ยามเย็นคล้อยต่ำลงช้า ๆเหนือเมืองชิงเยวี่ยแสงอาทิตย์สีทองอมส้มทอดเฉียงลงบนหลังคากระเบื้องเรียงซ้อนของเรือนร้านสองฟากถนน ผู้คนที่สัญจรไปมาต่างรีบเร่งกลับสู่ที่พักหรือมุ่งหน้าไปยังตลาดค่ำซึ่งคึกคักขึ้นทุกขณะเสียงพ่อค้าเร่ เสียงเกวียนล้อไม้และเสียงโต้เถียงราคาสินค้าประดังประสานกันจนทั้งเมืองมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด
ทว่าในตรอกแคบด้านตะวันตกของเมืองบุรุษผู้หนึ่งในผ้าคลุมเก่าสีหม่นกลับเดินสวนความวุ่นวายนั้นอย่างสงบเขาสวมหน้ากากไม้เรียบง่าย ไม่มีลวดลายสะดุดตา ไม่มีเครื่องประดับบ่งฐานะมีเพียงท่วงก้าวที่ไม่ช้าไม่เร็วแต่มั่นคงประหลาดราวกับผู้ที่ไม่ว่าสายตาคนรอบข้างจะมองเช่นไรก็ไม่อาจทำให้จิตเขาะเืได้แม้แต่น้อย
เยี่ยเฉินหาน
หรือกล่าวให้ถูกต้องบัดนี้ในเมืองชิงเยวี่ย ผู้คนยังไม่รู้ว่า “เขา” เป็ใคร
สิ่งที่พวกมันเริ่มรับรู้มีเพียงว่าในสำนักประมูลเมฆาเขียวได้มีบุรุษลึกลับผู้หนึ่งนำโอสถบริสุทธิ์อย่างน่าเหลือเชื่อมาปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อวานและเพียงไม่กี่ชั่วยามหลังจากนั้น ข่าวก็ไหลผ่านช่องทางของพ่อค้าสมุนไพรไปอย่างรวดเร็วราวกับหยดน้ำมันตกลงในกองเพลิง
โอสถฟื้นโลหิตระดับต้นบริสุทธิ์สิบส่วน
โอสถคลายชีพจรคั่งไร้ตะกอน
โอสถห้ามเืที่ออกฤทธิ์เร็วจนคนใช้แทบไม่เชื่อสายตา
ของเหล่านี้ในแดนเทพอาจนับเป็เพียงเศษผงที่ไม่คู่ควรให้เขาหันมองแต่ในเมืองระดับต่ำเช่นชิงเยวี่ยมันกลับเพียงพอจะทำให้ผู้คนไม่น้อยตาแดงด้วยความโลภและตื่นเต้น
เยี่ยเฉินหานก้าวตรงเข้าสู่สำนักประมูลเมฆาเขียวอีกครั้ง
คราวนี้ยามเฝ้าประตูสองคนจำผ้าคลุมและหน้ากากของเขาได้ในทันทีเดิมทีทั้งสองยังมีท่าทีเฉยเมยบ้าง แต่เมื่อสบสายตาอีกฝ่ายเข้ากลับรีบก้มศีรษะเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว แล้วเปิดทางให้อย่างสุภาพยิ่งกว่าครั้งก่อน
“ท่านผู้มีเกียรติเชิญด้านในขอรับ”
เยี่ยเฉินหานไม่ตอบเพียงก้าวผ่านประตูไปเงียบ ๆ
ภายในโถงชั้นหน้าผู้คนยังคงแน่นขนัด พ่อค้าสมุนไพร ลูกหลานตระกูลเล็ก ตลอดจนจอมยุทธ์รับจ้างที่มีเงินติดตัวพอประมาณต่างจับกลุ่มสนทนากันถึงข่าวลือโอสถคุณภาพเหนือสามัญจนทันทีที่ร่างในผ้าคลุมหม่นก้าวผ่าน หลายสายตาก็เหลือบตามองมาโดยพร้อมเพรียง
แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะยังไม่แน่ใจว่าเขาคือคนเดียวกับในข่าวหรือไม่
แต่ท่วงก้าวและบรรยากาศรอบตัวที่สงบนิ่งผิดจากคนทั่วไปกลับทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยทักส่งเดช
ไม่นานหญิงวัยกลางคนชุดเขียวผู้เป็ผู้ดูแลรับของเมื่อวานก็รีบเดินเข้ามาหาสีหน้าของนางไม่เหลือความเฉยชาดั่งครั้งแรกแล้วมีเพียงความระมัดระวังและให้เกียรติเต็มเปี่ยม
“ท่านมาถึงแล้ว”นางกล่าวอย่างนอบน้อม “ผู้ดูแลชั้นในได้กำชับไว้ หากท่านมาอีกให้เชิญตรงเข้าสู่ห้องรับรองด้านในทันที”
เยี่ยเฉินหานพยักหน้าเพียงเล็กน้อยพลางเดินตามนางเข้าไปโดยไม่ถามไร้สาระ
