[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 139 มีเรื่องสนุกเช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วย เจ้าหนูค้นหาสมบัติตัวนี้มิเคยทำให้ผิดหวัง

    ตอนที่ 139 มีเรื่องสนุกเช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วย เจ้าหนูค้นหาสมบัติตัวนี้มิเคยทำให้ผิดหวัง

            “ผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารปรากฏตัวขึ้นแล้ว”

            ในขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสหญิงผู้มีดวงตาเย็นเยียบราวกับอสรพิษกล่าวขึ้น น้ำเสียงแหบแห้งชวนขนลุกจนผู้คนอดมิได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

            ในมือของนางถือสัญลักษณ์เร้นลับชิ้นหนึ่งซึ่งทอประกายวาววับเยือกเย็นออกมา

            “นั่นละคือเหตุผลที่ข้าเรียกพวกเจ้าทุกคนมารวมตัว” ผู้อาวุโสบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้มีเขาแพะอยู่บนศีรษะเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาแม้แฝงด้วยกลิ่นอายแห่งเซียน ทว่าความเย็นชาในถ้อยคำนั้นกลับทำให้บรรยากาศยิ่งมืดครึ้มลง

            เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่โดยรอบต่างพยักหน้า แววตาเย็นเยียบเอ่ยขึ้นพร้อมกัน “ดูท่าว่าคำพยากรณ์จะเป็นความจริง เขามาเพื่อครอบครองมรดกที่มหาเทพวัฏสงสารทิ้งเอาไว้ หาได้คาดคิดไม่ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ คำเล่าขานเรื่องตราทาสที่ว่าเป็นเพียงตำนานนั้นจะกลับมีตัวตนอยู่จริง”

            “มิคาดฝันเลยว่าในวันนี้มันจะสำแดงฤทธิ์ขึ้นมา ช่างน่าพิศวงเกินจินตนาการนัก”

            เสียงที่แทรกขึ้นเป็นของผู้อาวุโสบุรุษผู้มีจงอยปากแหลมคมราวกับเหยี่ยว สีหน้าของเขาดูขุ่นมัวลึกล้ำ ความรู้สึกกดดันที่แทรกซึมถึงจิตวิญญาณทำให้เขาแทบหายใจมิออก

            สัญลักษณ์บนแขนของเขาเริ่มร้อนผ่าว ประหนึ่งตราประทับที่ยากจะลบเลือน ต่อให้พยายามสักเพียงใดก็มิอาจขจัดมันออกไปได้

            ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันมิเคยสำแดงฤทธิ์ออกมาเลย จนแทบจะทำให้พวกเขาคิดว่าตราทาสนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าขานที่ลอยลม มิมีสิ่งใดยืนยันความจริงได้

            แต่แล้วในวันนี้ เมื่อมันสำแดงฤทธิ์ขึ้นมา ความรู้สึกตกตะลึงและสะท้านสะเทือนก็ถาโถมเข้าใส่พวกเขาอย่างมิอาจหักห้ามได้ พวกเขารับรู้ถึงอำนาจกดขี่ที่สัญลักษณ์นั้นแผ่กระจายออกมาอย่างเด่นชัด อำนาจนั้นสามารถตัดสินความเป็นความตายของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

            สิ่งนี้คือตราทาส สัญลักษณ์ที่สถิตอยู่ลึกลงไปในสายโลหิตของพวกเขา มันสืบทอดมาจากบรรพชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เพื่อรอคอยผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสาร

            เมื่อความจริงถูกเปิดเผยออกมา พวกเขาต่างก็เต็มไปด้วยความตระหนก โกรธเกรี้ยว และมิอาจยอมรับได้

            สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการในยามนี้คือ สังหารผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารให้สิ้นซาก

            บรรพชนของพวกเขาเคยเป็นผู้ใดกันเล่า

            พวกเขาล้วนเป็นบุคคลทรงอำนาจที่ยืนหยัดอยู่บนดินแดนเซียนโบราณ จนแม้กระทั่งตระกูลที่มีโลหิตมังกรอันแท้จริงซึ่งปกครองศูนย์กลางของแผ่นดินนี้ ก็ยังมิกล้าดูแคลนบรรพชนของพวกเขา

            ทว่าในท้ายที่สุด กลับมิมีผู้ใดคาดคิดว่า บรรพชนของพวกเขาจะถูกมหาเทพวัฏสงสารกำราบ และฝังตราทาสลงในสายโลหิตและวิญญาณ ให้เฝ้ารักษามรดกอันล้ำค่าไว้เพื่อส่งต่อแก่ผู้สืบทอดรุ่นหลัง

