ใน่ต้นเกมมีตัวประกอบคนหนึ่งที่คอยหาเื่จูซูฮยอก ก่อนจะถูกเขาจัดการไปอย่างง่ายดาย
เป็ตัวประกอบประเภทที่หาได้ยากในโรงเรียนม.ปลายอันทรงเกียรติแบบนี้
เขาเคยเป็เด็กเรียนตอนม.ต้นแต่พอขึ้นม.ปลายกลับแสร้งทำตัวเป็นักเลง เอาแต่กร่างไปทั่วแต่เพราะพฤติกรรมที่ดูไม่เข้าท่าของเขา จึงทำอะไรก็ครึ่งๆ กลางๆ ไปหมด
แม้หลอดลมจะไม่ดีแต่ก็ดันทุรังสูบบุหรี่จนสำลัก แถมยังไม่เคยสูบหมดมวนเลยสักครั้ง
เวลาไปมีเื่ชกต่อยบนถนนก็โดนเล่นงานกลับจนจูซูฮยอกต้องเข้าไปช่วย
ไม่กี่ฉากที่ตัวประกอบคนนี้ปรากฏตัวจึงดูน่าสมเพชมาก
กระทั่งเรียนจบปีหนึ่งตัวประกอบคนนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากจูซูฮยอกผู้เชื่อมั่นในตัวเขา
เขาสำนึกผิดในพฤติกรรมแย่ๆของตนจากนั้นก็กลายเป็เพื่อนกับจูซูฮยอกและได้รับการยกระดับบทบาทเป็ตัวประกอบสำคัญ
ทว่าเผ่าอสูรตนหนึ่งที่เพ่งเล็งจูซูฮยอกมานานได้เปลี่ยนให้ตัวประกอบคนนั้นกลายเป็เอเนมีโดยฉวยโอกาสจากจิตใจอันเปราะบางของเขาและความริษยาเล็กๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในเบื้องลึก
ในท้ายที่สุดบริวารของหนึ่งในเทพอสูรแห่งเจ็ดมหาบาป ‘อินวิเดียส บาปแห่งความริษยา’ก็เข้าสิงร่างตัวประกอบคนนั้นทำให้เขากลายเป็เอเนมีสายพันธุ์ปีศาจไปแล้วครึ่งหนึ่ง
การต่อสู้อันดุเดือดกับเผ่าอสูรทำให้ครูที่อยู่ในพื้นที่นั้นและนักเรียนนับสิบเสียชีวิต
จูซูฮยอกเป็เพียงคนเดียวที่ยังขยับตัวได้หากเขาไม่ฆ่าตัวประกอบคนนั้นเพื่อนนักเรียนที่าเ็และยังมีชีวิตทั้งหมดจะต้องตายทว่าเขาไม่อาจลงมือสังหารอีกฝ่ายที่กลายมาเป็เพื่อนของตนได้
เขาลังเลอย่างเห็นได้ชัดแล้วค่อยๆลดดาบลงตัวประกอบดิ้นรนด้วยพลังใจเฮือกสุดท้ายต่อต้านปีศาจไว้และเรียกสติกลับมาได้ชั่วขณะ
[เ้าโง่จูซูฮยอก! ถ้านายไม่ฆ่าฉัน ฉันจะฆ่านายเอง!ขอร้องล่ะ…]
นั่นคือคำสั่งเสียก่อนตายของตัวประกอบ
เพื่อตอบรับความกล้าหาญครั้งสุดท้ายของตัวประกอบจูซูฮยอกจึงตวัดดาบคู่ด้วยความรู้สึกราวกับดาบนั้นกรีดลงบนร่างกายตัวเองหลังจากนั้นสภาพจิตใจและจุดยืนของเขาก็พังทลายไม่เป็ท่า
สมาคมเพลเยอร์กับคนในครอบครัวพยายามปกป้องเขาอย่างสุดความสามารถแต่เพราะอุปกรณ์บันทึกภาพเสียหายจากการถูกแทรกแซงของเผ่าอสูร เสียงจึงไม่ได้ถูกบันทึกไปด้วยในสายตาคนนอก จูซูฮยอกจึงกลายเป็คนไร้หัวใจที่สังหารเพื่อนซึ่งได้สติกลับคืนมาอย่างไร้ความลังเล
ถึงเขาจะรอดจากบทลงโทษมาได้เพราะคำให้การของผู้รอดชีวิตแต่ทางมูลนิธิฮวังมยองยังคงมองว่าเขาคือบุคคลอันตราย
เมื่อขึ้นปีสองจูซูฮยอกจึงถูกย้ายไปห้องศูนย์
ฮวังมยองโฮประธานกรรมการบริหาร จึงส่งร่างแยกเข้าไปเรียนในห้องศูนย์เพื่อคอยจับตามองจูซูฮยอก
