ทั่วสนามประลองกลายเป็นเงียบกริบจินเมี่ยวที่อยู่ระดับวิญญาณขั้นที่ 3 เอาชนะหวงถงที่อยู่ระดับวิญญาณขั้นที่ 5 ได้อย่าว่าแต่คนอื่นเลยแม้แต่จินเมี่ยวยังตกใจกับพลังของตนเอง จากที่ฉางเฟิงบอกผงขี้ผึ้งเหมันต์จะช่วยดึงเอาศักยภาพทั้งหมดของนางออกมาแล้วช่วยชำระล้างของเสียทั้งหมดในร่างกายของนางออกอีกด้วย
และเพราะแบบนั้นการโคจรพลังปราณจึงใหลลื่นมากโดนไม่ติดขัดอะไรเลยและสิ่งที่น่าตกตะลึงคืออานุภาพของทักษะและความเร็วของนางกลับเหนือกว่าหวงถงเสียอีก
“นี่คือพลังของจินเมี่ยวงั้นเหรอ”พวกลู่หยางอ้าปากค้าง
“เป็นอย่างไรข้าบอกแล้วว่ามันคุ้มค่ากับความเหนื่อยของพวกเจ้า” ฉางเฟิงกล่าว
“แน่นอนผู้อาวุโสฉางเฟิงทำถูกต้องแล้วเป็นพวกเราที่ไม่มีความอดทนเกินไป” พวกลู่หยางรีบประจบทันที
“การประลองรอบนี้จินเมี่ยวชนะ”ผู้ตัดสินรับเข้าไปดูอาการของหวงถงทันที
หลังจากตรวจสอบแล้วว่าหวงถงไม่เป็นอันตรายมากแค่เสียแขนไปจึงรีบให้คนนำตัวออกไป
“ศิษย์จากนิกายบุปผาชั่งโหดร้ายยิ่งนังพวกเจ้าไม่เห็นจะต้องลงมือรุนแรงขนาดนี้เลย” ผู้อาวุโสนิกายดาบกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาพร้อมกับมีจิตสังหารออกมา
“การประลองมันก็มักจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเสมอไม่ใช่เหรอแล้วอีกอย่างเป็นศิษย์ของเจ้าที่ดูถูกนิกายและทักษะของศิษย์ข้าเองทำให้เขาต้องพบกับจุดจบแบบนี้ถ้าจะโทษเจ้าก็ต้องโทษพวกเจ้าที่สั่งสอนศิษย์ไม่ดีเองที่เอาแต่ดูถูกคนอื่นไปทั่ว”ฉางเฟิงกล่าว
“แต่ถึงอย่างงั้นการตัดแขนของนักดาบก็เท่ากับการตัดอนาคตของเขาเลยนะสหายไม่คิดว่ามันเกินเลยไปรึ” ผู้อาวุโสนิกายสัตว์ร้ายกล่าวขึ้น
เห็นได้ชัดว่าพวกเรารู้สึกถึงแรงกดดันจากนิกายบุปผาจึงคิดจะร่วมมือกันเล่นงานนิกายบุปผาก่อน
“เกินเลยงั้นเหรอถ้าข้าจำไม่ผิด เมื่อการประลองครั้งก่อน ศิษย์จากนิกายดาบผา พิการสาม ตาย 2 บาดเจ็บสาหัสนอนติดเตียง5 ซึ่งในตอนนั้นผู้อาวุโสของทางเราก็พูดออกมาเหมือนกับพวกเจ้าแต่แล้วยังไงพวกเจ้าสนใจด้วยหรือ
แน่นอนสำหรับพวกเจ้าเสียงของมดปลวกทำไมต้องไปสนใจด้วยซึ่งข้าเองก็เห็นด้วยในความคิดนี้ของพวกเจ้าเช่นกัน” ฉางเฟิงกล่าว
