“ทั้งที่เคยได้รับคำเตือนจากคน‘พวกนั้น’ เมื่อหลายปีก่อน...ว่าวันเวลาเหล่านี้จะต้องมาถึง แล้วเหตุใดกัน...ที่ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอกันนะ”
มีความไม่พอใจแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นขณะผู้พูดกำลังมองเมืองเบื้องล่างจากห้องหรูซึ่งเป็นกระจกรอบด้าน ทอดสายตาไปยังวิวเมืองที่สลัวไหวใต้แสงจันทร์ยามค่ำคืน
เขาเป็นชายชราผมสีเทาในชุดสูทมีรอยแผลเป็นจากหน้าผากลากผ่านดวงตา เรือนผมและเคราสีขาวชวนให้นึกถึงสุนัขจิ้งจอกเฒ่าแม้ดูหน้าแวบแรกแล้วจะตัดสินได้ว่าเป็นคนแก่แต่ไหล่ที่บึกบึนทำให้ดูเหมือนทหารที่ยังประจำการ
“ไม่หรอกครับหากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ท่าน ทุกคนคงยังมืดบอดไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้เช่นนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยท่านบุกเบิกโลกใบใหม่นี้”
“หึยังประจบประแจงเก่งเหมือนเคยเลยนะนาโอกิ...แล้วเรื่องที่ฉันให้ไปจัดการเรียบร้อยดีหมดแล้วหรือยัง”
ชายที่ชื่อนาโอกิรายงานอย่างนอบน้อม
“คุราเบะนำกุญแจกลับมาเพิ่มได้อีกหนึ่งดอกตามที่ท่านต้องการแล้วครับ”
ชายชราพยักหน้าอืม
“ไว้ใจในฝีมือได้สมกับเป็นเขา—หมาล่าเนื้อที่ดีมักมีนิสัยดุร้ายจะฝึกให้พวกมันล่าเหยื่ออย่างถูกต้อง เจ้าของก็ต้องมีฝีมือจริงไหม”
“ส่วนการคัดเลือกคนที่จะเข้ารับใช้กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกสองชั่วโมง ท่านเกนโด... ดีแล้วเหรอครับที่ให้เจ้าพวกนั้นทำตามอำเภอใจกับทรัพยากรมนุษย์ของเรา”
เกนโดยิ้มเย็นจ้องมองไปยังลานกว้างมีกลุ่มคนกำลังกวาดต้อนฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทางสนุกสนาน
“ดูคนพวกนั้นสิพวกมันจิตใจมืดบอด เห็นแก่ตัวไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรไม่รู้ว่าตัวเองควรเป็นแบบไหน เอาแต่ทำตามที่คนอื่นชี้นิ้วสั่งเหมือนหุ่นกระบอกที่โง่เขลา เพราะงั้นสำหรับฉันแล้ว ถึงจะมีการปล้นชิงกันเกิดขึ้นฉันก็ไม่คิดกล่าวโทษใครหรอก”
นาโอกิพลุบตาลงตั้งใจรับฟัง
“รู้อะไรไหมในสงครามน่ะ...อาหารอันเลิศรสก็คือรางวัลของผู้ทำงานอย่างเต็มที่ และการปล้นสะดม ก่ออาชญากรรมหรือการข่มขืนประชาชนที่พ่ายแพ้นี่แหละคือวิธีรักษาขวัญกำลังใจของทหารอันยอดเยี่ยมที่สุดมาตั้งแต่อดีตกาล”
แม้ว่าประเพณีจะไม่สมเหตุผลและคลุมเครือแต่ว่ามันเป็นที่นิยมอย่างไม่น่าเชื่อในหมู่ผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากระบบรางวัลนี้พวกมันมักระเบิดด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าส่วนพวกที่ยังมีจริยธรรมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้ลิ้มลองสักครั้ง
“ฟังนะนาโอกิ...สิ่งสำคัญของการเป็นมนุษย์ก็คือความขัดแย้ง พวกเราทั้งต่อสู้ ขโมย ฆ่ากันสิ่งนี้แหละคือตัวตนที่แท้จริงของพวกเรา ซึ่งผู้ที่อยู่รอดจากการคัดสรรผลลัพธ์จะเป็นมาตรฐานของทุกสิ่งและชัยชนะคือความยุติธรรม ฉันเชื่อว่าความโง่เขลาที่เผชิญกับกำแพงนั้นนี่แหละคือแก่นแท้ของมนุษย์”
มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้
ไม่มีสงครามไหนที่ไม่มีคนตายไม่มีประเทศไหนในหน้าประวัติศาสตร์ที่ผู้คนไม่ถูกใช้เป็นเหยื่อสังเวย
การมีชีวิตคือการหยัดยืนบนซากศพของใครบางคน
การมีชีวิตรอดคือการสังเวยบางสิ่งต่อไปเรื่อยๆ
หากไม่ทำเช่นนั้น
คนเราก็จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้
ชายแก่ค่อย ๆ หลับตาลงราวกับจินตนาการถึงปลายทางของ ‘เทศกาลเฉลิมฉลอง’ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“เอกภพนั้นกว้างใหญ่นัก...ถ้ามองในมุมของโชคชะตา ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพียงแค่หนึ่งในกระบวนการก็เท่านั้น ไม่ว่ารากของมันคือความปรารถนาดีไร้ก้นบึ้งหรือเจตนาร้ายอันไม่สิ้นสุดก็ตามที”
สามวันต่อมา
เสียงหอบหายใจถี่สลับกับเสียงปืน HK MARK-23 ดังขึ้น ขณะที่หญิงสาวในชุดสูทรักรูปคล้ายหน่วยรบอะไรสักอย่างกำลังแบกเป้สะพายบรรจุเสบียงอาหารวิ่งลงจากบันไดของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งซึ่งบัดนี้ถูกรายล้อมไปด้วยซากศพเดินได้
ที่นี่เต็มไปด้วยร้านค้าเรียงรายทั้งสองฝั่งทางเดินกว้างขวางปูด้วยกระเบื้องสะอาดสะอ้านแสงไฟจากโคมเพดานส่องลงมาเป็นแสงนวลสว่างที่สะท้อนพื้นเงามันจนแทบมองเห็นเงาตัวเองด้านข้างมีร้านขายเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งร้างไว้ข้าวของหลายชิ้นหล่นกระจัดกระจายบนพื้น บางร้านกระจกหน้าร้านแตกเป็นเสี่ยง ๆแสดงถึงความเสียหายจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้
บริเวณนี้เป็นโซนขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีชั้นวางของสูงๆ หลายชั้น บางชั้นยังมีทีวีและเครื่องเสียงตั้งอยู่ ทำให้เป็นที่กำบังได้ชั่วคราวหญิงสาวกระโดดหลบหลังชั้นวางหนึ่ง ขณะที่ผีดิบตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาแต่ชนเข้ากับชั้นวางจนล้มลง เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชิ้นหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น

พวกมันส่งเสียงครางด้วยความหิวโหยมืออันเน่าเฟะพยายามเอื้อมมาอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ เมื่อหนีลงมายังชั้นล่างสุดได้เธอยิงปืนในมือขวาเพื่อเปิดทางพร้อมกับคว้ามีดคอมแบทเล่มยาวในมือซ้ายฟันใส่ผีดิบที่กำลังตีวงล้อมโอบเข้ามาใกล้
หญิงสาวย่อตัวลงเหวี่ยงมีดเล่มใหญ่ในมือหมุนกวาดรอบตัวเป็นวงกลม ขาของพวกมันขาดสะบั้น เสียหลักล้มลงจนเปิดทาง
เป็นการเคลื่อนไหวที่ทั้งรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
เธอวิ่งฝ่าพร้อมกับกวาดสายตามองดูรอบๆ พื้นที่
มือขวายังคงลั่นไกส่งกระสุนเจาะกะโหลกพวกมันอย่างแม่นยำเนื้อเยื่อเผละ ๆ กระจายออกอย่างน่าสังเวช ดูเหมือนว่าการยิงเข้าบริเวณสมองจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการฆ่าพวกมันเหมือนในหนัง...
เธอหวังว่าคนอื่น ๆจะได้ยินเสียงปืนแล้วเริ่มดำเนินการเตรียมแผนสำรองได้ทันทีเมื่อเธอไปถึง
‘บ้าจริง กระสุนใกล้หมดแล้ว พวกมันมีจำนวนมากเกินไปจนผิดปกติ ทั้งที่เมื่อสองวันก่อนเพิ่งจัดการเคลียร์พื้นที่ไปแท้ๆ’
หญิงสาวสบถภายในใจขณะกำลังยิงหัวผีดิบที่ขวางทางอยู่ด้านหน้าในระยะเผาขน
เสียงปืนที่ดังขึ้นเริ่มเรียกความสนใจของพวกมันให้มารวมตัวกันมากขึ้นกว่าเดิม
หญิงสาวที่กำลังวิ่งถึงทางออกต้องหยุดนิ่งเมื่อพบว่ามีผีดิบกำลังยืนออเต็มบริเวณลานหน้าประตูห้าง
“แย่ชะมัด”
พวกมันมารวมตัวกันเร็วเกินไปแล้วทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังไม่เห็นสักตัวข้างหน้าเลยแท้ ๆ
เสียงระดมทุบบานกระจกดังสนั่นพวกมันพยายามเบียดเสียดกันผ่านเข้ามาจากบานประตูที่ถูกแง้มไว้จนบานกระจกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่กำลังจะถูกปิดล้อมอย่างสมบูรณ์กลับมีระเบิดเพลิงหนึ่งขวดถูกโยนลงมาท่ามกลางวงล้อมของเหล่าซากศพเดินได้
เศษขวดแก้วแตกละเอียดพร้อมกับส่งเปลวเพลิงลุกโชนลามแผดเผาพวกที่ขวางทางอยู่ด้านหน้าประตูหญิงสาวไม่แน่ใจว่าผีดิบเหล่านี้ยังมีความรู้สึกหลงเหลืออยู่หรือไม่แต่เธอเห็นพวกมันกรีดร้องลนลานเมื่อเปลวเพลิงลุกท่วมไปทั้งตัวของพวกมัน
“พี่สาวทางนี้ครับ!”
หญิงสาวเห็นเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมปลายกำลังใช้ดาบคาตานะในมือไล่ฟันพวกผีดิบบริเวณทางออกเพื่อเปิดทางให้กับเธอ
หญิงสาวไม่รอช้าพุ่งฝ่าเปลวเพลิงที่เริ่มเบาบางลงเข้ามาสมทบกับเด็กหนุ่มคนดังกล่าว และเห็นว่ายังมีเด็กสาวอีกคนกำลังเข็นรถเข็นของซูเปอร์มาร์เก็ตภายในตะแกรงเหล็กมีระเบิดขวดทำมือวางเรียงรายอยู่นับสิบขวด
เสียงระเบิดเพลิงขวดแล้วขวดเล่าตกกระทบแผดเผาฝูงผีดิบจนบางตา
“พวกมันมาเพิ่มกันไม่หยุดคงปักหลักสู้ไม่ไหวแน่ครับ”
เด็กหนุ่มกล่าวขณะใช้ดาบในมือแทงเสยปลายคางผีดิบที่พุ่งเข้ามาจู่โจม
คมดาบทะลุออกผ่านหลังศีรษะ
เธอก็ทราบดีเช่นกันว่านี่เป็นเพียงแค่การซื้อเวลาเท่านั้นพวกมันยังคงโผล่มาสมทบไม่ขาดสาย
“เดียวก่อนเราต้องใช้อีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อน ๆ ของฉันรออยู่ทางนั้น”
เสียงเอ่ยรั้งดังขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มพยายามนำเธอไปอีกเส้นทาง
“เข้าใจแล้วงั้นช่วยนำไปเลยครับ”
“ให้ตายสิ ทำไมมัตสึบาระยังไม่มาอีกอย่าบอกนะว่าเธอไปนอกเขตอีกแล้ว”
ชายหนุ่มคนหนึ่งในทีมสบถขณะสาดกระสุนปืนกลมือ MP5A5ยิงสกัดกลุ่มผีดิบที่อยุ่ตรงหน้าบนถนนเส้นเล็กสายหนึ่ง
“ยิงไปเรื่อยๆ อย่าหยุด ยัยนั่นต้องไม่เป็นอะไรแน่”
ชายหนุ่มอีกคนใกล้กันเอ่ยตอบพร้อมกับตบแม็กกาซีนชุดใหม่เข้าไปในด้ามปืน
ตอนนี้กลุ่มของพวกเขาที่แยกกันไปหาเสบียงมารวมกันหมดแล้วที่จุดนัดพบหลังได้ยินเสียงสัญญาณดังขึ้นขาดก็แต่เพียงหญิงสาวคนเดียวเท่านั้น
“ทาดาชิแกจะแน่ใจได้ยังไงว่าเธอยังไม่ตาย”
“ต่อให้เธอตายฉันก็จะไปแบกศพเธอกลับมาเพราะงั้นเลิกปากเสียได้แล้ว!”
ทาดาชิกล่าวอย่างแน่วแน่พลางกวาดสายตาไปรอบๆ
สายตาเหลือบไปเห็นเพื่อนสาวที่ถูกพูดถึงวิ่งออกมาจากตรอกแคบพร้อมกับเด็กหนุ่มไม่คุ้นหน้าและเด็กสาวในชุดนักเรียน
“ยัยนั่นมาโน่นแล้วปรับเซมิออโต้ ช่วยยิงสกัด”
ทีมของเขาซึ่งมีอยู่สี่คนยิงกระสุนเป็นจังหวะอย่างมือโปรหลีกเลี่ยงการใช้ฟูลออโต้เพื่อประหยัดกระสุนและลดโอกาสการยิงโดนพวกเดียวกัน
“ยัยบ้าเอ้ยถอยมาทางนี้เร็วเข้า!”
ทาดาชิกล่าวตะโกนร้องเรียกโดยปืนในมือส่องไปยังพวกผีดิบที่กำลังเดินเบียดกันออกมาจากบานประตูอาคารที่อยู่ใกล้ๆพวกมันเริ่มแห่กันออกมาไม่ขาดสาย
“ล่อพวกมันไปที่จุดนัดหมาย”
เขารีบกล่าวหลังจากตำรวจสาวเพื่อนของเขาตามมาสมทบได้สำเร็จพลางรีบสาวเท้าวิ่งนำไปยังจุดหมายโดยมีฝูงผีดิบออกมาจากทั่วทุกทิศไล่จี้เข้ามากระชั้นชิด
กลุ่มพวกเขากำลังถูกฝูงผีดิบไล่ต้อนขณะเดียวกันก็กำจัดพวกที่พยายามดาหน้าเข้ามากลุ่มแปดชีวิตวิ่งลัดเลาะเลี้ยวเข้าตรอกแคบซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างอาคารพอให้รถยนต์หนึ่งคันวิ่งผ่านได้อย่างพอดิบพอดี
ที่สุดซอยด้านหน้ามีรถส่งสินค้าจอดอุดรูเอาไว้ทุกคนวิ่งเหยียบฝากระโปรงรถไต่ขึ้นมาบนหลังคาตู้สินค้า
“พวกเขามากันโน่นแล้ว เตรียมพร้อมลงมือได้!”
เสียงตะโกนดังจากบนอาคารกลุ่มที่พวกเขารอคอยวิ่งเข้ามาสมทบ พร้อมยื่นแกลลอนน้ำมันในมือแจกจ่ายคนอื่นๆ กลุ่มที่ถือถังน้ำมันไว้ในมือกระโดดขึ้นไปบนรถที่ทำเป็นแนวกั้นจัดการเปิดจุกฝาถัง เทน้ำมันที่บรรจุอยู่ภายในราดลากยาวเป็นเส้นแนวนอนตลอดทางลงไปยังพื้นคอนกรีต
ทุกคนต่างทยอยถอยอย่างรู้งานใช้เวลาเพียงไม่นานเขตแดนที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำมันก็เสร็จสมบูรณ์
ไฟแช็กถูกจุดโยนลงสู่พื้นเบื้องล่างเปลวไฟลุกท่วมขึ้นสูงราวกับกำแพงอัคคี
พรึบ!
เปลวเพลิงลามตามลายน้ำมันซึ่งไหลเป็นทางยาว
เสียงโหยหวนแสดงถึงความเจ็บปวดดังขึ้นร่างพวกมันดิ้นรนยามเมื่อถูกแผดเผาด้วยความร้อนกลิ่นเหม็นของเนื้อไหม้คละคลุ้งไปทั่วแสงสว่างจากเปลวเพลิงโหมกระพือสะท้อนต้องใบหน้าอันเหน็ดเหนื่อยของทุกคนขณะยืนมองเหล่าร่างไร้วิญญาณ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกันกำลังตะเกียกตะกายคลานออกจากกองเพลิงระอุตรงหน้า
“เฮงซวยฉิบ! พวกซามูไรโผล่มาแล้ว!”
ขณะมองดูผลงานความสำเร็จของพวกตนกันอยู่นั้นเสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
“พับผ่าสิวะทำไมต้องมาในเวลาแบบนี้ด้วย! ทุกคนตั้งขบวน ข้างบนยิงสกัดไว้”
หลังการปรากฏตัวของเหล่าซามูไรนับสิบตัวจากอีกด้านกลุ่มผู้รอดชีวิตปริศนาเหล่านี้ตื่นตระหนกเพียงครู่เดียวเท่านั้น พวกเขาพากันหันกระบอกปืนยิงสกัดเอาไว้ขณะเดียวกันก็เริ่มขยับมาร่วมกลุ่มอย่างช้า ๆ เป็นระบบ
ส่วนฝั่งที่อยู่ด้านบนช่วยกราดยิงกระสุนเข้าใส่จุดตายจากมุมสูงพวกเขาใช้ความสามารถที่ได้รับเข้าต่อสู้อย่างชำนาญจนเรย์ที่จ้องมองดูนั้นยังต้องขอชื่นชมในใจ
“พวกเขาช่าง...”
แม้แต่รุ่นพี่สาวข้างตัวยังอดพึมพำออกมาไม่ได้แม้สถานการณ์ยังไม่ค่อยสู้ดีนัก
ทว่าดูเหมือนสถานการณ์ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปทันทีหลังจากการปรากฏตัวของชายคนหนึ่งซึ่งถือดาบใหญ่กระโดดเข้าร่วมวงต่อสู้
“ฉันมาแล้วรักษารูปขบวนเดิมไว้!”
“วู้วมาได้จังหวะเสมอเลยนะครับคุณโทชิโร่!”
เสียงของหนึ่งในทีมงานเอ่ยขึ้นด้วยความโล่งใจ ชายที่ชื่อโทชิโร่พุ่งมาจากทางด้านหลังเหล่าซามูไรอีกต่อหนึ่งเขาไม่ต่างจากพายุอันบ้าคลั่งไม่ว่าพัดไปทางใดก็มีเสียงร้องครวญครางของพวกปีศาจตามมาเสมอ ทั้งผีดิบและเหล่าปีศาจในชุดเกราะที่กล้าปะทะกับดาบยักษ์ของเขาล้วนถูกผ่าออกเป็นสองซีกชิ้นส่วนอวัยวะของพวกมันกระจายเกลื่อนทั่วบริเวณ
ทางด้านเรย์ดันโยซึรุหลบไปด้านหลังอย่างระวังกวัดแกว่งดาบในมือฟันเศษซากที่หลุดรอดฝ่าเปลวเพลิงเข้ามา จนขาดเป็นชิ้น ๆ
ชายที่ชื่อโทชิโร่หันมาจ้องมองเด็กหนุ่มอย่างสนใจเห็นว่าฝีมือเชิงดาบนั้น นับว่าเฉียบคมอยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นท่าร่างของเด็กหนุ่มไร้ซึ่งอาการเกร็งหรือติดขัดบ่งบอกว่าสภาพจิตใจไม่มีอาการตื่นตระหนกเกิดขึ้นเลยแม้แต่ในระดับจิตใต้สำนึกซึ่งหากยากมากในคนอายุเพียงเท่านี้
ทุกคนปักหลักปะทะกันอยู่พักใหญ่จากนั้นก็มีกองกำลังเสริมของทางฝั่งโทชิโร่เข้ามาร่วมวงต่อสู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆพวกซามูไรทยอยถูกฆ่าตายไปทีละตัวสองตัว จนกระทั่งความวุ่นวายเริ่มสงบลงโดยที่ไม่มีผู้สูญเสีย จะมีก็แค่เพียงคนที่ถูกธนูยิงปักจุดไม่สำคัญเท่านั้นบาดแผลยังไม่ถึงกับร้ายแรง
“อินูอิ! นายเอารถของฉันไปใช้ก่อน รีบคุ้มกันพาคนเจ็บกลับไปที่ฐานซะ”
“แล้วคุณโทชิโร่ล่ะครับ”
“ไม่ต้องห่วงฉันจะอยู่คุ้มกันที่นี่จนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย... อ้ออย่าลืมคัดกรองผู้รอดชีวิตที่ช่วยมาได้วันนี้ด้วยล่ะฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก”
“รับทราบแล้วเจอกันที่ฐานครับ”
หลังโทชิโร่สั่งการกลุ่มคนที่เหมือนลูกทีมเสร็จเขาเอาดาบขนาดใหญ่นั่นพาดไว้บนบ่าแล้วเดินตรงมาหามัตสึบาระที่ยืนอยู่กับเรย์และโยซึรุ
เมื่อเรย์ได้พินิจมองดูใกล้ๆ จากภายนอกแล้ว อายุชายคนนี้น่าจะประมาณสี่สิบต้น ๆ ใบหน้าจัดได้ว่าดูคมเข้ม เหมาะสมกับร่างกายกำยำสูงใหญ่นั่นอย่างพอดี
“ต้องขอขอบคุณพวกเธอด้วยนะที่ช่วยลูกน้องของฉันเอาไว้”
“ช่วยเติมคำว่า ‘ที่น่ารัก’ ต่อท้ายลงไปด้วยสิคะรุ่นพี่”
มัตสึบาระทักท้วงหน้าตาย หลังรูปซิบลงเล็กน้อยปลดความคับแน่นที่กดทับหน้าอกอย่างแน่นหนาประหนึ่งเครื่องพันธนาการร้อน เธอดื่มน้ำจากกระติกอึกหนึ่ง แล้วเทที่เหลือใส่ศีรษะ สะบัดศีรษะเร็ว ๆเหมือนสัตว์ป่า สลัดผลกระทบจากการเคลื่อนไหวหนักหน่วงกับอะดรีนาลีนปริมาณมากที่สูบฉีดระหว่างต่อสู้
“เธอน่ะเงียบไปซะ! ฉันได้ยินเรื่องที่ฝ่าฝืนคำสั่งเข้าไปในเขตอันตรายแล้วนะ ทำอะไรให้นึกถึงเพื่อนร่วมทีมบ้าง!”
โทชิโร่อดตำหนิหญิงสาวไม่ได้ที่พาทุกคนไปเสี่ยงอันตรายจึงใช้หมัดเขกไปที่หัวของมัตสึบาระอย่างมีอารมณ์
“อูย...มันเจ็บนะคะรุ่นพี่”
“น่าน่าคุณโทชิโร่ใจเย็นก่อนครับ”
ทาดาชิวางมือบนไหล่ผู้เป็นหัวหน้าด้วยอาการหัวเราะร่า
“ทาดาชิ!นายนี่ก็เหลือเกินนะ เมื่อไหร่แกจะเลิกให้ท้ายยัยนี่สักที!”
โทชิโร่แม้เป็นคนเข้มงวดแต่ไม่ใช่คนแข็งกร้าวเหมือนรูปกายภายนอก เขาส่ายหัวพ่นลมหายใจปรับอารมณ์เล็กน้อยแล้วจึงหันมาเอ่ยถามคำถามกับเด็กหนุ่ม
“เอาล่ะพอจะบอกฉันได้ไหมว่าก่อนหน้านี้พวกเธอมาจากไหนกัน”
เรย์ลังเลอยู่เล็กน้อยก่อนจะเล่าที่มาที่ไปให้อีกฝ่ายฟังโดยเลือกเก็บข้อมูลความสามารถของทั้งเขาและรุ่นพี่สาวเอาไว้ก่อนไม่แย้มพรายออกไปทั้งหมด