ร่างแยกที่อยู่ห้องศูนย์มีชื่อว่าฮวังจีโฮ
“อึยชิน นายรู้ได้ยังไง”
“นักเรียนอึยชิน เธอรู้ได้อย่างไร”
‘พวกเขา’ หรือคนคนนั้นพร้อมใจกันยิงคำถามใส่ฉันพลางมองฉันด้วยสายตาจับผิดทันทีที่ฉันมาถึงห้องทำงานของประธานใหญ่ที่หอประกายเงินด้วยแอร์ชัตเทิลที่จอดรออยู่ที่หน้าประตูอาคารเรียนชั้นปีที่หนึ่ง
[เรียกดูข้อมูลตัวละคร ‘ฮวังจีโฮ’]
[ชื่อ : ฮวังจีโฮ]
[ฉายา : ปีหนึ่งโรงเรียนม.ปลายอึนกวัง, เผ่าเสือในโลกแห่งตำนาน, เสือเหลืองแห่งตำนานแกชอน,ผู้พิทักษ์เขตแดนศักดิ์สิทธิ์]
[พรคุ้มครอง : ‘เทพ์ยินดีประทานพร’]
[แสงประทับ : (ปิดใช้งาน)]
[สถานะ : ปกติ]
[ค่าศักยภาพโดยรวม : Lv.??]
[สกิล]
[พุ่งกระโจน Lv.??]
[เนตรรู้แจ้ง Lv.??]
[คำรามก้อง Lv.??]
[(การดาวน์โหลดบางส่วนล้มเหลว)]
[คำอธิบาย : เสือเหลืองแห่งตำนานแกชอน ผู้ได้รับพลัง ‘ดำรงอยู่ทุกแห่งหน’ จากเทพ์ดินแดนใดที่พรคุ้มครองของเทพ์แผ่ไปถึง เขาจะปรากฏตัวที่ใดก็ได้ตามใจปรารถนานอกจากนี้เขายังอาสาปกป้องเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กักขังเสือขาวไว้และได้รับอนุญาตจากเทพ์]
[(การดาวน์โหลดบางส่วนล้มเหลว)]
นอกจากชื่อกับฉายาค่าสถานะที่เหลือก็เหมือนกับของประธานฮวังมยองโฮทุกประการ
ในตำนานแกชอนพรที่เสือเหลืองได้ขอกับเทพ์คือ ให้สามารถ ‘ดำรงอยู่ทุกแห่งหน’ และเทพ์ก็ประทานพรนั้นให้เขา เขาจึงสามารถอยู่ได้ทุกแห่งหนจริงๆ
กล่าวคือเขาสามารถสร้างร่างแยกได้อย่างอิสระและการปรับเปลี่ยนอายุก็เป็เื่ง่ายสำหรับเหล่าบรรพตระกูล เขาจึงสามารถสร้างร่างแยกที่มีอายุเท่าไหร่ก็ได้ตามใจ้า
“ช่วยพูดแค่คนเดียวได้ไหมครับ”
การฟังเสียงของเสือเหลืองในร่างจริงที่อายุหกสิบปีกับร่างแยกที่เป็เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปีพูดพร้อมกันทำเอาปวดหัวมากทีเดียว
บรรพตระกูลส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็ศัตรูกับมนุษย์มักสามารถมีทะเบียนราษฎร์ได้หลายใบผ่านการตกลงกับรัฐบาล
นอกจากนี้เสือเหลืองยังเว้นที่ว่างไว้ในทุกห้องเรียนเพื่อให้ตัวเองสามารถเข้าเรียนห้องไหนก็ได้ในทุกเมื่อ
ร่างวัยรุ่นฮวังจีโฮ เป็ฝ่ายตอบ
“ให้ฉันพูดคงจะสะดวกใจกว่าใช่ไหม”
“ไม่สะดวกใจทั้งคู่แหละครับ”
“ฮ่าๆ! แบบนี้ดูดีกว่าแสร้งทำตัวนอบน้อมเหมือนคราวก่อนเยอะเลย…ว่าแต่จะบอกได้หรือยัง ทำไมถึงดูออก”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแฝงการข่มขู่โดยไม่ปิดบังแต่ดูจากท่าทีของฮวังจีโฮที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ เขาคงยังไม่คิดจะฆ่าฉันตอนนี้
ฉันคลายความกังวลลงเล็กน้อย
