ดวงตามัจจุราช

    ตอนที่ 34 คัมภีร์สยบวิญญาณ

    “ คือว่าผม..อธิบายได้” อัสนีกำลังประมวลคำพูดเพื่ออธิบาย

    แต่ว่า เหมือนกับว่าธิดาเทพจะไม่พอใจ ใช้มือกระแทกพลังออกมา ร่างของอัสนีกระเด็นขึ้นไปติดกับผนัง โดยที่ไม่สามารถหันหน้ามาทาง ธิดาเทพได้เลย

    “ พูดออกมาไม่เช่นนั้น ฉันจะหักแขนขาหมอทิ้งซะ”

    ธิดาเทพพูดไปก็รีบใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว

    “ให้ผมใส่เสื้อผ้าก่อนดีไหม” อัสนีเอ่ยออกไป เพราะตอนนี้เขาก็ไม่ได้ใส่อะไรสักชิ้น

    ธิดาเทพใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้วปล่อยให้อัสนีลงมาพื้น แล้วโยนเสื้อผ้าให้ พอเขาใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ธิดาเทพก็ใช้พลังจิตดันร่างของเขาไปติดผนัง ขาแขนกางไม่อาจขยับตัวได้ เหมือนเดิม

    “ อย่าเสียเวลาพูดออกมาเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”

    “ผมรักษาธิดาเทพหายแล้ว รับรองกลางคืนคุณจะไม่มีอาการเหมือนเดิมอีกตลอดกาล”

    “นี่คือการรักษาของคุณหรือไง ทำลายความบริสุทธิ์ของฉัน”

    คราวนี้ธิดาเทพมีกลิ่นไอแห่งความตายปรากฏมีดสั้นไม่รู้มาจากไหน ลอยมาจ่อที่คอของอัสนี

    “ เปล่า ผมแค่ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตาทำลายวิญญาณของพระนางจันทาออกไปเท่านั้น แต่ก่อนที่นางจะออกจากร่างของคุณกลับบอกว่า จะต้องทำภารกิจสุดท้าย คือ ให้กำเนิดทายาทของราชวงศ์ตองอู  สุดท้ายผมก็ตื่นมาดั่งที่เห็น แต่ว่าผมพยายามต่อสู้ดิ้นรนแล้วนะ แต่ไม่สามารถต้านทานได้” อัสนีเอ่ยเสียงอ่อยส่งสายตาน่าสงสารออกไป

    ธิดาเทพได้แต่ถอนหายใจมีดสั้นนั่นตกลงสู่พื้น ในใจของนางก็คิดว่า ต้องมีสักวันต้องแต่งงานกับเขาไม่คิดว่าจะเข้าหอเร็วแบบนี้

    “ ลืมเรื่องในวันนี้ซะนี่คือบัตรทองคำของวิหารอนันดามูลค่า 1 ตันคุณสามารถเปลี่ยนเป็นสกุลเงินอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ ไปซะเราอย่าได้เจอกันอีกเลย”

    “ผมไม่ได้อยากได้เงิน”

    “นี่คือกฏที่บรรพชนสั่งเอาไว้ อย่าให้ฉันลำบากใจอีกเลย”

    อัสนีกำลังจะปฏิเสธแต่ธิดาเทพก็เดินเข้ามาใกล้ แล้วเอาบัตรทองคำใส่ในอกเสื้อของเขาร่างของเขาก็ขยับตัวได้เป็นปกติ

    ประตูห้องลับเปิดออกมีไลลา สี่ผู้อาวุโส และคนของวิหารอนันดา ก่อนที่ทุกๆ คนจะพูดอะไรออกมาธิดาเทพก็สั่งไลลาว่า

    “ไปส่งคุณหมออัสนีกลับบ้าน”

    สี่ผู้อาวุโสทำท่าจะเอ่ยถามแต่เห็นสีหน้าของธิดาเทพก็เลยไม่มีใครพูดไลลานั้นได้แต่พาอัสนีออกจากวิหารอนันดากลับไป

    “ หากว่ายังไม่หายก็โทรไปหาผมได้นะ”  อัสนีเอ่ยออกมาแต่สีหน้าของธิดาเทพกลับมีสีหน้าแดงขึ้นกว่าเดิม

