ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 365 : ฝ่าเกลียวคลื่นทะเลดาวสิ้นสูญ

จารึกที่ 365 : ฝ่าเกลียวคลื่นทะเลดาวสิ้นสูญ : อักขระผสานเจตจำนงคุ้มภัย


ความมืดมิดทอดตัวยาวนานจนไม่อาจคาดเดาการเปลี่ยนผ่านของทิวาราตรี ในสถานที่ซึ่งไร้ตะวันและจันทราคอยสาดส่อง ป้อมปราการหมื่นอักขระขนาดยักษ์กำลังแหวกว่ายไปในห้วงความเวิ้งว้างอันเหน็บหนาว อาณาบริเวณเบื้องหลังซึ่งเคยเป็นสุสานของเศษซากอุกกาบาตค่อยๆ ถูกกลืนหายไปในเงามืด บัดนี้ ภาพเบื้องหน้าของพวกเขาคืออาณาเขตที่วิหารเทพอนันตกาลขนานนามว่า 'ทะเลดาวสิ้นสูญ'


มันมิใช่ทะเลที่เต็มไปด้วยเกลียวคลื่นและหยาดน้ำ ทว่ามันคือห้วงอวกาศที่ถูกฉีกกระชากจนแหลกเหลว ดวงดาราที่เคยส่องสว่างในยุคอดีตกาลอันไกลโพ้นล้วนแตกดับ ร่องรอยการพังทลายของฟ้าดินก่อให้เกิดวังวนมิติที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กระแสลมที่พัดผ่านล้วนคมกริบประดุจใบมีดที่สามารถเฉือนวิญญาณให้ขาดสะบั้น


ทว่าบนกำแพงศิลาของเกาะลอยฟ้า ปราศจากร่องรอยของความหวาดหวั่น


สหายทั้งห้ายืนตระหง่านอยู่ตามทิศทางทั้งห้าของป้อมปราการ รอยสักอักขระสีดำทมิฬที่สลักอยู่บนร่างกายของพวกเขาเปล่งประกายเรืองรอง ตอบสนองต่อความแปรปรวนของอากาศธาตุภายนอก


เฟิงอี้หรานยืนอยู่ทิศเบื้องหน้า เปลวเพลิงสีแดงอมทองที่ลุกโชนบนฝ่ามือของเขาบัดนี้ถูกเคลือบด้วยเส้นสายสีดำจางๆ อักขระรูปเปลวไฟที่ต้นคอของเขาเต้นระริก "ลมพายุที่นี่แปลกประหลาดยิ่งนัก มันไม่ได้พัดพาเอาความเย็นมา แต่มันพยายามจะสูบกลืนความร้อนในร่างของข้า ทว่า... อักขระพิทักษ์ที่อาเจียวาดให้ กลับดึงรั้งขอบเขตมิติรอบตัวข้าไว้ ไม่ให้เปลวเพลิงเล็ดลอดออกไปแม้แต่เสี้ยวเดียว"


"อย่าได้ประมาท อี้หราน" ฉินมู่หลางที่ยืนอยู่ไม่ไกลเอ่ยเตือน ยอดกระบี่หนุ่มหลับตาลง สัมผัสความคมกริบของมิติผ่านอักขระรูปกระบี่ที่หลังมือขวา รังสีอำมหิตของเขาถูกบีบอัดจนกลายเป็นแนวกำแพงที่มองไม่เห็น "ที่นี่ไม่มีศัตรูให้ฟาดฟัน ทว่าความว่างเปล่ารอบด้านคือคมดาบที่ไร้รูปทรง อาเจียมอบเกราะป้องกันให้พวกเราแล้ว หน้าที่ของเราคือการปกป้องรากฐานของเกาะนี้มิให้สั่นคลอน"


บนหอคัมภีร์ที่สูงที่สุด เฟิงหลิงเอ๋อร์เบิกดวงตาสีฟ้าอมม่วง รอยสักรูปกลุ่มดาวสีดำรอบดวงตาของนางช่วยกลั่นกรองความกดดันมหาศาล ทำให้การมองทะลุโครงสร้างความว่างเปล่าเป็นไปอย่างราบรื่นปราศจากความเจ็บปวด นางกวาดสายตาไปเบื้องหน้า ก่อนจะแผดเสียงก้องผ่านโครงข่ายเจตจำนง


"เตรียมพร้อมรับแรงปะทะ! ห่างออกไปสามร้อยจั้งเบื้องหน้า มีวังวนมิติซ้อนทับกันเจ็ดชั้น มันกำลังขยายตัวและดึงดูดป้อมปราการของเราเข้าไป!"


