ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 331 : กระดานเอกภพใต้เงาบรรพกาล

จารึกที่ 331 : กระดานเอกภพใต้เงาบรรพกาล : หมากรุกกลืนสัจธรรม


ห้วงมิติลี้ลับอันเงียบสงบซึ่งตัดขาดจากความโกลาหลของวัฏสงสารภายนอก บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายอันหนักอึ้งและแหลมคม


มันเป็นความรู้สึกประดุจกระบี่นับหมื่นเล่มที่จ่อรออยู่บนลำคอ


ทุ่งหญ้าสีเงินยวงที่เคยพลิ้วไหวอย่างอ่อนโยน ถูกมหาอำนาจไร้รูปร่างฉีกกระชากแยกออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมขนาดยักษ์ที่หลับใหลอยู่เบื้องล่างมาเนิ่นนานนับกัปป์


มันคือ 'กระดานหมากรุกแห่งสัจธรรม' ที่ทอดตัวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา


ผืนกระดานถูกสร้างขึ้นจากศิลาปราณหยกดำและหยกขาวสลับตารางกันอย่างเป็นระเบียบ แต่ละช่องตารางกว้างขวางประดุจทะเลสาบขนาดย่อม


บนกระดานนั้นมี 'หมากศิลา' รูปทรงแปลกตาตั้งตระหง่านอยู่ประดุจขุนเขา หมากแต่ละตัวถูกสลักเสลาด้วยอักขระบรรพกาลที่ซับซ้อนเกินกว่ายุคสมัยใดจะจินตนาการถึง


พวกมันแผ่กลิ่นอายของมหาเต๋าที่แตกต่างกันออกไป บางตัวแผ่ความร้อนระอุประดุจดวงอาทิตย์ บางตัวแผ่ความเยือกเย็นที่สามารถแช่แข็งวิญญาณ และบางตัวกลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าประหนึ่งหลุมดำ


มหานาวาปราณสูญตาลดระดับลงอย่างเชื่องช้า ภายใต้การควบคุมของหุ่นกลศิลา 'เจ้าสัว'


หัตถ์ศิลาสะบั้นสูญตาคู่ใหม่ของมันประคองแกนปราณอย่างระมัดระวัง เพื่อมิให้กลไกฟ้าของตัวเรือไปกระตุ้นค่ายกลป้องกันของกระดานหมากรุกเบื้องล่าง


บนหัวเรือ อาเจียยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกระแสลมปราณปฐมกาลที่พัดกรรโชก ผ้าคลุมสีเทาที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้สะบัดพลิ้ว


ดวงตาของเด็กหนุ่มซึ่งบัดนี้ลึกล้ำประดุจห้วงอวกาศ ทอดมองลงไปยังตารางหมากรุกด้วยความระแวดระวังและตื่นตัวถึงขีดสุด


"นี่มิใช่เพียงกระดานหมากรุกธรรมดา..."


มู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ก้าวเดินออกมายืนเคียงข้างศิษย์รัก ร่างเนื้อที่สมบูรณ์แบบของท่านแผ่กลิ่นอายความเก่าแก่และหนักแน่นประดุจผืนปฐพี


"ในบันทึกโบราณที่สืบทอดมาจากยุคก่อนการก่อตั้งวิหารเทพอนันตกาล มีการกล่าวถึง 'เผ่าพันธุ์ปฐมวิญญาณ' ผู้ซึ่งใช้การเดินหมากเพื่อจำลองสมการของเอกภพ..."


ปรมาจารย์ผู้เฒ่าทอดถอนใจ "การขยับหมากแต่ละตัวบนกระดานนี้ หมายถึงการขยับเขยื้อนสัจธรรมและกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน!"


วูบ!


องค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ ปรากฏกายขึ้นลอยอยู่กลางอากาศธาตุเหนือไหล่ของอาเจีย นางกอดอก ใบหน้างดงามบึ้งตึง ทว่าดวงตากลมโตกลับสาดประกายความกระตือรือร้น


"กระดานหมากรุกปฐมกาล! ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสมการระดับตำนานที่ซ่อนอยู่ข้างใต้นั่น!" องค์หญิงน้อยร้องเสียงใส "อาเจีย! คราวนี้เจ้าห้ามใช้กำลังเข้าทุบทำลายเด็ดขาดนะ! ข้าอยากเห็นโครงสร้างสัจธรรมของพวกมัน หากเจ้าแกะสมการออกมาให้ข้ากินได้ พู่กันของข้าต้องทรงพลังขึ้นอีกแน่ๆ!"