ห้องรับรองชั้นในเงียบกว่าด้านหน้าอย่างมากผนังไม้แดงขัดมันเรียบร้อย โต๊ะกลมวางชาหอมและผลไม้แห้งอย่างประณีตบนผนังแขวนภาพพู่กันูเาเมฆาให้บรรยากาศสุขุมต่างจากโถงประมูลด้านหน้าโดยสิ้นเชิง
ชายชราชุดม่วงผู้เคยพบเมื่อวานนั่งรออยู่ก่อนแล้วพอเห็นเขาเข้ามาก็ลุกขึ้นครึ่งตัวอย่างมีมารยาทดวงตาคมลึกนั้นซ่อนความตื่นตัวไว้ไม่มิด
“ท่านมาเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้เล็กน้อย”
เยี่ยเฉินหานนั่งลงตรงข้ามเขาอย่างไม่รีบร้อน“หากข้ามาช้า โอกาสดี ๆ ย่อมตกไปอยู่ในมือผู้อื่น”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ“คมยิ่งนัก ข้าชื่อ ‘ฉีจวิน’ เป็ผู้ดูแลชั้นในของสำนักประมูลเมฆาเขียวในเมืองนี้”
เยี่ยเฉินหานไม่ได้บอกชื่อปลอมแม้แต่คำเดียวเขาเพียงหยิบขวดหยกเล็กสามใบออกจากอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะทีละใบ
“ของชุดใหม่”
ฉีจวินนิ่งไปเพียงครู่ก่อนยื่นมือไปเปิดขวดแรกอย่างระวัง กลิ่นยาหอมสดใสพุ่งขึ้นทันทีเขาเทเม็ดยาออกมาหนึ่งเม็ด พิจารณาแสงสะท้อน ความกลมของเม็ดยา สีที่สม่ำเสมอตลอดจนกลิ่นและพลังยาอย่างไม่รีบร้อน สีหน้าเขาค่อย ๆเปลี่ยนจากเคร่งขรึมเป็ตกตะลึงทีละน้อย
“โอสถฟื้นโลหิตระดับกลาง...บริสุทธิ์เกือบสิบส่วน”
คำว่า “เกือบ” นั้นแทบไม่มีความหมายอะไรในสายตาคนทั่วไปเพราะโอสถระดับกลางที่บริสุทธิ์ได้ถึงระดับนี้ต่อให้ยกไปทั้งเมืองก็หาไม่ได้สักเม็ด
ฉีจวินเปิดขวดที่สองต่อคราวนี้เป็โอสถคลายชีพจรติดขัดระดับกลางมีฤทธิ์ช่วยเปิดทางให้ลมปราณไหลเวียนสะดวกขึ้นเหมาะกับผู้ที่ติดคอขวดหรือมีอาการปราณย้อนกระแทกจากการฝึกผิดพลาดเมื่อกลิ่นยาลอยออกมา เขาถึงกับเผลอสูดลมหายใจลึกเองโดยไม่รู้ตัว
ขวดที่สามยิ่งทำให้มือของเขาสั่นเล็กน้อย
โอสถเพิ่มพลังโลหิตและฟื้นกำลังภายในระดับต้นขั้นสูง!!
นี่คือยาที่นักสู้จำนวนมากแย่งกันซื้อยามมีศึกหรือภารกิจอันตรายเพราะช่วยคืนกำลังได้เร็วกว่ายาทั่วไปหลายเท่าแต่มันก็ขึ้นชื่อว่าปรุงยากอย่างยิ่ง ตะกอนในเม็ดยามักปะปนกันมาก ทำให้ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยเกิดผลข้างเคียงหลังรับประทาน
แต่โอสถในมือเขาตอนนี้...ใสสะอาดหมดจด
ฉีจวินเงยหน้าขึ้นช้า ๆมองคนในหน้ากากตรงหน้าใหม่อีกครั้งเห็นชัดว่าความประเมินในใจได้ยกสูงขึ้นอย่างมากแล้ว
“ท่าน...้าขายตรงเหมือนครั้งก่อนหรือจะประมูล”
เยี่ยเฉินหานตอบโดยไม่ชักช้า“ขวดแรกกับขวดที่สอง ประมูล ขวดที่สามขายตรง แต่ข้าจะรับเป็เงินครึ่งหนึ่งอีกครึ่งหนึ่งเป็สมุนไพร”
ฉีจวินชะงักเล็กน้อย
คนขายของดีเช่นนี้ส่วนใหญ่โลภเงินกันทั้งนั้นแต่ชายลึกลับตรงหน้ากลับเลือกเอาทรัพยากรมากกว่าทองคำอย่างชัดเจน
“ท่าน้าสมุนไพรชนิดใด”
เยี่ยเฉินหานยื่นกระดาษพับแผ่นหนึ่งออกไปฉีจวินรับมาเปิดดูเพียงสองบรรทัดแรก ก็ต้องชะงักสายตา
รากกระดูกัหินระดับห้าสิบปี
หญ้าขาวแก้วล้างโลหิต
ผลเพลิงอ่อนสามแก่น
เกสรจันทราเย็น
น้ำค้างปลายอรุณจากยอดผามืด
ผงกระดูกอสูรชั้นต้นที่ผ่านการชำระพิษแล้ว