            และบัดนี้ ผู้สืบทอดผู้นั้นก็ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว พร้อมกับกำลังเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้ ทำให้พวกเขาทุกคนตื่นตัวและหวาดระแวงถึงขีดสุด

            ผู้ใดบ้างเล่าที่จะยินยอมก้มศีรษะให้กับคนแปลกหน้าผู้มิเคยแม้แต่จะพานพบ พร้อมกับยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับอีกฝ่ายโดยมิเอ่ยขัดขืนใดๆ

            มิมีทาง! นั่นย่อมเป็นเรื่องที่มิมีผู้ใดยอมรับได้ เว้นเสียแต่คนผู้นั้นจะเป็นคนโง่เขลาเท่านั้น

            ดังนั้น พวกเขาจึงเร่งรุดมาประชุมหารือกันว่า มิว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม ผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารจะต้องสิ้นชีพสถานเดียว

            “แท่นบรรลุวิถีแห่งมรรคาของมหาเทพวัฏสงสารนั้นถูกตระกูลใหญ่หลายตระกูลของพวกเราผลัดกันครอบครองมาเนิ่นนานหลายยุค ผู้ใดบ้างจะยอมปล่อยมันไป ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข่าวลือว่าบริเวณใกล้เคียงอาจซ่อนเร้นถ้ำมรรคาของมหาเทพวัฏสงสารเอาไว้ ภายในนั้นอาจบรรจุคัมภีร์อันล้ำค่าและรากฐานอันยิ่งใหญ่ของเขา...”

            “บางที กุญแจสู่ถ้ำมรรคานั้น อาจจะอยู่ที่ตัวผู้สืบทอดผู้นั้นก็เป็นได้”

            เหล่าผู้อาวุโสต่างสนทนากันด้วยแววตาเจิดจ้า ท่าทางมุ่งมั่นวางแผนช่วงชิงถ้ำมรรคาที่ว่ามาไว้ในมือ

            สมบัติของมหาเทพวัฏสงสาร ย่อมต้องเป็นของพวกเขาอยู่แล้ว

            ผู้สืบทอดที่จู่ๆ โผล่มาจากที่ใดก็มิรู้ จะนับเป็นตัวอันใดได้เล่า กล้าดีอย่างไรถึงคิดจะแย่งชิงสมบัติของพวกเขา

            “ผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารคงมาจากโลกภายนอก อายุมิน่าจะมากนัก ตามข้อตกลงของพวกผู้อาวุโสแห่งโลกภายนอก พลังของคนรุ่นเยาว์สูงสุดคงอยู่แค่ในขอบเขตเทวะมายาเท่านั้น”

            “นั่นหมายความว่า ผู้สืบทอดผู้นั้นมีพลังมากสุดก็เท่านั้นเอง มิน่าจะเกินเลยไปกว่านี้ เมื่อใดที่เขากล้าเหยียบย่างมายังที่แห่งนี้ เขาจะต้องพบเจอกับหายนะ หาทางกลับมิได้อีกตลอดกาล สุดท้ายก็จะถูกฝังร่างไว้ ณ ที่แห่งนี้”

            เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสพลันปรากฏรอยยิ้มเย็นชา พวกเขาแทบจะมองเห็นจุดจบที่กำลังจะมาถึงแล้ว

            แม้พวกเขาจะมิอาจลงมือเองได้เพราะตราทาส ทว่าก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่สามารถลงมือแทนพวกเขาได้

            เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาจะวางข่ายอาคมกับดักตาข่ายฟ้าดิน เพื่อรอให้ผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารเดินเข้ามาหาความตายด้วยตนเอง

            หลายปีที่ผ่านมานี้ เหล่าผู้ภักดีและเผ่าพันธุ์บริวารของพวกเขาก็มีอยู่มากมาย แค่สั่งการให้ผู้แข็งแกร่งระดับเทวะสวรรค์หรือราชันเทวะสักคนออกมาจัดการ งานนี้ก็ย่อมมิใช่เรื่องยาก

            “ช่วงนี้จับตาดูพวกคนแปลกหน้าที่ปรากฏตัวไว้ให้ดี โดยเฉพาะผู้ที่มาจากโลกภายนอก สังหารผิดเสียก็ยังดีกว่าปล่อยให้หลุดรอดไปได้แม้แต่ผู้เดียว”

            ทันใดนั้น เหล่าผู้อาวุโสต่างออกคำสั่ง เสียงบัญชาการสะท้อนดังกึกก้องแผ่กระจายออกไป ทุกพื้นที่รอบซากโบราณแห่งนี้ถูกปิดล้อมและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

            มีเพียงการสังหารผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารเท่านั้น จึงจะทำให้พวกเขามีโอกาสหลุดพ้นจากพันธนาการนี้

            ตูม!