“นี่เจ้า!!!!!!!!”ใบหน้าของผู้อาวุโสแต่ละคนบิดเบี้ยวทันที
“การประลองนี้ไม่ถือว่าผิดกฎ”ราชาจงเย่กล่าว
ผู้ตัดสินจึงเตรียมจะหยิบรายชื่อต่อไปทันที
“นี่ข้าอยากจะเป็นคนหยิบรายชื่อบ้างได้หรือไม่” จ้านเผิงศิษย์ของนิกายดาเมฆากล่าวขึ้น
“ไม่มีปัญหา”ผู้ตัดสินส่งกล่องรายชื่อให้กับศิษย์ของนิกายดาบเมฆาทันที
ศิษย์จากนิกายดาบเมฆานำรายชื่อทั้งสองออกมาและเมื่อรายชื่อนั้นปรากฎดวงตาของฉางเฟิงก็หรี่ลง จ้าวเผิงคนนี้กลับจงใจหยิบชื่อขึ้นมาโดยไม่คิดจะสุ่มเลยแม้แต่น้อย
“ลู่หยางจากนิกายบุปผาเจอกับ กงหยูจากนิกายสัตว์ร้าย”
“นายน้อย”มู่หลานขมวดคิ้วทันที
“ใช่พวกมันจงใจ ดูเหมือนว่าพวกมันคิดจะเล่นงานพวกเรา แต่ก็ไม่แปลกเพราะเมื่อ 2ปีก่อนพวกเจ้าได้ตัดความสัมพันธ์กับนิกายสตรีหยกทำให้พวกเราตอนนี้กลายเป็นนิกายที่ไม่ขึ้นตรงต่อใครถ้านิกายบุปผาตกต่ำลงก็ไม่มีใครคิดจะสนใจแต่ตอนนี้นิกายบุปผากลับแข็งแกร่งขึ้นด้วยความเร็วทำให้พวกนั้นเริ่มที่จะเห็นพวกเราเป็นศัตรูแล้ว”ฉางเฟิงกล่าว
“นี่คงเป็นฝีมือของราชาจงเย่แน่”เย่เฉียนที่นั่งอยู่แสดงสีหน้าเย็นชานางรู้จักบิดาของนางดีเพื่ออำนาจ เพื่อความเห็นแก่ตัวเขาสามารถทำได้ทุกอย่างแม้แต่การสังหารบุตรของตน
“ไม่เป็นไรพวกเราก็ประลองไปตามนั้น แต่ว่าถ้าเจอคู่ต่อสู้ที่ไม่คิดว่าจะสู้ใหวให้ยอมแพ้ทันที”ฉางเฟิงหันไปทางศิษย์คนอื่นๆ
ลู่หยางขึ้นไปตระลองทันทีลู่หยางนั้นแข็งแกร่งกว่าพวกจินเมี่ยวและคนอื่นๆเสียอีกเป็นรองแค่ เทพธิดาสี่ฤดูทั้งสี่คนและถูคงเท่านั้น
ลู่หยางนั้นเป็นถึงระดับวิญญาณขั้นที่4 แน่นอนว่าพลังก็ไม่ธรรมดาแม้อีกฝ่ายจะเป็นระดับวิญญาณขั้นที่ 6 แต่ด้วยการฝึกโหดของฉางเฟิงรวมถึงอุปกรณ์ทักษะที่ฉางเฟิงมอบให้ทำให้สามารถทดแทนความห่างของระดับพลังได้และผลออกมาคือศิษย์ของนิกายสัตว์ร้ายก็พ่ายแพ้
หลายคนกลายเป็นแปลกใจกับความแข็งแกร่งของศิษย์นิกายบุปผาในตอนนี้ฉางเฟิงไม่ได้สนใจการรประลองและนั่งหลับตาฝึกฝนเนตรแห่งโกลาหลต่อไปเพราะฉางเฟิงมั่นใจว่าพวกลู่หยางจะต้องรู้ตัวว่าควรจะทำอย่างไร
จากนั้นจ้านเผิงก็แสดงสีหน้าเย็นชาขึ้นอีกก่อนจะนำรายชื่ออีกสมองขึ้นมาคราวนี้ไม่ใช่ศิษย์ของอีกสามนิกายแต่เป็นทายาทของอ๋องคนหนึ่งในราชวงศ์จงเย่