    “ ไลลา รีบพาหมออัสนีกลับบ้านไป”

    ไลลาถึงกับจูงมืออัสนีออกไปในทันที

    “ ธิดาเทพ เมื่อคืนพวกเธอสองคน เอ่อ...” ผู้อาวุโส1 ที่เป็นสตรี พูดออกมาเบาๆแต่ผู้อาวุโสที่เหลือนั้นก็ตั้งใจรอฟังด้วยใจจดจ่อ

    “ พวกท่านก็น่าจะเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดกันหมดแล้ว”

    “ ไม่ พวกเราไม่เห็นธิดาเทพทำลายกล้องวงจรปิดไปเสียก่อน” ผู้อาวุโสสองเอ่ยทันที ทุกคนต้องปิดปากเอาไว้ ไม่ให้พูดต่อ

    “หากเทพบุตรศักดิ์สิทธิ์มีน้ำยาจริง อีก 10 เดือนพวกท่านคงได้อุ้มทายาทราชวงศ์ตองอูอย่างแน่นอน” ธิดาเทพเอ่ยจบ ก็เดินกลับเรือนกล้วยไม้ไปในทันที

    ซึ่งเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายได้ยินเช่นนั้น ก็ตบมือ แสดงความดีใจกันราวกับเด็กได้ของขวัญ

    ระหว่างทางกลับบ้านไลลาก็มองหน้าของอัสนีแล้วอมยิ้มอยู่หลายครั้ง แล้วก็เอ่ยออกมาว่า

    “ ท่านเทพบุตรอย่าได้โกรธธิดาเทพของเราเลย ที่นางแสแดงท่าทางโมโหท่านก็เป็นเพราะว่าอายอยู่เท่านั้น เอาไว้ธิดาเทพหายโมโหแล้ว ไลลาจะส่งข่าวให้นะ”

    “ หายโกรธเหรอ คงยากไม่ฆ่าผม ก็บุญแล้ว”

    “ ไม่หรอกค่ะเพราะคุณหมอกับเทพธิดายังไงก็ต้องแต่งงานกันตามคำสั่งบรรพบุรุษอยู่แล้วแค่เลื่อนวันเร็วหน่อยก็เท่านั้น”

    “ คำสั่งบรรพบุรุษ?”

    “ก็ผู้ที่ดึงดาบศักดิ์มุเตาได้ ก็ต้องเป็นจ้าววิหารอนันดา และ เป็นสามีของ ธิดาเทพนี่คือ คำสั่งเสียของบรรพบุรุษเรา”

    “ สามี จ้าววิหาร?”

    อัสนีถึงกับแปลกใจ


    “ ใช่แล้ว ธิดาเทพของเราคงยังไม่ได้บอกท่านเรื่องนี้ แต่ก็เถอะนะต้องให้เวลาท่านหน่อย นี่คือครั้งแรกของธิดาเทพเรา”

    อัสนีได้แต่ถอนใจตอนนี้เขาไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ แม้เขาจะไม่ได้เต็มใจก็ตาม

    “ หากธิดาเทพ ยังมีอาการผิดปกติใดๆก็โทร.หาผมได้ตลอดนะ” อัสนีเอ่ยหลังรถจากรถ แล้วขึ้นไปคอนโดของเขา

    ภารกิจรักษาธิดาเทพจัสมินสำเร็จได้รับคัมภีร์สยบวิญญาณ 1 เล่ม

    อัสนีรีบฝึกทักษะวิชาในคัมภีร์ทันทีไม่นานก็สำเร็จจบอย่างง่ายดาย

    “เป็นแค่เพียงวิชาระดับ 1 เท่านั้น อืม แต่แค่นี้ก็ทำอะไรได้หลายๆ อย่างแล้ว”

    อัสนีอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วขับรถออกจากคอนโดทันที แต่กว่าจะมาถึง โรงพยาบาลซานตาคลอส ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพราะรถติดมาก และพอเข้าไปด้านใน ก็มีรถเข้ามาจอดจนไม่มีที่จอดรถแต่โชคดีที่ด้านหน้าตึก พวกเขาได้เว้นที่จอดรถให้กับเขา 1 ช่องพอดี จึงได้จอดแล้วรีบลงจากรถเข้าโรงพยาบาลไป ในใจกำลังคิดอยากจะหาที่พักใกล้โรงพยาบาล

