ท่าทีที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหวสร้างความประหลาดใจให้ฝูงชนเป็นอย่างมาก แต่พอเห็นแบบนี้ หลายคนก็พอจะเดาได้แล้วว่าเบื้องหลังผ้าปิดหน้านี้คือใคร เพราะจะมีสักกี่คนที่สามารถใช้คำพูดแบบนี้กับองค์ชายได้
ด้านซินเหยียนกับคุณหนูโจวไม่ทราบทำไมถึงได้ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่ได้นัดหมายแล้วจ้องมองไปที่สตรีดังกล่าวด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
“เขาไปรู้จักกับคุณหนูเหยา ตั้งแต่เมื่อใดกัน ... ถึงกับเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง ...ว่าแต่เทียนคงไม่เคยบอกเล่าเรื่องนี้เลยนี่ ... ” คุณหนูโจวเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“จะเมื่อใดกันล่ะหากไม่ใช่ครั้นที่เขาไปสอบเพื่อขอใบรับรอง และด้วยความสามารถของเทียนคงคงได้รับเลือกให้เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักเหยาด้วยแน่ ๆ .... แล้วก็ใช่เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย ...” ซินเหยียนเอ่ยตอบ โดยไม่ได้มองคุณหนูโจวเลยสักนิดแต่จ้องมองไปที่คุณหนูเหยาอย่างไม่ละสายตาราวกับนักรับที่กำลังประเมินคู่ต่อสู้ก็มิปาน
“อืมมมมม.... องค์หญิง ท่านว่าพวกเขารู้จักกันดีแค่ไหน ...” คุณหนูโจวเอ่ยถามอีกครั้ง
“ถึงขนาดออกตัวปกป้องแบบนี้คงไม่ธรรมดาแน่ ๆ” ซินเหยียนตอบโดยไม่ต้องคิด
“อืมมมม.....” คุณหนูโจวแสดงสีหน้าครุ่นคิด และไม่ถามสิ่งใดต่อ แต่ซินเหยียนกลับลุกขึ้นแล้วเดินไปทางองค์ชายสองท่ามกลางฝูงขนที่กำลังสนใจว่าองค์ชายสองจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้
“เอ่อออ... ข้าไปทำอะไรเขาเมื่อใดกัน ...ข้าแค่หันไปทางเขาเพื่อส่งสัญญานบอกให้เขาประกาศผู้ชนะก็เท่านั้นไม่ได้มีสิ่งใดอื่นเลยแม้แต่น้อย คุณหนูเหยา ท่านเข้าใจผิดแล้ว”
“จะเข้าใจผิดได้อย่างไรเมื่อครู่ข้าเห็นกับตา ว่าท่านส่งสายตาเช่นไรไปที่เขา ยังจะแก้ตัวอีกหรือ ....อีกอย่าง ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ... ข้าขอประกาศไว้ตรงนี้เลยนะ ว่าหากท่านหรือผู้ใดคิดร้ายหรือทำร้ายศิษย์น้องข้า ถือว่าคนผู้นั้นตั้งตนเป็นศัตรูกับข้าและตระกูลเหยา จำไว้ให้ดี ...”