รายชื่อแต่ละอย่างล้วนไม่ใช่ของที่คนฝึกยุทธ์ธรรมดาจะนึกใช้กันแต่กลับเหมาะกับการหลอมร่าง ฟื้นโลหิต และชำระเส้นลมปราณอย่างน่าประหลาด
“สมุนไพรพวกนี้...”ฉีจวินเงยหน้าขึ้นอย่างระวัง “บางอย่างแม้ในเมืองชิงเยวี่ยจะมีแต่ก็มีจำนวนน้อยนัก”
เยี่ยเฉินหานวางนิ้วลงบนขวดโอสถเบาๆ หนึ่งครั้ง “ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่”
บรรยากาศในห้องเงียบลงชั่วครู่
ฉีจวินลอบประเมินอยู่ในใจอย่างรวดเร็ว
บุรุษผู้นี้ไม่เพียงปรุงโอสถได้ล้ำเกินคนในเมืองแต่ยังมีรายชื่อสมุนไพรแปลกประหลาดที่บ่งบอกความรู้ด้านโอสถลึกซึ้งอย่างยิ่ง หากสามารถรักษาความสัมพันธ์ได้ย่อมเป็ประโยชน์ใหญ่ต่อสำนักประมูลแน่นอน
แต่ในอีกด้านคนเช่นนี้ย่อมมีที่มาไม่ธรรมดา การถามมากเกินไปก็อาจทำให้เขาไม่พอใจ
ฉีจวินจึงยิ้มบาง ๆแล้วพยักหน้า “ได้ ข้าจะจัดให้ตามที่ท่าน้าเท่าที่หอประมูลมีอยู่และจะให้คนของข้าเร่งสืบหาส่วนที่ยังขาด”
เยี่ยเฉินหานกล่าวเรียบ ๆ“ข้า้าเร็ว”
“ภายในคืนนี้จะเตรียมของได้บางส่วน”ฉีจวินตอบ “ส่วนที่เหลือ ถ้ามีข่าว ข้าจะกันไว้ให้ท่านก่อนผู้อื่น”
นี่คือคำรับปากที่มีน้ำหนักมากแล้วในโลกการค้า
เยี่ยเฉินหานรับคำเพียงพยักหน้าเบาๆ
ฉีจวินเห็นเช่นนั้นจึงตัดสินใจเพิ่มหมากอีกหนึ่งชั้น“คืนนี้มีรอบประมูลเล็กภายใน หากท่านสะดวกอยู่ต่อ ข้าสามารถจัดที่นั่งด้านในให้และหากท่านมีของที่อยากได้เป็พิเศษ อาจพบโอกาสดี”
เยี่ยเฉินหานเงียบไปชั่วขณะ
เดิมทีเขาคิดเพียงนำโอสถมาปล่อยออกไปเพิ่มทั้งเงินทั้งสมุนไพรแล้วถอยกลับ แต่ข้อเสนอของฉีจวินกลับมาตรงเวลาเกินไปเพราะตอนนี้สิ่งที่เขาขาดที่สุด ไม่ใช่เพียงสมุนไพรพื้นฐาน หากยังมี“โอสถสำเร็จรูป” บางชนิดที่คนโลกต่ำปรุงกันเองไม่ได้ หรือมีแต่คุณภาพเลวเกินใช้
หากได้โอสถเช่นนั้นมาเขาจะประหยัดเวลาไปอีกมาก
“ข้าจะอยู่”
ฉีจวินยิ้มในที่สุด“เช่นนั้น เชิญพักด้านในก่อน ข้าจะให้คนส่งของและใบรายชื่อรอบคืนนี้มาให้”
หลังชายชราจากไปเยี่ยเฉินหานจึงเอนตัวนั่งพิงเก้าอี้อย่างผ่อนคลายเป็ครั้งแรก
หมากแรกออกหน้าดีกว่าที่คิด
ชื่อเสียงของเขายังไม่ถูกเปิดออกสู่คนทั้งเมืองแต่ในวงแคบของสำนักประมูลเมฆาเขียว เขาได้เริ่มรับความเคารพอย่างชัดเจนแล้วสิ่งนี้สำคัญยิ่งกว่าเงินเสียอีก เพราะในอนาคต ข่าวสาร เส้นสายและทรัพยากรล้วนจะไหลผ่านสถานที่แบบนี้
ไม่นานเด็กสาวผู้ช่วยของหอประมูลก็นำถาดเงินเข้ามาวาง บนถาดมีเงินตำลึงจำนวนหนึ่งถุงสมุนไพรสองถุง และแผ่นรายชื่อของประมูลค่ำคืนนี้
เยี่ยเฉินหานเพียงกวาดตาดูก็พบสิ่งที่้าทันที
โอสถชำระเส้นลมปราณระดับกลาง
โอสถปลุกโลหิตอสูรระดับต้น
ผลรากเพลิงแดงหายาก
และหยกเก็บไอจันทราที่มีคุณสมบัติกักเก็บพลังเย็นบริสุทธิ์
ของพวกนี้แต่ละอย่างมีประโยชน์ต่อการหลอมกายาเขาโดยตรงหรือไม่ก็ใช้กับเสี่ยวอวี้ได้
เมื่อมองเห็นรายชื่อเ่าั้มุมปากของเยี่ยเฉินหานก็ยกขึ้นบาง ๆ
คืนนี้ไม่เสียเปล่าแน่
ยามฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็ครามเข้มโถงประมูลชั้นในของเมฆาเขียวจึงค่อย ๆ จุดโคมไฟขึ้นทีละดวง แสงส้มอุ่นจากโคมแก้วสะท้อนผนังไม้ขัดมันให้ดูโอ่อ่ายิ่งขึ้นที่นั่งรอบโถงไม่ได้มีมากเท่ารอบประมูลใหญ่ แต่กลับเต็มไปด้วยคนฐานะไม่ธรรมดาชุดแพร เสื้อคลุมลายสำนัก และสายตาระมัดระวังที่ต่างประเมินกันไปมาทำให้บรรยากาศแน่นตึงกว่ารอบทั่วไปมาก
เยี่ยเฉินหานนั่งอยู่ในห้องแยก้าหลังม่านโปร่งสีเข้มฉีจวินจัดตำแหน่งนี้ให้เขาโดยเฉพาะ ทำให้มองเห็นของประมูลและบรรยากาศทั้งหมดได้ชัดโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวต่อผู้ใด
เสียงค้อนประมูลดังขึ้นครั้งแรกโถงทั้งแห่งก็ค่อย ๆ เงียบลง
ของชิ้นแรก ๆเป็เพียงสมุนไพรระดับทั่วไปกับอาวุธมือสองสำหรับนักสู้รับจ้างเยี่ยเฉินหานไม่สนใจ เขาปล่อยให้คนอื่นแข่งราคากันไปจนกระทั่งโอสถชำระเส้นลมปราณระดับกลางถูกนำขึ้นมา
ผู้ดูแลด้านล่างประกาศสรรพคุณอย่างคล่องแคล่ว“โอสถนี้สามารถช่วยเปิดทางให้ลมปราณไหลเวียนดีขึ้น ลดการคั่งค้างในชีพจร เหมาะกับผู้ที่เตรียมทะลวงขั้นหรือมีอาการลมปราณติดขัดราคาตั้งต้นสิบห้าตำลึงทอง!”
ทันทีที่เสียงนั้นตกลงผู้คนหลายฝ่ายก็เริ่มยกป้ายแข่งราคา
“สิบหก!”
“สิบแปด!”
“ยี่สิบ!”
โอสถชนิดนี้เป็ที่้าเสมอในเมืองที่นักสู้ระดับก่อกำเนิดปราณและปราณแท้จริงมีอยู่มากเพราะเพียงก้าวเล็ก ๆ ในการไหลเวียนปราณ ก็อาจเปลี่ยนผลแพ้ชนะของการทะลุขั้นได้
เยี่ยเฉินหานปล่อยให้ราคาไล่ขึ้นไปถึงยี่สิบเจ็ดตำลึงทองจึงค่อยยกป้ายในห้องตนขึ้นเป็ครั้งแรก
“สามสิบ”
น้ำเสียงจากผู้ดูแลห้องรับรองชั้นบนดังถ่ายทอดลงไปเรียบๆ
โถงด้านล่างพลันเงียบไปชั่วครู่หลายคนหันมองขึ้นมาทางห้องที่เขานั่งอยู่ แม้จะมองไม่เห็นตัวแต่การเสนอราคาข้ามขั้นเช่นนี้ บ่งชัดว่าคนในห้องไม่คิดเล่นประหยัด
มีคนลองสู้ขึ้นมาอีกคน“สามสิบเอ็ด!”
เยี่ยเฉินหานไม่ลังเล
“สามสิบห้า”
คราวนี้ทั้งโถงเงียบไปสนิท
สามสิบห้าตำลึงทองสำหรับโอสถชำระเส้นลมปราณระดับกลางนับว่าสูงแล้วแม้จะยังคุ้มถ้าคนใช้ใกล้ทะลุขั้นจริง แต่คนส่วนใหญ่ไม่อยากเสี่ยงราคาขนาดนี้
สุดท้ายเสียงค้อนจึงตกลง
โอสถเม็ดนั้นเป็ของเขา
หลังจากนั้นไม่นานโอสถปลุกโลหิตอสูรระดับต้นก็ถูกนำขึ้นมา คราวนี้คนที่สู้ราคากลับเป็ลูกหลานสำนักเล็กกับนักล่าสัตว์อสูรเสียมากเพราะยาประเภทนี้ใช้กระตุ้นเืลม เสริมกำลังชั่วคราว และช่วยฝึกกายาได้ดียิ่งสำหรับผู้ที่กำลังหลอมโลหิตรอบสองเช่นเยี่ยเฉินหาน มันยิ่งเหมาะอย่างยิ่ง
การประมูลรอบนี้ดุเดือดกว่าครั้งก่อนเล็กน้อยแต่เยี่ยเฉินหานยังคงใช้วิธีเดิม ปล่อยให้คนอื่นขึ้นกันไปก่อนแล้วค่อยกดข้ามขั้นในจังหวะที่เหมาะที่สุด
เมื่อค้อนปิดลงโอสถปลุกโลหิตอสูรสองเม็ดก็ถูกส่งขึ้นมาถึงห้องเขา
ฉีจวินแวะเข้ามาเองระหว่างพักรอบเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มบาง“ท่านสายตาเฉียบคมนัก ของสองชิ้นนี้แม้คนอื่นมองว่าแพง แต่ถ้าใช้ถูกคนย่อมคุ้มค่า”
เยี่ยเฉินหานตอบเรียบ“ของที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงของรากฐาน ไม่เคยแพงถ้าใช้ถูกเวลา”