สิ้นเสียงเตือนของดรุณีน้อย อาเจียที่ยืนอยู่ใจกลางลานหน้าตำหนักประธานก็ลืมตาขึ้น ชายหนุ่มในชุดคลุมสีครามไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนก แขนขวาที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อทิ้งน้ำหนักลงอย่างมั่นคงประดุจเสาเข็มที่ตอกลึกลงไปในแก่นโลก เขาไม่ได้ก้าวออกไปยืนขวางหน้าสหายเพื่อรับการโจมตีไว้เพียงผู้เดียวดังเช่นที่ผ่านมา ทว่าเขาเลือกที่จะประสานเจตจำนงเข้ากับทุกคน


"นี่คือการก้าวเดินของพวกเราทุกคน สหายเอ๋ย" เสียงของอาเจียกังวานลึกซึ้ง แฝงความไว้วางใจอย่างเปี่ยมล้น "ข้าจะไม่ปกป้องพวกเจ้าอยู่ฝ่ายเดียว และข้าก็จะไม่ยอมให้พวกเจ้าต้องบาดเจ็บเพื่อข้า วันนี้ เราจะใช้รูปแบบการตั้งรับแห่งหมื่นอักขระ... ชิงเสวี่ย! ปิงอวิ๋น! กางตาข่ายฟ้าดิน!"


หลินชิงเสวี่ยสะบัดเข็มทิศมิติในมือ อักขระลวดลายเข็มทิศบนหน้าผากของนางเปล่งแสง นางกรีดนิ้วออกไปเบื้องหน้า "มิติพับซ้อน: กำแพงกระจกเงา!"


เย่ปิงอวิ๋นประสานมุทรา อักขระเถาวัลย์ที่ข้อเท้าเรืองแสงสีเขียวมรกตเจือสีดำทมิฬ "เถาวัลย์ศิลา: โครงข่ายยึดเหนี่ยว!"


ม่านมิติโปร่งแสงหลายสิบชั้นปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเกาะลอยฟ้า พร้อมกับเถาวัลย์ศิลาที่แทงทะลุออกไปถักทอประสานเป็นร่างแหคอยรองรับม่านมิติเหล่านั้นอย่างแน่นหนา อักขระพิทักษ์ของทั้งสองสตรีดึงเอาความบิดเบี้ยวของมิติในบริเวณนั้นมาเป็นพลังงานเสริม ทำให้กำแพงป้องกันแข็งแกร่งกว่าการใช้ปราณฟ้าดินธรรมดานับสิบเท่า


*ครืนนนน! เปรี้ยง!*


วังวนมิติเจ็ดชั้นพุ่งเข้าปะทะกับกำแพงกระจกเงา เสียงกึกก้องประดุจฟ้าผ่าดังกังวาน แรงบิดมหาศาลพยายามจะฉีกม่านมิติของหลินชิงเสวี่ยให้ขาดสะบั้น ทว่าโครงข่ายเถาวัลย์ของเย่ปิงอวิ๋นที่ร้อยรัดอยู่ด้านหลังทำหน้าที่ดึงรั้งและกระจายแรงกระแทกเหล่านั้นออกไปด้านข้าง


"แรงบิดของมันรุนแรงเกินไป! มันกำลังกัดกร่อนเถาวัลย์ของข้า!" เย่ปิงอวิ๋นกัดฟันแน่น หยาดเหงื่อผุดพราย


"อย่าปล่อยให้มันหมุนวนได้อย่างอิสระ! พี่มู่หลาง! อี้หราน! ทำลายแกนหมุนของมัน!" อาเจียสั่งการเฉียบขาด ชายหนุ่มยกมือซ้ายที่ถือพู่กันนิรันดร์ขึ้น ตวัดวาดอักขระ 'ชี้นำ' ลอยไปประทับที่แผ่นหลังของบุรุษทั้งสอง