คุณหนูเหยาตวาดใส่องค์ชายสองโดยไม่มีความเกรงกลัวใดๆ จากนั้นจึงหันหน้าไปทางฝูงชนแล้วตวาดใส่ด้วยเช่นกันสร้างความงงงวยให้กับผู้คนไปตาม ๆกัน และไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีกต่อจากนั้นแต่แล้วในขณะที่ความเงียบเข้าครอบงำ เสียงสตรีสดใส ก็ดังขึ้นมา
“คุณหนูเหยาโปรดใจเย็นก่อน พี่ชายข้าคงไม่ได้มีเจตนาจะทำสิ่งใดอย่างที่เขาพยายามอธิบายหรือหากเขาคิดจะทำจริง ๆข้าย่อมไม่ปล่อยไว้ด้วยเช่นกันฉะนั้นโปรดท่านอย่าได้ถือสาหาความต่ออีกเลยไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าท่านกำลังทำลายงานของคุณชายเทียนคงด้วยตัวท่านเองนะ”
เป็นซินเหยียนที่รีบเอ่ยขึ้นมาขณะที่เดินใกล้เข้าไปที่องค์ชายสองทุกที พร้อมกับส่งสายตาให้เพื่อบ่งบอกว่าให้เขาถอยไปได้แล้ว ที่เหลือนางจะจัดการต่อเอง เพราะอย่างไรองค์ชายสองก็เป็นเชื้อพระวงศ์ การที่นางเห็นคุณหนูเหยาแสดงกิริยาแบบนี้ต่อให้องค์ชายสองผิดแค่ไหน นางก็จำเป็นจะต้องเข้าช่วยเหลือแต่ไม่ใช่เพราะว่าองค์ชายสองเป็นพี่ชายแท้ ๆแต่เป็นเพราะซินเหยียนกำลังปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติของเชื้อพระวงศ์ต่างหาก
คุณหนูเหยาหันมามองตามเสียงในขณะที่องค์ชายสองรู้สึกราวกับว่าซินเหยียนคือแม่พระผู้มาโปรดเพราะตอนนี้เขาอับอายจะแย่อยู่แล้ว
“เป็นองค์หญิงสามนี่เองหากท่านออกหน้าแบบนี้แล้ว ข้าก็ไม่เอาความใด ๆต่ออีก ว่าแต่เถอะนึกไม่ถึงว่าจะเจอท่านที่นี่ ท่านมีความสนใจเรื่องอาวุธด้วยหรือ”
“ข้ามาเพราะเหตุใดไม่จำเป็นต้องมากความส่วนตอนนี้เราควรจะให้ คุณชายเทียนคงดำเนินงานต่อให้เสร็จสิ้นเสียที”
“ย่อมได้.... ศิษย์น้อง ในเมื่อไม่มีใครเสนอราคาต่อแล้ว ก็ประกาศจบงานเถอะเจ้าจะได้พาข้าไปชมเมืองเที่ยวเสียหน่อย” โดยไม่สนใจคนรอบข้างว่าจะมองอย่างไรคุณหนูเหยาแสดงความสนิทชิดเชื้อกับเทียนคงต่อหน้าทุกคนเพื่อเป็นการตอกย้ำว่าเทียนคงเป็นคนของตระกูลเหยา
ซึ่งนับว่าเป็นเจตนาดีที่นางไม่ต้องการให้ใครมาวุ่นวายกับเทียนคงซินเหยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆแม้จะเข้าใจเจตนานี้ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไม่น่าพอใจนักเลยแล้วทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
ด้านเทียนคงที่ยืนนิ่งมองดูผู้คนทะเลาะกันเห็นว่าเรื่องจบแล้ว จึงประกาศว่าคุณหนูเหยาได้เป็นเจ้าของกำไลมิติระดับห้านี้ต่อจากนั้น เทียนคงก็ประกาศปิดงาน และขอบคุณแขกทุกท่านที่ได้มาร่วมงานพร้อมกับประกาศว่า ในวันนี้ตระกูลหลิวจะขายสินค้าด้วยราคาที่ลดลง 3 ใน 10 ส่วนทำให้ผู้คนต่างพากันไปที่ตระกูลหลิวกันอย่างล้นหลามคนที่ลังเลว่าจะซื้อสินค้าของตระกูลหลิวหรือไม่ในตอนแรกในตอนนี้ก็ได้ตัดสินใจที่จะซื้อแน่นอนแล้วทำให้คนของตระกูลหลิวทั้งหมดที่เหลืออยู่งานเข้ากันไปตาม ๆกัน
