บทที่ 7
เคล็ดวิชาซากเทวะ
ร่างของชายชราถูกนำขึ้นมาจากหลุม สภาพของชายชราผู้นี้ไม่ได้แตกต่างจากตอนที่เขาฝังเลย มีเพียงอย่างเดียวที่แตกต่างกันก็คือสีผิวที่เหมือนว่าจะซีดลงเล็กน้อย แม้ว่านี่จะผ่านไปครึ่งเดือนแล้วก็ตาม ถ้าเกิดว่าเป็ศพของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป แน่นอนว่าศพพวกนั้นคงจะเน่าเปื่อยไปบ้างแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรถึงแม้ว่าจะตายแล้วยังไงก็เป็ผู้บำเพ็ญ จางหยุนแม้จะมีความรู้ไม่มาก แต่ก็พอจะรู้ว่าที่ศพของอีกฝ่ายเน่าเปื่อยช้ากว่าคนธรรมดาก็อาจจะเป็เพราะว่าปราณิญญาที่หลงเหลือในร่างกาย
จางหยุนมองสำรวจไปรอบๆอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจ ในตอนนี้บริเวณนี้ไม่มีผู้ใดอยู่อีก
เมื่อเขามั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในบริเวณนี้ จางหยุนยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมา จิตนึกคิดของเขาขยับเล็กน้อย โลงศพสีดำก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา
จากโลงศพสีดำขนาดจิ๋วบนฝ่ามือของเขา มันก็ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมันมีขนาดเดิมของมัน นั้นก็คือขนาดเทียบเท่ากับในตอนแรกที่เขาพบเจอมันภายในสุสานโบราณ
จางหยุนมองโลงศพสีดำที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง จากนั้นเขาก็ยกฝ่ามือเริ่มใช้ปราณิญญาโคจรเคล็ดวิชาที่ชื่อว่าซากเทวะภายในความทรงจำ
เมื่อถ่ายเทปราณวิชาเข้าไปใส่โลงศพสีดำแล้ว จางหยุนก็เริ่มใช้เคล็ดวิชาซากเทวะ ซากเทวะเป็เคล็ดวิชาที่พิเศษ มันมีเงื่อนไขเยอะ นอกจากเคล็ดวิชากลืนมรณะที่ต้องฝึกฝนแล้ว เขายังต้องใช้ควบคู่กับโลงศพสีดำนี้ด้วย
โลงศพสีดำที่ได้รับปราณิญญาและถูกกระตุ้นด้วยเคล็ดวิชาซากเทวะ มันเริ่มสั่นไหวก่อนที่ฝาโลงที่กำลังปิดอยู่ค่อยๆเปิดออก
เมื่อโลงศพสีดำเปิดออก จางหยุนเหลือบมองไปยังด้านในโลงศพสีดำ มันน่าแปลกประหลาดที่ว่าด้านในของโลงศพสีดำ มันเป็เหมือนกับหลุมดำสนิทที่ไร้ที่สิ้นสุด
ควันสีดำสนิททะลักออกมาจากหลุมดำสนิทในโลงศพ จากนั้นควันสีดำก็พุ่งไปรัดเข้ากับศพของชายชราที่พื้น
จากนั้นศพของชายชราก็ถูกควันสีดำปริศนาดึงเข้าไปภายในโลงศพ เมื่อศพของชายชราหายเข้าไปในหลุมดำ ฝาโลงศพสีดำก็ปิดลงดัง ตรึง!