ฉินมู่หลางทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ รังสีอำมหิตของกระบี่หยกเย็นที่ผสานกับอักขระมิติที่หลังมือ ทอประกายสีขาวดำน่าสะพรึงกลัว ยอดกระบี่หนุ่มมิได้ฟันออกไปสะเปะสะปะ เขาฟังเสียงนำทางจากเนตรดาราของเฟิงหลิงเอ๋อร์


"แกนหมุนชั้นที่สามและห้า อยู่ห่างออกไปเจ็ดสิบจั้ง ทิศอุดรเฉียงบูรพา!" หลิงเอ๋อร์ชี้เป้า


"ตัดวิญญาณ: สลายความว่างเปล่า!"


ฉินมู่หลางฟาดฟันคลื่นกระบี่ออกไป คมกระบี่ไม่ได้เข้าปะทะกับมวลลมพายุ ทว่ามันเฉือนเข้าสู่อากาศธาตุโดยตรง อักขระมิติช่วยให้ปราณกระบี่มุดผ่านแรงหมุนของวังวน พุ่งตรงเข้าตัดแกนกลางของพายุชั้นที่สามและห้าจนขาดสะบั้น! วังวนทั้งสองชั้นพังทลายลงในทันที


"ที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเอง! เพลิงบรรพกาล: แผดเผามิติ!"


เฟิงอี้หรานคำรามก้อง เขาสะบัดแส้เพลิงสีแดงอมทองที่อาบไล้ด้วยอักขระความมืด เปลวไฟไม่ได้โหมกระพือเป็นวงกว้าง ทว่ามันถูกอัดแน่นเป็นเกลียวสว่าน พุ่งทะลวงเข้าสู่วังวนชั้นที่เหลือ ความร้อนที่ผิดธรรมชาติเข้าไปทำลายโครงสร้างความหนาแน่นของอากาศธาตุ ทำให้วังวนมิติชั้นที่เหลือเกิดอาการสำลักและระเบิดออกเป็นเพียงกระแสลมธรรมดาที่พัดผ่านป้อมปราการไป


สหายทั้งห้าหอบหายใจ ทว่ารอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของทุกคน พวกเขาสามารถทำลายวังวนมิติที่อันตรายที่สุดได้โดยไม่ต้องให้อาเจียต้องก้าวออกไปเสี่ยงอันตรายเพียงลำพัง การประสานงานและอักขระพิทักษ์ที่ได้รับมา ทำให้พวกเขากลายเป็นปราการที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง


อาเจียมองดูผลลัพธ์นั้นด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ความรับผิดชอบที่แบกไว้บนบ่ามิได้ลดลง ทว่าเขาเรียนรู้ที่จะแบ่งปันให้แก่ผู้ที่คู่ควร


"พวกเจ้าทำได้ยอดเยี่ยมมาก" อาเจียเอ่ยชมเสียงนุ่มนวล "การรู้แจ้งในวิถีเต๋าของตนเอง ผสานเข้ากับมวลธาตุแห่งมิติ จะทำให้พวกเจ้าสามารถยืนหยัดได้ในทุกดินแดน"


ทว่า ความยินดีคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ อาเจียสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่สะท้อนกลับมาตามโครงสร้างของอากาศธาตุ ชายหนุ่มหรี่ตาลง แขนขวาที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวเกิดอาการกระตุกเบาๆ มันคือการสั่นพ้องของรากฐานดั้งเดิมเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่เก่าแก่พอๆ กัน


"หลิงเอ๋อร์ มองไปเบื้องหน้า... วังวนมิติเมื่อครู่ เป็นเพียงม่านบังตาใช่หรือไม่?" อาเจียถามเสียงเครียด


ดรุณีน้อยบนหอคัมภีร์เพ่งสายตาทะลุผ่านเศษฝุ่นของพายุที่เพิ่งสลายไป ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้น "อาเจีย... สิ่งที่อยู่เบื้องหลังวังวนนั่น... มันคือทวีป! ไม่สิ... มันคือชิ้นส่วนของแผ่นดินขนาดยักษ์ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ ทว่ามันถูกล้อมรอบด้วยวงแหวนหินที่เรียงตัวกันเป็น 'ค่ายกลปิดกั้น' ขนาดยักษ์!"