เมื่อแขกส่วนใหญ่ทยอยลงเขาไปแล้วเทียนคงก็ได้เชิญผู้ประมูลทั้ง 8 คนไปยังอาคารหลังหนึ่งไม่ไกลจากลานกลางเพื่อมอบอาวุธให้แต่ละคนด้วยตนเอง และในขณะที่เทียนคงมอบอาวุธให้ เฉินฮ่าวหลานและสตรีปริศนา เขาได้เปิดใช้วิชาเนตรขั้นสูง เท่าที่เขามี เพื่อทำการวิเคราะห์เส้นเดินพลังของทั้งคู่เพราะโอกาสที่จะได้เข้าใกล้ทั้งสองคนแบบนี้มีไม่มากนัก
และเมื่อการมอบอาวุธให้คนที่หนึ่งถึงเจ็ดเสร็จเรียบร้อยและต่างพากันแยกย้ายกันไปนั้น
“องค์หญิงสามไม่ทราบว่าท่านยังอยู่ทำไมหรือ” ระหว่างที่คุณหนูเหยารอรับกำไลนางเห็นบุคคลอยู่สี่คน ที่ไม่ได้ชนะการประมูลอยู่ด้วย คือ โจวเฟิง ซินเหยียนคุณหนูโจว และไหเจิน นางจึงเอ่ยถามขึ้นมาและในใจพลันเกิดความรู้สึกที่ไม่เป็นมิตรต่อซินเหยียน
“ข้าอยู่ต่อเพื่อคารวะผู้ล่วงลับไม่ได้เชียวหรือ”ซินเหยียนไม่ได้รู้จักหลิวเยี่ยนเฟยด้วยซ้ำ แต่ก็แอบเอาเยี่ยนเฟยขึ้นมาเป็นข้ออ้างเพราะนางไม่ทราบจะยกเรื่องใดมาเป็นเหตุผลได้แล้ว
แต่ด้วยการตอบแบบไม่ได้ไตร่ตรองนี้เองทำให้โจวเฟิงที่อดทนรอทุกอย่าง อย่างใจเย็นมาตั้งแต่เริ่มต้นได้เปิดปากขึ้นมาอีกครั้งว่า “องค์หญิงไม่นึกว่าท่านจะรู้จักกับตาแก่เยี่ยนเฟยด้วย เขาเก็บตัวอยู่บนเขามานานขนาดข้าเขายังไม่ยอมพบยอมเจอ ท่านไปรู้จักเขาได้อย่างไรหรือ”
โจวเฟิงเอ่ยถามไปโดยใคร่รู้จริงๆ ไม่ได้มีเจตนาจะจับผิดแต่อย่างใดแต่ซินเหยียนที่รู้ตัวว่าทุกอย่างที่พูดไปมันโกหกทั้งเพ ก็ทราบจะตอบเช่นไรและกำลังคิดอยู่ว่าจะโกหกเช่นไรต่อไปให้สองคนนี้เชื่อถือเพราะหากไม่คิดให้ดีแล้วล่ะก็ ภาพลักษณ์ที่สั่งสมมาได้ป่นปี้ในวันนี้เป็นแน่แท้
“องค์หญิงสามเคยช่วยเหลือข้าครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่ออกล่าพยัคฆ์เพลิงหางดาบในตอนนั้นข้าบาดเจ็บหนัก จึงได้ขอให้นางช่วยพาข้าไปหาอาจารย์ทำให้นางกับอาจารย์ข้ารู้จักกันครั้งนั้น” เป็นเทียนคงที่ช่วยสร้างเรื่องให้ในขณะที่เดินไปที่คุณหนูเหยา แล้วพูดต่อว่า “ตอนนั้นข้าไม่ทราบว่านางคือองค์หญิงไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าขอให้นางช่วย แต่เพราะนางเป็นถึงองค์หญิงแต่กลับช่วยเหลือบุคคลไร้ชื่อเสียงเรียงนาม อาจารย์ข้าจึงถือว่าได้ติดหนี้นางและได้ตีอาวุธให้นางชิ้นหนึ่ง ดังนั้นเมื่อนางทราบว่าอาจารย์ข้าได้เสียชีวิตไปแล้วจึงมีความต้องการที่จะเคารพเขาก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด”
เมื่อพูดจบ เทียนคงก็จับมือคุณหนูเหยาขึ้นมาแล้ววางกำไลลงบนมือนั้น แล้วกล่าวต่ออีกว่า “ศิษย์พี่หากท่านต้องการให้ข้าพาเที่ยวชมเมือง นั่นก็ย่อมได้แต่ท่านจะต้องรอให้ข้าพาสหายของอาจารย์ข้าไปเยี่ยมเยียนที่ที่อาจารย์พักเสียก่อนหากท่านรอไม่ได้ ก็ไว้คราวหน้าเถิด”