            ในเวลามินาน คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวพลันปะทุขึ้น พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า แผ่กระจายออกไปทั่วสารทิศ

            เงาร่างทรงพลังสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนท้องนภา พวกเขาเริ่มลาดตระเวน ค้นหาผู้คนที่มีพิรุธโดยรอบบริเวณ

            ชั่วขณะนั้น ในพื้นที่โดยรอบซากโบราณ เหล่าสรรพชีวิตนับมิถ้วนต่างหลั่งไหลมารวมตัวกันตามคำสั่งของเหล่าผู้อาวุโส วางกับดักตาข่ายฟ้าดินเพื่อไล่ล่าผู้คนอย่างมิลดละ

            …

            “เกิดอันใดขึ้นกันแน่ หรือว่าพวกเราจะโดนพบเข้าเสียแล้ว”

            เย่หลิงที่กำลังนำชื่อหลิงและอิ่นเหมยลอบเร้นผ่านพื้นที่ซากโบราณ ใบหน้าของเขาพลันเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน

            เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันแกร่งกล้าหลายสายพาดผ่านเหนือศีรษะ พร้อมด้วยจิตสัมผัสที่ทรงพลังแผ่กระจายไปทั่วทุกทิศราวกับจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกลาญ

            ความรู้สึกนั้นทำให้เขาสั่นสะท้านในใจ

            หากมิใช่เพราะความกล้าหาญจากประสบการณ์มากมายที่หล่อหลอมความเยือกเย็นให้เขามาแล้ว เวลานี้เกรงว่าเขาคงจะล่าถอยไปนานแล้ว

            “เหตุใดจู่ๆ ถึงได้มีผู้แข็งแกร่งมากมายปรากฏตัวขึ้น พวกเขากำลังตามหาสิ่งใดอยู่” ชื่อหลิงขมวดคิ้วก่อนเอ่ยถาม

            เงาร่างที่พาดผ่านเหนือศีรษะเมื่อครู่ มีพลังอย่างน้อยอยู่ในระดับขอบเขตเทวะสวรรค์ หากไร้ซึ่งวิธีการพิเศษ เกรงว่าพวกเขานั้นคงจะหนีความตายมิพ้น

            “ข้าเองก็มิรู้ หรือว่าจะเป็นเพราะข้า ร่องรอยของเราถูกพบเข้าแล้วหรือ ทว่าเราซ่อนตัวอย่างมิดชิด มิมีทางที่จะถูกพบได้ หรือว่านี่จะเป็นเพียงความบังเอิญ...” เย่หลิงเอ่ยด้วยสีหน้าฉงน

            เขามิได้คิดไปถึงสถานะของตนเองเลยสักนิด

            ทว่าในยามนี้ ผู้อาวุโสกุยที่สถิตอยู่ในจี้หยกกลับมีสีหน้าครุ่นคิดล้ำลึก แววตาเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด ราวกับเข้าใจบางสิ่งขึ้นมา

            “ดูเหมือนพวกเขาจะกำลังไล่ล่าผู้ใดอยู่...” อิ่นเหมยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงหน้าฉายแววกังวลขึ้นมาทันที

            เมื่อเห็นท่าทางของนาง เย่หลิงคิดว่านางกำลังเป็นห่วงตนเอง จึงหันไปยิ้มบางพลางกล่าวว่า “อิ่นเหมย เจ้ามิต้องกังวลไป เรื่องนี้อาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น มิได้เกี่ยวข้องกับข้าหรอก”

            อิ่นเหมยส่ายศีรษะ มิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่ม ทว่าความกังวลบนใบหน้ากลับมิลดลงแม้แต่น้อย

            ความจริงแล้ว สิ่งที่นางกังวลหาใช่เย่หลิงไม่ ทว่ากลับเป็นอีกคนที่ผุดขึ้นมาในใจของนาง คนผู้นั้นก็คือกู้ฉางเกอ

            การที่มีผู้แข็งแกร่งมากมายถูกปลุกให้ตื่นตัว ถึงกับมีผู้แข็งแกร่งระดับเทวะสวรรค์เข้ามาค้นหาเช่นนี้ ย่อมเป็นการไล่ล่าที่ผิดปกติอย่างยิ่ง