ป้อมปราการหมื่นอักขระค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทุกคนคือเศษซากของแผ่นดินที่ใหญ่โตกว้างขวางกว่าเกาะลอยฟ้าของพวกเขาหลายสิบเท่า บนแผ่นดินนั้นมีซากภูเขา ซากแม่น้ำที่แห้งขอด และซากเสาศิลาที่หักโค่น ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือวงแหวนหินอุกกาบาตนับหมื่นก้อนที่โคจรล้อมรอบแผ่นดินนั้นอย่างเป็นระเบียบ แต่ละก้อนถูกเชื่อมโยงกันด้วยเส้นสายอักขระสีทองคำที่หม่นหมอง


"นี่ไม่ใช่ค่ายกลของยุคอดีตกาล..." อาเจียก้าวเดินไปที่ริมขอบเกาะ ดวงตาของเขาฉายแววเย็นชาและโกรธเกรี้ยว "โครงสร้างที่หยิ่งยโสและเต็มไปด้วยเจตจำนงแห่งการสะกดข่มเช่นนี้... เป็นผลงานของวิหารเทพอนันตกาล พวกเขาสร้างค่ายกลนี้เพื่อ 'กักขัง' ชิ้นส่วนของแผ่นดินบรรพกาล ปิดกั้นไม่ให้ใครเข้าไปค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใน"


"ถ้าเช่นนั้น แผ่นดินนั่นก็คือทางผ่าน หรืออาจจะเป็นเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่ทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้งสินะ" ฉินมู่หลางกำกระบี่แน่น "ทว่าค่ายกลของวิหารเทพที่สร้างครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ ย่อมมีตัวตนระดับมหาปราชญ์เป็นผู้ควบคุม หรือไม่ก็มีผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งคอยเฝ้าอยู่"


"สวรรค์มักหวาดกลัวอดีต จึงต้องใช้โซ่ตรวนเส้นใหญ่มาผูกมัดไว้" อาเจียทอดสายตามองเส้นสายอักขระสีทองคำที่ไหลเวียนอยู่บนวงแหวนหิน เขามองเห็นตรรกะอันคับแคบของมันอย่างทะลุปรุโปร่ง "พวกเราจะไม่ได้บุกเข้าไปด้วยการทำลายค่ายกลจากภายนอก... ทว่าเราจะ 'แทรกซึม' และคลี่คลายมันจากภายใน"


อาเจียหันไปสั่งการ "นำเกาะลอยฟ้าไปหลบซ่อนหลังก้อนอุกกาบาตยักษ์ที่อยู่นอกรัศมีค่ายกล ปิงอวิ๋น ใช้เถาวัลย์ตรึงเกาะไว้ให้แน่น หลิงเอ๋อร์ ชิงเสวี่ย พวกเจ้าสองคนอยู่ดูแลค่ายกลพรางตาและคอยสังเกตการณ์ที่นี่ ข้า อี้หราน และพี่มู่หลาง จะลอบเข้าไปในแผ่นดินนั้น"


"เจ้าจะทิ้งให้พวกข้าอยู่ที่นี่งั้นหรือ!" เย่ปิงอวิ๋นขมวดคิ้วไม่พอใจ "พวกเราเพิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสู้เคียงข้างเจ้าได้ ทำไมต้องแยกกันด้วย!"


