ตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿)

    จดหมายเลือด 6

    ทุกอย่างล้วนผ่านไปแล้ว


    ใช่ ทุกอย่างล้วนผ่านไปแล้ว แต่มันยังคงสดใหม่เหลือเกิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมทิ้งร่องรอย บาดแผล กู้เลี่ยงรุ่ยแค่ยังเศร้าเสียใจอยู่ อีกไม่นานก็คงดีขึ้น


    “ขอบใจนะอู๋เยี่ยน แต่ข้าไม่อาจปฏิเสธได้จริงๆ ว่าตัวเองมีส่วนให้หนิงเก่อต้องตาย ข้าไม่มีหน้ากลับสำนักแล้วไม่มีหน้าไปพบหม่าจวี้หรืออาจารย์ เขาจะต้องผิดหวังในตัวข้ามากๆ แน่”


    อู๋เยี่ยนปลอบใจคนไม่เก่ง สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คืออยู่ข้างๆ คนเบื้องหน้าเขาเป็นคนที่มาจากแดนไกลที่แตกต่างไปจากที่นี้ นับตั้งแต่วันนั้นที่พบกัน แววตาของคนผู้นี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เป็นคนที่ทำอะไรโง่ๆ เพื่อคนอื่นเสมออย่างไม่รู้ตัว เป็นคนดีที่เหมือนจะไม่รู้ตัวว่าเป็นคนดี อันที่จริงเขาจะไม่สนใจเรื่องโรคระบาดและมุ่งหน้าลงใต้มาก็ได้ แต่เขาก็หยุดและยื่นมือช่วยจนได้เรื่องอีกแล้ว อู๋เยี่ยนอยากจะว่าอีกฝ่ายแรงๆ สักคำ ทั้งยังตระเตรียมมาหลายวันแล้วด้วยว่ายามพบหน้าจะต้องต่อว่าสักหลายๆ คำให้เขาจดจำเสียทีว่าอย่าสอดเรื่องคนอื่นให้มากนัก แต่แววตาเศร้าหมองและรู้สึกผิดที่สะท้อนอยู่ในแววตาทำให้พูดไม่ออก สุดท้ายก็เลยนั่งเงียบแทน


    ร่างของหนิงเก่อที่นอนอยู่ในโลงจะถูกขนส่งกลับไปที่สำนัก ปฏิบัติตามธรรมเนียมอย่างสมเกียรติ ส่วนคนที่ทำร้าย หนิงเก่อ ต้องชดใช้...


    “ว่าแต่อู๋เยี่ยน อาจารย์อาล่ะ เจ้ากับอาจารย์อาน่าจะไปถึงรัฐฉู่แล้ว เหตุใดเจ้ายังกลับมาอีก ทั้งยังกลับมาทันเวลา ช่วยข้าไว้ได้อีกครั้ง” กู้เลี่ยงรุ่ยเป็นพวกล้มแล้วต้องลุก ต่อให้คลานขึ้นมาก็จะทำ เขาไม่ใช่คนที่จะล้มตลอดไป อีกทั้งสภาพจิตใจเขาดีขึ้นมาแล้วแม้จะยังเสียใจอยู่ก็ตาม


    อู๋เยี่ยนก้มหน้าลงยื่นมือไปเทน้ำชาลงถ้วย ก่อนจะจุ๋มนิ้วลงไปแล้วเริ่มต้นเขียนลงบนโต๊ะ ใจความว่า


    ‘ข้าติดต่อเจ้าไม่ได้นานเกินไป อาจารย์อิ่นซือเฉิงเลยเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีต่อเจ้า เลยวานให้ข้ากลับมา อันที่จริงข้ากลับมาอยู่ชายแดนรัฐซ่งหลายวันแล้ว แต่ข้ามเมืองไม่ได้เพราะโรคระบาดและคำสั่งปิดเมือง โชคดีที่วันนี้ได้คนช่วยถึงได้มาหาเจ้าได้ หากไม่ได้คนผู้นั้นช่วยข้าเข้าเมืองมา ข้าคงมาไม่ทันช่วยเจ้าแล้ว’


    วันนั้นที่เขาและอาจารย์อิ่นตามกู้เลี่ยงรุ่ยไปที่จวนท่านอ๋องก็เพื่อจะพากู้เลี่ยงรุ่ยไปสมาคมเฟิงซ่านเล่อปู้ด้วยกัน แต่ติดที่ว่ากู้เลี่ยงรุ่ยติดพันอยู่กับการรักษาท่านอ๋อง ทำให้ไม่อาจจะปลีกตัวไปได้ ยามนั้นอาจารย์อิ่นมองว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง เพราะสมาคมในตอนนี้เน่าเฟะไปหมด มีใจไม่ซื่ออยากจะเล่นงานกู้เลี่ยงรุ่ย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีการตัดสินความผิดของเจ้าสำนักคนหนึ่งโดยอาศัยแค่เพียงคำบอกเล่าของเจ้าสำนักอีกคนเด็ดขาด ทั้งๆ ที่ทางฝ่ายฉีอ๋องได้ถวายรายงานต่อฝ่าบาทแล้วว่ามีเหตุอันสมควรที่ต้องใช้พลังปราณในเขตเมืองเอกของรัฐและฝ่าบาทก็ไม่เอาความใดๆ แต่แน่นอนว่าทางฝ่าบาทกับสมาคมแยกจากกัน ทว่าความผิดเล็กน้อยอย่างการใช้พลังปราณในเขตเมืองเอกไม่นับเป็นอะไร แค่ร่อนจดหมายตักเตือนมาสองสามฉบับก็พอ หากแต่ทางสมาคมระบุชัดเจนว่าต้องการให้กู้เลี่ยงรุ่ยมาถึงสมาคม เส้นตายก็ได้กำหนดไว้แล้วด้วย


    อาจารย์กู้ อาจารย์อิ่นต่างหารือกันแล้วว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังไม่น่าไว้ใจ อาจจะเป็นกับดักที่คอยท่าอยู่ที่รัฐฉู่ บางทีตู้จิ้งกงอาจจะรอเปิดโปงกู้เลี่ยงรุ่ยเรื่องผูกวิญญาณกับปันน่าที่นั้น ทีนี้หายนะครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นน่ แต่กู้เลี่ยงรุ่ยก็ไม่ไปไม่ได้ ดังนั้นการที่เกิดเรื่องขึ้นกับฉีอ๋องที่จวน ถือว่าเป็นการซื้อเวลาให้อาจารย์อิ่นและเขาได้ไปดูลาดเลาก่อน และในอนาคตอาจจะต้องเกลี่ยกล่อมให้ฉีอ๋องแสดงตนเพื่อช่วยกู้เลี่ยงรุ่ยให้รอดภัยในครั้งนี้


    ดังนั้นทันทีที่ไปถึงสมาคมเฟิงซ่านเล่อปู้ เขาและอาจารย์อิ่นซือเฉิงก็รายงานความจำเป็นและการที่ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยต้องไปรับทราบข้อกล่าวหาล่าช้า ยังดีที่สาเหตุของการล่าช้าเป็นฉีคุนอ๋องบาดเจ็บจนต้องได้รับการถ่ายพลังปราณเร่งด้วน ทางสมาคมต้องไว้หน้าจึงทำเป็นเข้าใจและให้การผ่อนผัน โดยมีข้อแม้ว่าต้องการให้อาจารย์อิ่นซือเฉิงช่วยอยู่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านศิลปะวิทยาการสักหลายๆ วัน ความหมายก็คือการกักตัวอาจารย์อิ่นไว้จนกว่ากู้เลี่ยงรุ่ยจะไปเท่านั้น เจตนาของทางสมาคมชัดเจนนับตั้งแต่ส่งจดหมายมาแล้วว่าต้องการจะหาความผิดอะไรก็ได้เพื่อเล่นงานกู้เลี่ยงรุ่ย โดยมีคนคอยยุแยงตะแคงรั่ว ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเจ้าสำนักตู้จิ้งกงที่หมายจะผลักกู้เลี่ยงรุ่ยให้หลุดจากตำแหน่ง


    “ใครช่วยเจ้ารึ” หลังอ่านจบก็ต้องเงยหน้าขึ้นมาถาม คนที่สามารถช่วยให้อู๋เยี่ยนเข้ารัฐหลู่ในสถานการณ์วุ่นวายที่มีคำสั่งปิดเมืองได้ต้องใหญ่แค่ไหนกัน ทั้งยังเป็นคนยังไงถึงได้หาอู๋เยี่ยนเจอได้ ปกติคนผู้นี้ไปมาไร้ร่องรอยจะตาย


    ‘ป๋อหยวน’


    กู้ลี่ยงรุ่ยอ่านจบก็รู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง จึงต้องถามซ้ำเผื่อว่าเป็นคนชื่อซ้ำกัน “ป๋อหยวนที่อยู่ตำบลอู่เสวียนนะเหรอ?”


    อู๋เยี่ยนพยักหน้าทีหนึ่ง สายตาไม่มีวี่แววว่าโกหก


    “ได้ไงอ่ะ ป๋อหยวนทำได้ไงกัน เขาเป็นคนรวยจนอาจจะติดสินบนได้ก็จริง แต่หลู่อ๋องวางกำลังคนไว้แน่นหนาขนาดนั้น ป๋อหยวนจะใช้เงินฟาดหัวได้จริงๆ นะเหรอ เขาใช้วิธีไหนกันถึงพาเจ้าเข้ารัฐหลู่ได้” ขนาดกู้เลี่ยงรุ่ยที่มั่นใจเรื่องสถานะการเงินก็ต้องหยุดคิด หรือว่าจะอาศัยตำแหน่งลูกชายคนร่ำรวยถึงผ่านได้ แต่ก็ไม่แน่หรอกป๋อหยวนดูเป็นเด็กคนหนึ่งที่ฉลาดเฉลียว เขาต้องอาศัยมันสมองอันชาญฉลาดถึงทำสำเร็จแน่ๆ ไม่ได้แล้วจริงๆ กลับไปรัฐฉีครานี้ต้องไปเลี้ยงข้าวป๋อหยวนมื้อใหญ่แล้ว เด็กดีที่คอยช่วยเหลือตนเช่นนี้ต้องได้รับการตอบแทน คิดไม่ผิดจริงๆ ที่คิดว่าป๋อหยวนพึ่งพาได้


    ‘เจ้ารู้หรือไม่ว่าป๋อหยวนเป็นใคร?’


    “เขาก็จะเป็นใครได้ล่ะ ก็เป็นลูกชายของป๋อฟางอวี้ เศรษฐีจากตำบลอู่เสวียนไง” ถามอะไรแปลกๆ ป๋อหยวนก็ป๋อหยวนไง จะเป็นใครไปได้อีก ทำไมวันนี้อู๋เยี่ยนถึงพูดจาแปลกประหลาดนัก


    ทว่าอู๋เยี่ยนหลุบตาลง ท่าทางบ่งบอกว่าไม่ใช่ กู้เลี่ยงรุ่ยต้องตั้งใจมองโต๊ะที่มีอักษรน้ำเต็มไปหมด ลุ้นจนตัวโกงว่าอู๋เยี่ยนจะเขียนคำว่าอะไรต่อไป แต่ก็ไม่ได้คาดคิดเลยจริงๆ ว่าคำต่อไปที่อู่เยี่ยนจะเขียนมันจะทำให้ตนรู้สึกตื่นตะลึงได้ขนาดนี้ บ้าไปแล้ว นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน


    ‘ป๋อหยวน ไม่สิ เขาคือเซี่ยหยวน องค์ชายสิบเอ็ด!’


    โอ้-มาย-ก็อด! จริงจังปะเนี่ย! หรือว่าฉันยังไม่ตื่น


    “อู๋เยี่ยน เจ้าอย่าล้อเล่นสิ เหตุใดโอรสสวรรค์ถึงกลายเป็นป๋อหยวนล่ะ ท่านคิดมากไปหรือไม่ ป๋อหยวนผู้นั้นนะรึ...องค์ชายสิบเอ็ด!” ใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปและสายตาที่มั่นคงของอู๋เยี่ยนบ่งบอกว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น อีกอย่างอู๋เยี่ยนไม่ชอบล้อเล่นอยู่แล้ว แสดงว่ามันคือเรื่องจริง


    อู๋เยี่ยนพยักหน้าอีกทีก่อนจะมอบป้ายผ่านทางที่ใช้สำหรับกลับรัฐฉีได้ง่ายๆ ซึ่งลงชื่อไว้ชัดเจนว่าเซี่ยหยวน องค์ชายสิบเอ็ดแห่งราชวงค์เซี่ย


    ในช่วงเวลาที่กู้เลี่ยงรุ่ยกำลังตกใจและกำลังรันข้อมูของป๋อหยวนเพื่ออัพเดต เสียงลั่นกลองกลางหมู่บ้านก็ดังขึ้น อู๋เยี่ยนขมวดคิ้วมุ่น คงรำคาญมากกว่า ชาวบ้านด้านนอกก็คงแตกอกตื่นตกใจมากเช่นกัน จนเมื่อกู้เลี่ยงรุ่ยทนความสงสัยไม่ไหวก็เลยเปิดประตูออกไปดูด้วยตัวเอง ก่อนจะงุนงงหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นชาวบ้านคุกเข่าลงพื้นในท่าหมอบกราบ กู้ร้องส่งเสียงไปถึงสวรรค์ จับใจความได้เลาๆ ว่าหลู่ต้าอวี่ตายแล้ว


    เดี๋ยว! หลู่ต้าอวี่ตายแล้ว?!




    ใกล้รุ่งสางจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่มืดที่สุด ยามนั้นเป็นช่วงรอยต่อระหว่างวันรุ่งขึ้นและอดีตของเมื่อวาน อีกไม่กี่เค่อก็จะสว่าง วันสุดท้ายของเดือนแรกในปีนี้กำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว...


    ชาวบ้านผู้กระตือรือร้นออกมาจากที่นอนที่อบอุ่นก่อนไก่ขันเพื่อเริ่มต้นวันใหม่ หุงข้าว ตระเตรียมอาหาร แน่นอนว่าหน้าที่อันแสนยากลำบากเหล่านี้ถูกแขวนไว้ให้เป็นหน้าที่ของภรรยาและย่ายายทุกท่าน พวกนางทุ่มเทและทำหน้าที่อันแสนน่าเบื่อจำเจเหล่านี้วันแล้ววันเล่า ไม่เคยปริปากบ่น ทั้งยังอดทนมาก เรื่องเช่นนี้พบเห็นได้ในทุกครัวเรือน ทุกคนใช้ชีวิตไปอย่างปกติ ยามลงไปเดินตามตรอกซอยแต่เช้าตรู่จะได้ยินเสียงตักน้ำ เสียงตำข้าว เสียงตีแป้งกับโต๊ะเพื่อทำหมั่นโถว แม้กระทั่งเสียงตะหลิ่วกับกระทะใบกลมบนเตาก็เป็นเสียงที่น่าฟังในความรู้สึกของเขา เขามักจะเดินไปฟังไปจนสุดถนนในบางเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการงานไปบ้าง มองเห็นผู้คนที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดผ่านฤดูกาลที่โหดร้าย ผ่านยุคสงครามที่เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เพื่อคาดหวังอนาคตท่ดีกว่า ขอแค่ใช้ชีวิตให้ดี ขอแค่อดทนผ่านไปได้ ทุกอย่างจะดีขึ้น


    ภายหลังจากการระบาดของโรคไข้หวัดนกที่มาเยือน สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนรัฐหลู่ยิ่งแร้นแค้นหนัก เจอทั้งวิกฤตโรคระบาด เจอจลาจลกลุ่มก่อความวุ่นวาย กลุ่มต่อต้าน ความอดอยากจากภัยหนาว เมื่อลองเดินไปถึงสุดของเมือง จะเจอบ่อหลุมขนาดใหญ่ที่มีการก่อสร้างขึ้นมาอยาบๆ เพื่อใช้เผาศพคนตายจากโรคระบาด ชาวบ้านนับหมื่นที่เสียชีวิตลงได้กลายเป็นขี้เถาสีเงินอยู่ด้านใน แต่ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือคนที่ตายลงไปเพราะอดตาย หนาวตาย พวกเขาตายอย่างทุกข์ทรมาน ไร้คนเหลียวแลช่วยเหลือ หากลองนับดูจะพบว่าคนที่ตายเพราะโรคไข้หวัดนกและสาเหตุอื่นๆ อันมิควรนั้น...เท่ากัน


    ช่วงเวลามืดหม่นได้ผ่านไปแล้ว แสงของรุ่งอรุณจะเข้ามาทักทายเพื่อเป็นกำลังใจใคนที่ยังอยู่ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่เคยต่อสู้ในเมื่อวานจะได้มีโอกาสได้เห็นแสงอรุณของวันใหม่ บางครั้งต่อให้ดิ้นรนหาหนทางแค่ไหนก็ไม่อาจจะเอาชนะสิ่งที่เรียกว่าชะตาลิขิต สิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมและยากจะหาทางสู้กลับไป บางคนบอกว่าความพยายามสามารถเปลี่ยนอนาคตได้ คนที่ยังย่ำอยู่กับที่ คนที่มีชีวิตอนาถคือคนที่ไม่ยอมทำอะไรเลยเพื่อเปลี่ยนแปลง แต่มันไม่เสมอไป บางคนเขาสู้ปากกัดตีนถีบ ดิ้นรนหนีตายทุกวิธีทาง แต่ไม่อาจจะเปลี่ยนสิ่งใดได้ นี่คือความน่าเศร้าที่จริงแท้อย่างหนึ่งของโลกใบนี้


    มีคนเคยบอกว่าความพยายามจะนำความอิ่มเอมมาให้ในที่สุด แต่ไม่ใช่ความพยายามทุกอย่างจะได้ผลตอบแทนเป็นน้ำผึ้ง บางคนก็ได้น้ำรสขม หรือยาพิษแทน กระนั้นเขาก็ยังเชื่อในผลของการกระทำว่าทำอย่างไรก็ต้องได้อย่างนั้นตอบแทน


    โลกใบนี้มันประหลาด บางครั้งก็ยื่นน้ำผึ้งให้ บางครั้งก็ยื่นยาพิษให้ บางครั้งน้ำผึ้งก็อาบยาพิษ บางทียาพิษก็เคลือบยาลูกกลอน


    จนกระทั่งยามโหย่วเสียงตีกลอนใหญ่หน้าจวนก็ดังขึ้น ปลุกนกนางนวลผลัดถิ่นที่กำลังบนหากินอยู่ตามแหล่งน้ำจืดให้ต้องโผบินหนีไปด้วยความตกใจ เสียงกลอนดังลั่นอยู่ครึ่งหนึ่งก้านธูป พร้อมกับการป่าวร้องประกาศของเด็กเดินข่าวที่วิ่งวุ่นไปทั่วเมืองแต่เช้าตรู่


    ฉีคุนนิ่งฟัง


    “ประกาศข่าวใหญ่ๆๆ หลู่ตาอวี่อ๋องสิ้นชีพแล้ว! ประกาศข่าวใหญ่ๆๆ หลู่ต้าอวี่อ๋องสิ้นชีพแล้ว!”



    คล้ายกับเรื่องตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿) ที่คุณอ่าน