จารึกที่ 164 : บัญชีหนี้เลือดหลังสงคราม : ราคาแห่งเกียรติยศ
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องลงมายังหุบเขา สำนักหมึกวารี 沧墨宗 (ชางโม่จง) ขับไล่เมฆหมอกโลหิตที่ปกคลุมมาตลอดราตรีอันโหดร้ายให้จางหายไป เผยให้เห็นร่องรอยความเสียหายที่น่าใจหาย
หอคัมภีร์บรรพกาล... หัวใจหลักของสำนัก บัดนี้หลังคาด้านทิศตะวันออกยุบตัวลง ผนังศิลาเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมและรอยฟันของศัสตราวุธ พื้นหินลานกว้างแตกเป็นหลุมบ่อราวกับธรณีพิโรธ โดยเฉพาะรอยแยกยาวเหยียดที่เกิดจากหมัดของ 'เจ้าสัว' ที่ซัดแม่ทัพมารจนปลิวหายไปเมื่อคืน
"จบ... จบแล้วหรือ?"
เหล่าศิษย์สายในและสายนอกที่หลบภัยอยู่ในโถงใหญ่ ค่อยๆ โผล่หน้าออกมาดูด้วยความหวาดหวั่น เมื่อเห็นว่ากลิ่นอายมารสลายไปจนหมดสิ้น และเหล่ามือสังหารหน้ากากผีนอนทอดร่างไร้วิญญาณเกลื่อนกลาด เสียงโห่ร้องยินดีก็เริ่มดังขึ้นเบาๆ ก่อนจะกลายเป็นเสียงตะโกนกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหุบเขา
"ชนะแล้ว! พวกเราได้รับชัยชนะ!"
"ท่านเจ้าสำนักอายุยืนขวัญยืน!"
"ศิษย์พี่อาเจียเกรียงไกร!"
อาเจียที่นั่งหมดสภาพอยู่ข้างร่างยักษ์ของเจ้าสัว ได้ยินเสียงสรรเสริญก็ยืดอกขึ้นโดยอัตโนมัติ (แม้จะยังปวดหลังแปล๊บๆ) เขาหันไปกระซิบบอก พยนต์เทวะ 神机 (เสินจี) คู่ใจ
"เจ้าสัว... วางมาดเข้มๆ ไว้หน่อย ศิษย์น้องหญิงกำลังมองพวกเราอยู่"
เจ้าสัว (ที่กำลังโคจรพลังเพื่อรักษาสภาพ แก่นอสูร 妖核 (เยาเหอ) ภายในที่บอบช้ำ) ทำได้แค่ส่งเสียง ครืด... เบาๆ ออกมาจากลำคอโลหะ แล้วฝืนยกนิ้วโป้งหินขึ้นมาค้างไว้เพื่อเอาใจเจ้านาย
ทว่า... ความสง่างามของวีรบุรุษมักอยู่ได้ไม่นาน
"อะแฮ่ม..."
เสียงกระแอมไอที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเงาของร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามาบังแสงแดด
เฟิงอี้หราน ยืนกอดอก มือข้างหนึ่งถือสมุดบัญชีปกหนัง (ที่หยิบออกมาจากไหนไม่มีใครรู้) อีกข้างดีดลูกคิดทองคำขนาดจิ๋วเสียงดัง เปาะแปะ!
"สหายอาเจีย... ข้าดีใจยิ่งนักที่เจ้ายังรักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ได้ เพราะถ้าเจ้าตกตายไป ข้าคงต้องไปจุดธูปทวงหนี้กับวิญญาณบรรพชนของเจ้าในปรโลกแทน"
อาเจียหน้าถอดสี "ด...เดี๋ยวสิสหายเฟิง เราเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันนะ! พูดเรื่องเบี้ยหวัดตอนนี้มันไม่ทำลายบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ไปหน่อยหรือ!"
"บรรยากาศกินไม่ได้ แต่ศิลาปราณซื้อโอสถฟื้นฟูรากฐานได้" เฟิงอี้หรานแย้มยิ้มเย็นเยียบดุจพ่อค้าหน้าเลือด "ค่าเสียหายเบื้องต้น... ยันต์อัคคีผลาญภพขั้นสูง สิบห้าแผ่น, ยันต์วารีพิทักษ์ แปดแผ่น, ยันต์เหมันต์ดับร้อน สามแผ่น... บวกค่าความเสี่ยงภัยและค่าสึกหรอของพู่กันเพลิงข้า..."
เฟิงอี้หรานฉีกกระดาษจากสมุดบัญชี ยื่นมาตรงหน้ามหาเศรษฐีถังแตก
"รวมทั้งหมด หกพันแปดร้อยศิลาปราณ... ข้าลดให้ในฐานะสหายร่วมเป็นร่วมตาย เหลือ หกพันห้า ก็แล้วกัน ถือว่าข้าเมตตาเจ้ามากแล้วนะ"
"หกพันห้า!" อาเจียตาถลนแทบหลุดจากเบ้า "ปล้นกันชัดๆ! ยันต์เจ้าจารึกด้วยน้ำหมึกทองคำรึไง!"
"ก็ผสมผงทองคำบริสุทธิ์และเลือดสัตว์อสูรระดับสูงจริงๆ น่ะสิ!" เฟิงอี้หรานสวนกลับ "คิดว่าของวิเศษตระกูลเฟิงมันราคาถูกเหมือนยันต์
กระดาษฟางที่เจ้าเคยวางขายเร่รึไง!"
ยังไม่ทันที่อาเจียจะหาข้อแก้ตัว หลี่มู่กู่ ก็เดินกะเผลกเข้ามาสมทบ มือข้างหนึ่งลากค้อนยักษ์ที่บิดเบี้ยวจากการปะทะ อีกข้างยื่นแบมือมาทางอาเจียอย่างไม่อายฟ้าดิน
"ส่วนของข้า... ค่าแรงซ่อมแซมและผสานค่ายกลให้เจ้าสัวในยามวิกฤต บวกกับค่าวัสดุ 'เหล็กไหลเหลว' ที่ข้าหลอมรวมเข้าไปในเส้นชีพจรกลไกเมื่อครู่... คิดกันเองในหมู่พี่น้อง สองพันศิลาปราณ... อ้อ แล้วก็ค่าหลอมค้อนข้าใหม่ด้วย อีกหนึ่งพัน"
อาเจียมองหน้าสหายรักทั้งสองสลับกันอย่างแค้นเคือง แล้วหันไปมอง ฉินมู่หลาง ยอดกระบี่ผู้เงียบขรึมอย่างขอความช่วยเหลือ
"พี่มู่หลาง... ท่านผู้ทรงเกียรติ คงไม่..."
ฉินมู่หลางใช้ผ้าแพรเช็ดคราบโลหิตมารออกจากใบกระบี่แล้วเก็บเข้าฝัก สีหน้าเรียบเฉยดุจรูปสลักน้ำแข็งพันปี
"ข้าไม่คิดเบี้ยหวัด..." อาเจียลอบถอนหายใจโล่งอก ทว่าประโยคต่อมากลับทำเอาเขาแทบกระอักเลือด "แต่กระบี่เล่มนี้เป็นของดูต่างหน้าท่านอาจารย์ ข้าใช้มันฟันเกราะมารจนบิ่น... หากเจ้าหาวิธีหลอมชำระล้างและซ่อมแซมมันด้วยอักขระของเจ้าได้ ข้าจะถือว่าหนี้บุญคุณที่ข้าช่วยเจ้าไว้... หายกัน"
"โว้ยยยย!" อาเจียทึ้งหัวตัวเองอย่างบ้าคลั่ง "นี่พวกเจ้าเห็นข้าเป็นขุมทรัพย์เดินได้รึไง! ข้าเพิ่งช่วยชีวิตพวกเจ้าและปกป้องสำนักไว้นะ!"
"พอได้แล้ว..."
เสียงแหบพร่าแต่เปี่ยมไปด้วยบารมีและอำนาจดังขัดจังหวะการทวงหนี้อันแสนวุ่นวาย
มู่ฉงจวิน เจ้าสำนักหมึกวารี ถูกประคองโดยเย่ปิงอวิ๋น เดินเข้ามาหาศิษย์รักทั้งหลาย แม้สังขารจะร่วงโรยและบาดเจ็บหนัก แต่แววตาของชายชรากลับดูแจ่มใสและเปี่ยมความหวังกว่าที่เคยเป็นมานับสิบปี
"ค่าเสียหายและหนี้สินทั้งหมด... สำนักจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง"
"จริงนะขอรับ!" อาเจียหูผึ่ง ดวงตาเป็นประกาย รีบวิ่งเข้าไปบีบนวดแขนเจ้าสำนักประจบประแจงทันที "ท่านเจ้าสำนักช่างเมตตาประดุจเซียนลงมาโปรดสัตว์ผู้ยากไร้!"
มู่ฉงจวินยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน "แต่... เนื่องจากตอนนี้คลังสมบัติของสำนักเสียหายหนักจากการศึก ข้าจึงขอ 'ติดบัญชีไว้ก่อน' ...และจะจ่ายคืนให้พวกเจ้าในรูปแบบของ 'แต้มความดีความชอบ' แทน... พวกเจ้าสามารถนำแต้มนี้ไปแลกคัมภีร์วิชาหรือสมุนไพรในคลังหอโอสถได้ในภายหลัง"
อาเจียหน้าเหี่ยวลงทันทีราวกับผักต้ม "แต้มความดี? ...เอาไปแลกข้าวกินหรือเอาไปขายต่อได้ไหมขอรับ?"
"มิได้" มู่ฉงจวินตอบชัดถ้อยชัดคำ ทำลายความหวังของคนหน้าเงิน "แต่... มันแลก 'สิทธิ์ในการเข้าถึงคัมภีร์ลับส่วนลึก' ได้"
คำว่า "คัมภีร์ลับ" ทำให้อาเจียและคนอื่นๆ เงียบกริบ มู่ฉงจวินกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานกว้าง ก่อนจะลดเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงไม่กี่คน
"ตามข้ามาที่ห้องโถงลับหลังแท่นบูชา... มีเรื่องสำคัญระดับคอขาดบาดตายเกี่ยวกับ 'ศิลา' ก้อนนั้น ที่พวกเจ้าต้องรับรู้"
...
ณ ห้องโถงลับหลังแท่นบูชาวิหารหลัก
เมื่อทุกคนเข้ามาครบ และเย่ปิงอวิ๋นสะบัดมือเบาๆ กางม่านพลังป้องกันเสียงรบกวนและสกัดกั้นสัมผัสวิญญาณจากภายนอกแล้ว มู่ฉงจวินก็ชี้ไปที่ "ศิลาสีดำทมิฬ" ที่อาเจียยังคงกำไว้แน่น (และเอาเชือกเซียนผูกติดเอวไว้กันโดนปล้น)
"อาเจีย... เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าถือครองอยู่คือสิ่งใด?"
"ก้อนหินถ่านชั้นดี? หรือแก่นอสูรทมิฬล้ำค่า?" อาเจียแสร้งทำเป็นเดาด้วยดวงตาใสซื่อ
"มันคือ 'หัวใจแห่งความว่างเปล่า'..." มู่ฉงจวินเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความยำเกรงและหวาดกลัวลึกๆ
"ในสมัยบรรพกาล... ก่อนที่ฟ้าดินจะแยกออกจากกัน พลังงานไร้รูปนามที่ขนานนามว่า 'ความว่างเปล่า' ได้ก่อกำเนิดขึ้นเองจากสัจธรรมแห่งจักรวาล... มันดำรงอยู่เงียบงัน ไร้รูป ไร้นาม ไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด"
ชายชราผายมือไปยังแท่นบูชาหินเก่าแก่เบื้องหน้า
"จนกระทั่ง 'ท่านบูรพาจารย์'... ผู้หยั่งรู้องค์แรกได้ 'ตระหนักรู้' ถึงการมีอยู่ของมัน ท่านจึง 'กลั่นกรองสัจธรรม' แห่งความว่างเปล่านั้นออกมา 'บัญญัติ' เป็นรูปลักษณ์ของอักขระ และก่อตั้ง 'สำนักหมื่นอักขระ 万符宗 (ว่านฝูจง)' ขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อรวบรวมมรรควิถีแห่งอักขระทั้งปวงไว้ใต้หล้า"
ดวงตาของมู่ฉงจวินหม่นแสงลงเล็กน้อยเมื่อกล่าวต่อ
"ทว่าเมื่อหนึ่งพันปีก่อน... มหาสำนักที่ยิ่งใหญ่นั้นได้ล่มสลายลงด้วยเหตุปัจจัยที่คนรุ่นหลังอย่างพวกเราไม่อาจล่วงรู้... เหลือทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังที่ถูกฝังกลบใต้ธรณี... บรรพชนของสำนักหมึกวารีเรา เป็นเพียงผู้โชคดีที่ค้นพบทางเข้า และสร้างสำนักทับไว้เพื่อเฝ้ารักษาความลับนี้มิให้สูญหายหรือตกไปอยู่ในมือของคนพาล"
อาเจียพยักหน้าเงียบๆ เขาไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกกับชื่อ "สำนักหมื่นอักขระ" เพราะเขาล่วงรู้ความจริงอันยิ่งใหญ่นี้ดีอยู่แล้วจากการรับสืบทอดจากมู่เฉิน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นจริงๆ คือเจ้าก้อนหินสีดำในมือนี่ต่างหาก
"ความว่างเปล่า คือการปฏิเสธธรรมชาติ มันคือการลบ ล้าง และย้อนทุกสรรพสิ่งคืนสู่จุดเริ่มต้น... บรรพชนจึงผนึกมันไว้ในศิลาก้อนนี้ เพื่อสะกดพลังอำนาจมิให้รั่วไหลออกมากวาดล้างโลกหล้า" มู่ฉงจวินกล่าวสรุป "และบัดนี้... มันเลือกเจ้าแล้ว อาเจีย เจ้าคือผู้สืบทอดเจตนารมณ์นั้น"
อาเจียมองก้อนหินที่แผ่กลิ่นอายเร้นลับลอยวนเวียนรอบตัวเขาไม่ห่าง แล้วเหลือบมอง พู่กันนิรันดร์ 永恒之笔 (หย่งเหิงจือปี่) ที่เอว... ในใจเกิดคำถามที่สงสัยมานาน
"ท่านอาจารย์..." อาเจียส่งกระแสจิตถามมู่เฉินอย่างเงียบเชียบ "แล้วพู่กันของท่านล่ะ? เหตุใดมันจึงมีอำนาจสยบและดึงพลังจากศิลานี้มาใช้ได้?"
ความเงียบปกคลุมในห้วงจิตวิญญาณครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงของ มู่เฉิน จะดังก้องขึ้น น้ำเสียงครานี้แฝงความซับซ้อน เคร่งขรึม และเต็มไปด้วยปริศนา
(ตัวข้าเอง... ก็มิอาจล่วงรู้ถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงของมัน)
(ในยามที่ข้ามีชีวิต... ข้าได้พู่กันด้ามนี้มาจากซากโบราณสถานลึกลับที่ล่มสลายไปก่อนยุคของข้าเสียอีก ข้าใช้มันวาดอักขระและสร้างความยิ่งใหญ่ ทว่า... ข้ามิเคยสัมผัสถึง 'จิตวิญญาณ' ของมันได้เลย จนกระทั่งกายเนื้อข้าแตกดับและวิญญาณถูกผนึกไว้ภายใน...)
(แต่อาเจีย... เจ้าแตกต่างจากข้า เจ้าจำวันที่เลือดของเจ้าชโลมพู่กันด้ามนี้เป็นครั้งแรกได้หรือไม่? วันนั้นคือวันที่มัน 'ตื่น' ขึ้นมาอย่างแท้จริง ตอบรับความละโมบและความปรารถนาอันแรงกล้าของเจ้า)
(เจ้าคือผู้ที่มันยอมรับ... และเพราะเจ้าครอบครองมัน เจ้าจึงเป็นคนเดียวในใต้หล้า ที่จะไม่ตกเป็นทาสพลังของศิลาแห่งความว่างเปล่าก้อนนั้น แต่เจ้าจะเป็น 'ราชัน' ผู้บงการมัน!)
"ตกลงขอรับ!" อาเจียตอบรับคำมอบหมายของมู่ฉงจวินด้วยเสียงดังฟังชัด "ข้าจะดูแลศิลาก้อนนี้ด้วยชีวิตของข้าเอง! ...แลกกับสิทธิ์การเข้าหอคัมภีร์ทุกชั้นโดยไร้เงื่อนไขนะขอรับ!"
...
ยามพลบค่ำ : ณ กระท่อมซอมซ่อของอาเจีย
อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ไผ่ จ้องมอง แผ่นหยกโบราณ และ ศิลาสีดำทมิฬ ที่วางอยู่บนตักด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
"ท่านอาจารย์..." อาเจียส่งกระแสจิตถามมู่เฉิน "วิชา 'ลบตัวตน' กับ 'ลบแรงปะทะ' เหล่านี้... ท่านก็เคยถ่ายทอดให้ข้าฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กแล้วมิใช่หรือขอรับ?"
(หึ... เจ้าศิษย์โง่เขลา) มู่เฉินตอบเสียงเข้มดุดัน (ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าเพียรใช้วิชาเหล่านี้ในระดับพื้นฐาน หรือที่เรียกว่า 'ระดับสาม : ผสานรูปลักษณ์' เท่านั้น เพราะเจ้าขาด 'แหล่งพลังงาน' หรือ 'น้ำหมึก' ที่เข้มข้นเพียงพอที่จะวาดลวดลายแห่งสัจธรรม)
(แต่บัดนี้... เมื่อเจ้าถือครอง 'ศิลาต้นกำเนิดสูญตา' ก้อนนี้... สิ่งที่เจ้าต้องตระหนักมิใช่วิชาใหม่ แต่มันคือการใช้พลังจากศิลา เพื่อทะลวงขีดจำกัดวิชาเดิมของเจ้าก้าวเข้าสู่ 'ระดับสี่ : ผสานกฎเกณฑ์')
(จากเพียงแค่การ 'ซ่อนกาย' พรางตาคนทั่วไป... มันจักกลายเป็น 'การลบตัวตน' ออกจากกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์โดยสมบูรณ์ แม้แต่ยอดฝีมือระดับเซียนก็ไม่อาจสัมผัสถึงการคงอยู่ของเจ้าได้!)
ดวงตาของมหาเศรษฐีลุกวาวขึ้นด้วยความตื่นเต้น หากเขาสำเร็จวิชานี้ การลอบเข้าไปปล้นคลังสมบัติของศัตรูก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป!
ตึง!!
จู่ๆ เสียงวัตถุโลหะหนักอึ้งกระแทกพื้นอย่างแรงก็ดังขึ้นขัดจังหวะความฝันหวาน อาเจียสะดุ้งสุดตัวหันขวับไปมองที่มุมห้อง
ร่างหินของ เจ้าสัว ที่ยืนสงบนิ่งโคจรพลังปราณอยู่เมื่อครู่ บัดนี้ทรุดฮวบลงเข่ากระแทกพื้นศิลาจนแตกร้าว ประกายไฟสีแดงฉานปะทุและแลบแปลบปลาบออกมาจากรอยร้าวลึกบริเวณหน้าอก กลิ่นไหม้ของ แก่นอสูร 妖核 (เยาเหอ) ที่กำลังจะแตกสลายคละคลุ้งไปทั่วห้อง!
(นายท่าน...) เสียงกระแสจิตของเจ้าสัวดังขึ้นในหัวอาเจีย มันช่างแผ่วเบา ขาดห้วง ทว่ายังคงแฝงความกวนโอ๊ยไม่เสื่อมคลาย (ชีพจรปราณของข้าพังพินาศ... แก่นอสูรที่รับภาระเกินขีดจำกัดกำลังจะแตกสลาย... ข้าคงอยู่คุ้มครองทรัพย์สินของท่านไม่ได้แล้ว... หากข้ากลายเป็นเศษเหล็ก รบกวนท่านช่วยนำซากของข้าไปขายเป็นเศษเหล็ก แล้วนำเงินไปทำบุญให้ข้าด้วยนะขอรับ... ลาก่อน... นายท่านผู้ขี้งก)
"เจ้าสัว! ไอ้หุ่นกระป๋องทรพี!" อาเจียหน้าซีดเผือดยิ่งกว่ากระดาษ รีบถลันเข้าไปประคองร่างโลหะที่ร้อนระอุราวกับเตาหลอม "ห้ามตายนะโว้ย! ข้ายังไม่ได้หักค่าจ้างแกเลย! แกตายไม่ได้!"
ปัง!
ประตูไม้ของกระท่อมถูกถีบเปิดออกอย่างแรงโดยมิต้องเคาะ หลี่มู่กู่ พุ่งพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยเขม่าควันไฟ ในมือของเขากำ "ม้วนหนังสัตว์โบราณขาดวิ่น" และ "กล่องโลหะสีดำสนิท" ใบหนึ่งไว้แน่น
"ข้าคำนวณพลาด! ข้าเอะใจตั้งแต่ตอนเดินพลังซ่อมแซมให้มันเมื่อเช้าแล้ว... แก่นอสูรเดิมของมันทนรับภาระจากการกระแทกพลังของแม่ทัพมารไม่ไหว มันถึงขีดจำกัดและกำลังจะแตกสลายถาวร!" หลี่มู่กู่ตะโกนแข่งกับเสียงหวีดหวิวของไอปราณที่รั่วไหลออกจากร่างเจ้าสัว
"ทางรอดเดียวที่จะยื้อชีวิตพยนต์เทวะตนนี้ไว้ได้ คือต้อง 'ผลัดเปลี่ยนดวงใจ' ให้มันเดี๋ยวนี้!"
"เปลี่ยนดวงใจ? แต่เราไม่มีแก่นอสูรระดับสูงที่ทรงพลังพอจะขับเคลื่อนร่างมันสำรองไว้นะ!" อาเจียแย้งด้วยความร้อนรน
"เรามีสิ่งที่ดีกว่านั้น..." หลี่มู่กู่หันมาจ้องตาอาเจีย แววตาของช่างหลอมศัสตราอัจฉริยะเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความมุ่งมั่น "ข้าเพิ่งขุดเจอ 'ม้วนคัมภีร์กลวิธานโบราณ' และ..."
เขาชูกล่องโลหะสีดำขึ้นมา เปิดฝาออก เผยให้เห็นเศษโลหะสีดำประกายดาวที่ส่องแสงเรืองรอง
"นี่คือ 'เศษเกราะเหล็กดารา 陨铁 (อวิ๋นเถี่ย)' ที่ข้าแอบเก็บและสกัดมาจากซากศพของแม่ทัพมาร... มันเป็นวัสดุระดับตำนานชนิดเดียวในตอนนี้ ที่แข็งแกร่งพอจะสร้างเป็น 'ภาชนะ' รองรับพลังงานอันมหาศาลได้!"
หลี่มู่กู่ชี้ปลายิ้วไปที่ ศิลาสีดำ ในมืออาเจีย
"อาเจีย... ข้าจะใช้ไฟปราณของข้าหลอมเกราะเหล็กดารานี้ ให้กลายเป็น 'ตันเถียนกลไก' ดวงใหม่... แต่ลำพังตัวมันเองไม่มีเจตจำนงพอจะปลุกเจ้าสัวให้ฟื้นคืนชีพ ข้าต้องการ 'เชื้อเพลิงวิญญาณ' จากศิลาของเจ้า!"
"เจ้าต้องใช้อักขระ ถ่ายเทพลังแห่งความว่างเปล่าเข้าไปในภาชนะเหล็กดาราในขณะที่ข้ากำลังหลอมมัน... ผสานพลังแห่งสัจธรรมลงไป เพื่อให้มันกลายเป็น 'ดวงใจศัสตรา' ที่สมบูรณ์และไม่มีวันดับสูญ!"
"แต่เจ้าต้องระวังให้ดี! การถ่ายเทพลังบริสุทธิ์ที่ฝืนกฎสวรรค์เช่นนี้... หากเจ้าคุมอักขระพลาดเพียงนิดเดียว พลังที่ปะทะกันจะระเบิดพวกเราและหุบเขานี้ให้กลายเป็นผุยผงในพริบตา!"
อาเจียก้มมองร่างของเจ้าสัวที่แสงในดวงตาโลหะกำลังจะดับสนิท... เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว มหาเศรษฐีถังแตกไม่อาจยอมสูญเสียผู้พิทักษ์ (และลูกหาบขนเงิน) ที่ดีที่สุดของเขาไปได้!
"เอาสิ! เดิมพันด้วยชีวิต!" อาเจียกัดฟันแน่นจนกรามดังกรอด กำศิลาแห่งความว่างเปล่าไว้ในมือซ้าย และกระชับพู่กันนิรันดร์ในมือขวา "เริ่มพิธีกรรมผสานดวงใจเดี๋ยวนี้! ...ห้ามตายนะไอ้เจ้าสัว ไม่งั้นข้าจะตามไปคิดบัญชีหนี้สินกับแกถึงในนรก!"
สองหนุ่มรีบช่วยกันแบกร่างหุ่นยักษ์ที่หนักอึ้งขึ้นสู่แท่นศิลาหลอมอาวุธ ท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบสงัด... พิธีกรรมหลอมสร้างที่อันตรายที่สุด เดิมพันด้วยชีวิตเพื่อยื้อลมหายใจของสหายร่วมรบ และท้าทายกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น!