ฉีจวินนิ่งไปเสี้ยวหนึ่งก่อนหัวเราะเบาๆ
ชายชรายิ่งมั่นใจขึ้นว่าบุรุษลึกลับตรงหน้าไม่ใช่เพียงนักปรุงโอสถ หากยังมีความเข้าใจด้านการฝึกกายาและชีพจรลึกซึ้งผิดมนุษย์
คนเช่นนี้ต่อให้ไม่ใช่หมอเทวดา ก็ใกล้เคียงเข้าไปทุกที
คืนนั้นเยี่ยเฉินหานใช้เงินที่ได้จากการขายโอสถกอบโกยของที่้าไปมากกว่าครึ่งรายการทั้งยังฝากฉีจวินให้สืบหาของเพิ่มโดยไม่จำกัดราคาในบางชนิด ขอเพียงคุณภาพถึงมาตรฐาน
เมื่อประมูลเสร็จและเขาออกจากเมฆาเขียวอีกครั้งท้องฟ้ายามราตรีก็เต็มไปด้วยดาวระยิบระยับแสงโคมตามถนนสายหลักของเมืองทอดยาวเป็แถว ส่วนในถุงเก็บของใต้เสื้อเขาบัดนี้กลับหนักแน่นกว่าตอนมาอย่างชัดเจน
เงินทองมากมาย
สมุนไพรหายาก
โอสถสำเร็จรูป
และสายสัมพันธ์แรกกับสำนักประมูล
ทุกอย่างนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
เมื่อกลับถึงเรือนเล็กเสี่ยวอวี้ยังนั่งรออยู่ข้างตะเกียง แววตานางสว่างขึ้นทันทีที่เห็นเขาเข้ามาแต่เมื่อเห็นถุงผ้าและกล่องยาหลายใบในมือเขา เด็กสาวก็อ้าปากค้าง
“คุณชายท่าน...ได้มามากเพียงนี้เลยหรือเ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานวางของลงบนโต๊ะทีละชิ้นอย่างเงียบงัน“ยังไม่มากพอ”
เสี่ยวอวี้หัวใจสั่นวูบ
สำหรับนางของเหล่านี้แทบเท่าทรัพย์สินทั้งชีวิตแล้ว
แต่ในสายตาเขา กลับเป็เพียง “ยังไม่มากพอ”
เยี่ยเฉินหานไม่เสียเวลาอธิบายเขาแยกสมุนไพรและโอสถออกเป็สองส่วนในทันที
ส่วนแรกสำหรับตนเอง
ส่วนที่สองสำหรับเสี่ยวอวี้
เด็กสาวเห็นเขาวางโอสถปลุกโลหิตอสูรหนึ่งเม็ดไว้ในกองของตนก็รีบส่ายหน้าแรง “ของล้ำค่าเพียงนี้ ข้าใช้ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ!”
เยี่ยเฉินหานเงยหน้าขึ้นอย่างเรียบเฉย“ข้าบอกแล้วว่าเ้าต้องเปลี่ยนรากฐาน”
“แต่—”
“ไม่มีแต่”
น้ำเสียงของเขาไม่ดังแต่ไม่เปิดช่องให้เถียง
เสี่ยวอวี้จึงได้แต่เงียบลงใบหน้าร้อนขึ้นเล็กน้อยเพราะไม่ชินกับการที่มีคนให้ของล้ำค่าแก่ตนเช่นนี้
เยี่ยเฉินหานเริ่มลงมือทันทีเขาต้มสมุนไพรชุดใหม่ในสองหม้อพร้อมกัน หม้อหนึ่งเป็ยาหลอมโลหิตรอบสองของเขาอีกหม้อหนึ่งเป็ยาชะล้างโลหิตและผิวกายเบื้องต้นสำหรับเสี่ยวอวี้กลิ่นสมุนไพรอบอวลทั่วห้องจนเข้มข้นยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ระหว่างรอยาเขาเรียกเด็กสาวให้มานั่งตรงข้าม
“ต่อจากคืนนี้รูปลักษณ์ของเ้าอาจเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย”
เสี่ยวอวี้เบิกตา“เปลี่ยน...อย่างไรหรือเ้าคะ”
“ผิวจะละเอียดขึ้นโลหิตจะดีขึ้น ความคล่องตัวจะมากขึ้น ดวงตาจะคมขึ้น” เขาตอบอย่างตรงไปตรงมา“หากปล่อยไว้โดยไม่ปกปิด คนในตระกูลย่อมเริ่มสงสัย”
เด็กสาวนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
เยี่ยเฉินหานจึงหยิบผ้าคลุมสีเข้มผืนหนึ่งที่เพิ่งซื้อจากตลาดขึ้นมาวางตรงหน้า
“ั้แ่พรุ่งนี้ไปเ้าใส่นี่”
“คลุมั้แ่ศีรษะลงมาถึงไหล่ให้เปิดแค่ดวงตา”
เสี่ยวอวี้ลูบผ้าคลุมเบาๆ ก่อนถามเสียงค่อย “แล้วถ้ามีคนถาม...”
“บอกว่าร่างกายเ้าเป็โรคมิอาจสู้แสงและลมเย็นได้ต้องคลุมไว้เสมอ”
เด็กสาวพยักหน้าทันที
นางไม่รู้ว่าวันหนึ่งเมื่อเปิดผ้าคลุมนี้ออกผู้คนจะตกตะลึงเพียงใด
แต่เพียงคิดว่าคุณชายยอมลงแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงนางถึงขั้นนี้หัวใจนางก็ร้อนวูบจนพูดไม่ออกแล้ว
เมื่อยาเดือดได้ที่เยี่ยเฉินหานจึงเริ่มกระบวนฝึกของคืนนี้
สำหรับเขา เขาใช้โอสถปลุกโลหิตอสูรระดับต้นร่วมกับยาหลอมโลหิตรอบสองดันให้โลหิตในร่างหมุนเร็วขึ้นอีกหลายส่วนความเ็ปครั้งนี้รุนแรงกว่ารอบก่อนอย่างมาก ราวกับมีค้อนหนัก ๆทุบลงบนกระดูกทุกท่อนจากภายในแต่ด้วยจิตที่ผ่านการทดลองโอสถระดับแดนเทพมานับไม่ถ้วน เขาย่อมไม่ถอยหลังแม้ครึ่งก้าว
เสี่ยวอวี้เองก็เริ่มชะล้างร่างกายในอ่างยาที่เขาจัดให้นางเจ็บจนตัวสั่นและกัดริมฝีปากแน่น แต่กลับไม่ร้องออกมาสักคำเดียวทำเพียงหลับตาตามคำสั่ง คุมลมหายใจ และปล่อยให้ยาไหลซึมเข้าสู่ิัช้า ๆ
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามกลิ่นคาวจาง ๆ ก็ลอยขึ้นจากร่างนางพร้อมคราบสีหม่นในน้ำยา
เยี่ยเฉินหานลืมตาขึ้นจากการฝึกของตนมองดูเด็กสาวตรงหน้าอย่างละเอียด
แม้เพิ่งเป็เพียงรอบแรก
แต่ผลก็เริ่มปรากฏชัดแล้ว
ผิวที่เคยหมองคล้ำจากแดดและงานหนักเริ่มกระจ่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แก้มที่เคยซีดกลับมีเืฝาดบาง ๆ
ริมฝีปากดูมีสีสดขึ้น
แม้แต่แนวดวงตาก็เหมือนคมขึ้นเล็กน้อยเมื่อสิ่งสกปรกในโลหิตถูกชะล้างออก
เสี่ยวอวี้ลืมตาขึ้นช้า ๆแล้วมองสีหน้านิ่งลึกของเขาอย่างประหม่า “ข้า...เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานตอบเพียง“ดี”
คำเดียวสั้น ๆ นั้นกลับทำให้เด็กสาวยิ้มออกทันทีทั้งที่ใบหน้ายังซีดจากความเหนื่อย
หลังจากนั้นเขาจึงหยิบมีดไม้สั้นออกมาแสดงท่าพื้นฐานให้เสี่ยวอวี้ดู
“ต่อจากนี้เ้าเริ่มฝึกท่วงท่านี้ทุกเช้าและทุกค่ำ”
เสี่ยวอวี้รับมีดไม้มาอย่างงงงัน“วิชานี้ชื่ออะไรหรือเ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานมองนางครู่หนึ่งก่อนตอบ“ยังไม่จำเป็ต้องมีชื่อในตอนนี้”
“เ้าจำเพียงว่ามันไม่ใช่วิชาสำหรับสู้ซึ่งหน้า”
“แต่เป็วิชาสำหรับอยู่ให้รอดแล้วค่อยสังหารในจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอ”
เขาขยับท่าให้ดูอีกครั้งช้า เรียบ ตรงไปตรงมา แต่แฝงความคมกริบอย่างยิ่ง ทุกการก้าว ทุกการหมุนข้อมือและทุกการแทงออก เหมือนท่วงท่าง่าย ๆ หากเมื่อเสี่ยวอวี้ลองทำตามกลับรู้สึกได้ทันทีว่าวิชานี้เหมาะกับร่างที่เบาและคล่องของนางอย่างน่าประหลาด
“ข้า...เรียนได้จริงหรือเ้าคะ”
“ถ้าเ้าโง่ข้าย่อมไม่สอน”
เด็กสาวหน้าแดงขึ้นอีกครั้งรีบก้มหน้าฝึกต่อทันที
คืนนั้น ในเรือนเล็กด้านหลังตระกูลเยี่ย
คนหนึ่งหลอมโลหิตและเร่งเปิดชีพจร
อีกคนชะล้างร่างกายและเริ่มเรียนรู้คมเขี้ยวในเงามืด
ส่วนด้านนอกคนทั้งตระกูลยังคงหัวเราะเยาะสวะกับสาวใช้ของมันเช่นเดิม
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า
ภายใต้หน้ากากแห่งความอ่อนแอ ชะตาของคนทั้งสองกำลังถูกบิดเปลี่ยนไปอย่างเงียบงันทีละน้อย
สามวันถัดมาข่าวในเมืองชิงเยวี่ยก็ยิ่งหนาหูขึ้นทุกขณะ
สำนักประมูลเมฆาเขียวได้รับโอสถล้ำค่าเพิ่มอีกสองครั้ง
โอสถฟื้นกำลังระดับกลางบริสุทธิ์ไร้ตะกอน
โอสถทะลวงชีพจรระดับต้นที่ช่วยผู้ฝึกระดับก่อกำเนิดปราณได้อย่างมหัศจรรย์
โอสถสมานาแภายในที่แม้แต่นักสู้รับจ้างจากนอกเมืองยังยอมควักเงินจำนวนมากเพื่อแย่งซื้อ
ชื่อของนักปรุงโอสถลึกลับเริ่มถูกกล่าวถึงอย่างเงียบๆ ในวงพ่อค้ากับผู้มีฐานะ
บางคนเรียกเขาว่า“ท่านนักปรุงเร้นกาย”
บางคนเรียก “ปราชญ์โอสถหน้ากากไม้”
แต่ไม่ว่าเรียกเช่นไร สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ
โอสถของเขา...ดีเกินกว่าของที่เคยมีในเมืองนี้
กระทั่งฉีจวินเองยังเริ่มปฏิบัติต่อเขาอย่างให้เกียรติไม่ต่างจากแขกระดับสูง
ทุกครั้งที่เยี่ยเฉินหานไปถึงสำนักประมูลจะจัดห้องรับรองให้ทันที
น้ำชาอย่างดีถูกยกมาวาง
รายการสมุนไพรหายากถูกส่งให้เขาเลือกก่อนผู้ซื้อทั่วไป
แม้แต่รอบประมูลภายใน หากมีของที่ฉีจวินคิดว่าเขาอาจสนใจก็จะส่งข่าวให้ทราบล่วงหน้า
ทองคำ เงินตรา สมุนไพรและโอสถสำเร็จรูปค่อย ๆ ไหลเข้าสู่มือเขาอย่างมั่นคง
ขณะเดียวกันในตระกูลเยี่ย เยี่ยเฉินหานยังคงเป็เช่นเดิมในสายตาผู้คน
ยังถูกเยี่ยชงกับเยี่ยหลินมาหาเื่เป็ระยะ
ยังถูกตบถีบบ้างเป็ครั้งคราว
ยังแกล้งทำเป็เจ็บ ทำเป็ถอย ทำเป็อ่อนแรง
แต่สิ่งที่คนพวกนั้นเริ่มคุ้นเคยไปอย่างประหลาดคือ
“สวะคนนี้เริ่มทนมือทนเท้ามากขึ้นทุกที”
เมื่อก่อนรุมซ้อมไม่นานก็หมอบ
เดี๋ยวนี้กลับยืนได้นานขึ้น
เมื่อก่อนตบไม่กี่ครั้งก็เืกลบปาก
เดี๋ยวนี้แม้หน้าจะช้ำแต่ก็ยังไม่ล้ม
เมื่อก่อนเตะเข้าเนื้อทีไรพวกมันสะใจ
เดี๋ยวนี้กลับรู้สึกเหมือนเตะถูกของแข็งขึ้นทีละน้อย
พวกมันรู้สึกแปลก
แต่ไม่มากพอจะใส่ใจจริง
เพราะการได้เห็นเหยื่อที่เคยอ่อนแอเริ่ม“หนังเหนียว” ขึ้น กลับทำให้พวกมันสนุกมากกว่าเดิมเสียอีก
และนั่นยิ่งตรงกับที่เยี่ยเฉินหาน้า
ทุกแรงทุบ
ทุกแรงเตะ
ทุกการกระแทก
ล้วนกลายเป็ไฟและค้อนที่ช่วยหลอมกายาเขาต่อเนื่อง
ผ่านไปไม่นาน
กระบวนหลอมโลหิตรอบสองจึงสำเร็จในที่สุด
คืนนั้นเองเยี่ยเฉินหานนั่งขัดสมาธิอยู่ในความมืดหลังตะเกียงดับ ดวงตาปิดสนิทลมหายใจสม่ำเสมอ กระแสอุ่นใต้ตันเถียนขยายตัวชัดกว่าก่อนหลายเท่า จนในที่สุดเมื่อเขานำโอสถชำระเส้นลมปราณเม็ดที่ประมูลมาได้กลืนลงไปความร้อนเย็นสองสายก็พุ่งสวนกันผ่านชีพจรหลักอย่างรุนแรง
ปัง!
เสียงเบา ๆ ดังขึ้นภายในร่าง
เส้นชีพจรเส้นแรกถูกทะลวงเปิดออกอย่างสมบูรณ์
ในวินาทีนั้นเองปราณธรรมชาติบางเบาจากรอบด้านก็ไหลเข้าสู่ร่างเขาจริง ๆ เป็ครั้งแรก ผ่านรูขุมขนผ่านผิวกาย ผ่านเส้นลมปราณที่เพิ่งเปิดแล้วหมุนวนลงสู่ตันเถียนดุจสายน้ำแรกไหลเข้าสู่บ่อน้ำแห้งแล้ง
เยี่ยเฉินหานค่อย ๆลืมตาขึ้น
ดวงตาคู่นั้นลึกและคมกว่าก่อนอีกขั้น
มุมปากของเขาค่อย ๆยกขึ้นช้า ๆ
ในที่สุด
เขาก็ก้าวข้ามเส้นแบ่งนั้นมาแล้ว
ต่อให้ยังอยู่เพียงจุดเริ่มต้น
ต่อให้พลังปราณยังบางเบา
แต่จากนี้ไป เขาจะไม่ใช่คนที่ “ไม่มีทางฝึกปราณ” อีกต่อไป
หากเป็คนทั่วไปการทะลวงเพียงเส้นเดียวคงเป็เพียงก้าวเล็ก ๆ
แต่สำหรับเขา ผู้มีวิชาชีพจรเทพยดากายาเทพ์เป็ฐาน
ก้าวเล็กนี้
คือจุดเริ่มต้นของการพุ่งทะยานแบบที่คนทั้งเมืองจะไม่มีวันตามทัน
เขาลุกขึ้นยืนช้า ๆยกมือขึ้นกำเบา ๆ กระแสปราณบางสายไหลออกไปถึงปลายนิ้วอย่างเชื่อฟังแม้ยังไม่มากพอใช้ต่อสู้อย่างเปิดเผย แต่การมี “ปราณจริง” อยู่ในร่างแล้วย่อมแตกต่างจากก่อนราวฟ้ากับเหว
เยี่ยเฉินหานหันมองไปยังอีกมุมห้อง
เสี่ยวอวี้กำลังนั่งหลับพิงผนังผ้าคลุมสีเข้มปกปิดร่างของนางไว้เกือบทั้งหมดเหลือเพียงดวงตาที่ปิดสนิทอยู่เื้ัผ้าบางชั้นแม้เพิ่งผ่านการผลัดเปลี่ยนกายาเบื้องต้นได้ไม่นานแต่นางก็ดูต่างจากเมื่อก่อนจนคนใกล้ตัวย่อมสังเกตได้แล้ว
ผิวพรรณที่เคยหม่นกลับขาวขึ้นอย่างน่าใ
กรอบหน้าละมุนชัดขึ้น
แม้ยังไม่เปิดเผยรูปโฉมเต็มที่แต่เพียงดวงตาคู่นั้นที่โผล่พ้นผ้าคลุมออกมา ก็งดงามขึ้นเกินกว่าจะปล่อยให้ใครเห็นโดยไม่ระวัง
ดังนั้นผ้าคลุมนี้จึงจำเป็
เยี่ยเฉินหานมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวเบา ๆ เหมือนพูดกับความเงียบ
“ยังเร็วเกินไปที่จะให้คนอื่นเห็น”
วันหนึ่ง...ผ้าคลุมนั้นจะถูกเปิดออก
และวันนั้นย่อมต้องเป็วันที่ทุกคนได้แต่ตะลึงจนพูดไม่ออก
แต่ตอนนี้
ทั้งเขาและนางยังต้องอยู่ใต้เงามืดต่อไป
เยี่ยเฉินหานหันกลับไปมองท้องฟ้านอกหน้าต่าง
ราตรีคืนนี้เงียบกว่าทุกคืน
ลมเย็นพัดผ่านชายคา ส่งเสียงดังแ่ราวกระซิบ
เขารู้ดีว่าจากคืนนี้ไป ทุกอย่างจะยิ่งเร็วขึ้น
เงินกำลังไหลมา
ทรัพยากรกำลังสะสม
กายากำลังแข็งแกร่ง
ชีพจรเริ่มเปิด
ปราณเริ่มก่อตัว
แต่ต่อให้เป็เช่นนั้นเขาก็ยังไม่มีวันผลีผลาม
เขาจะยังซ่อน
ยังแกล้งเป็สวะ
ยังยอมให้คนโง่พวกนั้นหัวเราะเยาะต่อไป
จนกว่าวันหนึ่ง
พวกมันจะหัวเราะไม่ออกอีกเลย
เสียงลมหายใจของเยี่ยเฉินหานค่อยๆ นิ่งลงอีกครั้ง
กายาเทพ์เริ่มหมุน
ปราณสายแรกไหลเวียน
และใต้ความเงียบของเรือนโทรมหลังนี้
ชะตาที่เคยแตกสลายของคนผู้หนึ่ง
กำลังถูกประกอบขึ้นใหม่อย่างมั่นคงทีละชิ้น
ไม่มีใครในเมืองชิงเยวี่ยล่วงรู้เลยว่า
ขณะพวกเขายังนอนหลับหรือยังหัวเราะเยาะ “สวะตระกูลเยี่ย” กันอยู่
เด็กหนุ่มผู้นั้นกลับก้าวไกลออกไปจากความดูถูกนั้นแล้วอย่างเงียบงัน
ไกลจนวันหนึ่ง
ทั้งเมืองอาจจะต้องเงยหน้ามอง
และไกลจนฟ้าทั้งผืน
อาจยังต้องสั่นไหวเพราะการกลับมาของเขา