"โอ๊ยยยย เหนื่อยโว้ยยยย!"
ผมทิ้งตัวลงนั่งแหมะบนม้าหินอ่อนใต้ต้นหางนกยูงหน้าลานกิจกรรมของคณะอักษรศาสตร์อย่างหมดสภาพ สภาพผมตอนนี้บอกเลยว่าดูไม่จืดสุดๆ เหงื่อกาฬไหลท่วมตัวจนเสื้อนักศึกษาสีขาวเปียกชุ่มแนบลู่ไปกับผิว ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็ทรง แถมใต้ตายังดำคล้ำจากการอดหลับอดนอนปั่นรายงานมาทั้งสัปดาห์
"บ่นเป็หมีกินผึ้งเลยนะมึงไอ้หนาว แค่ซ้อมสแตนด์เชียร์แค่นี้ทำเป็สำออย"
'น้ำหวาน' เพื่อนสาวแก๊งนางฟ้าประจำกลุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยแซวพร้อมกับยื่นกระดาษทิชชู่มาให้ผมซับเหงื่อ
"มึงลองมาเป็คนแบกป้ายคัตเอาต์ไซส์ั์แบบกูดูไหมล่ะ หนักก็หนัก ร้อนก็ร้อน พรุ่งนี้กูจะลาป่วยให้ดู!" ผมบ่นกระปอดกระแปด รับทิชชู่มาเช็ดหน้าเช็ดคอตัวเองลวกๆ
"เอาน่าๆ บ่นไปก็เท่านั้น เย็นนี้พวกกูว่าจะไปกินชาบูหม่าล่าเปิดใหม่หน้ามอ มึงไปป่าวหนาว"
'กิ๊ฟ' เพื่อนสาวอีกคนในกลุ่มเอ่ยชวน
พอได้ยินคำว่าชาบู ดวงตาผมก็เป็ประกายขึ้นมาทันที กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าส่งเสียงร้องโครกครากตอบรับอย่างรวดเร็ว
"ไปดิๆ กูหิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วเนี่ย!"
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตกลงปลงใจไปกินชาบูกับเพื่อนฝูง จู่ๆ บรรยากาศรอบๆ ลานกิจกรรมที่เคยเต็มไปด้วยเสียงจอแจของนักศึกษา ก็พลันเงียบลงไปชั่วขณะ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงซุบซิบนินทาและเสียงกรี๊ดกร๊าดเบาๆ ของพวกผู้หญิงในคณะ
"แกๆๆ ดูผู้ชายคนนั้นดิ โคตรหล่อเลยอ่ะ!"
"นั่นพี่คิริน วิศวะปีสี่ ป่าววะ! ตัวจริงหล่อวัวตายควายล้มมาก!"
"เขามาทำอะไรที่คณะเราอ่ะ มารับแฟนเหรอ อิจฉาคนนั้นชะมัดเลย!"
เสียงซุบซิบที่ดังลอดเข้ามาในหู ทำให้ผมต้องขมวดคิ้วยุ่งและหันไปมองตามสายตาของคนทั้งคณะ
และแล้ว... หัวใจของผมก็กระตุกวูบหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ตรงลานจอดรถหน้าคณะ ปรากฏร่างสูงโปร่งของผู้ชายที่คุ้นเคยเป็อย่างดี พี่คิรินในชุดนักศึกษาที่พับแขนเสื้อขึ้นลวกๆ กางเกงยีนส์สีเข้ม และรองเท้าผ้าใบแบรนด์เนม กำลังยืนล้วงกระเป๋าพิงรถปอร์เช่พานาเมร่าสีดำคันเก่งของเขาอยู่
ออร่าความหล่อเหลา ดุดัน และเ็าที่แผ่กระจายออกมาจากตัวเขา ทำเอาลานกิจกรรมคณะอักษรฯ ที่ว่าร้อนระอุ กลายเป็จุดเยือกแข็งไปในพริบตา เขายืนโดดเด่นเป็สง่าราวกับนายแบบที่หลุดออกมาจากนิตยสาร ไม่สนใจสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาเลยสักนิด
"เชี่ยเอ๊ย! มาทำไมตอนนี้นะ" ผมสบถเบาๆ ในใจ รีบหันหลังกลับ ก้มหน้าก้มตาทำตัวให้เล็กลงที่สุด หวังว่าเขาจะมองไม่เห็นผมท่ามกลางฝูงชน
แต่เหมือนโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง เพราะทันทีที่เขาปรายตากวาดมองมา สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาก็ล็อกเป้าหมายมาที่ผมอย่างแม่นยำ
ฉิบหายแล้ว! เขาเดินมาทางนี้แล้ว
"แกๆๆ พี่เขากำลังเดินมาทางกลุ่มเราอ่ะ แกดูหน้าฉันซิ สวยยัง"
น้ำหวานสะกิดแขนผมยิกๆ รีบหยิบตลับแป้งขึ้นมาเช็กความเรียบร้อยของตัวเองด้วยความตื่นเต้น
ผมได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ภาวนาให้แผ่นดินสูบผมลงไปเดี๋ยวนี้เลย ผู้คนรอบข้างต่างแหวกทางให้เขาราวกับเป็ทะเลแหวก พี่คิรินเดินล้วงกระเป๋าตรงดิ่งเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะหินอ่อนของกลุ่มผม
ทุกสรรพเสียงเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องมาที่โต๊ะของเรา
"กลับกันได้หรือยัง"
เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบเอ่ยถามขึ้น ทำเอาเพื่อนในกลุ่มผมถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนผม... อยากจะมุดโต๊ะหนีไปให้พ้นๆ
"พะ... พี่คิริน มารับใครเหรอคะ" กิ๊ฟเป็คนใจกล้าที่สุด เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
พี่คิรินไม่ตอบคำถามของกิ๊ฟ เขาเพียงแค่ปรายตามองมาที่ผม ก่อนจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
เขาก้มตัวลง คว้ากระเป๋าเป้ใบโตที่หนักอึ้งของผมที่วางอยู่บนโต๊ะไปสะพายไว้บนไหล่กว้างของตัวเองหน้าตาเฉย จากนั้นก็ล้วงมือเข้าไปในถุงกระดาษที่เขาถือติดมือมาด้วย หยิบแก้วน้ำหวานสีชมพูฟรุ้งฟริ้ง (ที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นมสตรอว์เบอร์รีปั่นปานาน่า) ยื่นมาตรงหน้าผม
"กินซะ จะได้สดชื่น" เขาบอกเสียงเรียบ
ผมอ้าปากพะงาบๆ สติกระเจิดกระเจิงไปหมด มือสั่นๆ เอื้อมไปรับแก้วน้ำมาถือไว้โดยอัตโนมัติ
แต่ความพีกมันยังไม่จบแค่นั้น!
พี่คิรินขยับตัวเข้ามาประชิดผมจนเข่าเราแทบจะชนกัน เขาโน้มใบหน้าหล่อๆ ลงมาใกล้จนผมััได้ถึงกลิ่นน้ำหอมสปอร์ตประจำตัว นิ้วเรียวยาวของเขาค่อยๆ เอื้อมมาปัดปอยผมที่ชื้นเหงื่อและตกลงมาปรกหน้าผากของผมออกไปทัดไว้ที่หลังใบหูอย่างแ่เบาและเป็ธรรมชาติสุดๆ
"เหงื่อออกเต็มเลย ไป... กลับห้องไปอาบน้ำได้แล้ว" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด แถมยังใช้ปลายนิ้วเกลี่ยคราบเหงื่อที่แก้มผมออกให้อีกต่างหาก
กริบ...
ทั้งลานกิจกรรมเงียบกริบราวกับป่าช้า ผมได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง หน้าผมตอนนี้ร้อนผ่าวจนแทบจะทอดไข่สุก แดงเถือกลามไปถึงใบหูและลำคอ ััจากปลายนิ้วของเขาเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นพล่านไปทั่วร่าง
การกระทำของเขามันคือการ 'ประกาศอาณาเขต' ชัดๆ!
"ฮะ... เฮ้ย! อะ... ไอ้หนาว! นี่มึงกับพี่คิริน..." น้ำหวานชี้หน้าผมสลับกับพี่คิรินด้วยความช็อกสุดขีด ตาโตเท่าไข่ห่าน
"อ้าวๆๆ อะไรกันวะเนี่ย!"