    วันนี้อัสนีรักษาคนป่วยไปได้50 คน   รองผอ.เกรียงไกร ก็มาเชิญให้อัสนีไปรักษาคนไข้พิเศษคนหนึ่ง

    “คนไข้เป็นอะไรหรือครับ” อัสนีเองก็สงสัย ทำไมถึงพาเขามาที่ห้องฉุกเฉิน แพทย์ประจำห้องก็มีอยู่หลายคนแต่รอง ผอ.เกรียงไกรกลับเอ่ยแค่เพียงว่า

    “ หนัก หนักมาก จริงๆต้องให้หมอช่วยแล้ว”

    รองผอ.เกรียงไกรได้แต่พูดเช่นนี้ อัสนีเลยไม่พูดอะไร พอเข้ามาในห้องฉุกเฉินซึ่งมีอยู่ห้องหนึ่งที่ใช้ผ้าม่านปกคลุมอย่างมิดชิด  พอเดินเข้าไป ก็พบว่า มีแพทย์สามคน พยาบาลสี่คนกำลังช่วยปฐมพยาบาลคนไข้ ที่แขน ขา ขาดทั้งสองข้าง

    ดวงตาหลุดออกมาจากเบ้า1 ข้าง หมอต้องรีบปิดดวงตาเอาไว้ ศรีษะมีรอยถูกตีด้วยของแข็งทุกคนเห็นว่ายังมีสัญญาณชีพเลยพยายามช่วยเหลือ ช่วยกันเช็ดเลือด  ห้ามเลือด หมออีกคน กำลังทำความสะอาดบาดแผลที่ถูกกรีดตามใบหน้าร่างกาย

    โดยเฉพาะหน้าอกของเธอถูกกรีดเป็นแผลเหวะหวะ สายตาอีกข้างของเธอยังคงจ้องมองเพดานค้างลิ้นของเธอถูกตัดไปถึงโคนลิ้น อัสนีมองไปที่อวัยวะเพศของเธอพบว่ามีร่องรอยจากการถูกข่มขืนอย่างทารุณ

    “ คนไข้เป็นโรค CIP”  อัสนีเอ่ยเบาๆแต่หมอทุกๆคนได้ยินถึงกับตกใจ

    “ อะไรนะ เธอเป็นโรคภาวะไม่รู้สึกเจ็บตั้งแต่กำเนิด”

    อัสนีพยักหน้าพร้อมกับเพ่งมองไปที่อวัยวะภายในของเธออีกครั้งถึงกับถอนหายใจออกมา

    “ใครช่างโหดร้ายกับเธอเช่นนี้”

    “ ตอนนี้ทางตำรวจก็กำลังอยากรู้เช่นกัน มีคนพบร่างของเธอถูกใส่ถุงดำมาโยนอยู่ที่กองขยะมีคนเก็บขยะมาพบ จึงได้เรียก รถกู้ภัยมาส่งที่เรา ไม่มีหลักฐานว่าเธอเป็นใครไม่ทราบว่าพอจะยื้อชีวิตให้กับเธอได้ไหม” รองผอ.เกรียงไกรหันมามองหน้าอัสนี คราวนี้หมอทุกๆ คนที่เห็นอัสนีราวกับหมอเทวดา ก็มองมาที่เขาเช่นกัน

    “ เธอตายไปตั้งนานแล้ว”อัสนีเอ่ยไปตามตรง

    “ ยังคนไข้ยังมีสัญญาณชีพอยู่ จะตายไปได้ยังไงกัน” อาจารย์หมอโจ ที่เป็นหัวหน้าควบคุมชี้ไปทางมอนิเตอร์ ที่บอกว่าหัวใจยังคงเต้นอยู่ แม้นจะเต้นช้ากว่าปกติ แต่ก็ยังถือว่ายังไม่ตาย