พลังของชายคนนี้อยู่ระดับวิญญาณขั้นที่7 และคู่ต่อสู้ของเขาคือจินลู่แน่นอนว่าจินลู่รู้ว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเพราะพลังต่างกันเกินไปจึงกล่าวยอมแพ้ตั้งแต่เริ่ม
จากนั้นรายชื่อของของอีกสามคู่ก็ปรากฎและทุกครั้งล้วนแต่เป็นนิกายบุปผาที่ต้องออกมาประลองและคู่ต่อสู้ก็มีระดับพลังที่ห่างกันมากเกินไปทำให้ศิษย์ของนิกายบุปผาต้องเลือกยอมแพ้ตอนนี้ศิษย์ของนิกายบุปผาชนะ2 แพ้ 3 ไปแล้ว
สุดท้ายก็ถึงคราวของถูคงถูคงในตอนนี้พลังปราณนั้นอยู่ระดับหลอมรวมอยู่เลยเพราะพรสวรรค์ด้านพลังบ่มเพาะต่ำเกินไปทำให้การยกระดับเป็นเรื่องยากแต่กายาของถูคงทำให้พวกลู่หยางยังหมดปัญญาที่เอาชนะ
“อะไรกันนิกายบุปผาไม่มีศิษย์ที่แข็งแกร่งกว่านี้แล้วเหรอถึงได้ให้ระดับหลอมรวมมาลงประลอง”เซิงมู่จากนิกายมารหัวเราะเยาะทันที
“เชิญหัวเราะไปเถอะ”พวกลู่หยางยกยิ้ม
คู่ต่อสู้ของถูคงเป็นระดับวิญญาณขั้นที่6 จากนิกายดาบ เมื่อกาประลองเริ่มขึ้นถูคงก็พุ่งออกไปการเคลื่อนใหวของถูคงกลับรวดเร็วเหนือกว่าระดับหลอมรวมไปแล้วแต่ถึงแบบนั้นก็ยังช้ากว่าอีกฝ่าย
“ในเมื่อพวกเจ้าตัดแขนศิษย์ของนิกายดาบวันนี้ข้าจะตัดแขนและขาของเจ้า”ศิษย์จากนิกายดาบฟาดฟันดาบใส่แขนของถูคงทันที
ถูคงเผยให้เห็นแววตาที่โหดเหี้ยมอยู่ๆแขนทั้งสองก็กลายเป็นสีดำเหมือนกับเหล็กกล้า
“เคล้ง!!!”
เสียงของเหล็กปะทะกันดังขึ้นมาหลายคนอ้าปากค้าง แขนของถูคงกลับรับการโจมตีของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายถูคงใช้มือกำดาบของศัตรูและกระชากร่างของอีกฝ่ายเข้ามา
“ตูม!!!!!!!!!!!!!!”
หมัดเหล็กของถูคงอัดเข้าที่ใบหน้าของศิษย์นิกายดาบจนใบหน้าผิดรูปทันทีกระดูกใบหน้าร้าวขึ้นมาแม้จะไม่ถึงตายหรือพิการแต่ใบหน้าของผิดรูปและกลายเป็นคนหน้าเกลียดไปตลอดอย่างแน่นอน
“พอแค่นั้นแหละถูคงชนะ” ผู้ตัดสินกล่าว
“ผู้ฝึกฝนกายางั้นเหรอ”เซิงมู่หรี่ตาลง
นิกายมารเองก็มีกลุ่มที่ฝึกฝนกายเป็นหลักเช่นกันด้วยการใช้โลหิตมาจัดเกลาร่างกายทำให้พลังกายเหนือกว่าระดับบ่มเพาะไปหลายเท่าและเซิงมู่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
พรุ่งนี้งด1 วันนะครับ