อาเจียส่ายศีรษะ รอยยิ้มบางๆ แฝงความเอ็นดูปรากฏขึ้น "ข้าไม่ได้ทิ้งพวกเจ้า ปิงอวิ๋น ทว่าการแทรกซึมผ่านค่ายกลระดับนี้ จำนวนคนที่มากเกินไปจะสร้างความถี่ที่ทำให้ค่ายกลรู้ตัว หากเราเข้าไปทั้งหมด เกาะลอยฟ้าแห่งนี้ซึ่งเป็นรากฐานของพวกเราจะถูกเปิดเผย และหากเกิดการต่อสู้ เกาะจะตกเป็นเป้าหมายทันที พวกเจ้าสองคนคือหัวใจสำคัญในการรักษาบ้านของพวกเรา... นี่คือความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้การต่อสู้แนวหน้า"


เหตุผลที่ชัดเจนและเปี่ยมด้วยการให้ความสำคัญ ทำให้อารมณ์ของเย่ปิงอวิ๋นสงบลง นางพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น "เข้าใจแล้ว เจ้าจงระวังตัวให้ดี หากมีอันตราย ข้าจะใช้เถาวัลย์ดึงพวกเจ้ากลับมาทันที"


เมื่อตกลงกันเสร็จสิ้น อาเจียก็สะบัดมือซ้าย วาดอักขระ 'พรางเงาสูญตา' คลุมร่างของตนเอง ฉินมู่หลาง และเฟิงอี้หราน อักขระนี้เมื่อผสานกับอักขระพิทักษ์ที่สหายทั้งสองมีอยู่แล้ว ทำให้กลิ่นอายและตัวตนของพวกเขากลืนหายไปกับความสับสนของมิติจนหมดสิ้น


ทั้งสามคนทะยานร่างออกจากป้อมปราการหมื่นอักขระ ล่องลอยผ่านความว่างเปล่ามุ่งตรงไปยังวงแหวนหินอุกกาบาต


เมื่อเข้าใกล้รัศมีของวงแหวน อาเจียก็ยกมือเป็นสัญญาณให้หยุด ชายหนุ่มเพ่งมองเส้นสายสีทองคำที่เชื่อมระหว่างหินแต่ละก้อน มันไหลเวียนประดุจคลื่นน้ำที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง


"นี่คือ 'ค่ายกลปิดฟ้าขังปฐพี'..." อาเจียวิเคราะห์ "มันตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของปราณฟ้าดิน หากเราใช้ปราณของโลกเซียนทะลวงเข้าไป มันจะกระตุ้นสายฟ้าพิฆาตให้ผ่าลงมานับหมื่นสาย ทว่า... เราไม่มีปราณฟ้าดิน"


อาเจียหันไปพยักหน้าให้สหายทั้งสอง "พี่มู่หลาง อี้หราน พวกท่านใช้อักขระพิทักษ์บนร่างกาย ดึงเอาความว่างเปล่ามาห่อหุ้มเจตจำนงวิถีเต๋าของพวกท่านไว้ อย่าได้ปลดปล่อยพลังใดๆ ออกมา เดินตามรอยเท้าของข้าอย่างเคร่งครัด"


อาเจียเป็นผู้นำหน้า ชายหนุ่มไม่ได้หลบหลีกเส้นสายสีทอง ทว่าเขาก้าวเดินฝ่าทะลุมันไปโดยตรง! ในวินาทีที่ร่างกายของเขาสัมผัสกับค่ายกลสวรรค์ มวลธาตุอันหนักอึ้งในแขนขวาของเขาทำหน้าที่เป็น 'หลุมดำ' เล็กๆ มันบิดเบือนโครงสร้างของเส้นสายสีทองให้โค้งอ้อมร่างของเขาไป ค่ายกลจึงไม่สามารถตรวจจับการมีอยู่ของเขาได้


ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานก้าวตามรอยเท้าของอาเจียอย่างระมัดระวัง รังสีอำมหิตและเปลวเพลิงของพวกเขาถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดภายใต้อักขระมิติ พวกเขาทะลวงผ่านวงแหวนหินเข้ามาได้อย่างเงียบเชียบ ปราศจากการแจ้งเตือนใดๆ


เมื่อเท้าของทั้งสามแตะลงบนพื้นดินของเศษซากทวีป กลิ่นอายความแห้งแล้งและหดหู่ก็พุ่งเข้าปะทะ แผ่นดินนี้แห้งแตกระแหง ปราศจากสิ่งมีชีวิตใดๆ ทว่าสิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางแผ่นดิน กลับเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาทั้งสามต้องหยุดชะงัก