“ข้าจะไปเคารพหลิวเยี่ยนเฟยด้วย”คุณหยูเหยาเอ่ยตอบโดยไม่ต้องคิด จนทำให้คุณหนูโจวที่ยืนอยู่หลังซินเหยียนถึงกับมองบนด้วยความระอาเพราะขนาดนางยังเข้าใจได้ ว่าที่เทียนคงกล่าวไปแบบนั้น คือการไล่แบบสุภาพแล้วนะนี่เจ้าคิดจะตามติดเทียนคงไปถึงเมื่อใดกัน นั่นคือสิ่งที่คุณหนูโจวคิดโดยหารู้ไม่ว่า ทางด้านคุณหนูเหยาก็คิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน
ด้านโจวเฟิงได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาที่เป็นสหายเก่าแก่ของหลิวเยี่ยนเฟย แต่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวใดๆของสหายผู้นี้เลยตั้งแต่สหายเก็บตัวอยู่บนเขา พอได้ฟังสักเรื่องหนึ่งก็อยากฟังเรื่องต่อ ๆไป จึงกล่าวออกมาว่า “เป็นเช่นนี้เอง ... เอาล่ะ ๆเช่นนั้นพวกเราก็ถือได้ว่าเกี่ยวข้องกันบ้าง อย่าเสียเวลาอีกเลย เราไปเคารพเขากันเถอะ”
เมื่อไม่มีข้อถกเถียงแล้วเทียนคงก็พาคณะดังกล่าวไปยังอาคารด้านใน ที่เป็นสถานที่พักผ่อนของหลิวเยี่ยนเฟย เมื่อมาถึงที่เหล่าคณะต่างก็สงสัยว่านี้มันคือสุสานหรือ ทำไมมันเหมือนบ้านพักตากอากาศเสียมากกว่าไม่เห็นจะมีหลุมศพหรืออะไรเลย
เทียนคงไม่ได้กล่าวอธิบายอะไรแม้จะเห็นใบหน้าชวนสงสัยของคณะ เขาเดินเข้าไปในอาคารหินอ่อน แล้วเปิดใช้งานกลไกที่ติดตั้งไว้เพียงใจนึกทันใดนั้นข้าวของที่จัดวางไว้ก็ขยับออกจากกัน และแผ่นหินขนาดใหญ่ก็เปิดออก จนเห็นอุโมงค์ที่ทอดยาวลงไปใต้ดินโดยมีแสงไฟจากจากอุปกรณ์ที่โจวเฟิง คุณหนูเหยาและไหเจินไม่คุ้นตาเท่าใดนัก เว้นแต่ซินเหยียนและคุณหนูโจวที่เคยเห็นอุปกรณ์เหล่านี้มาบ้างแล้วจากการได้พักในกระโจมของเทียนคง เหล่าคนที่ไม่เคยเห็นแม้จะสงสัยแต่พวกเขาก็ไม่ได้เอ่ยปากถามสิ่งใด แล้วเดินตามเทียนคงลงอุโมงค์ไป
เมื่อมาถึงปลายทางแน่นอนว่าด้านล่างเป็นลานดินโล่งกว้าง ที่มีดาบเล่มยักษ์ปักอยู่ที่กึ่งกลางไม่มีสิ่งของอื่นใดตกแต่งเพิ่มเติม มีเพียงดาบเล่มนั้นเล่มเดียว สายตาของคณะทั้งหมดรวมศูนย์ไปที่ดาบเล่มนั้นด้วยความสนใจและก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดเช่นกัน เพราะจากสิ่งที่พวกเขาเห็น นั่นมันเป็นเหมือนป้ายหลุมศพขนาดใหญ่มากกว่าจะเป็นดาบแม้มันจะดูคลายคลึงอยู่บ้างก็เถอะ
“อาจารย์ข้าอยู่ที่นี่เชิญท่านอาวุโสโจวขอรับ ...” เทียนคงเดินไปที่ดาบยักษ์ก่อนเป็นคนแรก แล้วแสร้งทำเป็นกราบไหว้จากนั้นจึงผายมือเชิญไปที่โจวเฟิง ที่ยืนห่างออกไป
โจวเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วถอนมันออกมา ภาพความทรงจำเมื่ออดีตของเขากับหลิวเยี่ยนเฟยพรั่งพรูออกมาน้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่เคยไหลพลันเอ่อล้นออกมาจากดวงตา เขาปาดเช็ดมันแล้วก้าวเข้าไปด้วยความเศร้าโศกแต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น แม้แต่เทียนคงเองก็ไม่คาดคิด