ฮวังมยองโฮ
ฮวังจีโฮ
ฮวังโฮ(เสือเหลือง)
ดูจากนิสัยการตั้งชื่อเขาคงไม่ใช่พวกที่ชอบใช้สมองสักเท่าไหร่
ข้ออ้างผุดขึ้นในหัวฉันทันที
“ถ้าให้ผมพูดเองก็หมดสนุกสิครับ”
นี่คือประโยคที่ดีที่สุดหากคิดจะปิดบังความลับจากเสือเหลืองอย่างที่คิด ดวงตาของฮวังจีโฮเป็ประกายก่อนพยักหน้ารับ
“ก็ได้ ฉันจะหาคำตอบเอง”
เสือเหลืองเป็คนง่ายๆ
“เวลาฉันอยู่ในรูปลักษณ์นี้ก็พูดแบบเป็กันเองเถอะ…ถ้าฉันถูกสงสัยเพราะนายละก็…ฉันก็ไม่อยากฆ่านายทิ้งหรอก แต่จะทำยังไงได้ล่ะ”
ถึงอีกฝ่ายจะเป็คนง่ายๆแต่ก็ยังน่ากลัวอยู่ดี
“ตกลง”
ฉันเลิกพูดสุภาพกับเขาฮวังจีโฮอมยิ้มราวกับเมื่อครู่เป็แค่การล้อเล่น แต่ฉันรู้ดีว่าเขาคิดจริง
แบบนี้อาจจะดีกว่า
ถ้าเข้าถึงตัวเสือเหลืองได้ง่ายแผนการในอนาคตของฉันก็ยิ่งราบรื่นการไปเยือนหอประกายเงินทุกครั้งที่มีเื่ก็น่ารำคาญอยู่เหมือนกัน
หากนักเรียนใหม่เข้าพบประธานใหญ่บ่อยๆคนนอกอาจมองแปลกๆ เอาได้
“พอดีเลย ฉันมีเื่อยากจะรบกวน”
“จะทำข้อตกลงกันอีกงั้นเหรอ”
ดูเหมือนเขาจะคิดว่าบทสนทนาก่อนหน้านี้คือข้อตกลงสินะแต่นั่นก็ไม่ได้ผิดอะไร ฉันเลยเออออตามไป
“ใช่แล้วล่ะ…ก็ทั้งคดี ‘สัตว์อสูรจู่โจมสนามสอบ’ทั้ง ‘การลักพาตัวซาวอลเซอึม’ เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับเผ่าหมีแล้วก็เกี่ยวข้องกับครูบางคนในโรงเรียนด้วย”
ฉันเคยหวังให้ครูคนนั้นถูกกวาดล้างไปพร้อมกับเกตห้วงฝันมายาแต่ดูเหมือนเขาจะรอดมาได้เพราะโชคดี รายชื่อของเขาจึงอยู่ในแผนการสอนของโรงเรียนอีกทั้งในบัญชีรายชื่อห้วงฝันมายาก็ยังไม่มีชื่อของเขา
หากพูดถึงเกมความสามารถที่มีดวงเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นน่ากลัวมากและฉันก็เดาว่านั่นคงมีส่วนไม่มากก็น้อย
“แล้วไงต่อ”
ท่านประธานดูไม่ยี่หระเสือเหลืองตัวนี้ทำราวกับเขาไม่สนใจความวุ่นวายภายในโรงเรียนเลยแม้แต่น้อย
ถ้าเป็แบบนี้แล้วจะนั่งตำแหน่งประธานทำซากอะไร
ฉายาของเขาคือ‘ผู้พิทักษ์เขตแดนศักดิ์สิทธิ์’และเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าก็หมายถึงเขตอึนกวัง กรุงโซล
ในตำนานแกชอนที่นี่เป็ดินแดนที่เทพ์ลงมาจากฟากฟ้าเพื่อประทานพรให้กับเหล่าเสือศักดิ์สิทธิ์
ทำไมถึงไม่ยอมทำงานล่ะ
ถึงแม้เผ่าหมีจะสร้างความวุ่นวายในโรงเรียนแต่เขาก็ยังตอบว่า ‘แล้วไงต่อ’
ถ้าจะทำตัวแบบนี้ฉันชักสงสัยแล้วว่า เขาจะอาสาเป็ผู้พิทักษ์เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ไปทำไมกันเพราะดูเหมือนจะหวังพึ่งพาเสือเหลืองในฐานะประธานไม่ได้เลยสักนิด
เื่นั้นเอาไว้ก่อนตอนนี้ฉันต้องพูดธุระของตัวเอง