มันคือแท่นบูชาขนาดยักษ์ที่สร้างจากหินหยกสีขาวบริสุทธิ์ ขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม บนแท่นบูชานั้น มีศิลาจารึกสีดำทมิฬตั้งอยู่ ทว่าศิลาจารึกนั้นถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนสีทองคำนับร้อยเส้น และที่หน้าแท่นบูชา มีร่างของผู้ฝึกตนในชุดเกราะสีทองนั่งขัดสมาธิอยู่


ชายในชุดเกราะทองคำค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีทองเจิดจ้าไร้อารมณ์ความรู้สึก มันไม่ใช่เส้นสายของวิถีเต๋า ทว่ามันคือแววตาของเครื่องจักรสังหารที่สวรรค์หล่อหลอมขึ้นมา


"ผู้ใดบังอาจรุกล้ำดินแดนต้องห้าม... ฝ่าฝืนบัญชาแห่งวิหารเทพอนันตกาล ย่อมมีโทษทัณฑ์คือวิญญาณแตกดับ" น้ำเสียงของชายผู้นั้นราบเรียบดุจเสียงสะท้อนจากโลหะ


"ผู้พิทักษ์ค่ายกล..." ฉินมู่หลางค่อยๆ เลื่อนมือจับด้ามกระบี่ รังสีอำมหิตเริ่มปะทุขึ้นทีละน้อย "ขอบเขตเซียนมนุษย์ขั้นกลาง... ไม่เบาเลยทีเดียว สำหรับผู้ที่ต้องมานั่งเฝ้าสุสานเช่นนี้"


อาเจียก้าวออกมายืนเบื้องหน้าสหาย ชายหนุ่มประสานมือไพล่หลัง รอยยิ้มเยือกเย็นและเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า เขาไม่ได้ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมกับผู้พิทักษ์ที่ไร้เจตจำนงอิสระ ทว่าเขาใช้สติปัญญาประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว


"สวรรค์ช่างโง่เขลานัก..." อาเจียเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ "ส่งสุนัขเฝ้าบ้านมานั่งทับขุมทรัพย์ โดยไม่รู้เลยว่าโซ่ตรวนที่พวกท่านใช้ผูกมัดศิลาจารึกนั้น กำลังถูกความรู้ภายในศิลากัดกร่อนจนใกล้จะพังทลายอยู่แล้ว"


คำกล่าวของอาเจียทำให้ดวงตาของผู้พิทักษ์สีทองสั่นไหวเล็กน้อย มันก้มลงมองโซ่ตรวนรอบศิลาจารึกโดยสัญชาตญาณ


"อี้หราน! มู่หลาง! จู่โจม!"


ในเสี้ยววินาทีที่สมาธิของศัตรูถูกเบี่ยงเบน อาเจียแผดเสียงสั่งการเด็ดขาด! เขาไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งตัว ไม่มีการสนทนาแลกเปลี่ยนวิชา นี่คือสมรภูมิแห่งความเป็นความตาย


ฉินมู่หลางชักกระบี่หยกเย็นออกจนสุดฝัก! รังสีอำมหิตที่ถูกเก็บซ่อนไว้ ปะทุขึ้นพร้อมกับอักขระมิติที่หลังมือ คลื่นกระบี่สีขาวโพลนมิได้พุ่งเป็นเส้นตรง ทว่ามันมุดผ่านอากาศธาตุ โผล่ขึ้นมาจ่อที่ลำคอของผู้พิทักษ์สวรรค์ในพริบตา!


เฟิงอี้หรานทะยานร่างตามไปติดๆ แส้เพลิงสีแดงอมทองพุ่งทะยานออกไปรัดพันแขนทั้งสองข้างของผู้พิทักษ์ อักขระเปลวไฟที่ต้นคอของเขาทำหน้าที่เผาผลาญมิติรอบๆ ป้องกันไม่ให้ศัตรูใช้ค่ายกลหลบหนี


ผู้พิทักษ์สวรรค์เบิกตากว้าง มันรีดเค้นปราณสีทองคำหมายจะระเบิดพลังต้านทาน ทว่ากระบี่ของมู่หลางและเพลิงของอี้หรานที่ผสานกับอักขระแห่งความว่างเปล่า ได้ตัดขาดและเผาผลาญการเชื่อมต่อของปราณสวรรค์ไปก่อนหน้านั้นแล้ว!