            โดยมิรู้ตัว นางอดคิดถึงกู้ฉางเกอมิได้

            นางตระหนักรู้ดีว่าเป้าหมายของกู้ฉางเกอนั้นคือสิ่งใด บางทีอีกฝ่ายอาจได้ล่วงหน้าไปถึงส่วนลึกของพื้นที่นี้แล้ว ดังนั้นเรื่องทั้งหมดอาจเป็นเพราะร่องรอยของกู้ฉางเกอถูกเปิดเผย จึงทำให้เหล่าผู้มีอำนาจในดินแดนนี้ต่างเดือดดาล และออกตามล่าอย่างเอาเป็นเอาตายเข้า

            ความคิดนั้นทำให้อิ่นเหมยอดเป็นห่วงเขามิได้

            ทว่าหากกู้ฉางเกอสิ้นชีพลง ณ ที่แห่งนี้ มนตราพันธนาการที่ผูกมัดนางไว้ก็อาจจะถูกทำลายลง นางก็ควรจะยินดีถึงจะถูก ทว่าด้วยเหตุใดเล่าถึงได้เอาแต่กังวลในตัวเขาเช่นนี้

            ในเมื่อกู้ฉางเกอผู้นั้นเป็นคนที่เย็นชาและไร้หัวใจอย่างถึงที่สุด

            ยิ่งไปกว่านั้น ตามคำสั่งของกู้ฉางเกอนั้น นางต้องแอบปลุกปั่นความสัมพันธ์ระหว่างเย่หลิงและชื่อหลิงให้แตกหัก อีกทั้งในยามที่เย่หลิงกำลังเข้าใกล้จุดสำคัญ นางยังต้องเผลอสร้างปัญหาเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้แข็งแกร่งผู้อื่นให้มายังที่แห่งนี้

            คำสั่งนั้นเท่ากับการเอาชีวิตของนางไปเดิมพัน

            เพราะหากนางดึงดูดความสนใจและเปิดเผยร่องรอยของพวกเขาออกมา นางเองก็ย่อมจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอย่างถึงที่สุดเช่นกัน

            ทว่าเมื่อสิ่งนี้เป็นคำสั่งของกู้ฉางเกอ นางก็มิอาจจะปฏิเสธได้

            เหตุใดเล่านางจึงต้องเป็นห่วงคนเย็นชาเช่นเขาด้วย

            “เจ้าจงฟังให้ดี คนพวกนี้มายังที่แห่งนี้ก็เพราะเจ้าโดยเฉพาะ...”

            เสียงของผู้อาวุโสกุยดังขึ้นมาจากจี้หยก ทำให้ใบหน้าของเย่หลิงแข็งทื่อไปในทันที

            มาสืบค้นหาตัวเขาอย่างนั้นหรือ

            นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน

            เย่หลิงรู้สึกสมองมึนงงไปชั่วขณะ

            “มหาเทพวัฏสงสารได้มอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ไว้ให้แก่เจ้า ทว่าก็ได้ทิ้งบททดสอบเอาไว้ด้วยเช่นกัน มีเผ่าพันธุ์ผู้พิทักษ์ที่คอยเฝ้ารักษาสิ่งที่มหาเทพวัฏสงสารหลงเหลือเอาไว้ หากเจ้ามิสามารถผ่านบททดสอบนี้ไปได้ ก็มิมีวันได้รับสิ่งของเหล่านั้นไปครอบครอง อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่เจ้าจะต้องสิ้นชีพอยู่ ณ ที่แห่งนี้”

            เสียงอธิบายของผู้อาวุโสกุยทำให้เย่หลิงแทบคลั่ง เขายกมือขึ้นลูบขมับพร้อมกับตวาดออกมา “เหตุใดถึงเพิ่งมากล่าวเอาในยามนี้เล่า ท่านมิเห็นหรือว่าข้ากำลังลำบากแสนเข็ญอยู่! มหาเทพนี่ก็เหมือนกัน จะมอบโอกาสให้ทั้งที เหตุใดถึงต้องเล่นเล่ห์อันใดให้ยุ่งยากเช่นนี้ด้วย”

            แม้จะบ่นออกไปเช่นนั้น ทว่าก็เป็นเพียงถ้อยคำเพื่อระบายความมิพอใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเขาเองก็รู้ดีว่า ตัวเขานั้นได้รับมรดกจากมหาเทพวัฏสงสารมาแล้ว รวมถึงโชคชะตาและโอกาสอีกมากมาย

            สถานการณ์ในยามนี้ เขายากจะถอยหลังได้ มีเพียงแต่ต้องกัดฟันเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

            ในขณะเดียวกัน อิ่นเหมยที่สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเย่หลิง ดวงตาของนางพลันสั่นไหวเล็กน้อย

            “ดูเหมือนคนพวกนี้จะมาตามหาเขาจริงๆ...”

            นางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย

            ในมินาน ทั้งสามก็ออกเดินทางต่อไป โดยครั้งนี้ได้ระมัดระวังตัวมากกว่าเดิมหลายเท่า ทั้งพยายามซ่อนตัวและหลบเลี่ยงเงาร่างที่เคลื่อนผ่านอยู่บนท้องนภา

            เย่หลิงรู้ดีว่าแท่นบรรลุวิถีแห่งมรรคาาที่มหาเทพวัฏสงสารทิ้งเอาไว้ให้เขานั้น หล่อหลอมขึ้นมาจากศิลาแห่งวัฏสงสารที่แสนพิสดาร

            ศิลาแห่งวัฏสงสารนั้นแฝงไว้ซึ่งกฎเกณฑ์แห่งกาลเวลา และพลังของกาลเวลาเองก็ทรงพลังทัดเทียมกับพลังแห่งมิติ ซึ่งเป็นพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพลังแห่งคุณสมบัติทั้งหลาย

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของเย่หลิงยิ่งพลุ่งพล่าน เต็มไปด้วยความปรารถนา

            “หนทางเดียวของเจ้าในยามนี้ คือการใช้มรดกที่มหาเทพวัฏสงสารมอบไว้ให้ ค้นหาถ้ำมรรคาที่เขาทิ้งเอาไว้ ภายในนั้นจะมีหนทางให้เจ้าครอบครองแท่นบรรลุวิถีแห่งมรรคานั้นได้...”

            เสียงของผู้อาวุโสกุยดังขึ้นจากจี้หยกอีกครั้ง พร้อมกับชี้แนะวิธีการแก้ไขสถานการณ์ให้แก่เขา

            เพราะด้วยพลังในยามนี้ของเย่หลิงแล้ว มิมีทางที่เขาจะสามารถเอาชนะเผ่าพันธุ์ผู้พิทักษ์ได้โดยตรง

            เขาจำต้องหาวิธีการที่จะทำให้เผ่าพันธุ์เหล่านั้นยอมรับในตัวเขาให้ได้ นี่คือโอกาสเดียวของเขาในการผ่านบททดสอบนี้

            แม้แต่ผู้อาวุโสกุยเองก็มิรู้ว่า เผ่าพันธุ์ผู้พิทักษ์นั้น แท้จริงแล้วถูกฝังตราทาสโดยมหาเทพวัฏสงสาร หาใช่ผู้ที่ยินยอมภักดีโดยสมัครใจไม่

            เมื่อได้ฟังดังนั้น เย่หลิงก็ขบกรามแน่น ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นแน่วแน่

            “ข้าจะต้องได้มันมา! หากมิเช่นนั้น ข้าจะไปล้างแค้นกู้ฉางเกอได้อย่างไร”

            “เขาผู้นั้นคือผู้สืบทอดวิชามารตัวจริง!”

            เมื่อภาพใบหน้าของกู้ฉางเกอ ผู้เป็นศัตรูคู่อาฆาตผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของเขา เย่หลิงก็พลันรู้สึกถึงพลังและความมั่นใจที่เอ่อล้นขึ้นมาภายในใจ

            …

            หลังจากออกจากสุสาน ร่างของกู้ฉางเกอยังคงซ่อนเร้นอยู่ในห้วงมิติแห่งความว่างเปล่า หาได้ปรากฏกายออกมาให้เห็นไม่

            ด้วยร่างของเหล่ามหายุทธ์โบราณที่ล่วงลับไป เขาจึงสามารถยกระดับพลังบำเพ็ญเพียรขึ้นอย่างก้าวกระโดด อีกทั้งยังได้รับพลังต้นกำเนิดอันล้ำค่ามาจำนวนมิน้อย

            ในยามนี้เขามีระดับพลังอยู่ในขอบเขตราชันเทวะขั้นกลางแล้ว!

            กู้ฉางเกอสัมผัสได้ว่า ณ เวลานี้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้มีพลังบำเพ็ญระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์โดยตรง เขาก็ยังสามารถต่อกรได้อย่างมิหวั่นเกรง

            หากเป็นการลอบสังหารจากความมืดแล้วนั้น การสังหารผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมิใช่เรื่องยากเย็นอันใดสำหรับเขา

            และนี่เป็นเพียงการประมาณการณ์ขั้นต่ำของเขาเท่านั้น

            แม้จะกล่าวกันว่า ผู้ศักดิ์สิทธิ์เพียงสะบัดฝ่ามือก็สามารถทำลายล้างดวงดาราได้อย่างง่ายดาย ความแข็งแกร่งนั้นเกินกว่าที่จะคาดคิดได้