“ฉัน้ารายการทรัพย์สินของครูคนนั้น และรายชื่อนักเรียนที่เขารับผิดชอบการสอบสัมภาษณ์ด้านบุคลิกภาพของโรงเรียน”
“เข้าใจแล้ว งั้นของแลกเปลี่ยนล่ะ ฉันจะได้อะไร”
ฉันส่ายหน้า
“คนที่ฉันจะทำข้อตกลงด้วยไม่ใช่นาย”
“หืม…”
“คนที่ฉันอยากทำข้อตกลงด้วยคือเสือแดง…ฉันอยากแลกเปลี่ยนรายการทรัพย์สินและรายชื่อพวกนี้กับเขาเงื่อนไขก็คือฉันจะบอกชื่อครูคนนั้นให้”
ฮวังจีโฮไม่ตอบในทันทีแววตาซุกซนคู่นั้นของเสือเหลืองในร่างเด็กม.ปลายผู้มีหน้าตาหล่อละมุนพลันลึกล้ำขึ้นชั่วขณะ
แม้จะดูมีอายุพอๆกับฉัน สวมเครื่องแบบนักเรียนเหมือนกัน แต่สีหน้าและแววตาของเขากลับยากที่จะคาดเดาอายุที่แท้จริงได้ถูกต้อง
“ดูเหมือนนายรู้จัก ‘พวกเรา’ เป็อย่างดีเลยสินะ”
ก็เล่นเฝ้ามองผ่านหน้าจอมือถือมาเป็สิบปีแล้วฉันจะไม่รู้จักดีได้ยังไง
ถึงจะไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมดก็ตาม
หลังจากฮวังจีโฮไตร่ตรองอยู่นานแววตาของเขาก็กลับมาฉายประกายสนุกสนานอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ดูเหมือนเขากำลังคาดหวังว่าจะมีเื่อะไรสนุกๆเกิดขึ้น
แค่ฝากส่งต่อคำพูดไปให้เสือแดงเขาน่าจะทำให้ได้อยู่แล้ว
“ตกลง ฉันจะบอกเสือแดงให้ แต่ตอนนี้เขาอยู่นอกระยะสัญญาณด้วยเหตุผลส่วนตัวคงต้องใช้เวลาสักพัก”
โชคดีจริงๆ
ตอนแรกก็กังวลว่าเขาจะมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรในการฝากส่งข้อความถึงเสือแดงแต่ดูเหมือนว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในห้องเรียนจะพลิกจากโชคร้ายกลายเป็โชคดี
หลังจากคุยกับฮวังจีโฮเสร็จ ก่อนกลับหอพักฉันตัดสินใจเดินเลี้ยวไปทางหนึ่ง
ในเขตโรงเรียนม.ปลายอึนกวังจะมีูเาเตี้ยๆที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลหนึ่งร้อยห้าสิบหกเมตร
ชื่อของมันคือ‘ูเาปีก์’ ซึ่งหากมองลงมาจากบนฟ้าแนวเทือกเขาที่ทอดยาวจะดูคล้ายปีกที่ผงาดขึ้นฟ้าและเพราะเขตหอพักอยู่ติดกับูเาปีก์จึงมักมีสัตว์ป่ามาป้วนเปี้ยนอยู่แถวทางเข้าหออยู่เป็ประจำ
นอกจากนี้บาเรียป้องกันของโรงเรียนม.ปลายอึนกวังนั้นมีหน้าที่กีดกันมนุษย์ที่ไม่ได้ลงทะเบียนเอเนมี และบรรพตระกูลไม่ให้บุกรุกเข้ามาในเขตโรงเรียนเท่านั้นพวกสัตว์ป่าทั้งหลายจึงถือเป็ข้อยกเว้น
เคยมีเควสต์ย่อยให้กำจัดหมูป่าที่บุกเข้าหอพักด้วยนี่นะ
แต่เพราะหมูป่าไม่ใช่เอเนมีเควสต์นี้จึงแทบไม่มีใครทำ เพราะรางวัลที่ได้นั้นห่วยแตกมาก
ลองหาดูดีไหมนะ
ฉันวิ่งไปตามรอยต่อของูเาปีก์กับเขตหอพักพลางกวาดสายตาไปรอบๆ สิ่งที่ฉันกำลังมองหาคือ ‘เ้าก้อนสำลี’ สุนัขของอันดาอิน
“เ้าก้อนสำลีอยู่แถวนี้ไหมเอ่ย~”