    “ไตของคนไข้ถูกผ่าออกไปทั้งสองข้าง สมองก็เสียหายกว่าครึ่ง ที่คนไข้ยังเต้นอยู่ก็เพราะว่า หัวใจของคนไข้เป็นหัวใจเทียม”

    ทุกคนรีบพลิกตัวคนไข้พบเห็นรอยเย็บบาดตรงด้านหลัง เป็นรอยถูกผ่า แล้วใช้ผ้ากาวปิดแผลเอาไว้ พอเปิดออกก็ตกใจยิ่ง เพราะไตทั้งสองข้างไม่มีจริงๆ

    “เป็นหัวใจเทียมจริงๆ ด้วย” หมอคนหนึ่งเห็นตำแหน่งสำหรับชาร์ตแบตเตอรี่ที่อยู่ตำแหน่งด้านข้างลำตัวของคนไข้ซึ่งหากไม่สังเกตจะไม่มีใครเห็นเลย

    “ เป็นไปได้ยังไงทำไมหัวใจเทียมถึงได้ยังทำงานอยู่ในตอนนี้”อาจารย์หมอโจเอ่ยอย่างสงสัย เพราะปกติหัวใจเทียมจะหยุดทำงานไปภายในไม่เกิน สี่ชั่วโมงเท่านั้น

    “ เดี๋ยวนี้มีแบตหัวใจเทียมล่าสุดสามารถทำงานได้ถึง 17 ชั่วโมงแล้วครับ” อัสนีเอ่ยออกไป

    ไม่นานสัญญาณชีพของคนไข้ก็หายไป

    อัสนีนั้นกำหมัดแน่นเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับ แก๊งค้าอวัยวะอย่างแน่นอน น่าสงสารผู้หญิงคนนี้กลับถูกฆ่าอย่างไร้ปราณี อาจารย์หมอโจ เห็นว่าคนไข้ลืมตาค้างก็ใช้มือพยายามช่วยปิดเปลือกตาให้กับเธอแต่ว่าไม่สามารถปิดได้

    “สงสัยประสาทส่วนกลางถูกทำลายไป ทำให้ดวงตาปิดไม่สนิทเช่นนี้”

    “ หรือว่าวิญญาณของคนไข้ยังคงแค้นคนที่ทำกับเธอ?” นักศึกษาแพทย์คนหนึ่งเอ่ย พยาบาลคนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วย

    “ ไม่มีหรอกความแค้นอะไรกัน นี่เป็นวิทยาศาสตร์ อาจารย์เห็นเหตุการณ์แบบนี้มาเยอะคนไข้โรคมะเร็งส่วนใหญ่เวลาตาย ก็ดวงตาเบิกกว้างแบบนี้”

    อัสนีเดินเข้าไปข้างๆศพหญิงสาว แล้วใช้มือของเขาลูบผมของเธอไป 1 ครั้ง แล้วก็ค่อยๆปิดเปลือกตาของเธอเบาๆ  ทุกๆ คนเห็นว่าอัสนีพึมพำอะไรบางอย่างแต่ไม่มีใครรู้ว่าอะไร จากนั้น เปลือกตาของคนไข้ก็ปิดสนิทลง

    “ คุณหมอบอกอะไรกับเธอหรือคะ” พยาบาลคนหนึ่งรีบเอ่ยถามทันที  อาจารย์หมอโจกับนักศึกษาแพทย์หลายคนก็ตั้งใจฟังที่อัสนีพูดเช่นกัน แม้กระทั่ง รองผอ.เกรียง ก็หันมามองเขาอย่างสนใจ

    “ ผมบอกเธอว่า คนชั่วที่ทำกับเธอจะต้องได้รับผลกรรมตอบสนองอย่างแน่นอน”

    ทุกๆคนต่างพยักหน้าคิดว่า คนไข้ตายไปอย่างสบายใจหมดห่วงไปแล้ว จึงได้หลับตาแต่คำพูดของอัสนีที่แท้จริงกลับพูดว่า

    “ ฉันจะช่วยน้องชายของเธอที่ยังคงถูกขังอยู่ ออกมาให้ได้ส่วนพวกคนชั่วพวกนั้นพวกมันจะไม่มีโอกาศเห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้เป็นอันขาด.........