เสียงคุ้นเคยของตัวป่วนดังก้องขึ้นมาทำลายความเงียบ ไอ้บาสที่เพิ่งเดินออกมาจากตึกคณะพร้อมกับเพื่อนในภาควิชาของมัน เดินแหวกฝูงชนเข้ามาร่วมวงด้วยสีหน้าล้อเลียนขั้นสุด
"แหมมมม พี่คิรินครับ มารับ 'รูมเมต' ถึงคณะเลยเหรอครับเนี่ย บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ!"
ไอ้บาสแซวเสียงดังลั่น แกล้งเน้นคำว่ารูมเมตซะจนคนทั้งคณะได้ยินกันหมด
"ไอ้บาส! มึงหุบปากไปเลยนะ" ผมหันไปแว้ดใส่เพื่อนรักด้วยความอับอาย อยากจะะโเตะก้านคอมันให้สลบไปเดี๋ยวนี้
"อุ๊ยตาย รูมเมตภาษาอะไรวะ เช็ดเหงื่อให้กันด้วย ปัดผมให้กันด้วย แหวะ กูจะอ้วกความหวาน"
กิ๊ฟรีบผสมโรงแซวทันทีที่ตั้งสติได้
"นั่นดิ! ปกติคนเป็รูมเมตกันเขาต้องมาหิ้วกระเป๋าให้กันแบบนี้เหรอวะ บาส มึงช่วยตอบกูที"
น้ำหวานหันไปแท็กทีมกับไอ้บาส
"โอ๊ย ระดับพี่คิรินแล้ว เขาไม่เรียกรูมเมตหรอกเว้ย เขาเรียก 'คนรู้ใจ' ต่างหาก"
ไอ้บาสเสริมทัพ ะโแซวจนคนรอบข้างเริ่มหัวเราะคิกคักและซุบซิบกันดังขึ้นกว่าเดิม
"กะ... กูไม่ได้เป็อะไรกับเขานะเว้ย! พวกมึงหยุดแซวเลยนะ"
ผมโวยวายเสียงหลง ลนลานปฏิเสธเป็พัลวัน แต่ดูเหมือนคำแก้ตัวของผมจะไม่เป็ผลเลยสักนิด ในเมื่อหน้าผมมันแดงก่ำเป็ลูกตำลึงสุกขนาดนี้
ผมตวัดสายตาไปมองตัวต้นเหตุที่ยืนทำหน้าตายอยู่ข้างๆ หวังจะให้เขาช่วยแก้ตัวให้บ้าง แต่พี่คิรินกลับยืนล้วงกระเป๋าสบายใจเฉิบ ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มมุมปากบางๆ เป็รอยยิ้มที่โคตรจะพอใจและไม่มีท่าทีจะปฏิเสธคำแซวพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย
ไอ้พี่บ้า! เขาจงใจ เขาจงใจทำแบบนี้ต่อหน้าคนทั้งคณะ
"ปะ... ไปเลย กลับห้องเลย!"
ผมทนความอับอายไม่ไหวอีกต่อไป รีบคว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนาของเขา แล้วออกแรงลาก (ซึ่งแทบจะลากไม่ไปถ้าเขาไม่ออกเดินตาม) ให้เขาเดินตามผมออกไปจากลานกิจกรรมนรกนี่ให้เร็วที่สุด ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงแซวที่ดังเกรียวกราวไล่หลังมา
"ฮิ้วววว! รีบกลับห้องไปทำอะไรกันจ๊ะน้องหนาววว" เสียงไอ้บาสะโไล่หลังมาดังก้อง
ผมสับเท้าเดินหนีเร็วขึ้นจนแทบจะกลายเป็วิ่ง ก้มหน้าก้มตาไม่กล้ามองใครทั้งนั้น จนกระทั่งมาถึงรถปอร์เช่ของเขา ผมรีบเปิดประตูกระแทกตัวเข้าไปนั่งในเบาะฝั่งผู้โดยสาร ปิดประตูดังปัง แล้วยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองด้วยความอายขั้นสุด
พี่คิรินเดินอ้อมมาฝั่งคนขับ เปิดประตูเข้ามานั่งหลังพวงมาลัยอย่างใจเย็น วางกระเป๋าเป้ของผมไว้ที่เบาะหลัง ก่อนจะหันมามองผมที่นั่งขดตัวเป็กุ้งต้มอยู่ข้างๆ
"เป็อะไร หน้าแดงเชียว" เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทำหน้าตายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"พี่คิริน! พี่ยังจะมาถามอีกเหรอ พี่ทำบ้าอะไรของพี่เนี่ย"