ในเนื้อเื่่ต้นของเพลย์มาโก อันดาอินเก็บลูกสุนัขขาเป๋ตัวหนึ่งมาเลี้ยงและตั้งชื่อเ้าลูกสุนัขแสนน่ารักขนนุ่มฟูนี้ว่า ‘เ้าก้อนสำลี’ หลังจากได้รับอนุญาตจากฝ่ายบริการหอพักเธอก็เลี้ยงมันไว้ทีู่เาปีก์
เพราะหอพักมีกฎห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าด้านในอาคารเธอจึงต้องเลี้ยงมันไว้ที่นั่น
แต่ใน่สอบกลางภาคของปีหนึ่งเทอมหนึ่งเ้าก้อนสำลีก็จากไปเพราะกินขนมปังผสมยาฆ่าแมลงซึ่งเป็ฝีมือของคนที่ริษยาอันดาอิน
ขณะนำเ้าก้อนสำลีไปฝังอันดาอินก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วยจูซูฮยอกที่เห็นภาพนั้นจึงตัดสินใจสืบหาตัวคนร้ายด้วยตัวเองและจับคนร้ายตัวจริงได้ในที่สุด
การตามหาคนร้ายถูกนำมาทำเป็เควสต์เดี่ยวของจูซูฮยอกจนถึงฉากที่เขาจับคนร้ายได้แล้วโยนไปตรงหน้าอันดาอิน
ทีแรกกลุ่มคนร้ายยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็งแต่พอเห็นหลักฐานก็พูดจาพล่อยๆ ว่ามันเป็แค่เื่เล่นๆ ทั่วไปทำนองว่าให้กินจริงแต่ไม่คิดว่าจะถึงตาย
แถมยังกล่าวว่าพวกตนเป็เหยื่อส่วนอันดาอินที่ตามราวีพวกเขาเพราะลูกหมาตายแค่ตัวเดียวจากการ ‘แกล้งกันเล่นๆ’ นั่นแหละคือคนผิด
พวกนั้นก็แค่สวะที่เล่นงานอันดาอินแต่ไม่กล้ายุ่งกับจูซูฮยอกที่เป็นักเรียนอันดับหนึ่งเหมือนกันเพราะเขาเป็ลูกหลานตระกูลแชโบล
แม้แต่ครูที่ดูแลคดีนี้ก็ยังตำหนิอันดาอินว่า‘อย่าไปรังแกเพื่อนเพราะการหยอกล้อกันเล็กๆ น้อยๆ เลย’
ถึงอันดาอินจะรอดพ้นจากบทลงโทษด้วยอิทธิพลของจูซูฮยอกก็จริงแต่ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้รับโทษเช่นกัน
จูซูฮยอกที่โกรธจัดเตรียมใช้อิทธิพลของครอบครัวเล่นงานกลุ่มคนร้ายแต่อันดาอินรีบห้ามไว้เพราะกลัวว่าเขาจะต้องลำบาก
สะท้อนระบบการจัดการปัญหาในโรงเรียนนรกได้ชัดเจนมาก
เพราะในความเป็จริงโรงเรียนที่อยู่ในสังคมอันเน่าเฟะ ก็มักจะจัดการเื่ที่เกิดขึ้นแบบนี้แหละ
อันดาอินนี่โชคร้ายจริงๆ
ในโรงเรียนม.ปลายอึนกวังนั้นอาจมีครูและนักเรียนที่ดีมากมายแต่ก็มีขยะแบบครูกับนักเรียนพวกนั้นปะปนอยู่ด้วย
คนร้ายพวกนั้นใช้เส้นสายเข้าโรงเรียนม.ปลายอึนกวังและครูคนนั้นก็คือคนที่รับสินบนจากพ่อแม่ของพวกมัน
จุดอ่อนของจูซูฮยอกกับอันดาอินคือพวกเขาเชื่อว่าครูทุกคนจะให้ความเป็ธรรมกับนักเรียนเสมอทั้งสองเป็อัจฉริยะก็จริงแต่ก็ยังเป็แค่เด็กนักเรียนไร้เดียงสาที่ยังไม่เคยัักับแง่มุมอันโหดร้ายของโลกใบนี้
ถึงการช่วยเ้าก้อนสำลีอาจจะไม่ได้ส่งผลต่อฉากจบของเื่ราวแต่ว่า…
ฉันไม่อยากเห็นมันต้องตายและไม่อยากเห็นอันดาอินร้องไห้ด้วย
ขณะที่เดินวนอยู่บนูเาปีก์พอดูนาฬิกาอีกทีก็พบว่าเป็เวลาหกโมงเย็นแล้ว
