม่เป็นจริงนะ เก็บเอาไว้ในใจเถอะ”


    เซี่ยเยว่หลีเบ้ปากเล็กน้อย


    “ชิ แล้วเจ้าอธิษฐานอะไรไป”


    “ข้าไม่ได้อธิษฐานอะไรทั้งนั้น”


    “แล้วเจ้าให้ข้าอธิษฐานทำไม!”


    ยูรันตอบเสียงเรียบ


    “ก็เพื่อให้เจ้ามีเป้าหมายอื่นยังไงล่ะ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจก็ว่าได้”


    เซี่ยเยว่หลีชะงัก


    “อึก... มันจะช่วยได้จริง ๆ เหรอ”


    ยูรันยื่นมือไปลูบศีรษะนางเบา ๆ


    “ไม่ใช่จะช่วย แต่มันช่วยได้อย่างแน่นอน ตราบใดที่ไม่ยากเกินไป ไม่ง่ายเกินไป และอธิษฐานด้วยหัวใจที่ซื่อตรง”


    เซี่ยเยว่หลีเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ


    “อืม... ต่อไปเป็นตกหมึกใช่ไหม”


    ยูรันยิ้ม


    “ใช่แล้ว ไปหากันเถอะ มีเถ้าแก่ที่ข้าเคยเช่าเรืออยู่ตรงนั้น เขาน่าจะจำข้าได้นะ”


    ทั้งสองเดินออกจากโขดหิน กลับมายังท่าเรือเล็ก ๆ ริมอ่าว ไม่นานก็พบเถ้าแก่เจ้าของเรือลำเดิมกำลังยืนจัดเชือกอยู่ข้างท่า


    ยูรันโบกมือทักทันที


    “ไงเถ้าแก่ จำข้าได้ไหม วันนั้นข้ามาเช่าเรือกันห้าคน ที่ศิษย์พี่ของข้ามาต่อราคากับเถ้าแก่น่ะ”


    เถ้าแก่หรี่ตามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมา


    “อ้อ เจ้านี่เอง วันนี้มากับแม่นางคนนี้สองคนรึ หรือว่าแม่นางคนนี้เป็นคนรักของเจ้า?”


    ยูรันตอบทันที


    “นางเป็นเพื่อนข้า ไม่ใช่คนรักหรอก”


    เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้วเล็กน้อย เพื่อน?


    เถ้าแก่เหลือบมองสีหน้าของนาง แล้วหัวเราะในใจ


    [ไอ้เจ้าหนูนี่ ยังมาบอกอีกนะว่าไม่ใช่คนรัก]


    “อะ ๆ วันนี้ข้าลดให้พิเศษ เอาไป”


    “โอ้ ขอบคุณมาก”


    หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย ทั้งสองก็ขึ้นเรือพร้อมคนคุมเรือเจ้าเก่าคนเดิม เรือค่อย ๆ แล่นออกจากท่า มุ่งไปยังจุดตกหมึกกลางทะเลที่ยูรันเคยมาเมื่อครั้งก่อน


    ไม่นานนัก คนคุมเรือก็หยุดเรือในบริเวณเดิม แสงจากตะเกียงบนเรือสะท้อนกับผิวน้ำสีเข้มเป็นประกายวูบไหว


    ยูรันหยิบอุปกรณ์ตกหมึกออกมา แล้วค่อย ๆ สอนเซี่ยเยว่หลีทีละขั้น


    เซี่ยเยว่หลีลองทำตามอย่างเก้ ๆ กัง ๆ


    “อืม... ยากจัง”


    “ครั้งแรกของทุกคนมักจะยากเสมอ เดี๋ยวก็ทำได้ ไม่ต้องรีบร้อน”


    “อืม”


    นางนั่งถือคันเบ็ดอยู่ข้างเขา สายตาจับจ้องผิวน้ำเงียบ ๆ


    คลื่นทะเลโยกเรือเบา ๆ ลมกลางคืนพัดผ่านจนเส้นผมของนางปลิวไหว


    ระหว่างนั่งรอหมึกกินเบ็ด เซี่ยเยว่หลีค่อย ๆ ขยับตัวอย่างแนบเนียน


    จากเดิมที่นั่งห่างเล็กน้อย กลายเป็นใกล้ขึ้นอีกนิด


    แล้วอีกนิด จนสุดท้ายนางก็เอียงตัวไปซบไหล่ของยูรันอย่างเงียบ ๆ


    ทันใดนั้น คันเบ็ดในมือเซี่ยเยว่หลีก็กระตุก


    นางสะดุ้งเล็กน้อย


    นางรีบออกแรงดึงตามที่เขาบอก เชือกเบ็ดตึงขึ้น ก่อนที่เงาร่างอ้วนกลมสีขาวอมม่วงตัวหนึ่งจะถูกดึงพ้นผิวน้ำขึ้นมา