“เปรี๊ยะ ๆ ๆๆๆ.... เปรี้ยงงงง ..... อะ ... อะไรน่ะ” ทันทีที่โจวเฟิงเดินเข้าไประยะหนึ่งห่างจากตัวดาบประมาณห้าเมตรประกายสายฟ้าก็พลันเกิดขึ้นรอบตัวดาบ แล้วฟาดฟันไปที่โจวเฟิงในทันทีสิ่งนี้เกิดขึ้นเร็วมาก โจวเฟิงที่ไม่ทันตั้งตัวจึงโดนสายฟ้านี้ฟาดเข้าเต็ม ๆ ซึ่งมีพลังถึงระดับปรมาจารย์ขั้นห้าตามระดับพลังของหลิวเยี่ยนเฟยก่อนจะลาโลกไป จึงถือได้ว่าเป็นโชคดีของเหล่าคณะที่เหลือที่ไม่ได้เข้ามาเป็นคนแรก และไม่ได้เดินตามโจวเฟิงไปมิเช่นนั้นจะต้องเจ็บหนักเป็นแน่
เทียนคงเองก็แสดงสีหน้าตกใจเช่นกันเพราะเขาก็ไม่ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น แม้มันจะเคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้กับเย่อิ๋งแต่ด้วยอะไรบางอย่างทำให้สายฟ้าที่ฟาดไปที่เย่อิ๋งนั้นเบาบางกว่าที่ฟาดที่โจวเฟิงนับร้อยเท่า และตอนนั้นเทียนคงก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เพราะกำลังขนย้ายสมุนมาที่ดาบเพื่อสร้างสุสานนั่นเอง
เทียนคงรีบเข้าไปหาโจวเฟิงแล้วเอ่ยถามทันที“ท่านอาวุโส เป็นอะไรหรือไม่” ด้วยความกังวล เพราะสีหน้าของโจวเฟิงตอนนี้บ่งบอกได้เลยว่าเขาตกใจแค่ไหนแต่เทียนคงไม่ได้ทราบว่าที่โจวเฟิงแสดงสีหน้าแบบนั้น ไม่ได้ตกใจเพราะสายฟ้าที่ฟาดแต่ตกใจกับสายฟ้าที่เกิดขึ้นกับเขา แต่ไม่เกิดขึ้นกับเทียนคงต่างหาก
“นี่มัน ...หรือว่า ...... ตาเฒ่านั่น ..... ไม่จริงน่า เป็นไปไม่ได้ .....”โจวเฟิงครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่างที่เกินจินตนาการของเขาไปมากถึงสิ่งที่เป็นเพียงตำนานเล่าขาน ที่ตัวเขาไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาตัวเขาเริ่มสั่นไหวเนื่องจากความตื่นเต้นยินดีที่ปะปะไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
เขาไม่ได้สนใจเสื้อผ้าบางส่วนที่กำลังลุกไหม้จากการโดนสายฟ้าฟาดใส่แล้วหันไปทางเทียนคงพร้อมกับเอ่ยถามด้วยใบหน้าจริงจังว่า “เจ้าหนุ่ม ... ก่อนหน้านี้ที่เจ้าได้บอกเล่าเหตุการณ์ที่ตาเฒ่าตายเขาได้หลอมพลังที่จุดต้นกำเนิดใช่ไหม”
เทียนคงที่กำลังใช้มือปัดเสื้อผ้าของโจวเฟิงอยู่จึงตอบอย่างรวดเร็วว่า “ใช่ขอรับ” โจวเฟิงได้ยินจึงสูดลมหายใจแล้วถามต่อว่า “และเจ้ายังบอกว่าร่างของเขาที่สลายไปในอากาศได้หลอมรวมเข้ากับอาวุธด้วยใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับ”
“...แล้วอาวุธที่ว่านี้คือ ดาบเล่มนี้ใช่หรือไม่...”
“ใช่แล้วขอรับ”เทียนคงตอบคำถามโดยไม่ได้คิดอะไร เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นความจริงไม่มีความจำเป็นต้องสร้างคำโกหกใด ๆ
โจวเฟิงปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วคิดในใจด้วยความพรั่นพรึงว่า “.... หรือว่านี่จะเป็นอาวุธระดับจิตวิญญาน” !!!