“เรียบร้อย” จางหยุนถอนหายใจอย่างโล่งใจ จากนั้นเขาก็ใช้จิตสั่งการทำให้โลงศพสีดำที่อยู่ด้านหน้า มีขนาดเล็กลงก่อนจะเคลื่อนไหวกลับเข้ามาในฝ่ามือของเขา เมื่อมันกลับเข้ามาภายในฝ่ามือแล้วมันก็ค่อยๆสลายหายไป
จางหยุนมองไปยังสุสานนอกเมือง “ต่อไปก็…”
…
จางหยุนเดินทางมุ่งตรงมาถึงสุสานนอกเมือง เขาไปยังตำแหน่งเดิมที่ตนเองเคยใช้ในการฝึกฝน
เมื่อเดินทางมาถึงแล้ว จางหยุนก็นั่งลงตรงใต้ต้นไม้ใหญ่
ดวงตาทั้งสองข้างของจางหยุนพับปิดลง เขาเข้าสู่ห้วงสมาธิเริ่มทำการโคจรเคล็ดวิชากลืนมรณะ
แต่ว่าในครั้งนี้มันแตกต่างออกไป นอกจากเคล็ดวิชากลืนมรณะแล้ว จางหยุนยังลอบโคจรเคล็ดวิชาซากเทวะเป็ระยะๆ นั้นทำให้ตรงบริเวณฝ่ามือของเขาที่กำลังประสานกันตรงหน้าตักมีโลงศพสีดำขนาดจิ๋วปรากฏขึ้นด้วย
นอกจากร่างของจางหยุนแล้ว โลงศพสีดำในมือของเขาก็ดูดกลืนปราณิญญารอบๆเข้าไปด้วย
ผ่านไปหลายชั่วยาม
ในยามนี้ใกล้ๆสว่างแล้ว จางหยุนที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาััได้ถึงการเชื่อมโยงที่ปรากฏขึ้นหลังจากพยายามมาหลายชั่วยาม
“สำเร็จ” จางหยุนยกฝ่ามือของตนเองขึ้น บนฝ่ามือมีโลงศพสีดำขนาดจิ๋วกำลังลอยอยู่
“ออกมา” จางหยุนใช้นิ้วมือชี้ไปยังโลงศพสีดำในมือ แล้วใช้จิตสั่งการรวมไปถึงโคจรปราณิญญาเข้าไปในโลงศพสีดำ
แสงสีดำสว่างวาบก่อนที่มันจะพุ่งออกมาจากโลงศพสีดำ แสงสีดำค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นก่อนจะปรากฏเป็ร่างของชายชรา ที่ก่อนหน้านี้เป็ศพที่โดนปรมาจารย์ยุทธ์สังหาร
จางหยุนใช้ดวงตาจ้องมองไปยังร่างของชายชรา ร่างของชายชรามีบางอย่างที่เปลี่ยนไป อย่างแรกคือิัที่ไม่ได้ผอมแห้งเหมือนศพก่อนหน้านี้แต่ดูมีชีวิตขึ้นไม่น้อย นอกจากนั้นาแบริเวณด้านหน้าอกของชายชราในตอนนี้มันก็หายไปแล้วมีเนื้องอกขึ้นมาใหม่ ดวงตาของชายชราในยามนี้ก็เปลี่ยนไปส่วนที่เป็ตาขาวถูกย้อมให้กลายเป็สีดำ ส่วนบริเวณตาสีดำในตอนนี้ถูกย้อมให้กลายเป็ดวงตาสีขาว
และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด มันก็คือชายชราในยามนี้ไม่ได้เหมือนคนตาย ชายชราเหมือนคนมีชีวิตที่อยู่ด้านหน้า
นี่คือเคล็ดวิชาซากเทวะ แก่นแท้ของวิชานี้ก็คือการหล่อหลอมซากศพให้กลายเป็ซากเทวะ ในตอนนี้แรกจางหยุนที่ััได้วิชานี้ เขานั้นรู้สึกว่ามันเหมือนกับวิชาที่หลอมซากศพให้เป็หุ่นเชิด
แต่ว่าในวิชานี้ที่เขาได้รับสืบทอดมา มันกับบอกเอาไว้และเปรียบเทียบให้เขาเห็นว่า เคล็ดวิชาซากเทวะไม่เหมือนกับการหลอมศพเป็หุ่นเชิด
จางหยุนไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิชาต่างๆในโลกแห่งการฝึกตน แต่โชคดีที่ในวิชามันอธิบายเอาไว้อย่างละเอียด
ความแตกต่างของวิชาซากเทวะ กับหุ่นเชิดศพ ก็คือเขาไม่จำเป็ต้องใช้ปราณิญญาของตนเองในการควบคุมเหมือนกับหุ่นเชิดศพ
ซากเทวะที่หลอมขึ้นมา มันเหมือนกับข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์รับคำสั่ง และสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องให้เขาใช้ปราณิญญาในการควบคุม
ง่ายๆก็คือวิชาหุ่นเชิดศพเป็การหลอมอาวุธที่ใช้การในต่อสู้ โดยวิชาซากเทวะเหนือกว่านั้นคือหลอมข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของตนเองขึ้นมา
ไม่เพียงแค่นั้นวิชานี้มันยังผนึกความสามารถของศพ ในตอนที่ยังมีชีวิตเอาไว้ได้ด้วย
จางหยุนมองร่างของชายชราด้านหน้า ก่อนที่จะเอ่ยถามออกมา“ทำอันใดได้บ้าง”
ชายชราที่ยืนอยู่ด้านหน้าขยับเคลื่อนไหว มันยกฝ่ามือของมันขึ้นมา จากนั้นปราณิญญาก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของชายชรา ปราณิญญาพวกนั้นมันก่อร่างกลายเป็เงาทมิฬสองตน ที่พวกมันมีรูปร่างเหมือนกับมนุษย์
จางหยุนมองเงาทมิฬทั้งสองแล้วถามต่อ “ได้แค่สองตัวงั้นหรือ”
ชายชราพยักหน้าอย่างไร้ความรู้สึก
จางหยุนลูบคางครุ่นคิด ก่อนที่เขาจะชี้นิ้วไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ห่างออกไปไม่ไกล
“ลองชกต้นไม้นั้น”
ชายชราขยับมือสั่งการเงาทมิฬทางด้านขวา เงาทมิฬร่างมนุษย์ลอยตัวพุ่งเข้าไปใส่ต้นไม้ที่เป็เป้าหมายอย่างรวดเร็ว
มันใช้หมัดของมันชกออกไปอย่างเต็มแรงใส่ต้นไม้นั้น
ตรึง!!! เสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งสุสานนอกเมืองแห่งนี้ หมัดสีทรงพลังนั้นกระแทกเข้าไปอย่างเต็มแรง นั้นทำให้ต้นไม้ที่มีขนาดกว่าสามคนโอบทะลุเป็รู
จางหยุนมองพลังในการโจมตีแล้วก็พยักหน้า “อืม.. ไม่เลว”
การโจมตีที่ปรากฏให้เห็นจางหยุนพอจะคาดการได้ว่า มันน่าจะอยู่ในระดับเดียวกับผู้บำเพ็ญผนึกตันเถียนขั้นหนึ่ง
“มันจะพัฒนาตามขอบเขตของเ้าใช้หรือเปล่า” จางหยุนถาม
ชายชราพยักหน้า
จางหยุนพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะโบกมือ
“กลับมา”
ร่างของชายชราและเงาทมิฬทั้งสองสลายหายไป พวกมันเปลี่ยนกลายเป็เส้นแสงสีดำพุ่งกลับเข้าไปภายในโลงศพสีดำในมือของจางหยุน จากนั้นโลงศพสีดำในฝ่ามือก็ค่อยๆสลายหายไป
“ซากเทวะระดับทองแดง เทียบกับผู้บำเพ็ญระดับผนึกตันเถียนสินะ”
“และซากเทวะระดับเงินและระดับทองคำละ เทียบกับผู้บำเพ็ญระดับใด”
ในความทรงจำของจางหยุน เคล็ดวิชาซากเทวะที่เขาได้รับมาในตอนนี้ เป็เพียงแค่ขั้นต้นเท่านั้น มันมีเพียงแค่ความรู้และความเข้าใจในการหลอมซากเทวะ ระดับทองแดงไปถึงแค่ระดับทองคำเท่านั้น