ตอนที่ 17 ซื่อจื่อแห่งฉีอ๋อง ัท่ามกลางหมู่คน (1)
เดือนสองัเชิดหัว[1] ผู้คนไม่น้อยเริ่มออกมาเที่ยวชมทิวทัศน์ฤดูใบไม้ผลิ
เหยียนจื่อม่อเอียงตัวพิงข้างรถม้าอย่างอ่อนแรง ส่วนเหยียนฟางซึ่งยืนอยู่ข้างๆ กำลังมองด้วยความสงสัย “พี่หญิงห้า เหตุใดท่านถึงได้ไร้ชีวิตชีวาเช่นนี้เล่า ไม่อยากออกไปข้างนอกหรือ”
“เปล่า แค่รู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อยน่ะ”
จวนโหวเริ่มการอบรมสั่งสอนหลังผ่านเดือนหนึ่งมาไม่นาน แม้นางมีประสบการณ์จากชาติก่อนจึงไม่ถึงขั้นไม่เข้าใจไปเสียทั้งหมด ทว่าการต้องซ่อนความสามารถไว้ในบางครั้งต่างหากที่เป็เื่ยากลำบากที่สุด
“วันนี้ซื่อจื่อแห่งฉีอ๋องจัดงานเลี้ยงท่าชิง[2]ทีู่เาเจียว เกรงว่าคงมีบุตรีตระกูลขุนนางและบัณฑิตผู้สูงศักดิ์จำนวนไม่น้อยมาเข้าร่วม ประเดี๋ยวคงจะเหนื่อยกว่านี้อีก”
“อืม”
เหยียนจื่อม่อรู้สึกเหนื่อยล้าและไม่ค่อยอยากสนทนากับเหยียนฟางนัก แต่อีกฝ่ายกลับเหมือนผึ้งตัวเล็กๆ ที่คอยส่งเสียงหึ่งๆ อยู่ข้างหู สุดท้ายด้วยความจนปัญญาจึงได้แต่ถามคำตอบคำจนกระทั่งรถม้ามาถึงูเาเจียว
เหยียนจื่อจวิ้นเดินเข้ามาวางเก้าอี้เตี้ยแล้วส่งมือให้ “น้องหญิงทั้งสองถึงูเาเจียวแล้ว ลงจากรถม้าเถอะ”
เหยียนฟางมองเหยียนจื่อจวิ้นก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่สาม ท่านทำตัวประหนึ่งเทพัเห็นหัวไม่เห็นหาง[3]มาตลอด ไฉนวันนี้ถึงมีเวลาว่างออกมาเที่ยวกับพวกน้องหญิงได้เล่า”
“ท่านพี่สั่งมา ย่อมไม่อาจขัดขืนน่ะสิ!”
เหยียนจื่อจวิ้นกล่าวพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม หางคิ้วโค้งมนเปี่ยมด้วยความใจดีและสนิทสนมใกล้ชิด ทว่ามีเพียงเหยียนจื่อม่อเท่านั้นที่รู้ถึงจิตใจอันสูงส่งและความรักอิสระของญาติผู้พี่คนนี้
...ในฐานะบุตรชายสายตรงของบ้านรอง แม้เขาไม่ได้มีไหวพริบในการจัดการงานต่างๆ เหมือนพี่ชายใหญ่ แต่เป็คนสุขุมเยือกเย็นที่สุด กระทั่งยามสิ้นใจในชาติก่อน อีกฝ่ายยังทะนงตนไม่ยอมจำนนในศักดิ์ศรี
“วันนี้ฉีซื่อจื่อจัดงานสังสรรค์ ประเดี๋ยวพวกเ้าต้องระวังเื่ต่างๆ ให้ดี หากเกิดเื่ขึ้นให้สาวใช้มาตามข้าได้”
คำพูดที่ฟังดูเหมือนอ่อนโยนของเขากลับแฝงด้วยความนัยบางอย่าง โดยเฉพาะสายตาที่เลื่อนผ่านร่างของเหยียนจื่อม่อไปอย่างคลุมเครือ ทว่าแววตาของคนโดนมองกลับปรากฏรอยยิ้มประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะเผยรอยยิ้มน่าหลงใหลออกมาบางเบา
เหยียนจื่อม่อทราบดีว่าเหตุใดอีกฝ่ายเป็กังวลนัก แม้ชาติก่อนนางจะไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงท่าชิง ทว่าการขับร้องอันแสนไพเราะของเหยียนจื่อหลิงและการเขียนภาพทิวทัศน์ของซื่อจื่อแห่งฉีอ๋องกลับถูกเล่าขานกันเป็เวลาหนึ่งทีเดียว แน่นอนว่าไม่มีอะไรมากไปกว่าคำว่าเหมาะสมดุจกิ่งทองใบหยก หรือบุรุษอัจฉริยะคู่หญิงงามควรเป็เช่นนี้
...ทว่าแรกเริ่มเดิมทีคนที่หมั้นหมายกับฉีซื่อจื่อคือนางซึ่งอยู่ในท้องเจี่ยนซื่อ
เมื่อคนตระกูลเหยียนมาถึง ูเาเจียวก็พลุกพล่านไปด้วยผู้คนแล้ว ทุกทางแยกบริเวณใกล้เคียงมีทหารเฝ้าอยู่ ูเาสีเขียวขจี ลำธารสีครามใส มวลเมฆล่องลอยจับตัวเป็ก้อน เรือนพักสีแดงเคียงคู่ต้นหลิวเขียว เห็นแล้วชวนให้รู้สึกสงบและสดชื่นนัก
พวกเหยียนจื่อหลิงกับเหยียนฉิงพูดคุยหัวเราะระหว่างเดินไปข้างหน้าไม่หยุด ไม่นานก็ได้พบกับสตรีสวมชุดกระโปรงป้ายสามทบตัวยาวและมีรูปโฉมโดดเด่นตรงทางเดินแคบ
แม้ตอนแรกเหยียนจื่อม่อจะเห็นไม่ชัด แต่เมื่อดวงตางดงามของสตรีผู้นั้นเลื่อนมาสบช้าๆ นางพลันกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว แววตาที่นิ่งสงบแปรเปลี่ยนในทันที
“พี่หญิงห้า เป็อะไรหรือ”
เหยียนฟางสับสนเล็กน้อย ปกติแม้พี่หญิงห้าคนนี้ไม่เคยได้รับการอบรมเป็อย่างดี แต่ไม่เคยเสียกิริยาเช่นนี้มาก่อน ไฉนเมื่อครู่จู่ๆ อีกฝ่ายถึงเผยสีหน้าโศกเศร้าออกมาแวบหนึ่งได้
“ไม่มีอะไร”
เหยียนจื่อม่อพึมพำเสียงเบาจนแทบจับอารมณ์ไม่ได้ มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าตนต้องเก็บกลั้นความโกรธแค้นมากเพียงใดถึงจะยืนอย่างใจเย็นเช่นนี้ได้
...สตรีที่ทำลายชีวิตนางปรากฏตัวออกมาเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เชิงอรรถ
^ เดือน 2 ตามปฏิทินจันทรคติเป็นเทศกาลดั้งเดิมของจีน ชาวจีนมักต้องบวงสรวงมังกร ขอฝน ขอให้เทพเจ้าคุ้มครองและขอให้การเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์^ งานเลี้ยงชมธรรมชาติในฤดูใบไม้ผลิ^ หมายถึง คนที่มักไม่ค่อยแสดงตัว หรือคนที่ชอบทำตัวลึกลับ หาตัวยาก