"ข้าทราบแล้ว องค์หญิงน้อย ข้าเองก็ตั้งใจจะมา 'ศึกษา' มิได้มาเพื่อเป็นโจรปล้นสุสาน" อาเจียยิ้มตอบอย่างนุ่มนวล


ฉินมู่หลาง เฟิงอี้หราน หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ต่างก้าวเข้ามายืนเรียงรายอยู่เบื้องหลังอาเจีย


บาดแผลทางกายและรอยร้าวในรากฐานของพวกเขาได้รับการชำระล้างด้วยอักขระสูญตาจนทุเลาลงมากแล้ว


ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับกลิ่นอายบรรพกาลเบื้องล่าง แม้แต่เจตจำนงกระบี่ที่คมกริบที่สุด หรือเพลิงอัคคีที่ร้อนแรงที่สุด ก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่นไหว


"อาเจีย... เจ้าสัมผัสได้หรือไม่?" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยถามเสียงแผ่ว


โสตสวรรค์ของนางพยายามจับคลื่นความถี่ที่สะท้อนออกมาจากศิลาแต่ละก้อน


"หมากบนกระดานเหล่านี้... มันกำลัง 'หายใจ' ราวกับว่าพวกมันมีชีวิตและเจตจำนงเป็นของตนเอง"


อาเจียพยักหน้าช้าๆ เขากระชับพู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ในมือแน่น


"พวกมันมิได้มีชีวิตในแบบที่มนุษย์หรือสัตว์อสูรมี ทว่าพวกมันคือ 'ก้อนสมการ' ที่อัดแน่นไปด้วยกฎเกณฑ์"


เด็กหนุ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "สวรรค์เบื้องบนในยุคปัจจุบันใช้การกดขี่ด้วยพลังปราณ ทว่าตัวตนในยุคโบราณกาลใช้ 'ตรรกะ' และ 'ปัญญา' ในการตัดสินข้อพิพาท..."


"การที่เราจะก้าวขึ้นสู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราต้องผ่านการขัดเกลาจากเตาหลอมแห่งปัญญานี้เสียก่อน"


เขาไม่ได้ทะเยอทะยานที่จะกอบโกยสมบัติ ทว่าเขามองเห็นโอกาสในการ 'ศึกษา' โครงสร้างของสัจธรรมที่บริสุทธิ์ที่สุด


"พวกเรารออยู่บนเรือเถิด" อาเจียหันมากล่าวกับสหาย


"กระดานหมากรุกนี้เป็นพื้นที่เปิด หากลงไปพร้อมกันทั้งหมด ค่ายกลอาจประเมินว่าเรากำลังใช้กำลังคนเพื่อหักหาญ และอาจกระตุ้นค่ายกลป้องกันที่รุนแรงที่สุด"


"ข้าจะลงไปหยั่งเชิงในฐานะ 'ผู้เล่น' ก่อน หากเกิดอันตราย พี่มู่หลาง... ท่านเตรียมใช้เจตจำนงกระบี่เปิดทางถอยให้พวกเรา"


"ระวังตัวด้วย" ฉินมู่หลางพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น


อาเจียสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสภาวะจิตเข้าสู่ห้วงมหาภาวะซวี รวบรวมปราณเซียนแท้ที่เพิ่งหล่อหลอมใหม่ให้สงบนิ่งที่สุด


ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าลอยละล่องลงจากมหานาวาปราณสูญตา สู่พื้นศิลาหยกดำก้อนหนึ่งที่อยู่ริมสุดของกระดานหมากรุก


วูบ!


ทันทีที่ปลายเท้าของเขาสัมผัสกับพื้นศิลาหยกดำ อาณาเขตทั้งหมดของลานประลองหมากรุกก็พลันสั่นสะเทือน!


เส้นสายสีทองคำที่ซ่อนอยู่ตามร่องตารางหมากรุกสว่างวาบขึ้นมาประดุจเส้นเลือดของยักษ์ตื่นจากการหลับใหล


กลิ่นอายแห่งมหาเต๋าอันเก่าแก่ปะทุขึ้น ก่อตัวเป็นม่านพลังรูปครึ่งวงกลมครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ปิดกั้นการหลบหนีอย่างสมบูรณ์!


"ผู้ท้าชิงปรากฏตัว..."


เสียงกังวานอันแหบพร่าและไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ดังกึกก้องขึ้นในห้วงจิตวิญญาณของอาเจียโดยตรง


มันมิใช่เสียงของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทว่ามันคือเสียงของ 'เจตจำนงรวม' แห่งกระดานหมากรุกปฐมกาล!


เหนือตารางหมากรุกฝั่งตรงข้าม ห่างออกไปนับสิบลี้ กลุ่มควันสีเทาหม่นค่อยๆ ลอยตัวขึ้นมารวมกัน


ควันเหล่านั้นก่อตัวเป็นเงาร่างมนุษย์ขนาดยักษ์ที่สูงตระหง่านประดุจขุนเขา


ร่างเงานั้นสวมชุดคลุมโบราณที่ขาดวิ่น ใบหน้าถูกบดบังด้วยหมอกควัน ทว่าดวงตาสองดวงกลับสาดประกายแสงสีเงินที่เยือกเย็นและแหลมคมประดุจดารา


"เจตจำนงตกค้างของเผ่าพันธุ์ปฐมวิญญาณ!" มู่เฉินที่มองลงมาจากเรือเหาะอุทานด้วยความตื่นตะลึง


เงาร่างยักษ์นั้นมิได้แผ่จิตสังหาร ทว่ามันแผ่ 'แรงกดดันแห่งปัญญา' ที่หนักอึ้งจนทำให้อาเจียต้องทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง!


มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกคัมภีร์นับล้านเล่มทับถมลงบนบ่า!


"ผู้ฝึกตนเยาว์วัย... ผู้ถือครองกลิ่นอายแห่งความว่างเปล่า" เจตจำนงโบราณเอื้อนเอ่ย


"เจ้าก้าวล่วงเข้าสู่สมรภูมิแห่งสัจธรรม... บนกระดานนี้ ไร้ซึ่งการใช้กำลังดิบ ไร้ซึ่งความพลิกแพลงอันต่ำช้า"


"มีเพียง 'ความบริสุทธิ์ของเต๋า' เท่านั้นที่จะตัดสินความเป็นตาย... เจ้าพร้อมที่จะวางรากฐานของตนเองเป็นเดิมพันหรือไม่?"


อาเจียกัดฟันฝืนยืนขึ้นอย่างโอนเอน เขาปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดพรายบนหน้าผาก


ทว่าดวงตาแห่งความว่างเปล่ากลับสาดประกายความเด็ดขาดที่ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้


"ผู้น้อยมิได้มาเพื่อท้าทายเพื่อโอ้อวดความโอหัง..."


เด็กหนุ่มประสานมือคารวะเงาร่างยักษ์นั้นด้วยความเคารพอย่างแท้จริง เขาตีหน้าเศร้า ทอดถอนใจด้วยความเวทนาต่อวัฏสงสาร


"ทว่าสวรรค์ในยุคปัจจุบันบิดเบี้ยวและเน่าเฟะ พวกมันใช้กฎเกณฑ์มากดขี่สรรพชีวิต ขูดรีดวิญญาณของผู้ฝึกตนเพื่อบำเรออำนาจของตนเอง..."


"ข้าเพียงปรารถนาจะศึกษา 'สมการที่เที่ยงแท้' จากบรรพกาล เพื่อนำไปรื้อถอนความอยุติธรรมเหล่านั้น..."


อาเจียเชิดหน้าขึ้นอย่างมีศักดิ์ศรี "ข้ายินดีวางรากฐานเต๋าของข้าเป็นเดิมพัน!"


คำกล่าวที่เปี่ยมด้วยความชอบธรรมและยึดมั่นในหลักการ ทำให้เงาร่างยักษ์นั้นนิ่งงันไปชั่วครู่


ราวกับว่ามันกำลังประมวลผล 'เจตจำนง' ที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำนั้น


"วาจาโอหัง ทว่าแฝงด้วยปณิธานที่หนักแน่น..." เจตจำนงโบราณกล่าวตอบ


"เช่นนั้น จงแสดง 'สมการ' ของเจ้าให้ประจักษ์... กระดานหมากรุกแห่งสัจธรรม เปิดการประลอง!"


ครืนนน!


สิ้นเสียงประกาศ หมากศิลารูปทรงประหลาดก้อนหนึ่งในฝั่งของเงาร่างยักษ์ ก็เคลื่อนที่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งช่องตาราง!


เพียงแค่หมากตัวนั้นขยับ มิติรอบด้านของอาเจียก็พลันบีบอัดตัวอย่างรุนแรง!


อากาศธาตุที่เคยไหลเวียนอย่างอิสระ กลายสภาพเป็นของแข็งที่บดขยี้เข้ามาจากทุกทิศทาง


มันคือหมากที่ถือครองเต๋าแห่ง 'การกดขี่สัมบูรณ์' !


"อั่ก...!"


อาเจียกระอักเลือดสีสดออกมาทันที กระดูกทั่วร่างลั่นเปรี๊ยะราวกับจะแหลกสลาย


นี่มิใช่การโจมตีด้วยปราณ ทว่ามันคือการใช้ 'กฎเกณฑ์' บังคับให้พื้นที่รอบตัวเขาพังทลายลง!


"อาเจีย!" สหายบนเรือตะโกนด้วยความร้อนใจ


"อย่าลงมา!" อาเจียยกมือซ้ายขึ้นห้าม เสียงของเขาแหบพร่า


"นี่คือการดวลแห่งเต๋า หากพวกท่านแทรกแซง กระดานหมากรุกจะถือว่าเราทำลายกฎ และจะลบล้างพวกเราทั้งหมดทิ้งในพริบตา!"


เขาหลับตาลง ไม่พยายามใช้ปราณเซียนแท้ผลักดันหรือต้านทานแรงกดขี่นั้น


เพราะเขารู้ดีว่ายิ่งต่อต้าน กฎเกณฑ์ของการกดขี่ก็จะยิ่งทวีความรุนแรง เขาปรับลมหายใจเข้าสู่ห้วงมหาภาวะซวี รวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่พู่กันนิรันดร์ในมือขวา


"สัจธรรมแห่งการกดขี่... พึ่งพา 'ความหนาแน่น' ของสสาร..." อาเจียวิเคราะห์ในใจอย่างเยือกเย็น


"หากข้าตอบโต้ด้วยความแข็งกร้าว ข้าก็ต้องใช้สสารที่หนาแน่นกว่า ซึ่งข้าไม่มีทางสู้รากฐานระดับปฐมกาลได้..."


"ทางเดียวที่จะชนะความหนาแน่น คือการสร้าง 'ความว่างเปล่า' ที่สมบูรณ์แบบ"


เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น เขาไม่ได้เดินหมากศิลาบนกระดาน ทว่าตัวเขาเองต่างหากคือ 'ผู้เล่น' และ 'ตัวหมาก' ในเวลาเดียวกัน!


"องค์หญิงน้อย! ช่วยข้าคลายสมการการกดขี่ที!" อาเจียส่งกระแสจิต


"รู้แล้วน่า! ข้าจะกางโครงข่ายความว่างเปล่ารองรับให้!" องค์หญิงน้อยตอบกลับอย่างรวดเร็ว นางผสานพลังวิญญาณเข้ากับแกนพู่กัน


เขากรีดปลายพู่กันนิรันดร์ลงบนอากาศธาตุที่กำลังบีบอัด จารึก อักขระหลิง 零 (หลิง) ขึ้นมาหนึ่งตัว!


ทว่าครั้งนี้ เขาไม่ได้วาดมันอย่างโดดเดี่ยว เขาใช้ความรู้จาก 'สมการปฐมกาล' ที่เพิ่งกลืนกินมาจากวิหารไร้รูป วาดอักขระ 'วงกต' และ 'ภาพลวงตา' ซ้อนทับลงไป


"กระดานหมากของท่านใช้กฎเกณฑ์เพื่อบดขยี้..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ


"เช่นนั้น ข้าจะขอใช้ 'ความไม่มี' เพื่อรองรับมัน!"


วูบ!


เมื่ออักขระสูญตาผสานกับสมการปฐมกาลทำงาน พื้นที่รอบตัวอาเจียที่กำลังถูกบีบอัดอย่างบ้าคลั่ง พลันปรากฏ 'หลุมดำขนาดจิ๋ว' ขึ้นนับร้อยจุด!


หลุมดำเหล่านั้นไม่ได้ดูดกลืนสิ่งของ ทว่าพวกมันกำลัง 'ดูดกลืนแรงกดดัน' ของมิติเข้าไปในห้วงมหาภาวะซวี!


สัจธรรมแห่งการกดขี่สัมบูรณ์ของหมากฝ่ายตรงข้าม เมื่อปะทะเข้ากับหลุมดำเหล่านั้น ก็เหมือนกับการชกหมัดใส่ปุยนุ่น


แรงกระแทกมหาศาลถูกถ่ายเทและสลายไปในความว่างเปล่าจนหมดสิ้น! ร่างของอาเจียที่เคยกดทับจนกระอักเลือด กลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง


"ยอดเยี่ยม!" มู่เฉินลูบเคราด้วยความตื่นเต้น


"เขาไม่ได้พยายามทำลายหมากของศัตรู ทว่าเขากำลัง 'รื้อโครงสร้าง' การโจมตีของมัน!"


เงาร่างยักษ์บนกระดานหมากรุกชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีเงินทอประกายความประหลาดใจ


"ใช้ความไม่มี เพื่อสยบความมี... นับเป็นความเข้าใจที่ลึกล้ำ" เจตจำนงโบราณกล่าวชมเชย


"ทว่า ความว่างเปล่าเพียงอย่างเดียว ไม่อาจสร้างสรรค์สิ่งใดได้... จงรับหมากตานี้!"


ครืนนน!


หมากศิลาอีกสองตัวของฝ่ายตรงข้ามขยับพร้อมกัน!


ตัวหนึ่งเป็นตัวแทนของ 'เต๋าแห่งเพลิงผลาญกัลป์' อีกตัวเป็นตัวแทนของ 'เต๋าแห่งเหมันต์ดับสูญ' !


ความร้อนระอุที่สามารถหลอมละลายขุนเขา และความเยือกเย็นที่สามารถแช่แข็งวิญญาณ พุ่งทะยานเข้าหาอาเจียในเวลาเดียวกัน!


การผสานธาตุที่ขัดแย้งกันอย่างสมบูรณ์แบบนี้ คือบททดสอบที่มุ่งทำลายจุดตันเถียนโดยตรง!


"การโจมตีแบบนี้..." อาเจียเบิกตากว้าง


เขานึกถึงตอนที่เขาพยายามผสานปราณกระบี่ของฉินมู่หลางและเพลิงของเฟิงอี้หราน


"มันคือความขัดแย้งที่ไร้สื่อกลาง หากโดนเข้าไป ร่างกายข้าต้องระเบิดเป็นจุลแน่!"


อาเจียต้องตอบโต้! เขาตัดสินใจใช้กลยุทธ์ที่เพิ่งศึกษามาอย่างร้อนวิชา!


"ในเมื่อท่านส่งความขัดแย้งมา... ข้าก็จะใช้ความขัดแย้งเข้าปะทะ!"


เขาตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดอักขระ 'ไฟ' และ 'น้ำ' ขึ้นมาพร้อมกัน โดยหวังจะใช้อักขระสูญตาเป็นตัวเชื่อมประสาน เพื่อสร้างระเบิดพลังสะท้อนกลับ!


เปรี๊ยะ... บรึ้ม!


ทว่า ลานประลองหมากรุกแห่งสัจธรรมนี้ แตกต่างจากดาดฟ้าเรือของเขา!


ทันทีที่อักขระทั้งสองของอาเจียปรากฏขึ้น กลิ่นอายปฐมกาลของลานหมากรุกได้เข้าไป 'ขยาย' ข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในสมการของเขาให้ใหญ่ขึ้นนับพันเท่า!


ความสมดุลที่เขายังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบพังทลายลงในพริบตา!


อักขระไฟและน้ำระเบิดใส่หน้าตัวเขาเอง ก่อนที่พลังโจมตีของศัตรูจะมาถึงเสียอีก!


"อ๊าก!"


อาเจียกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นกระดานหยกดำ เลือดชโลมเต็มใบหน้า


เสื้อผ้าไหม้เกรียมและจับตัวเป็นน้ำแข็งในเวลาเดียวกัน ทารกวิญญาณในร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง


"อาเจีย!" สหายทุกคนบนเรือตะโกนพร้อมกันด้วยความตื่นตระหนก


"ข้าบอกแล้วไง... ว่ากระดานหมากรุกนี้คือเตาหลอมที่ไร้ความปรานี" มู่เฉินกำมือแน่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวล


"การผสานอักขระของเขาในโลกภายนอกอาจจะใช้งานได้ ทว่าบนกระดานแห่งสัจธรรมนี้ ทุกสมการต้อง 'สมบูรณ์แบบและไร้ที่ติ' ร้อยเปอร์เซ็นต์"


"หากมีจุดอ่อนเพียงเส้นขน มันก็จะถูกบดขยี้ทันที!"


"ไอ้คนบ้าเอ๊ย!" องค์หญิงน้อยกรีดร้องลั่น "ข้าอุตส่าห์กางตาข่ายรองรับแล้วนะ! เจ้าทำสมการพังเองต่างหาก! คราวนี้ข้าไม่ยอมให้เจ้าทำผิดอีกแล้ว ฟังข้าให้ดี!"


อาเจียนอนหอบหายใจอยู่บนพื้นศิลา ความเจ็บปวดแสนสาหัสกำลังกัดกินวิญญาณของเขา


เพลิงผลาญกัลป์และเหมันต์ดับสูญของศัตรูกำลังบีบวงล้อมเข้ามาใกล้ทุกขณะ หากเขาหาทางแก้ไม่ได้ เขาจะต้องจบชีวิตลงที่นี่


"ต้องสมบูรณ์แบบ... ต้องไร้ที่ติ..."


เด็กหนุ่มกัดฟันฝืนสติไม่ให้ดับวูบ สมองของเขาทำงานด้วยความเร็วสูงสุด วิเคราะห์ความล้มเหลวที่เพิ่งเกิดขึ้น


"เหตุใดจึงล้มเหลว? ข้าใช้อักขระสูญตาเป็นตัวเชื่อมแล้วนี่... ข้าใช้มันกักเก็บพลังความขัดแย้งไว้ตรงกลาง..."


ภาพของการรื้อถอนเจตจำนงราชันย์เซียนออกจากกระดูกของฉินมู่หลาง ผุดขึ้นมาในความทรงจำ


"อักขระหลิง... มิใช่โซ่ตรวน..." อาเจียเบิกตากว้าง


รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยคราบเลือดปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ข้าทำผิดพลาดอีกแล้ว... ข้าพยายามใช้ความว่างเปล่าเพื่อ 'บังคับ' ให้ไฟและน้ำอยู่ร่วมกัน นั่นคือการฝืนธรรมชาติ!"


เขายันกายลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือขวาที่กำพู่กันนิรันดร์สั่นเทา


ทว่าแววตาของเขากลับสว่างไสวประดุจดวงดาวที่เพิ่งกำเนิดใหม่


"เพื่อเอาชนะความแข็งกร้าว... มิใช่ออกแรงต้านทาน... ทว่าคือการเปิดรับอย่างหมดจด!"


"ศิษย์พี่ปิงอวิ๋น! อี้หราน! ขอยืมเจตจำนงแห่งเต๋าของพวกท่านหน่อย!" อาเจียตะโกนลั่นขึ้นไปบนมหานาวาปราณสูญตา


"รับไป!"


เย่ปิงอวิ๋นและเฟิงอี้หรานไม่รอช้า พวกเขาถ่ายทอดเจตจำนงปราณพฤกษาและอัคคีบรรพกาล ส่งผ่านม่านพลังลงมาให้แก่เขา!


พลังทั้งสองสายพุ่งทะยานลงมาประดุจสายน้ำและเปลวเพลิงที่ไหลหลาก


"องค์หญิงน้อย! คราวนี้อย่าขัดขวางข้า ปล่อยให้มันไหลเวียน!" อาเจียส่งกระแสจิต


"ชิ! ก็ได้! ข้าจะยอมเชื่อใจสมองทึ่มๆ ของเจ้าสักครั้ง!" นางบ่น แต่ก็ยอมเปิดแกนอักขระให้กว้างที่สุด


อาเจียไม่ได้ดึงพลังนั้นเข้าสู่ร่างกาย ทว่าเขาใช้พู่กันนิรันดร์ตวัดรับพลังทั้งสองสายไว้กลางอากาศ!


ครั้งนี้ เขาไม่ได้วาดอักขระสูญตาเพื่อ 'กั้นกลาง' พลังที่ขัดแย้งกันอีกต่อไป


ทว่าเขาใช้ห้วงมหาภาวะซวี สร้างเป็น 'กงล้อวัฏจักร' ขนาดมหึมา!


"ไฟเผาผลาญไม้... ไม้หล่อเลี้ยงไฟ... ความขัดแย้งคือภาพลวงตา แก่นแท้คือการเกื้อกูล!"


เขาตวัดพู่กันอย่างพลิ้วไหวประดุจมังกรเริงระบำ


เขาวางปราณพฤกษาไว้ในตำแหน่ง 'เกิด' และวางปราณอัคคีไว้ในตำแหน่ง 'ดับ'


จากนั้นใช้อักขระหลิงทำหน้าที่เป็น 'เส้นทาง' ให้พลังทั้งสองไหลเวียนเข้าหากันอย่างไม่สิ้นสุด!


เมื่อเพลิงผลาญกัลป์และเหมันต์ดับสูญของฝ่ายตรงข้ามพุ่งเข้ามาปะทะ


อาเจียไม่ได้ใช้กงล้อวัฏจักรของเขาต่อต้าน ทว่าเขาเปิดกงล้อนั้นออก แล้ว 'ดูดกลืน' การโจมตีของศัตรูเข้าไปในสมการของเขา!


"มหาค่ายกลสูญตา... รื้อโครงสร้าง กลืนสัจธรรม!"


วูบ!


ภาพที่น่าตื่นตะลึงปรากฏขึ้นบนกระดานหมากรุกปฐมกาล!


การโจมตีอันทรงพลังของศัตรู เมื่อถูกดูดเข้าไปในกงล้อวัฏจักรของอาเจีย มันถูกปราณพฤกษาและอัคคีที่ไหลเวียนอยู่อย่างสมบูรณ์แบบ 'บดเคี้ยว' และ 'ย่อยสลาย' โครงสร้างที่แข็งกร้าวของมันทิ้ง!


ความเย็นถูกแปรสภาพเป็นหยาดน้ำหล่อเลี้ยงพฤกษา ความร้อนถูกดึงไปเสริมกำลังให้อัคคี


พลังทำลายล้างของศัตรูถูกเปลี่ยนเป็น 'ปุ๋ย' ชั้นยอดให้แก่ค่ายกลของอาเจีย!


"นี่มัน..." เจตจำนงโบราณส่งเสียงครางด้วยความทึ่งอย่างที่สุด


"การเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นทรัพยากร... การยอมรับความตายเพื่อก่อเกิดชีวิต... นี่คือสมการที่ยอดเยี่ยมที่สุดนับตั้งแต่ยุคปฐมกาล!"


อาเจียลุกขึ้นยืนตระหง่าน บาดแผลบนร่างกายเริ่มสมานตัวด้วยพลังงานที่ย่อยสลายมาจากการโจมตีของศัตรู


เขาชี้ปลายพู่กันนิรันดร์ไปที่หมากศิลาสองตัวของฝ่ายตรงข้าม


"ท่านอ้างสัจธรรมแห่งการทำลาย ทว่าสัจธรรมของข้าคือการรื้อถอนและสร้างสรรค์ใหม่!"


เด็กหนุ่มประกาศกร้าว "ข้าขอเดินหมากตานี้... ด้วยตัวแปรแห่งความว่างเปล่า!"


เขาตวัดพู่กัน สะท้อนพลังที่ถูกย่อยสลายและขยายอำนาจแล้ว กลับคืนสู่หมากศิลาทั้งสองตัวของศัตรู!


เปรี้ยงงงง!


พลังสะท้อนกลับนั้นมิได้รุนแรง ทว่ามันแฝงไปด้วย 'สมการปฐมกาลที่ถูกปรับปรุงใหม่'


ทันทีที่พลังนั้นกระทบกับหมากศิลาของศัตรู อักขระบนหมากเหล่านั้นก็เกิดความสับสน โครงสร้างภายในถูกรื้อถอน กฎเกณฑ์ถูกเขียนทับด้วยมหาภาวะซวี!


แครก... แกร็ก!


หมากศิลาขนาดยักษ์ทั้งสองตัวของเงาร่างโบราณ ปริแตกและแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง บริสุทธิ์ ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า!


อาเจียสามารถ 'กินหมาก' ของกระดานหมากรุกสัจธรรมได้สำเร็จ!


ละอองแสงสีทองเหล่านั้นไม่ได้สลายหายไป ทว่าพวกมันถูกดึงดูดเข้ามาหาเขาและมหานาวาปราณสูญตาประดุจสายฝนที่ชุ่มฉ่ำ!


มันคือ 'ปราณปฐมกาลที่บริสุทธิ์ที่สุด' ซึ่งเป็นรางวัลจากการแก้สมการได้สำเร็จ!


พลังงานเหล่านั้นไหลบ่าเข้าสู่ร่างกาย ทารกวิญญาณสูญตาที่หิวโหยสูบกลืนปราณปฐมกาลเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม รากฐานที่กว้างใหญ่ไพศาลเริ่มถูกเติมเต็มด้วยน้ำอมฤตแห่งสัจธรรม!


ในเวลาเดียวกัน ละอองแสงบางส่วนก็ลอยขึ้นไปบนเรือ ซึมซับเข้าสู่ร่างกายของสหายทั้งสี่ ช่วยสมานแผลและยกระดับรากฐานของพวกเขาให้สมบูรณ์พร้อมมากยิ่งขึ้น


"เขากำลังเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการบ่มเพาะ!" ฉินมู่หลางกำด้ามกระบี่แน่น สัมผัสได้ถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ในเส้นชีพจร


"นี่คือการสั่งสมทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!"


เงาร่างยักษ์บนกระดานหมากรุกมองดูการกระทำของศิษย์ผู้ถือพู่กันด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา


"เจ้าก้าวผ่านบททดสอบขั้นต้นได้งดงามยิ่งนัก ผู้ถือครองพู่กัน..." เจตจำนงโบราณกล่าวเสียงกังวาน


"ทว่า กระดานหมากนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น... ต่อไป ข้าจะเดินหมากแห่ง 'วัฏสงสาร'"


"หากเจ้าต้านทานไม่ได้ วิญญาณของเจ้าจะถูกผนึกอยู่ในหินศิลานี้ไปชั่วนิรันดร์!"


อาเจียไม่ได้แสดงความหวาดกลัว เขาสะบัดพู่กันนิรันดร์ ขจัดคราบเลือดทิ้ง ดวงตาสาดประกายความกระหายรู้และท้าทาย


"สัจธรรมของสวรรค์มีไว้เพื่อกดขี่ ทว่าสัจธรรมของข้ามีไว้เพื่อทลายขีดจำกัด..."


เด็กหนุ่มยิ้มเยาะที่มุมปาก "เชิญเดินหมากของท่านมาเถิด ผู้อาวุโส วันนี้ ข้าจะขอใช้กระดานของท่าน เป็นบันไดเหยียบย่างขึ้นสู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ให้จงได้!"


การดวลแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่เพิ่งจะเปิดฉากขึ้นอย่างแท้จริง


การเรียนรู้จากความล้มเหลว การขัดเกลาวิถีแห่งอักขระให้สมบูรณ์แบบ ท่ามกลางสมรภูมิแห่งปัญญาและสัจธรรมปฐมกาล จะเปลี่ยนให้เด็กหนุ่มผู้ถือพู่กัน ก้าวขึ้นเป็นตัวตนที่สวรรค์จะต้องหวาดผวาในไม่ช้า!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
377K 775
เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

นิยาย แฟนตาซี
106K 139
คุณพ่อยอดพระกาฬ

คุณพ่อยอดพระกาฬ

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
848K 1761
สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

นิยาย แฟนตาซี
791K 1635
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

นิยาย แฟนตาซี
571K 2468
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
4.21M 3107
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
85K 247