            นั่นก็เพราะพวกเขาได้ก้าวข้ามสู่ขอบเขตแห่งการควบคุมพลังของกฎเกณฑ์ ซึ่งถือเป็นการกดขี่อย่างสมบูรณ์ต่อผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทำให้มิอาจต้านทานได้เลย

            แม้แต่ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในขอบเขตราชันเทวะ เมื่อเผชิญหน้ากับว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังยากจะต่อต้านได้

            ผู้ที่สามารถฝืนชะตา ลุกขึ้นสังหารผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่เข้าถึงพลังบางอย่างที่ก้าวล้ำข้ามขอบเขตของตนเองไปแล้วทั้งสิ้น

            ยามนี้ พลังที่กู้ฉางเกอเปิดเผยออกมานั้นอยู่เพียงขั้นต้นของระดับขอบเขตเทวะมายาเท่านั้น ซึ่งสำหรับคนรุ่นเยาว์แล้ว ถือเป็นระดับที่ยากจะมีผู้ใดเทียบเทียมได้

            ดังนั้น กู้ฉางเกอจึงมิได้คิดจะเร่งทะยานไปมากกว่านี้ เพราะสิ่งใดที่เกินพอดี ก็ย่อมก่อให้เกิดปัญหาเอาได้

            หากเขาเผยพลังที่เกินความคาดหมายออกไป ก็ย่อมดึงดูดความสนใจจากเหล่ามหายุทธ์ผู้อาวุโสที่อยู่มาอย่างเนิ่นนานเกินกว่ายุคสมัย

            พวกคนเหล่านั้นมีชีวิตอยู่มานานนัก แล้วจะมิเคยพบเจอกับอัจฉริยะผู้ล้ำเลิศหรือ

            สำหรับพรสวรรค์ของตัวเขาแล้ว การมีพลังอยู่ในระดับขอบเขตเทวะมายาในวัยนี้ ก็ย่อมถือว่าพอเหมาะพอดี

            เขาย่อมมิคิดจะก่อความวุ่นวายโดยมิจำเป็น เพราะตัวเขานั้นแตกต่างจากผู้อื่นโดยสิ้นเชิง

            หนทางที่เขาเลือกเดิน คือเส้นทางแห่งการฝึกบำเพ็ญเพียรทั้งมรรคาเซียนและมารพร้อมกัน

            ภายนอกนั้นเขาใช้คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์เพื่อหลอกลวงสายตาผู้คน

            หากมีผู้ใดกล้าสำรวจพลังต้นกำเนิดของเขา ต่อให้ตรวจพบ ก็ย่อมยืนยันได้ว่าเขาฝึกฝนคัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์อย่างแท้จริง

            ทว่าในความลับนั้น ยังมีวิชามหามารกลืนเทพต่างหากที่เป็นรากฐานที่แท้จริงของเขา

            นอกจากตัวเขาเองแล้ว จะมีผู้ใดล่วงรู้ถึงพลังที่แท้จริงนี้ได้

            จะเป็นศัตรูของเขาหรือ

            ทว่าศัตรูผู้ซึ่งได้เห็นพลังอันแท้จริงของเขานั้น ก็ล้วนสิ้นชีพไปแล้วทั้งสิ้น!

            “ตามเส้นทางที่อิ่นเหมยกล่าวไว้ การสืบค้นหาตัวเย่หลิงคงมิใช่ปัญหา ทว่าในยามนี้ทั้งพื้นที่ซากโบราณกลับถูกก่อคลื่นลมปั่นป่วนขึ้นมา หรือว่าเย่หลิงจะถูกพบร่องรอยเข้าแล้ว”

            ขณะเคลื่อนผ่านความว่างเปล่า คิ้วของกู้ฉางเกอพลันขมวดแน่น

            เขาอดคิดมิได้ว่า บางทีเขาอาจจะประเมินความสามารถของเย่หลิงสูงเกินไป

            เย่หลิงจะถูกพบตัวได้ง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            หากสิ้นชีพไปเสียสิ้น แล้วจะมารับเคราะห์แทนเขาต่อไปได้อย่างไรกัน

            “มิถูกต้อง เหล่าสรรพชีวิตเหล่านี้กำลังค้นหาแบบไร้ทิศทาง ดูท่าพวกเขาเองก็มิรู้แน่ชัดว่ากำลังตามหาผู้ใดอยู่”

            กู้ฉางเกอรับรู้ถึงความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย

            คิดไปแล้ว เรื่องที่เย่หลิงเป็นผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารนั้นมีคนรู้เพียงมิกี่คน

            นอกจากตัวเขาและเยวี่ยหมิงคงแล้วนั้น ยังจะมีผู้ใดล่วงรู้เรื่องนี้ได้อีก

            ต่อให้เย่หลิงโง่งมสักเพียงใด เขาก็ต้องรู้ว่านี่เป็นเรื่องที่มิมีทางแพร่งพรายออกไปได้

            “พื้นที่ซากโบราณนี้ซ่อนสิ่งที่มหาเทพวัฏสงสารทิ้งไว้ให้กับเย่หลิง ทว่าตามวิสัยแล้ว คงต้องมีบททดสอบอันใดบางอย่างก่อน หรือว่านี่คือบททดสอบสำหรับเย่หลิงกัน”

            ในใจของกู้ฉางเกอพลันเข้าใจประเด็นสำคัญขึ้นมา

            เขาเองก็มิแน่ใจว่าสิ่งที่เขาคาดเดานั้นถูกต้องหรือไม่

            ครืน!

            ความว่างเปล่าพลันสั่นสะเทือนเล็กน้อย ระลอกคลื่นจางๆ แผ่ซ่านออกไป กู้ฉางเกอเห็นร่างของสรรพชีวิตผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในขอบเขตเทวะสวรรค์ กำลังสำรวจพื้นที่อยู่มิไกลจากเขานัก

            ทันใดนั้น เขาก็เร่งก้าวขา ฝ่าความว่างเปล่าเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว

            แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์ ณ เวลานี้ ก็ยังยากจะจับสัมผัสการเคลื่อนไหวนี้ได้

            กู้ฉางเกออดมิได้ที่จะผิวปากเบาๆ อย่างชื่นชม

            พรสวรรค์แห่งมิตินี้ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก

            มิน่าแปลกใจเลยที่ในยุคบรรพกาล ผู้ครอบครองพรสวรรค์แห่งมิติซึ่งเป็นจักรพรรดิแห่งการลอบสังหารผู้นั้น จะเคยลงมือสังหารผู้แข็งแกร่งระดับเซียนแท้ และเกือบจะลงมือได้สำเร็จแล้ว

            การเคลื่อนไหวผ่านห้วงมิติแห่งความว่างเปล่า ประหนึ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมัน ราวกับมัจฉาแหวกว่ายลงสู่ธารา วิหคบินสู่พงไพร สะดวกสบายไร้อุปสรรคโดยแท้

            แน่นอนว่า…

            นี่เป็นเพียงการใช้งานพลังแห่งมิติในขั้นพื้นฐานเท่านั้นเอง

            “ผู้ใดกัน…”

            ในฉับพลันนั้นเอง ร่างของสรรพชีวิตผู้หนึ่งซึ่งกำลังค้นหาไปตามป่าศิลาแกะสลักพลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสรรพางค์ ราวกับมีบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกำลังจ้องมองมันจากด้านหลัง ความเย็นเยียบแทงลึกจนแม้แต่จิตวิญญาณยังถูกแช่แข็ง

            มันตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด มันกำลังจะหันกลับไปมอง ทว่าแล้วก็พลันเห็นระลอกคลื่นจางๆ แผ่กระจายออกมาจากความว่างเปล่าด้านหน้า ก่อนที่ร่างของบุรุษหนุ่มในอาภรณ์ขาวสะอาดสะอ้านจะก้าวออกมา ใบหน้าของเขาแฝงรอยยิ้มสบายๆ ราวกับทุกอย่างอยู่ในการควบคุมทั้งสิ้น

            “ชู่ว์…อย่าส่งเสียงเอา มิเช่นนั้นเจ้าจะสิ้นชีพเอาได้”

            กู้ฉางเกอกล่าวพลางยิ้มบาง

            วินาทีต่อมา ช่องแยกหนึ่งพลันปรากฏขึ้นกลางความว่างเปล่า รอยแยกนั้นขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะฉีกทึ้งท้องนภาออกเป็นสองส่วน

            “เจ้า…”

            สรรพชีวิตร่างสูงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่สัญลักษณ์ลี้ลับน่าหวาดกลัวจะลอยขึ้นมาในดวงตาของมัน

            ทว่ายังมิทันที่มันจะทำอันใดได้ ความสยดสยองก็ถาโถมเข้าใส่ ร่างของมันถูกช่องแยกนั้นกลืนหายเข้าไปอย่างสมบูรณ์ แม้แต่เสียงกรีดร้องก็มิทันได้เปล่งออกมา

            ในชั่วพริบตาเดียว กู้ฉางเกอก็หันหลังและสลายร่างหายไปในความว่างเปล่าอีกครั้ง

            เหตุการณ์ทั้งหมดราวกับเป็นเพียงภาพมายาไร้ตัวตน ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างไร้ร่องรอย ผู้คนรอบข้างมิทันได้ล่วงรู้เสียด้วยซ้ำว่า มีผู้แข็งแกร่งระดับเทวะสวรรค์ได้หายสาบสูญไปดั่งละอองควัน

            ประหนึ่งก้อนหินที่ถูกโยนลงสู่มหาสมุทรอันลึกล้ำ ก่อนจะจมหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง

            “ที่แห่งนี้คือที่ใด เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่”

            ครืน!

            ภายในโลกภายใน ณ ยอดเขาแห่งหนึ่ง

            ร่างสูงใหญ่ถูกกู้ฉางเกอโยนลงกับพื้น มันมองอีกฝ่ายด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด ร้องตะโกนลั่นราวกับพบเจอกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต

            ในฐานะผู้ทรงพลังระดับเทวะสวรรค์ ซึ่งสามารถพลิกฝ่ามือทำลายล้างนครทั้งเมืองได้ในชั่วพริบตา ทว่ามันกลับมิทันได้รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าถูกพาตัวมายังที่แห่งนี้

            เมื่อมันฟื้นคืนสติ ก็พบว่าตนเองอยู่ในมิติที่มิคุ้นเคย สิ่งนี้ทำให้มันทั้งตกตะลึงและหวาดผวา

            นี่มันเป็นวิชาน่าอันสะพรึงกลัวอันใด

            แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์ยังมิอาจจะกระทำได้ เพราะนี่มิใช่เพียงการควบคุมพลังแห่งสวรรค์และปฐพีเท่านั้น ทว่าเป็นพลังที่สูงส่งยิ่งกว่า มันคือการควบคุมมิติอย่างนั้นหรือ

            มันรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง เหงื่อเย็นผุดขึ้นทั่วตัว

            บุรุษหนุ่มผู้ดูเหมือนจะมาจากโลกภายนอกผู้นี้ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!

            กู้ฉางเกอเองก็มิอยากจะก่อคลื่นลมอันใดให้เกิดความวุ่นวาย จนไปกระตุ้นความสนใจของสรรพชีวิตอื่นๆ เข้า ดังนั้นเขาจึงพาตัวมันเข้ามาสู่โลกภายในแห่งนี้

            ยิ่งพลังของเขาเพิ่มขึ้น โลกภายในก็ยิ่งขยายขีดจำกัดให้รองรับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น

            การกักขังผู้ทรงพลังระดับเทวะสวรรค์เช่นนี้ จึงหาใช่เรื่องยากเย็นสำหรับเขาไม่

            “ข้ามีเรื่องราวสงสัยใคร่รู้อยู่มิกี่ประการ” กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นอย่างมิใส่ใจ

            “เรื่องใดเล่า หากข้ารู้ ข้าจะกล่าวบอกท่านทุกอย่าง!”

            สรรพชีวิตร่างสูงเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน ดวงตาฉายแววหวาดผวาอย่างถึงที่สุด

            ที่แห่งนี้ มันมิอาจสัมผัสได้ถึงสิ่งใดรอบตัวได้เลย ราวกับถูกขังอยู่ในห้วงความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ไพศาล และตนเองก็เป็นเพียงมดปลวกที่ต่ำต้อยภายใต้การจับจ้องของสวรรค์

            “มิจำเป็น ข้าชอบลงมือด้วยตนเองเสียมากกว่า”

            กู้ฉางเกอกล่าวเรียบๆ พร้อมยกมือขึ้น

            แสงสีดำสนิทแผ่ซ่านออกจากฝ่ามือ เส้นแสงสีดำจำนวนนับมิถ้วนพลันพุ่งออกมาราวกับใยไหมหมื่นเส้น ครอบคลุมลงบนหน้าผากของมัน

            การค้นวิญญาณได้เริ่มต้นขึ้น

            “ที่แท้ก็เป็นคำสั่งจากเหล่าผู้อาวุโส...”

            “ช่างน่าสนใจนัก มีเรื่องสนุกเช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วยหรือ... ตราทาส ถ้ำมรรคาของมหาเทพ... เจ้าหนูค้นหาสมบัติตัวนี้มิเคยทำให้ข้าผิดหวังเสียจริง”

            ครู่ต่อมา กู้ฉางเกอก็ปลดปล่อยความเจ็บปวดให้กับมันจนสิ้น ร่างสูงใหญ่ของมันนิ่งสนิทราวกับมิเคยมีชีวิตอยู่มาก่อน

            บนใบหน้าของเขา ปรากฏแววบางอย่างที่ยากจะคาดเดา ราวกับทั้งพึงใจและครุ่นคิด

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน