สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 55 เตาอบสมุนไพรที่ระลึกกับผ้าสีฟ้า

            เจินจวงปี้มีสีหน้าซีดเผือดราวกับหมูที่กำลังจะโดนเชือด เขาตบโต๊ะจากนั้นก็ยืนขึ้น“เจ้าอาศัยอะไรมาบอกว่าข้าผิด?”

     

            เขามองไปยังอันเจิงด้วยสายตาเย็นเยียบ “เจ้ามันก็เป็นแค่เด็กกำพร้าจากย่านหนานชานที่แม้แต่ข้าวก็ยังไม่มีจะกินแล้วเจ้าไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร? น่าสงสัยนักเจ้าคงต้องการจะทำลายโลกมายาสินะ คนที่น่าสงสัยเช่นเจ้าต้องรีบกำจัดโดยเร็วที่สุด”

     

            อันเจิงไม่ได้มองไปที่เขาเลยสักนิด เพียงหันไปกระซิบที่ข้างหูจวงเฟยเฟย“ที่ดินแดนจี๋ชวีมีเผ่าสวรรค์อยู่ ที่นั่นถูกเรียกว่าเป็นต้าชวีดินแดนลึกลับมีข่าวลือเกี่ยวกับลิขิตฟ้าอยู่มากมาย คาดว่าพวกเจ้าก็คงจะเคยได้ยินมาบ้างบางคนในนั้นมีฐานะยากจนมาตั้งแต่เกิด ไม่ได้เล่าเรียน อ่านตำราไม่ออกเลยด้วยซ้ำแต่จู่ ๆ เมื่อหายจากการล้มป่วย พวกเขาก็มีความรู้มากมาย ทั้งยังล่วงรู้ไปถึงความลับในอดีตอีกด้วยเจ้าว่าเรื่องเหล่านี้ประหลาดหรือไม่?”

     

            เขาชี้ไปที่จมูกของตัวเอง “ในสำนักที่ย่านหนานชานข้าเคยถูกซ้อมจนเกือบตายแต่หลังจากสลบไป ข้าก็เห็นตำหนักขนาดใหญ่ที่ส่องแสงเรืองรองอยู่บนม่านเมฆเพราะเห็นว่าประตูตำหนักเปิดอยู่ ข้าจึงลองเดินเข้าไปดู พบว่าในตำหนักเต็มไปด้วยตำรามากมายตำหนักนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่มากที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นเลยในนั้นมีผู้เฒ่าผมขาวอยู่คนหนึ่ง เขาบอกว่า หากไม่อ่านตำราทั้งหมดในนี้จนจบก็จะไม่ยอมให้ข้ากลับมา”

     

            “ข้าสู้เขาไม่ได้จึงยอมนั่งอ่านตำราตามที่เขาบอกคิดไม่ถึงเลยว่าข้าจะสามารถอ่านได้เร็วเหลือเกินข้าอ่านเนื้อหาหนึ่งหน้าด้วยเวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น ทั้งยังมีความจำดีจนน่าอัศจรรย์เพียงอ่านผ่านตาก็จะไม่มีวันลืมอีก ข้ารู้สึกว่าตัวเองใช้เวลาหลายปีกว่าจะอ่านตำราพวกนั้นจนครบทั้งหมดแต่พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองยังอยู่ในสำนักที่ย่านหนานชานอยู่เลย”

     

            ผู้คนทั้งหลายนิ่งอึ้งไปตาม ๆ กันต่างก็เห็นว่าคำพูดของอันเจิงช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ

     

            เกาซานตัวมองไปยังตู้โซ่วโซ่ว “คือว่า...ดูเหมือนคำตอบของผู้นำนิกายอันจะเหลวไหลไปสักหน่อย”

     

            ทว่าตู้โซ่วโซ่วกลับเชื่ออย่างสนิทใจ “ข้าอยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นด้วยเมื่ออันเจิงฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเขาก็รู้ทุกอย่างแล้วจริง ๆ ดูสิแม้คำตอบจะน่าเหลือเชื่อไปสักหน่อย แต่ท่าทางของเขากลับจริงจังเป็นอย่างมาก”

     

            เกาซานตัวเริ่มคล้อยตาม “อืม...ก็จริง เขาดูจริงจังจริงๆ นั่นละ”

     

            ผู้อาวุโสหลิวเองก็พยักหน้าตาม “ข้าเองก็พอจะรู้เรื่องของต้าชวีดินแดนลึกลับมาบ้างความจริงแล้ว สิ่งที่ผู้นำนิกายอันพูดมาก็น่าเชื่อถือจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในต้าชวีดินแดนลึกลับหรอกนะแต่ที่เยี่ยนโยวสิบหกแคว้นก็มีคนแบบที่ผู้นำนิกายอันพูดจริง ๆ ตอนที่ข้าออกไปท่องเที่ยวใต้หล้าข้าก็เคยเจอคนแบบผู้นำนิกายอันถึงสองคนด้วยกัน พวกเขาน่าทึ่งจริง ๆน่าทึ่งจนไม่อาจหาคำใดมาสาธยายได้เลย”

     

            ดูเหมือนผู้อาวุโสหลิวจะมีตำแหน่งใหญ่โตไม่น้อยเพราะทันทีที่เขาพูดจบ คนอื่น ๆ ก็พูดสนับสนุนขึ้นมาทันที

     

            เจินจวงปี้กล่าวด้วยความโมโห “พวกเจ้าเชื่อเรื่องบ้าๆ นี้ด้วยรึ? เขาเป็นปีศาจชัด ๆ”

     

            อันเจิงพูดตอบ “ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ต้องเป็นเยาโซ่วที่มีพลังอยู่ในระดับสูงสุดหรือก็คือระดับสีม่วงขั้นสูงเท่านั้นจึงจะได้รับเทียนเจี๋ยและเมื่อผ่านเทียนเจี๋ยมาแล้วจึงจะกลายร่างเป็นคนได้ในที่สุด...หากข้าเป็นปีศาจจริงๆ เจ้าคงตายไปหลายร้อยครั้งแล้ว”

     

            ทุกคนต่างก็รู้เรื่องของเยาโซ่วหมัวโซ่วและจิงโซ่วเป็นอย่างดี เป็นเรื่องยากนักหากสัตว์อสูรทั้งสามชนิดนี้จะกลายร่างเป็นมนุษย์เพราะพวกมันต้องผ่านเทียนเจี๋ยมาให้ได้ก่อนนั่นเอง ซึ่งหากผ่านเทียนเจี๋ยมาได้แล้วพวกมันก็จะกลายเป็นยอดฝีมือที่มีพลังอยู่ในขอบเขตแห่งสวรรค์เป็นอย่างน้อยอีกด้วย ในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยได้ยินว่ามีสัตว์อสูรตัวไหนผ่านเทียนเจี๋ยแล้วกลายร่างเป็นมนุษย์มาก่อนแน่นอนว่าต่อให้มีก็คงไม่มีใครรู้ ใครจะยืนยันได้เล่าว่ายอดฝีมือในขอบเขตแห่งสวรรค์ทั้งหลายในใต้หล้าเป็นมนุษย์ทั้งหมดไม่ได้กลายร่างมาจากสัตว์อสูร

     

            เจินจวงปี้ถูกอันเจิงถามกลับจนพูดไม่ออกไปแล้วเป็นเวลานานกว่าเขาจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ต่อให้เรื่องพวกนั้นจะเคยเกิดขึ้นกับเจ้าจริงแล้วเจ้าอาศัยอะไรมาพูดว่าข้าคิดผิด?”

     

            อันเจิงชี้หน้าของตัวเอง “นายตัวใหญ่ รีบๆ หน่อยเถอะ เมื่อได้รับรางวัลจากเจ้าแล้ว ข้ายังต้องไปตบหน้าผู้อื่นต่ออีก”

     

            จวงเฟยเฟยเองก็มีนิสัยตรงไปตรงมา นางประทับจูบลงบนใบหน้าของอันเจิงหนึ่งครั้งจากนั้นจึงพูดขึ้น “ขอบคุณผู้นำนิกายอันที่มอบของขวัญให้”

     

            อันเจิงหัวเราะเสียงดัง ท่าทางของเขาขณะกระโดดลงมาจากเก้าอี้แลดูสง่างามเหลือเกินผู้คนรอบ ๆ ต่างก็ทอดถอนใจด้วยความอิจฉา พวกเขาต่างก็คิดในใจว่า...เจ้าเด็กคนนี้จะจีบสาวทั้งทียังต้องขนเก้าอี้เข้ามาให้เสียเวลาอีกแต่เขาผู้นี้ช่างช่ำชองในด้านนี้จริง ๆ

     

            อันเจิงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าสิ่งของชิ้นที่หกจากนั้นก็ยกเตาหลอมโอสถขึ้นมาจากแท่นรอง “รองอาจารย์ใหญ่เจินตอบว่ามันเป็นเตาหลอมโอสถผงหอมบอกตามตรง แค่เขาให้คำตอบแบบนี้ออกมาได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว”

     

            เจินจวงปี้กล่าวแย้ง “ก็มันเป็นเตาหลอมโอสถผงหอมจริงๆ นี่ นักบวชที่มีคุณธรรมสูงส่งท่านหนึ่งแห่งเผ่าสวรรค์ทางใต้สร้างมันขึ้นมาจากเถ้าหอมในกระถางธูปที่ห่างจากวัดฟ่าฉานสิบเมตรเถ้าของธูปพวกนั้นมีแรงอธิษฐานของผู้คนแฝงอยู่ อีกทั้งยังได้รับการผสมด้วยน้ำวิญญาณและถูกหลอมด้วยไฟอัคคีในวัดฟ่าฉานถึงได้เตาหลอมโอสถผงหอมนี้มาในที่สุด เตาหลอมโอสถนี้เดิมเป็นสมบัติวิเศษในระดับสีขาวและสามารถใช้หลอมโอสถวิญญาณระดับสีขาวได้แต่จะใช้ได้เพียงสามสิบหกครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นมันก็จะได้รับความเสียหายแล้วลดระดับลงกลายเป็นเตาหลอมโอสถระดับสีเขียว”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “เจ้าเล่าเรื่องได้ถูกต้องแล้วแต่เจ้านี่ไม่ใช่เตาหลอมโอสถผงหอมธรรมดา ๆ หรอกนะ และยิ่งไม่ใช่ระดับสีเขียวด้วย”

     

            อันเจิงวางเตาหลอมโอสถลงในมือของจวงเฟยเฟยแรงๆ จากนั้นก็คารวะไปที่มัน “เก็บไว้ให้ดี เจ้าสิ่งนี้ควรค่าแก่การเคารพ”

     

            “เรื่องเกี่ยวกับเตาหลอมโอสถผงหอมในวัดฟ่าฉานที่รองอาจารย์ใหญ่เจินพูดเป็นเรื่องจริงแต่มีสิ่งหนึ่งที่เขายังไม่รู้ นั่นก็คือในวัดฟ่าฉานมีนักบวชอยู่รูปหนึ่งเขาไม่รู้เรื่องการฝึกพลังวัตรเลยสักนิด แต่เขาคนนี้ฝักใฝ่ในพระธรรมทั้งยังรอบรู้เรื่องบทสวดต่าง ๆ มีความรู้กว้างขวางมาก ก่อนตายเขาเคยบอกความปรารถนาของตัวเองออกมาบอกว่ายินดีจะมอบร่างกายของตนเพื่อสร้างเตาหลอมโอสถผงหอมยี่สิบใบเพราะเขารู้ดีว่าแม้เตาหลอมโอสถผงหอมจะสามารถสร้างโอสถวิญญาณระดับสีขาวได้แต่ก็สามารถใช้ได้เพียงสามสิบหกครั้งเท่านั้น เขาหวังจะใช้ร่างกายของตนเพิ่มความทนทานให้กับเตาหลอมโอสถผงหอมเพื่อจะได้ใช้มันหลอมโอสถให้มากขึ้นและจะได้ช่วยคนเพิ่มมากขึ้นด้วย”

     

            “ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า การอุทิศตัวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างกายของนักบวชที่มีคุณธรรมสูงถูกเผาแล้วเท่านั้นแม้พวกเขาจะรู้สึกเคารพและยกย่องนักบวชรูปนี้มาก แต่กลับไม่มีใครคิดว่าจะทำได้จริงๆ เลยสักคน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าหลังเผาร่างของนักบวชรูปนั้นลงแล้วอัฐิที่เหลือก็มีมากพอจะสร้างเตาหลอมโอสถผงหอมได้ยี่สิบใบพอดีนี่ไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่มันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ พวกท่านลองดูที่ข้างเตาหลอมโอสถนี่สิจนถึงตอนนี้ยังสามารถมองเห็นไข่มุกเม็ดหนึ่งที่ฝังอยู่ในนี้ได้ราง ๆ เลย”

     

            คนทั้งหลายพากันเข้าไปดูใกล้ ๆเป็นจริงดังที่อันเจิงว่า มีรอยนูนอยู่จริง ๆ ด้วย

     

            “เตาหลอมโอสถใบนี้สร้างขึ้นจากร่างกายของนักบวชรูปนั้น”

     

            อันเจิงกล่าวต่อ “นี่เป็นเตาหลอมโอสถระดับสีแดงต่อให้เอาเตาหลอมโอสถหลายใบก่อนหน้านี้มารวมกัน ก็ยังห่างชั้นกับเตาหลอมโอสถใบนี้มากเหลือเกินก่อนหน้านี้เคยมีคนบอกว่า จะจัดให้เตาหลอมโอสถที่ทำจากร่างกายของนักบวชรูปนั้นเป็นระดับสีทองเพื่อเป็นการแสดงความเคารพและเป็นเกียรติต่อนักบวช แต่ทางวัดฟ่าฉานกลับไม่เห็นด้วยนักบวชในวัดฟ่าฉานบอกว่าคนในเผ่าสวรรค์ไม่ต้องการชื่อเสียงแต่อย่างใด เพราะสำหรับพวกเขาแล้วชื่อเสียงที่ไม่มีตัวตนพวกนี้ก็ไม่ต่างไปจากหมอกควัน ที่ลอยผ่านมาและจะลอยหายไปในที่สุดดังนั้น หากมันเป็นระดับสีแดงก็ปล่อยให้มันเป็นระดับสีแดงเถอะ จะเลื่อนระดับให้เตาหลอมโอสถเพราะเคารพต่อนักบวชของเผ่าสวรรค์ได้อย่างไร”

     

            เกาซานตัวกล่าวด้วยท่าทางเคารพ “นักบวชของวัดฟ่าฉานช่างน่ายกย่องจริงๆ”

     

            เขายกมือขึ้นคารวะเตาหลอมโอสถตรงหน้า

     

            “เตาหลอมโอสถผงหอมเช่นนี้มีเพียงยี่สิบใบเท่านั้นแม้จะเป็นเพียงระดับสีแดง แต่มันแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งเหลือเกิน ทางที่ดีเจ้าอย่าขายมันออกไปเลยจะดีกว่าอย่าซื้อขายให้มันแปดเปื้อนเลย ไม่เช่นนั้นจะผิดต่อความปรารถนาของนักบวชรูปนั้นหากจะว่ากันด้วยเรื่องความสามารถในการหลอมโอสถวิญญาณละก็ เตาหลอมโอสถระดับสีแดงอย่างไรเสียก็เป็นระดับสีแดงอยู่ดีจึงไม่อาจสร้างโอสถวิญญาณที่มีระดับสูงกว่าระดับสีแดงได้แต่หากจะพูดถึงคุณค่าของมันละก็...นี่ต่างหากที่เป็นสมบัติล้ำค่าและมีราคาที่สุด”

     

            อันเจิงพูดขึ้น “ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ยังเหลือเตาหลอมโอสถผงหอมเช่นนี้อยู่กี่ใบหากสามารถเก็บเอาไว้ได้โรงจวี้ฉ่างก็เก็บเอาไว้เถอะ หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปจะมีคนมากเท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่เดินทางมาที่นี่เพราะมัน”

     

            จวงเฟยเฟยพยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะทำตามที่ผู้นำนิกายอันบอกเก็บเตาหลอมโอสถนี้เอาไว้...ไม่สิ เดี๋ยวข้าจะสั่งให้คนสร้างแท่นขึ้นมาใหม่แล้วตั้งเตาหลอมโอสถนี้เอาไว้บูชาที่กลางโถงเลยดีกว่า”

     

            อันเจิงถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ เขาก็รู้สึกสลดใจแปลก ๆ เขาเดินไปนั่งจากนั้นก็มองไปที่เตาหลอมโอสถผงหอมแล้วกล่าวพึมพำขึ้นกับตัวเอง“นักบวชรูปนั้นต้องการจะช่วยชีวิตคนเท่านั้น และเตาหลอมโอสถผงหอมก็เป็นได้แค่เตาหลอมโอสถเท่านั้น”

     

            การตรวจสอบรอบแรกจบสิ้นลงแล้วจวงเฟยเฟยรู้สึกเหนือความคาดหมายเหลือเกิน คิดไม่ถึงเลยว่าอันเจิงจะแยกเตาหลอมโอสถระดับสีขาวกับระดับสีแดงออกมาจากของทั้งหกชิ้นนี้ได้ความรอบรู้ของอันเจิงทำให้นางต้องมองเขาใหม่เลยทีเดียว ตอนนี้นางเริ่มเสียดายแล้วที่ไม่ได้รั้งอันเจิงเอาไว้เมื่อเทียบกับนักตรวจสอบสมบัติวิเศษในโรงจวี้ฉ่างแล้วอันเจิงก็ดูจะรอบรู้กว่ามากเลยทีเดียว

     

            “วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะข้ายังมีการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อต้อนรับทุกท่านต่อ พรุ่งนี้ขอให้ทุกท่านมาที่นี่อีกครั้งยังมีของอีกมากที่ต้องเชิญให้ทุกท่านตรวจสอบ อีกสักครู่ข้าจะจัดงานเลี้ยงขึ้นเพื่อทุกท่านหากท่านใดไม่อยากกลับไป คืนนี้จะพักกันในโรงจวี้ฉ่างก็ย่อมได้”

     

            จวงเฟยเฟยโค้งตัวลงเล็กน้อยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้น

     

            เตาหลอมโอสถผงหอมที่เป็นระดับสีแดงนั่นขายออกไปไม่ได้จริงๆ สำหรับจวงเฟยเฟยแล้ว นี่นับเป็นสิ่งดึงดูดลูกค้าชั้นดี ก็อย่างที่อันเจิงพูด ไม่รู้ว่าคนมากเท่าไหร่ที่จะเดินทางมาที่นี่เพื่อมันเมื่อถึงตอนนั้น เจ้าสิ่งนี้ก็จะมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อยกระดับราคาขึ้นไปจนสูงสุดแล้วไม่แน่ว่าอาจมีคนเอาสมบัติวิเศษระดับสีทองมาแลกกับมันก็เป็นได้ อีกอย่างลำพังแค่ที่เจอเตาหลอมโอสถระดับสีขาวเข้าโดยบังเอิญแค่นี้ก็คุ้มค่ากว่าที่คิดไปมากแล้ว

     

            “เอามา”

     

            อันเจิงยื่นมือไปที่จวงเฟยเฟย “ให้ข้าเถอะ”

     

            จวงเฟยเฟยถาม “อะไรรึ?”

     

            “ค่าตอบแทน”

     

            จวงเฟยเฟยชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะส่งประกายรอยยิ้มยั่วยวนออกมา“เมื่อครู่เจ้าเพิ่งจะรับจูบจากข้าไปหยก ๆ แล้วยังให้ของขวัญกับข้าอีก แต่มาตอนนี้เพียงพริบตาเดียวก็มาเรียกร้องค่าตอบแทนจากข้าเสียแล้ว สิ่งที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของเจ้าเป็นความอ่อนโยนหรือหน้าเลือดกันแน่นะ?”

     

            “นี่มันคนละเรื่องกันที่ข้าให้ของขวัญเจ้าก็เพราะข้าอยากให้ แต่ค่าตอบแทนเป็นสิ่งที่เจ้าสมควรให้ข้าและข้าก็อยากได้เช่นกัน”

     

            “เจ้าต้องการค่าตอบแทนเท่าไหร่หรือ?”

     

            “หากขายเตาหลอมโอสถทั้งหกใบในราคาของเตาหลอมโอสถระดับสีเขียวละก็พวกเจ้าก็จะได้รับเงินมากถึงสามล้านตำลึงเลยทีเดียว หากดวงดี ลูกค้าอาจประมูลไปสูงถึงสี่ล้านตำลึงเลยก็ได้แต่มาตอนนี้ เตาหลอมโอสถหกใบนี้มีระดับสีขาวและระดับสีแดงที่มีมูลค่ามากจนไม่อาจประเมินได้อีกอย่างละหนึ่งใบ ของพวกนี้มีมูลค่ามากขนาดไหนเจ้าก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจ ตามกฎแล้วแม้จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านสมบัติวิเศษมามากกว่าสิบคนแต่มีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่ตรวจสอบมูลค่าที่แท้จริงของพวกมันได้ ดังนั้นเจ้าจ่ายให้ข้าแค่คนเดียวก็พอแล้วตามหลักแล้วค่าตอบแทนของงานตรวจสอบสมบัติวิเศษ คิดเป็นสองในสิบส่วนของราคาสมบัติวิเศษที่ตรวจสอบได้แล้วเจ้าคิดว่าข้าสมควรได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่? แต่เห็นแก่หน้าเจ้าบวกกับเราสองคนก็ถูกชะตากันไม่น้อยดังนั้น ข้าจะคิดค่าตอบแทนแค่สองในสิบส่วนของราคาเตาหลอมโอสถระดับสีขาวก็แล้วกัน”

     

            “ข้าให้เจ้าสามในสิบส่วนเลย”

     

            จวงเฟยเฟยก้มตัวลง ร่องอกที่ขาวเนียนของนางจึงมาอยู่ในระดับสายตาของอันเจิง“แค่ผู้นำนิกายอันมาที่นี่บ่อย ๆ จะเท่าไหร่ก็ได้ทั้งนั้น”

     

            “ข้ายังพูดไม่จบ หากพวกเจ้าส่งเตาหลอมโอสถผงหอมใบนี้กลับคืนไปเป็นที่ระลึกให้วัดฟ่าฉานแล้วละก็นั่นจะสร้างชื่อเสียงให้ได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว คุ้มค่ากว่าการนำไปแลกกับสมบัติวิเศษระดับสีทองเสียอีกแต่ข้าคิดว่าโรงจวี้ฉ่างคงไม่ยอมทำแบบนั้นแน่ ดังนั้น คิดเสียว่าข้าแค่พูดไปอย่างนั้นก็แล้วกันเอาแบบนี้ หากข้าหาสมบัติวิเศษระดับสีแดงหรือของที่มีระดับสูงกว่านั้นให้ได้อีกเจ้าต้องยกเตาหลอมโอสถผงหอมใบนี้ให้ข้า ว่าอย่างไร? หากในอนาคตโรงจวี้ฉ่างมีอะไรให้ช่วยข้าจะไม่ปฏิเสธเลย”

     

            จวงเฟยเฟยนิ่งเงียบไปชั่วขณะ “ผู้นำนิกายอันข้าตัดสินใจเรื่องนี้คนเดียวไม่ได้ ให้เวลาข้าสักสองถึงสามวันได้หรือไม่?”

     

           เจินจวงปี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังพูดด้วยน้ำเสียงแดกดัน “แค่ดวงดี หาสมบัติวิเศษระดับสูงเจอแค่สองชิ้นก็ผยองจนลืมกาลเทศะไปเสียแล้วคิดว่าจะหาสมบัติวิเศษที่มีระดับสูงกว่าระดับสีแดงได้อีกงั้นรึ?เจ้าคิดว่าตัวเองมีกงล้อเก้าภพหรืออย่างไร?”

     

            อันเจิงหันกลับไป “รู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงไม่ฆ่าเจ้าด้วยกระดิ่งแก้ว?”

     

           คำพูดของอันเจิงทำให้เจินจวงปี้ตกใจจนเผลอก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวแต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังทำใจแข็งยืนสบตากับอันเจิงต่อไป

     

            อันเจิงพูดขึ้นทีละคำ “ที่ข้าไม่ฆ่าเจ้าด้วยกระดิ่งแก้วเพราะข้าต้องการฆ่าเจ้าอย่างเปิดเผยอย่างไรเล่า อย่ารีบร้อนไปข้าไม่ปล่อยให้เจ้ารอนานหรอก”

     

            เจินจวงปี้ไม่กล้าพูดสิ่งใดออกมาอีก จู่ๆ เขาก็รู้สึกราวกับว่า ที่ด้านหลังของอันเจิงมีดวงตาที่เต็มไปด้วยรังสีสังหารกำลังมองจ้องมาที่เขาซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกหนาวสั่นเหมือนกับตกลงไปในบึงน้ำแข็งก็ไม่ปาน

     

            อันเจิงกับตู้โซ่วโซ่วจากไปแล้วทว่าเจินจวงปี้กลับยังยืนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน

     

           จวงเฟยเฟยมองตามแผ่นหลังของอันเจิงที่กำลังเดินจากไป ด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความสลับซับซ้อน

     

            “เป็นลิขิตฟ้าจริง ๆ รึ?” นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ จึงไม่มีใครได้ยิน

     

            หลังเดินออกมาตู้โซ่วโซ่วก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “ทำไมเจ้าถึงอยากได้เตาหลอมโอสถผงหอมนั่นเล่า?”

     

            “ชวีหลิวซีเป็นคนมีจิตใจเมตตา มอบเตาหลอมโอสถผงหอมนั่นให้นางเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแม้ตอนนี้ นางจะมีเหล็กกิเลนอยู่แล้วก็เถอะ แต่เหล็กกิเลนมีอานุภาพรุนแรงเกินไปไม่เหมาะกับนาง อีกอย่าง เหล็กกิเลนเป็นวัสดุระดับสีขาวเท่านั้นมันมีระดับต่ำเกินไปหน่อย”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า “เมื่อมาคิดแบบนี้แล้วเตาหลอมนั่นก็เหมาะกับชวีหลิวซีจริง ๆ นั่นแหละ”

     

            ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันพวกเขาก็เดินมาถึงที่ร้านเหล้าของแม่นางเยว่เสียแล้ว ซึ่งธงที่เขียนคำว่า 酒 ก็ยังแขวนอยู่ที่เดิมอันเจิงลังเลเล็กน้อยก่อนดึงธงนั้นออกมาแล้วม้วนมันเอาไว้ “นี่เป็นของฝากเล็ก ๆ น้อยๆ ให้เสี่ยวชีเต้า เอาไปปักไว้ที่หน้าห้องของเขาดีกว่า”

     

            ทั้งสองเดินไปพลางคุยกันไปด้วยอันเจิงพบว่าเสี่ยวช่านมุดเข้ามาอยู่ในกระเป๋าของตู้โซ่วโซ่วอีกแล้ว ดูเหมือนมันจะชื่นชอบจานรองเป็นอย่างมาก

     

            “ไม่สิ!”

     

            อันเจิงชะงักฝีเท้าลงแล้วจ้องไปที่กระเป๋าของตู้โซ่วโซ่ว “เสี่ยวช่านไม่ได้ชอบจานรองแต่เป็นผ้าสีฟ้านั่นต่างหาก!”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god) 混沌剑神

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.63M 2739
    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    นิยาย แฟนตาซี
    235K 400
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.87M 2430
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34