*ฉัวะ! ตูมมมม!*


ศีรษะของผู้พิทักษ์หลุดกระเด็นออกจากบ่า พร้อมกับร่างที่ถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลีภายในพริบตา! การลอบสังหารที่ประสานงานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ


อาเจียพยักหน้าอย่างพึงพอใจ สหายของเขาเติบโตขึ้นจนสามารถล้มยอดฝีมือขอบเขตเซียนมนุษย์ได้ในกระบวนท่าเดียว ชายหนุ่มก้าวเดินขึ้นไปบนแท่นบูชาหยก สายตาจับจ้องไปยังศิลาจารึกสีดำทมิฬที่ยังคงถูกโซ่ตรวนสีทองพันธนาการ


"โซ่พวกนี้คือสิ่งที่รบกวนคลื่นความถี่ของศิลา ทำให้มันไม่อาจสื่อสารกับโลกภายนอกได้" อาเจียยกแขนขวาที่แฝงด้วยมวลธาตุปฐมกาลขึ้นมา ชายหนุ่มไม่ได้ใช้พู่กัน ทว่าเขาใช้มือเปล่าจับโซ่ตรวนสีทองคำเหล่านั้น!


"ความจริงของจักรวาล ไม่อาจถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นภายหลัง... แตกสลายไปเสีย!"


อาเจียถ่ายเทความหนักอึ้งจากรากฐานดั้งเดิม บีบอัดลงไปในเส้นโซ่ โซ่ตรวนสีทองคำที่แข็งแกร่งจนปราณใดๆ ไม่อาจทำลาย ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ ก่อนจะแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงคามือของเขา!


ทันทีที่พันธนาการหลุดร่วง ศิลาจารึกสีดำทมิฬก็สั่นสะเทือน แสงสว่างสีเทาเงินยวงแผ่ซ่านออกมาจากตัวอักษรโบราณที่สลักอยู่บนศิลา มันไม่ได้พุ่งเข้าโจมตี ทว่ามันฉายภาพจำลองของ 'สมรภูมิ' ในยุคโบราณขึ้นกลางอากาศธาตุ


ภาพของเหล่าผู้ใช้อักขระนับหมื่นที่ยืนหยัดต้านทานกองทัพของสวรรค์ ภาพของมหานครที่จมลงสู่ทะเลน้ำหมึก... และที่สำคัญที่สุด มันระบุ 'กุญแจ' ในการแหวกม่านทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง ซึ่งกำลังรอคอยผู้สืบทอดที่แท้จริงไปปลดล็อก


"พวกเราเข้าใกล้ความจริงอีกก้าวหนึ่งแล้ว..." อาเจียจ้องมองภาพเหล่านั้นด้วยดวงตาที่ลุกโชน ชายหนุ่มประทับฝ่ามือซ้ายลงบนศิลา ใช้หมึกปราณสูบกลืนข้อมูลทั้งหมดเข้ามาไว้ในห้วงวิญญาณ


การเดินทางไม่ได้วนเวียนอยู่เพียงการหลบหนีอีกต่อไป อาเจียและสหายกำลังเดินหน้าแกะรอยประวัติศาสตร์ ทลายพันธนาการที่สวรรค์สร้างไว้ทีละเปราะ เพื่อมุ่งสู่รากฐานที่แท้จริงแห่งการสร้างสรรค์ การผจญภัยที่เปี่ยมด้วยความหมายและอันตราย กำลังเรียกร้องให้ราชาแห่งหมื่นอักขระก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
279K 178
ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

นิยาย แฟนตาซี
2.35M 999
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

นิยาย แฟนตาซี
196K 740
อหังการยอดคนเหนือยุทธ

อหังการยอดคนเหนือยุทธ

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
423K 2687
นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
489K 1390
ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

นิยาย แฟนตาซี
3.82M 1844
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
173K 135
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912