    หมึกตัวนั้นดิ้นกระดุกกระดิกอยู่กลางอากาศ หนวดแกว่งไปมาอย่างน่าขัน


    ดวงตาของเซี่ยเยว่หลีพลันเป็นประกาย


    “ดูสิ! เจ้าหมึกตัวนี้อ้วนกลมน่ารักชะมัด!”


    ยูรันหันไปมองท่าทางดีใจของนางอยู่ครู่หนึ่ง


    รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยเยว่หลีในยามนี้ไม่ใช่รอยยิ้มเย็นชา ไม่ใช่รอยยิ้มประชดประชัน และไม่ใช่รอยยิ้มที่แฝงกลิ่นอายอันตรายเหมือนทุกครั้ง


    แต่มันเป็นรอยยิ้มจริง ๆ บริสุทธิ์อย่างประหลาด


    [ในที่สุด ก็ยิ้มด้วยตัวเองสักที]


    ยูรันพยักหน้า


    “ทำได้ดีแล้ว”


    เซี่ยเยว่หลีได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้น นางรีบใส่เหยื่อใหม่ แล้วโยนเบ็ดลงน้ำอีกครั้งอย่างกระตือรือร้น


    “ตัวต่อไปต้องใหญ่กว่านี้แน่”


    “อืม พยายามเข้า”


    จนเมื่อได้หมึกจำนวนหนึ่งพอสมควร ยูรันจึงลุกขึ้น


    “เดี๋ยวทำอะไรให้กินนะ”


    เซี่ยเยว่หลีชะงัก


    “ห๊ะ เจ้าทำอาหารเป็นด้วยเหรอ”


    ยูรันถอนหายใจยาว


    “เฮ้อออออออออออ”


    เซี่ยเยว่หลีขมวดคิ้ว


    “เจ้าถอนหายใจทำไม”


    “นั่งรอไปเถอะ”


    พูดจบ เขาก็ไม่อธิบายอะไรอีก เริ่มลงมือจัดการหมึกและอาหารทะเลที่เตรียมไว้บนเรืออย่างคล่องแคล่ว


    มีทั้งหมึกย่าง โรยเกลือทะเลบาง ๆ จนผิวด้านนอกหอมไหม้เล็กน้อย


    กุ้งเผาที่เปลือกแดงสด เนื้อด้านในแน่นหวาน


    หอยย่างราดน้ำจิ้มรสจัดที่เขาผสมขึ้นมาเองอย่างรวดเร็ว


    ปลาชิ้นเล็กเสียบไม้ย่างไฟอ่อนจนหนังกรอบ เนื้อขาวด้านในนุ่มชุ่มฉ่ำ


    กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรืออย่างรวดเร็ว แม้แต่คนคุมเรือที่นั่งอยู่ท้ายเรือก็อดเหลือบมองมาไม่ได้หลายครั้ง


    เซี่ยเยว่หลีจ้องอาหารตรงหน้า ดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้าง


    “นี่... นี่มันจะหอมเกินไปหรือเปล่า หอมกว่าที่โรงเตี๊ยมอีก กับร้านข้างทางอีกนะ”


    ยูรันวางจานตรงหน้านาง


    “ลองกินดูดิ”


    เซี่ยเยว่หลีหยิบหมึกย่างชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนกัดเข้าไปคำหนึ่ง


    เพียงพริบตาเดียว ร่างของนางก็ชะงักค้าง


    ความหวานของเนื้อหมึกสดกระจายออกมาในปาก กลิ่นไฟอ่อน ๆ ผสมกับเกลือทะเลและน้ำจิ้มที่เผ็ดนิด เปรี้ยวหน่อย ทำให้รสชาติเด่นชัดจนแทบหยุดไม่ได้


    นางเงยหน้ามองยูรัน


    “นี่... เจ้าทำได้ยังไง”


    ยูรันนั่งลงข้าง ๆ อย่างสบายอารมณ์


    “ก็ทำแบบนี้แหละ”


    เซี่ยเยว่หลีมองเขาอย่างไร้คำพูด


    คำตอบไร้ประโยชน์อีกแล้ว


    แต่นางเริ่มชินแล้ว จึงเลิกถามให้เสียอารมณ์ หยิบชิ้นต่อไปเข้าปากเงียบ ๆ


    จนเมื่อถึงเวลากลับ ทั้งสองก็ลงจากเรือ เดินผ่านถนนริมทะเลยามค่ำคืนกลับมายังโรงเตี๊ยม แสงโคมไฟสองข้างทางส่องสะท้อนบนพื้นหินชื้นน้ำค้าง เสียงคลื่นยังคงดังแว่วอยู่ไกล ๆ


    เมื่อกลับถึงห้องพัก ยูรันก็ถอดรองเท้า เตรียมทิ้งตัวลงนอนบนพื้นเหมือนเดิมอย่างเป็นธรรมชาติ


    ทว่าเสื้อของเขากลับถูกดึงไว้เบา ๆ


    ยูรันหันกลับมา


    “หืม?”


    เซี่ยเยว่หลียืนอยู่ข้างเตียง มือยังจับชายเสื้อของเขาไว้แน่น ใบหน้าของนางดูนิ่งมาก แต่นิ้วมือกลับขยำผ้าเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว


    “เดี๋ยว... คืนนี้ไม่นอนพื้นได้ไหม”


    ยูรันเอียงคอ


    “ไม่ให้นอนพื้นแล้วจะให้นอนไหน”


    เซี่ยเยว่หลีแทบอยากกรีดร้องในใจ


    [อ๊ากก ไอ้โง่นี่ มันไม่คิดอะไรเลยหรือมันซื่อบื้อกันแน่!]


    นางกัดริมฝีปากเบา ๆ ก่อนพูดออกไปตรง ๆ


    “นอนบนเตียงกับข้า ได้ไหม”


    ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง


    “ก็ได้อยู่หรอก แต่ทำไม?”


    “ไม่มีแต่”


    เซี่ยเยว่หลีรีบพูดตัด


    “ข้าก็แค่อยากกอดเจ้าเท่านั้นเอง”


    ยูรันเงียบไปเล็กน้อย


    [เหตุผลฟังดูปัญญาอ่อนสิ้นดี แค่อยากกอดอะนะ]


    แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เดินไปที่เตียงแล้วล้มตัวลงนอนอย่างง่ายดาย


    “อืม งั้นก็นอนเถอะ”


    พูดจบ เขาก็หลับไปเลย


    เซี่ยเยว่หลียืนค้างอยู่ข้างเตียงครู่หนึ่ง


    [ไอ้บ้านี่...]


    หลังจากตั้งสติได้ นางก็รีบปีนขึ้นเตียง เข้าไปนอนด้านในสุด ก่อนค่อย ๆ ขยับตัวเข้าใกล้ยูรันอย่างระมัดระวัง


    สุดท้ายนางก็เอื้อมแขนไปกอดเขาไว้เบา ๆ


    ร่างของยูรันอุ่นมาก


    อุ่นจนต่างจากความเย็นของคืนทะเลโดยสิ้นเชิง


    เซี่ยเยว่หลีแนบหน้าลงกับไหล่เขาเล็กน้อย ใบหน้าของนางร้อนขึ้นมาอีกครั้ง


    [ไอ้บ้านี่ มันไม่รู้สึกอะไรเลยรึไง]


    นางลองสะกิดยูรันสองสามที


    ไม่มีปฏิกิริยา


    เขาหลับไปเรียบร้อยแล้วจริง ๆ


    เซี่ยเยว่หลีกัดฟันเบา ๆ


    [อ๊าก ไอ้บ้านี่ ทำไมหลับไวแบบนี้]


    แต่นางไม่ได้ถอยออก


    กลับกัน นางยิ่งกอดเขาแน่นขึ้นเล็กน้อย


    [ช่างเถอะ...]


    [แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน]


    ไม่นานนัก ลมหายใจของนางก็ค่อย ๆ สงบลง

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน