ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 27 ทรัพยากรมนุษย์

            “ทั้งที่เคยได้รับคำเตือนจากคน‘พวกนั้น’ เมื่อหลายปีก่อน...ว่าวันเวลาเหล่านี้จะต้องมาถึง แล้วเหตุใดกัน...ที่ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอกันนะ”


              มีความไม่พอใจแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นขณะผู้พูดกำลังมองเมืองเบื้องล่างจากห้องหรูซึ่งเป็นกระจกรอบด้าน ทอดสายตาไปยังวิวเมืองที่สลัวไหวใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน


              เขาเป็นชายชราผมสีเทาในชุดสูทมีรอยแผลเป็นจากหน้าผากลากผ่านดวงตา เรือนผมและเคราสีขาวชวนให้นึกถึงสุนัขจิ้งจอกเฒ่าแม้ดูหน้าแวบแรกแล้วจะตัดสินได้ว่าเป็นคนแก่แต่ไหล่ที่บึกบึนทำให้ดูเหมือนทหารที่ยังประจำการ


              “ไม่หรอกครับหากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ท่าน ทุกคนคงยังมืดบอดไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้เช่นนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยท่านบุกเบิกโลกใบใหม่นี้”


              “หึยังประจบประแจงเก่งเหมือนเคยเลยนะนาโอกิ...แล้วเรื่องที่ฉันให้ไปจัดการเรียบร้อยดีหมดแล้วหรือยัง”


              ชายที่ชื่อนาโอกิรายงานอย่างนอบน้อม


              “คุราเบะนำกุญแจกลับมาเพิ่มได้อีกหนึ่งดอกตามที่ท่านต้องการแล้วครับ”


              ชายชราพยักหน้าอืม


              “ไว้ใจในฝีมือได้สมกับเป็นเขา—หมาล่าเนื้อที่ดีมักมีนิสัยดุร้ายจะฝึกให้พวกมันล่าเหยื่ออย่างถูกต้อง เจ้าของก็ต้องมีฝีมือจริงไหม”


              “ส่วนการคัดเลือกคนที่จะเข้ารับใช้กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกสองชั่วโมง ท่านเกนโด... ดีแล้วเหรอครับที่ให้เจ้าพวกนั้นทำตามอำเภอใจกับทรัพยากรมนุษย์ของเรา”


              เกนโดยิ้มเย็นจ้องมองไปยังลานกว้างมีกลุ่มคนกำลังกวาดต้อนฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทางสนุกสนาน


              “ดูคนพวกนั้นสิพวกมันจิตใจมืดบอด เห็นแก่ตัวไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรไม่รู้ว่าตัวเองควรเป็นแบบไหน เอาแต่ทำตามที่คนอื่นชี้นิ้วสั่งเหมือนหุ่นกระบอกที่โง่เขลา เพราะงั้นสำหรับฉันแล้ว ถึงจะมีการปล้นชิงกันเกิดขึ้นฉันก็ไม่คิดกล่าวโทษใครหรอก”


              นาโอกิพลุบตาลงตั้งใจรับฟัง


              “รู้อะไรไหมในสงครามน่ะ...อาหารอันเลิศรสก็คือรางวัลของผู้ทำงานอย่างเต็มที่ และการปล้นสะดม ก่ออาชญากรรมหรือการข่มขืนประชาชนที่พ่ายแพ้นี่แหละคือวิธีรักษาขวัญกำลังใจของทหารอันยอดเยี่ยมที่สุดมาตั้งแต่อดีตกาล”


              แม้ว่าประเพณีจะไม่สมเหตุผลและคลุมเครือแต่ว่ามันเป็นที่นิยมอย่างไม่น่าเชื่อในหมู่ผู้ใต้บังคับบัญชา  เนื่องจากระบบรางวัลนี้พวกมันมักระเบิดด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าส่วนพวกที่ยังมีจริยธรรมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้ลิ้มลองสักครั้ง


              “ฟังนะนาโอกิ...สิ่งสำคัญของการเป็นมนุษย์ก็คือความขัดแย้ง พวกเราทั้งต่อสู้ ขโมย ฆ่ากันสิ่งนี้แหละคือตัวตนที่แท้จริงของพวกเรา ซึ่งผู้ที่อยู่รอดจากการคัดสรรผลลัพธ์จะเป็นมาตรฐานของทุกสิ่งและชัยชนะคือความยุติธรรม ฉันเชื่อว่าความโง่เขลาที่เผชิญกับกำแพงนั้นนี่แหละคือแก่นแท้ของมนุษย์”


              มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้


              ไม่มีสงครามไหนที่ไม่มีคนตายไม่มีประเทศไหนในหน้าประวัติศาสตร์ที่ผู้คนไม่ถูกใช้เป็นเหยื่อสังเวย


              การมีชีวิตคือการหยัดยืนบนซากศพของใครบางคน


              การมีชีวิตรอดคือการสังเวยบางสิ่งต่อไปเรื่อยๆ


              หากไม่ทำเช่นนั้น


              คนเราก็จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้


              ชายแก่ค่อย ๆ หลับตาลงราวกับจินตนาการถึงปลายทางของ ‘เทศกาลเฉลิมฉลอง’ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น


              “เอกภพนั้นกว้างใหญ่นัก...ถ้ามองในมุมของโชคชะตา ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพียงแค่หนึ่งในกระบวนการก็เท่านั้น ไม่ว่ารากของมันคือความปรารถนาดีไร้ก้นบึ้งหรือเจตนาร้ายอันไม่สิ้นสุดก็ตามที”



              สามวันต่อมา


              เสียงหอบหายใจถี่สลับกับเสียงปืน HK MARK-23 ดังขึ้น ขณะที่หญิงสาวในชุดสูทรักรูปคล้ายหน่วยรบอะไรสักอย่างกำลังแบกเป้สะพายบรรจุเสบียงอาหารวิ่งลงจากบันไดของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งซึ่งบัดนี้ถูกรายล้อมไปด้วยซากศพเดินได้


              ที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้าเรียงรายทั้งสองฝั่งทางเดินกว้างขวางปูด้วยกระเบื้องสะอาดสะอ้านแสงไฟจากโคมเพดานส่องลงมาเป็นแสงนวลสว่างที่สะท้อนพื้นเงามันจนแทบมองเห็นเงาตัวเองด้านข้างมีร้านขายเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งร้างไว้ข้าวของหลายชิ้นหล่นกระจัดกระจายบนพื้น บางร้านกระจกหน้าร้านแตกเป็นเสี่ยง ๆแสดงถึงความเสียหายจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้


              บริเวณนี้เป็นโซนขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีชั้นวางของสูงๆ หลายชั้น บางชั้นยังมีทีวีและเครื่องเสียงตั้งอยู่ ทำให้เป็นที่กำบังได้ชั่วคราวหญิงสาวกระโดดหลบหลังชั้นวางหนึ่ง ขณะที่ผีดิบตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาแต่ชนเข้ากับชั้นวางจนล้มลง เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชิ้นหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น




              พวกมันส่งเสียงครางด้วยความหิวโหยมืออันเน่าเฟะพยายามเอื้อมมาอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ เมื่อหนีลงมายังชั้นล่างสุดได้เธอยิงปืนในมือขวาเพื่อเปิดทางพร้อมกับคว้ามีดคอมแบทเล่มยาวในมือซ้ายฟันใส่ผีดิบที่กำลังตีวงล้อมโอบเข้ามาใกล้


              หญิงสาวย่อตัวลงเหวี่ยงมีดเล่มใหญ่ในมือหมุนกวาดรอบตัวเป็นวงกลม ขาของพวกมันขาดสะบั้น เสียหลักล้มลงจนเปิดทาง


              เป็นการเคลื่อนไหวที่ทั้งรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ


              เธอวิ่งฝ่าพร้อมกับกวาดสายตามองดูรอบๆ พื้นที่


              มือขวายังคงลั่นไกส่งกระสุนเจาะกะโหลกพวกมันอย่างแม่นยำเนื้อเยื่อเผละ ๆ กระจายออกอย่างน่าสังเวช ดูเหมือนว่าการยิงเข้าบริเวณสมองจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการฆ่าพวกมันเหมือนในหนัง...


              เธอหวังว่าคนอื่น ๆจะได้ยินเสียงปืนแล้วเริ่มดำเนินการเตรียมแผนสำรองได้ทันทีเมื่อเธอไปถึง


              ‘บ้าจริง กระสุนใกล้หมดแล้ว พวกมันมีจำนวนมากเกินไปจนผิดปกติ ทั้งที่เมื่อสองวันก่อนเพิ่งจัดการเคลียร์พื้นที่ไปแท้ๆ’


              หญิงสาวสบถภายในใจขณะกำลังยิงหัวผีดิบที่ขวางทางอยู่ด้านหน้าในระยะเผาขน


              เสียงปืนที่ดังขึ้นเริ่มเรียกความสนใจของพวกมันให้มารวมตัวกันมากขึ้นกว่าเดิม


              หญิงสาวที่กำลังวิ่งถึงทางออกต้องหยุดนิ่งเมื่อพบว่ามีผีดิบกำลังยืนออเต็มบริเวณลานหน้าประตูห้าง


              “แย่ชะมัด”


              พวกมันมารวมตัวกันเร็วเกินไปแล้วทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังไม่เห็นสักตัวข้างหน้าเลยแท้ ๆ


              เสียงระดมทุบบานกระจกดังสนั่นพวกมันพยายามเบียดเสียดกันผ่านเข้ามาจากบานประตูที่ถูกแง้มไว้จนบานกระจกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กำลังจะถูกปิดล้อมอย่างสมบูรณ์กลับมีระเบิดเพลิงหนึ่งขวดถูกโยนลงมาท่ามกลางวงล้อมของเหล่าซากศพเดินได้


              เศษขวดแก้วแตกละเอียดพร้อมกับส่งเปลวเพลิงลุกโชนลามแผดเผาพวกที่ขวางทางอยู่ด้านหน้าประตูหญิงสาวไม่แน่ใจว่าผีดิบเหล่านี้ยังมีความรู้สึกหลงเหลืออยู่หรือไม่แต่เธอเห็นพวกมันกรีดร้องลนลานเมื่อเปลวเพลิงลุกท่วมไปทั้งตัวของพวกมัน


              “พี่สาวทางนี้ครับ!”


              หญิงสาวเห็นเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมปลายกำลังใช้ดาบคาตานะในมือไล่ฟันพวกผีดิบบริเวณทางออกเพื่อเปิดทางให้กับเธอ


              หญิงสาวไม่รอช้าพุ่งฝ่าเปลวเพลิงที่เริ่มเบาบางลงเข้ามาสมทบกับเด็กหนุ่มคนดังกล่าว และเห็นว่ายังมีเด็กสาวอีกคนกำลังเข็นรถเข็นของซูเปอร์มาร์เก็ตภายในตะแกรงเหล็กมีระเบิดขวดทำมือวางเรียงรายอยู่นับสิบขวด


              เสียงระเบิดเพลิงขวดแล้วขวดเล่าตกกระทบแผดเผาฝูงผีดิบจนบางตา


              “พวกมันมาเพิ่มกันไม่หยุดคงปักหลักสู้ไม่ไหวแน่ครับ”


              เด็กหนุ่มกล่าวขณะใช้ดาบในมือแทงเสยปลายคางผีดิบที่พุ่งเข้ามาจู่โจม


              คมดาบทะลุออกผ่านหลังศีรษะ


              เธอก็ทราบดีเช่นกันว่านี่เป็นเพียงแค่การซื้อเวลาเท่านั้นพวกมันยังคงโผล่มาสมทบไม่ขาดสาย


              “เดียวก่อนเราต้องใช้อีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อน ๆ ของฉันรออยู่ทางนั้น”


              เสียงเอ่ยรั้งดังขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มพยายามนำเธอไปอีกเส้นทาง


              “เข้าใจแล้วงั้นช่วยนำไปเลยครับ”



     

              “ให้ตายสิ ทำไมมัตสึบาระยังไม่มาอีกอย่าบอกนะว่าเธอไปนอกเขตอีกแล้ว”


              ชายหนุ่มคนหนึ่งในทีมสบถขณะสาดกระสุนปืนกลมือ MP5A5ยิงสกัดกลุ่มผีดิบที่อยุ่ตรงหน้าบนถนนเส้นเล็กสายหนึ่ง


              “ยิงไปเรื่อยๆ อย่าหยุด ยัยนั่นต้องไม่เป็นอะไรแน่”


              ชายหนุ่มอีกคนใกล้กันเอ่ยตอบพร้อมกับตบแม็กกาซีนชุดใหม่เข้าไปในด้ามปืน


              ตอนนี้กลุ่มของพวกเขาที่แยกกันไปหาเสบียงมารวมกันหมดแล้วที่จุดนัดพบหลังได้ยินเสียงสัญญาณดังขึ้นขาดก็แต่เพียงหญิงสาวคนเดียวเท่านั้น


              “ทาดาชิแกจะแน่ใจได้ยังไงว่าเธอยังไม่ตาย”


              “ต่อให้เธอตายฉันก็จะไปแบกศพเธอกลับมาเพราะงั้นเลิกปากเสียได้แล้ว!”


              ทาดาชิกล่าวอย่างแน่วแน่พลางกวาดสายตาไปรอบๆ


              สายตาเหลือบไปเห็นเพื่อนสาวที่ถูกพูดถึงวิ่งออกมาจากตรอกแคบพร้อมกับเด็กหนุ่มไม่คุ้นหน้าและเด็กสาวในชุดนักเรียน


              “ยัยนั่นมาโน่นแล้วปรับเซมิออโต้ ช่วยยิงสกัด”


              ทีมของเขาซึ่งมีอยู่สี่คนยิงกระสุนเป็นจังหวะอย่างมือโปรหลีกเลี่ยงการใช้ฟูลออโต้เพื่อประหยัดกระสุนและลดโอกาสการยิงโดนพวกเดียวกัน


              “ยัยบ้าเอ้ยถอยมาทางนี้เร็วเข้า!”


              ทาดาชิกล่าวตะโกนร้องเรียกโดยปืนในมือส่องไปยังพวกผีดิบที่กำลังเดินเบียดกันออกมาจากบานประตูอาคารที่อยู่ใกล้ๆพวกมันเริ่มแห่กันออกมาไม่ขาดสาย


              “ล่อพวกมันไปที่จุดนัดหมาย”


              เขารีบกล่าวหลังจากตำรวจสาวเพื่อนของเขาตามมาสมทบได้สำเร็จพลางรีบสาวเท้าวิ่งนำไปยังจุดหมายโดยมีฝูงผีดิบออกมาจากทั่วทุกทิศไล่จี้เข้ามากระชั้นชิด


              กลุ่มพวกเขากำลังถูกฝูงผีดิบไล่ต้อนขณะเดียวกันก็กำจัดพวกที่พยายามดาหน้าเข้ามากลุ่มแปดชีวิตวิ่งลัดเลาะเลี้ยวเข้าตรอกแคบซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างอาคารพอให้รถยนต์หนึ่งคันวิ่งผ่านได้อย่างพอดิบพอดี


              ที่สุดซอยด้านหน้ามีรถส่งสินค้าจอดอุดรูเอาไว้ทุกคนวิ่งเหยียบฝากระโปรงรถไต่ขึ้นมาบนหลังคาตู้สินค้า


     

              “พวกเขามากันโน่นแล้ว เตรียมพร้อมลงมือได้!”


              เสียงตะโกนดังจากบนอาคารกลุ่มที่พวกเขารอคอยวิ่งเข้ามาสมทบ พร้อมยื่นแกลลอนน้ำมันในมือแจกจ่ายคนอื่นๆ กลุ่มที่ถือถังน้ำมันไว้ในมือกระโดดขึ้นไปบนรถที่ทำเป็นแนวกั้นจัดการเปิดจุกฝาถัง เทน้ำมันที่บรรจุอยู่ภายในราดลากยาวเป็นเส้นแนวนอนตลอดทางลงไปยังพื้นคอนกรีต


              ทุกคนต่างทยอยถอยอย่างรู้งานใช้เวลาเพียงไม่นานเขตแดนที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำมันก็เสร็จสมบูรณ์


              ไฟแช็กถูกจุดโยนลงสู่พื้นเบื้องล่างเปลวไฟลุกท่วมขึ้นสูงราวกับกำแพงอัคคี


              พรึบ!


              เปลวเพลิงลามตามลายน้ำมันซึ่งไหลเป็นทางยาว


              เสียงโหยหวนแสดงถึงความเจ็บปวดดังขึ้นร่างพวกมันดิ้นรนยามเมื่อถูกแผดเผาด้วยความร้อนกลิ่นเหม็นของเนื้อไหม้คละคลุ้งไปทั่วแสงสว่างจากเปลวเพลิงโหมกระพือสะท้อนต้องใบหน้าอันเหน็ดเหนื่อยของทุกคนขณะยืนมองเหล่าร่างไร้วิญญาณ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกันกำลังตะเกียกตะกายคลานออกจากกองเพลิงระอุตรงหน้า

     

              “เฮงซวยฉิบ! พวกซามูไรโผล่มาแล้ว!”


              ขณะมองดูผลงานความสำเร็จของพวกตนกันอยู่นั้นเสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา


              “พับผ่าสิวะทำไมต้องมาในเวลาแบบนี้ด้วย! ทุกคนตั้งขบวน ข้างบนยิงสกัดไว้”


              หลังการปรากฏตัวของเหล่าซามูไรนับสิบตัวจากอีกด้านกลุ่มผู้รอดชีวิตปริศนาเหล่านี้ตื่นตระหนกเพียงครู่เดียวเท่านั้น พวกเขาพากันหันกระบอกปืนยิงสกัดเอาไว้ขณะเดียวกันก็เริ่มขยับมาร่วมกลุ่มอย่างช้า ๆ เป็นระบบ


              ส่วนฝั่งที่อยู่ด้านบนช่วยกราดยิงกระสุนเข้าใส่จุดตายจากมุมสูงพวกเขาใช้ความสามารถที่ได้รับเข้าต่อสู้อย่างชำนาญจนเรย์ที่จ้องมองดูนั้นยังต้องขอชื่นชมในใจ


              “พวกเขาช่าง...”


              แม้แต่รุ่นพี่สาวข้างตัวยังอดพึมพำออกมาไม่ได้แม้สถานการณ์ยังไม่ค่อยสู้ดีนัก


              ทว่าดูเหมือนสถานการณ์ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปทันทีหลังจากการปรากฏตัวของชายคนหนึ่งซึ่งถือดาบใหญ่กระโดดเข้าร่วมวงต่อสู้


              “ฉันมาแล้วรักษารูปขบวนเดิมไว้!”


              “วู้วมาได้จังหวะเสมอเลยนะครับคุณโทชิโร่!”


              เสียงของหนึ่งในทีมงานเอ่ยขึ้นด้วยความโล่งใจ ชายที่ชื่อโทชิโร่พุ่งมาจากทางด้านหลังเหล่าซามูไรอีกต่อหนึ่งเขาไม่ต่างจากพายุอันบ้าคลั่งไม่ว่าพัดไปทางใดก็มีเสียงร้องครวญครางของพวกปีศาจตามมาเสมอ  ทั้งผีดิบและเหล่าปีศาจในชุดเกราะที่กล้าปะทะกับดาบยักษ์ของเขาล้วนถูกผ่าออกเป็นสองซีกชิ้นส่วนอวัยวะของพวกมันกระจายเกลื่อนทั่วบริเวณ


              ทางด้านเรย์ดันโยซึรุหลบไปด้านหลังอย่างระวังกวัดแกว่งดาบในมือฟันเศษซากที่หลุดรอดฝ่าเปลวเพลิงเข้ามา จนขาดเป็นชิ้น ๆ


              ชายที่ชื่อโทชิโร่หันมาจ้องมองเด็กหนุ่มอย่างสนใจเห็นว่าฝีมือเชิงดาบนั้น นับว่าเฉียบคมอยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นท่าร่างของเด็กหนุ่มไร้ซึ่งอาการเกร็งหรือติดขัดบ่งบอกว่าสภาพจิตใจไม่มีอาการตื่นตระหนกเกิดขึ้นเลยแม้แต่ในระดับจิตใต้สำนึกซึ่งหากยากมากในคนอายุเพียงเท่านี้


              ทุกคนปักหลักปะทะกันอยู่พักใหญ่จากนั้นก็มีกองกำลังเสริมของทางฝั่งโทชิโร่เข้ามาร่วมวงต่อสู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆพวกซามูไรทยอยถูกฆ่าตายไปทีละตัวสองตัว จนกระทั่งความวุ่นวายเริ่มสงบลงโดยที่ไม่มีผู้สูญเสีย จะมีก็แค่เพียงคนที่ถูกธนูยิงปักจุดไม่สำคัญเท่านั้นบาดแผลยังไม่ถึงกับร้ายแรง


              “อินูอิ! นายเอารถของฉันไปใช้ก่อน รีบคุ้มกันพาคนเจ็บกลับไปที่ฐานซะ”


              “แล้วคุณโทชิโร่ล่ะครับ”


              “ไม่ต้องห่วงฉันจะอยู่คุ้มกันที่นี่จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย... อ้ออย่าลืมคัดกรองผู้รอดชีวิตที่ช่วยมาได้วันนี้ด้วยล่ะฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก”


              “รับทราบแล้วเจอกันที่ฐานครับ”


              หลังโทชิโร่สั่งการกลุ่มคนที่เหมือนลูกทีมเสร็จเขาเอาดาบขนาดใหญ่นั่นพาดไว้บนบ่าแล้วเดินตรงมาหามัตสึบาระที่ยืนอยู่กับเรย์และโยซึรุ


              เมื่อเรย์ได้พินิจมองดูใกล้ๆ จากภายนอกแล้ว อายุชายคนนี้น่าจะประมาณสี่สิบต้น ๆ ใบหน้าจัดได้ว่าดูคมเข้ม เหมาะสมกับร่างกายกำยำสูงใหญ่นั่นอย่างพอดี


             


              “ต้องขอขอบคุณพวกเธอด้วยนะที่ช่วยลูกน้องของฉันเอาไว้”


              “ช่วยเติมคำว่า ‘ที่น่ารัก’ ต่อท้ายลงไปด้วยสิคะรุ่นพี่”


              มัตสึบาระทักท้วงหน้าตาย หลังรูปซิบลงเล็กน้อยปลดความคับแน่นที่กดทับหน้าอกอย่างแน่นหนาประหนึ่งเครื่องพันธนาการร้อน เธอดื่มน้ำจากกระติกอึกหนึ่ง แล้วเทที่เหลือใส่ศีรษะ สะบัดศีรษะเร็ว ๆเหมือนสัตว์ป่า สลัดผลกระทบจากการเคลื่อนไหวหนักหน่วงกับอะดรีนาลีนปริมาณมากที่สูบฉีดระหว่างต่อสู้


              “เธอน่ะเงียบไปซะ! ฉันได้ยินเรื่องที่ฝ่าฝืนคำสั่งเข้าไปในเขตอันตรายแล้วนะ ทำอะไรให้นึกถึงเพื่อนร่วมทีมบ้าง!”


              โทชิโร่อดตำหนิหญิงสาวไม่ได้ที่พาทุกคนไปเสี่ยงอันตรายจึงใช้หมัดเขกไปที่หัวของมัตสึบาระอย่างมีอารมณ์


              “อูย...มันเจ็บนะคะรุ่นพี่”


              “น่าน่าคุณโทชิโร่ใจเย็นก่อนครับ”


              ทาดาชิวางมือบนไหล่ผู้เป็นหัวหน้าด้วยอาการหัวเราะร่า


              “ทาดาชิ!นายนี่ก็เหลือเกินนะ เมื่อไหร่แกจะเลิกให้ท้ายยัยนี่สักที!”


              โทชิโร่แม้เป็นคนเข้มงวดแต่ไม่ใช่คนแข็งกร้าวเหมือนรูปกายภายนอก เขาส่ายหัวพ่นลมหายใจปรับอารมณ์เล็กน้อยแล้วจึงหันมาเอ่ยถามคำถามกับเด็กหนุ่ม


              “เอาล่ะพอจะบอกฉันได้ไหมว่าก่อนหน้านี้พวกเธอมาจากไหนกัน”


              เรย์ลังเลอยู่เล็กน้อยก่อนจะเล่าที่มาที่ไปให้อีกฝ่ายฟังโดยเลือกเก็บข้อมูลความสามารถของทั้งเขาและรุ่นพี่สาวเอาไว้ก่อนไม่แย้มพรายออกไปทั้งหมด