่ต้นเดือนมีนาคมดวงอาทิตย์จะตกประมาณหกโมงครึ่ง พอฟ้าเริ่มมืด เ้าก้อนสำลีก็จะไม่ออกมาเดินแล้วฉันจึงตัดสินใจยุติการค้นหา
ฉันพูดกับตัวเองเป็ครั้งสุดท้ายก่อนยุติการค้นหา
“เ้าก้อนสำลี พรุ่งนี้ค่อยออกมานะ”
ตอนนี้ฉันจึงกลับไปที่เขตหอพักแล้วไปกินมื้อค่ำที่อาคารปีกธรณีซึ่งเป็โรงอาหารของหอพักจากนั้นก็ไปจัดกระเป๋าและทำความสะอาดโดยไม่คิดที่จะเข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศนักเรียนหอในเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่ฉันกำลังลงจากูเาโดยครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะทำต่อจากนี้
อะไรเนี่ย!
จู่ๆฉันก็ััได้ถึงสายตาที่จ้องมาจาก้า จึงรีบเงยหน้าขึ้น สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาของฉันคือสายตาของเสือขาวที่กำลังมองมา
แบคโฮกุน…!
แบคโฮกุนยืนอยู่บนตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติเก่าๆที่ตั้งเรียงรายตามเส้นทางบนูเาปีก์
แสงอาทิตย์อัสดงอาบไล้เส้นผมสีขาวของอีกฝ่ายจนกลายเป็สีแดงส่วนฉันก็ได้แต่จ้องมองเส้นผมของแบคโฮกุนที่สะท้อนรับแสง
เวลาที่แบคโฮกุนปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชนเขาจะปลอมตัวให้เหมือนคนเกาหลีทั่วไปจึงแทบไม่เห็นเขาในรูปลักษณ์ผมขาวเวลาอยู่ในเกมเลย
ครึ่ก!
แบคโฮกุนสบตากับฉันก่อนะโลงจากตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติ ปลายเท้าของเขาััพื้นอย่างแ่เบาดูไร้น้ำหนักราวกับขนนกที่ตกลงบนผิวน้ำ
ผมของแบคโฮกุนกลับมาเป็สีดำอีกครั้งดูเหมือนตัวละครที่ฉันมักจะเล่นในเกมตลอดมา
ทำไมกัน…
แบคโฮกุนเอาแต่จ้องหน้าฉันเหมือนกับตอนที่เราจ้องหน้ากันในโรงยิมหลังจากจบ ‘บทฝึกสอนของตัวประกอบไร้นาม’
เขาทำแบบนี้ทำไม…
ในโลกเดิมของฉันมีคำกล่าวทำนองว่า‘สายตาของเสือมีพลังตรึงคนให้ไม่อาจขยับเขยื้อน’แล้วนับประสาอะไรกับสายตาของเสือขาวแห่งเผ่าเสือ อย่าว่าแต่ขยับตัวเลยกระทั่งหายใจยังลำบาก
ต้องหาวิธีเอาตัวรอด
งั้นลองคุยดูก่อนแล้วกัน
“มองอะไร”
มะไม่ใช่แบบนี้สิ ทำพังแล้วไง
ทำไมวันนี้ถึงได้ปากพล่อยแบบนี้นะแถมยังต่อหน้าเผ่าเสืออีก
ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรทำแต่จะมาเสียใจเอาทีหลังก็ไร้ประโยชน์ ดูเหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว
ฉันคงไม่รอดแน่
ฉันพยายามดึงสติที่ใกล้หลุดลอยไปกลับมาแล้วตั้งใจจะพูดอย่างสุภาพว่า ‘ช่วยเลิกมองผมแบบนั้นเถอะครับ’
ทว่า
เขากำลังยิ้มงั้นเหรอ
มุมปากแบคโฮกุนยกขึ้นเล็กน้อยหรือว่าเขากำลังโกรธกันแน่นะ
ขณะที่ฉันกำลังสับสนมุมปากที่ยกขึ้นเมื่อครู่ก็พลันเลือนหายไป
ฟึ่บ!