ผมลดมือลง หันไปแว้ดใส่เขาเสียงลั่น
"พี่ไปทำรุ่มร่ามแบบนั้นต่อหน้าเพื่อนผม ต่อหน้าคนทั้งคณะได้ไง คนเขาเข้าใจผิดกันหมดแล้วเนี่ย"
"เข้าใจผิดเื่อะไร" เขาเลิกคิ้วถามอย่างหน้าด้านๆ สตาร์ทเครื่องยนต์พารถเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัย
"ก็... ก็เื่ที่เรา... เอ่อ..." ผมพูดไม่ออก กัดริมฝีปากตัวเองแน่น
"ก็เื่ที่เขาแซวว่าเราเป็แฟนนั่นแหละ พี่ไม่เห็นเหรอว่าพวกมันล้อผมขนาดไหนอ่ะ"
"พี่ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดปกตินี่"
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท สายตามองตรงไปที่ถนน
"พี่ก็แค่มาช่วย 'รูมเมต' ถือกระเป๋า ซื้อน้ำมาให้กิน แล้วก็เช็ดเหงื่อให้... มันแปลกตรงไหน"
แปลกสิวะ! แปลกมากด้วย รูมเมตบ้าอะไรจะมาทำตัวผัวขนาดนี้
"แต่พี่ทำท่าทางแบบนั้น... มันเหมือน... เหมือนพี่กำลังประกาศให้คนอื่นรู้อ่ะ!" ผมเถียงกลับ ไม่ยอมแพ้
คราวนี้พี่คิรินไม่ได้เถียง เขาหยุดรถติดไฟแดงที่หน้ามหาวิทยาลัย หันหน้ามามองผมตรงๆ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องลึกลงมาในดวงตาของผม ั์ตาสีเข้มนั้นมีประกายความพึงพอใจและเ้าเล่ห์ซ่อนอยู่อย่างชัดเจน
"แล้วถ้าพี่จะบอกว่า... พี่ตั้งใจ 'ประกาศ' จริงๆ ล่ะ"
คำพูดสั้นๆ แต่หนักแน่นของเขา ทำเอาหัวใจผมกระตุกวูบ ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
"พี่เห็นนะว่ามีไอ้ผู้ชายคณะอื่นมาด้อมๆ มองๆ หนูตอนซ้อมสแตนด์"
เขากดเสียงต่ำลง แววตาแฝงไปด้วยความหวงแหนและหงุดหงิด
"พี่ก็เลยต้องทำให้พวกมันรู้ซะบ้าง... ว่ารูมเมตคนนี้ มีเ้าของคอยคุมอยู่"
ตึกตัก... ตึกตัก...
เครื่องสูบฉีดเืของผมทำงานหนักอีกแล้ว คำว่า 'มีเ้าของคอยคุม' มันดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า หน้าผมที่เพิ่งจะหายแดง กลับมาร้อนฉ่าและแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
ผมเถียงไม่ออก ได้แต่เม้มปากแน่น หันหน้าหนีออกไปมองนอกหน้าต่าง ยกมือขึ้นเกาแก้มตัวเองแก้เขิน
ไอ้พี่คิรินคนบ้า... ไอ้คนหน้าด้าน... ไอ้คนขี้หวง!
ผมด่าเขาในใจเป็ชุด แต่แปลก... ที่ลึกๆ แล้วผมกลับไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรำคาญการกระทำของเขาเลยสักนิด ตรงกันข้าม... ผมกลับรู้สึกว่าหัวใจมันพองโต มีผีเสื้อบินวนอยู่ในท้อง และแอบรู้สึกดีอย่างประหลาดที่เขาแสดงออกชัดเจนขนาดนี้
บนรถสปอร์ตคันหรูที่กำลังแล่นทะยานไปตามถนน ผมลอบมองเงาสะท้อนของคนขับในกระจกมองข้าง เห็นรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของเขา รอยยิ้มของผู้ชนะที่สามารถประกาศอาณาเขตและตีตราจองลูกแมวตัวนี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ช่างเถอะ... ในเมื่อเขาหน้าด้านประกาศซะขนาดนี้ ผมก็จะยอมเล่นตามน้ำเป็ 'รูมเมตที่มีเ้าของ' ไปก่อนก็แล้วกัน... แค่ชั่วคราวนะ! ไม่ได้ยอมให้ตลอดไปหรอก (มั้งนะ)