แบคโฮกุนอันตรธานหายไปพร้อมกับเสียงลมกระโชกเขาคงใช้สกิลพุ่งกระโจนแล้วทะยานไปที่ไหนสักแห่งแน่นอนว่าฉันไม่คิดจะไล่ตามไปเด็ดขาด
อย่างกับมีพายุพัดผ่านหัวไป
แบคโฮกุนในโลกนี้มีบางอย่างที่ต่างออกไป
ทั้งการปรากฏตัวหลังบทฝึกสอนของตัวประกอบไร้นามและการมาปรากฏตัวต่อหน้าฉัน ‘โจอึยชิน’นักเรียนปีหนึ่งของโรงเรียนม.ปลายอึนกวัง
คาใจชะมัด
เขาคือตัวละครเล่นได้ที่ฉันใช้งานมายาวนานที่สุดอยู่เคียงข้างกันจนถึงศึกสุดท้าย จึงเป็ธรรมดาที่ฉันจะรู้สึกสนใจ
แต่ยังไม่ต้องคิดถึงเื่นั้นตอนนี้หรอก
แบคโฮกุนไม่ใช่ตัวละครที่จะทำร้ายผู้อื่นหากไม่นับเนื้อเื่บทสุดท้าย ก็ไม่มีอีเวนต์ไหนที่เขาต้องตายด้วยซ้ำ
ฉันตัดสินใจสลัดความกังวลเกี่ยวกับแบคโฮกุนทิ้งแล้วปล่อยให้เป็หน้าที่ของตัวเองในอนาคต
ฝากด้วยนะตัวฉันในอนาคต
ในเขตหอพักจะมีอาคารหลักอยู่ห้าหลัง
หอพักนักเรียนมีความสูงยี่สิบชั้นและมีอาคารสามหลังแยกตามชั้นปี แต่ละชั้นรองรับนักเรียนได้สามสิบคนส่วนหลังที่สี่คือหอพักครู และหลังที่ห้าคืออาคารปีกธรณี ซึ่งมีชื่อเล่นว่า ‘ตึกปีก’
ภายในตึกปีกคืออาคารหลักของเขตหอพักมีทั้งสำนักงานของสมาคมปีกธรณี โรงอาหารนักเรียนหอใน ร้านสะดวกซื้อห้องอ่านหนังสือ ห้องสัมมนา ห้องเรียน ห้องซิมูเลชั่น และฟิตเนส
ถึงหอพักจะถูกออกแบบให้รองรับนักเรียนได้ทั้งหมดแต่เนื่องจากนักเรียนครึ่งหนึ่งเดินทางไปกลับ ที่นี่จึงค่อนข้างสะดวกสบายมากๆ เพราะได้พื้นที่ใช้สอยต่อคนมากขึ้นเป็สองเท่า
หนึ่งห้องพักได้สองคนแต่ถ้าไม่ได้ยื่นคำขอล่วงหน้าว่า้าจะพักร่วมกับใครทางโรงเรียนจะจัดให้พักหนึ่งคนต่อหนึ่งห้อง ฉันจึงได้อยู่คนเดียวในห้องสำหรับสองคนบนชั้นสิบเจ็ดของหอพักของปีหนึ่ง
ใหญ่กว่าห้องแคบๆในชุมชนแออัดนั่นหลายเท่าเลยแฮะ
ในห้องพักถูกจัดให้ดูใกล้เคียงกับอพาร์ตเมนต์ขนาดย่อมมีสองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องอาบน้ำแม้แต่ระเบียงก็มีครบ
หลังจากสำรวจห้องจนพอใจฉันก็เริ่มจัดข้าวของให้เป็ระเบียบพร้อมเปิดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นสามมิติกับเครื่องฟอกอากาศที่ถูกจัดเตรียมไว้
เท่านี้ก็เป็อันเสร็จสิ้นการทำความสะอาด
อาบน้ำแล้วนอนเลยดีไหมไหนๆ ก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว
ขณะคิดแบบนั้นฉันก็นึกขึ้นได้ว่า จางนัมอุกกับยูซังฮุนบอกว่าอยากเห็นว่าหน้าตาหอพักในโรงเรียนม.ปลายอึนกวังเป็ยังไงฉันจึงจัดแจงถ่ายรูปด้วยดีไวซ์ แล้วส่งเข้าไปในแชตกลุ่ม
[จางนัมอุก : หอดูดีเลยนะ มีสองห้องนอน ห้องนั่งเล่นห้องครัว แล้วนั่นห้องอาบน้ำใช่ไหม นี่นายคนเดียวได้พักห้องของสองคนเลยเหรอ]
[ยูซังฮุน : แวะไปเล่นได้ไหม]
[ฉัน : ใช่แล้วล่ะ ฉันอยู่คนเดียวถ้าจะแวะมาต้องเป็ก่อนสองทุ่มนะ]
[จางนัมอุก : คนนอกเข้าได้ไหม ถ้าได้ ฉันจะไปตอนสุดสัปดาห์นี้เลย]
[ฉัน : ไม่ได้ ผิดกฎหอพัก]
[จางนัมอุก : น่าเสียดาย ㅠㅠ]
[ยูซังฮุน : ย้ายโรงเรียน]
พอเห็นประโยคนี้ของยูซังฮุนเข้าทำเอาฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า เขาอยากให้จางนัมอุกย้ายมาเรียนจริงๆ หรือแค่อยากแกล้งเล่นเฉยๆ
แล้วจางนัมอุกน่ะตัวใหญ่กว่าฉันอีกแต่ก็ยังกล้าใช้อีโมจิ ‘ㅠㅠ’ ไม่เห็นจะช่วยให้น่ารักขึ้นสักเท่าไหร่เลย
ขณะที่ฉันกำลังคิดว่าจะแซวจางนัมอุกกลับยังไงดี
[สกิล ‘พลังแห่งโชคชะตา’ ถูกเปิดใช้งาน]
ฉันลุกพรวดทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศจากระบบจากนั้นก็รีบปิดโฮโลแกรมจากต่างหู พร้อมกับเปิดใช้งานแสงประทับ
[ท่านใช้แสงประทับ ‘วิถีแห่งเพลเยอร์’]
การ์ดตัวละครนับพันใบเริ่มหมุนรอบตัวฉันพร้อมกับเปล่งแสง
เมื่อเปิดวิถีแห่งเพลเยอร์ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันก็น่าจะรับมือได้แทบทุกสถานการณ์
สกิลพลังแห่งโชคชะตานั้นค่อนข้างเป็นามธรรมฉันเลยเดาไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้าเป็การต่อสู้ระยะสั้นสกิล ‘พรร้อยวินาที’ ของ ‘กวักคยองกูร้อยวิ’ดูจะมีประโยชน์ที่สุด
ถ้า้าเคลื่อนที่‘โพธิสัตว์ใต้เงาจันทร์’ จาก ‘โอฮเยจีเสี้ยวรุจีในม่านอนธการ’ จะเหมาะสมที่สุด
แต่ฉันก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเห็นท้องฟ้า
ไม่ได้สิดวงจันทร์ถูกเมฆหนาบดบัง…ตัวเลือกที่ดีที่สุดรองลงมา…แสงประทับของ ‘ผู้สูงศักดิ์แห่งผืนหญ้า’ มาจินซึง…
ฉันนึกทบทวนอีเวนต์ในเกมที่เกี่ยวกับหอพักและความน่าจะเป็ในเหตุการณ์ปัจจุบันรวมถึงตัวละครที่ควรยืมพลังออกมาใช้
ทว่าในบรรดาการ์ดตัวละครที่รายล้อมฉันนั้นกลับมีหนึ่งใบที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและกำลังลอยออกไปนอกหน้าต่างราวกับคิดจะหนีเมื่อเห็นดังนั้นฉันจึงรีบเปิดหน้าต่างระเบียงพร้อมกับเหยียดแขนออกไปเพื่อคว้าการ์ด
ตัวละครบนการ์ดก็คือ…
ยังไม่ทันจะได้เห็นชัดๆประสาทััของฉันก็พลันตึงเครียด
มีคนกำลังร่วงลงมาจากดาดฟ้าของหอพัก