Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 4 บทที่ 105 ความเคลื่อนไหวของกองทัพ

            ในขณะที่อวี๋จื่ออวี๋กำลังง่วนอยู่กับการรังสรรค์นครใต้ดินณ เมืองแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากขุนเขาแห่งหมอก

            หญิงสาวคนหนึ่งในเครื่องแบบทหารสีขาวดูสง่างามและองอาจกำลังทอดสายตามองไปยังทางแยกด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความหวัง

            หากไม่มีเรื่องอะไรผิดพลาดพี่หลิงเอ๋อร์ควรจะเดินทางมาถึงได้แล้ว

            ริมฝีปากบางเม้มแน่นเหยียนเหลิ่งหลิงลอบพึมพำกับตนเองในใจ

            ไม่นานหลังจากนั้นรถจี๊ปสีดำสนิทคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของเหยียนเหลิ่งหลิง

            จากระยะไกลเธอเห็นหญิงสาวสวมหมวกแก๊ปนั่งอยู่ที่ตำแหน่งผู้โดยสารด้านหน้าใบหน้าของเหยียนเหลิ่งหลิงพลันปรากฏแววแห่งความยินดีก่อนจะตะโกนออกไปด้วยความตื่นเต้น

            “พี่หลิงเอ๋อร์!”

            พร้อมกับทำความเคารพตามระเบียบวินัยทหารอย่างเคร่งครัด

            “อืม”

            หลิงเอ๋อร์พยักหน้าตอบรับแผ่วเบาพลางกวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าโดยไม่ได้เอ่ยอะไรมากความ

            เหยียนเหลิ่งหลิงเป็นเพียงหนึ่งในหญิงสาวที่คอยติดตามรับใช้เธอเท่านั้น

            และคนเช่นนี้ยังมีอีกถึงสี่คนภายใต้การดูแลของเธอ

            ทว่าดูเหมือนความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างฉับพลันในตอนนั้นจะไม่ได้แย่นัก

            อย่างน้อยหมากตัวนี้ก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

            เมื่อคิดได้ดังนั้นหลิงเอ๋อร์ที่ก้าวลงจากรถแล้วก็หันกลับไปมองกลุ่มหมอกสีเทาขาวที่ยังปกคลุมอยู่สุดขอบฟ้า

            ในขณะนี้เหยียนเหลิ่งหลิงสัมผัสได้ถึงสายตาของหลิงเอ๋อร์จึงรีบเอ่ยรายงานขึ้นว่า

            “พี่หลิงเอ๋อร์ จนถึงตอนนี้ความผันผวนของพลังวิญญาณในขุนเขาแห่งหมอกได้สงบลงแล้วค่ะ”

            เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้เหยียนเหลิ่งหลิงก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลเล็กน้อย

            “อย่างไรก็ตาม ขุนเขาหมอกแห่งนี้ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ไม่สามารถมองข้ามมีรายงานว่าเมื่อไม่นานมานี้ เมืองซอลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเราถูกอสูรกลายพันธุ์ระดับสูงบุกโจมตี จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไม่ต่ำกว่าร้อยคน”

            “เดี๋ยวนี้พวกสัตว์อสูรกลายพันธุ์บังอาจถึงขั้นบุกโจมตีเมืองแล้วเหรอ?”

            หลิงเอ๋อร์หันกลับมาถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

            “ค่ะ”

            เหยียนเหลิ่งหลิงพยักหน้าก่อนจะเสริมด้วยความเป็นห่วง

            “ฉันค่อนข้างกังวลว่าหากพวกสัตว์อสูรกลายพันธุ์ในขุนเขาแห่งหมอกพุ่งออกมา...”

            ทว่ายังไม่ทันที่เหยียนเหลิ่งหลิงจะกล่าวจบหลิงเอ๋อร์ก็โบกมือตัดบทเสียก่อน

            “วางใจเถอะหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณยังไม่พบความผันผวนของพลังวิญญาณที่รุนแรงในขุนเขาแห่งหมอกและพวกอสูรกลายพันธุ์ระดับกลางและระดับต่ำเหล่านั้นต่อให้พุ่งออกมาพร้อมกันทั้งหมดพวกมันก็ไม่สามารถต้านทานการวางกำลังรบของพวกเราที่โอบล้อมรอบเมืองได้หรอก”

            “ก็จริงอย่างที่รุ่นพี่ว่าค่ะ”

            เมื่อได้รับคำยืนยันจากหลิงเอ๋อร์เหยียนเหลิ่งหลิงก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง

            ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่เธอกล่าวจริงๆ

            หากไร้ซึ่งอสูรกลายพันธุ์ระดับสูงพวกอสูรระดับกลางและต่ำย่อมไร้ซึ่งคุณสมบัติพอที่จะทำให้มนุษย์ต้องหวาดวิตก

            ในตอนนั้นเองราวกับนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้เหยียนเหลิ่งหลิงมองตามแผ่นหลังของหลิงเอ๋อร์ที่กำลังเดินจากไปก่อนจะรีบวิ่งตามมาพร้อมกับรายงานว่า

            “พี่หลิงเอ๋อร์ เมื่อครึ่งวันก่อนทางกองทัพจัดส่งกองกำลังเหนือธรรมชาติสิบคนออกไปสำรวจขุนเขาแห่งหมอกอีกครั้งแล้วค่ะ”

            ฝีเท้าของหลิงเอ๋อร์หยุดชะงักไปชั่วครู่ทว่าเธอก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา

            ในทางตรงกันข้ามเธอเริ่มกดหมวกแก๊ปสีดำในมือลงต่ำราวกับพยายามปกปิดความรู้สึกบางอย่างที่ละเอียดอ่อนยากจะอธิบาย

            หลังจากนั้นหลิงเอ๋อร์ก็เริ่มก้าวเดินต่ออีกครั้ง

            “จะต้องมีการนองเลือดเกิดขึ้นอีกแล้วงั้นหรือ?”

            เสียงพึมพำแผ่วเบาดังขึ้นในใจพร้อมกับผมสีแดงเพลิงของหลิงเอ๋อร์ที่ปลิวไสวประดุจเปลวไฟที่โชติช่วง

            ......

            ในเวลาเดียวกันณ ใต้ผืนดินของหุบเขาเป่ยอวี่

            อวี๋จื่ออวี๋พลันชะงักงัน

            เขาแหงนหน้าขึ้นมองผนังหินด้านหนึ่งในพื้นที่ใต้ดินพลันส่องประกายแสงสีแดงเจิดจ้าก่อนที่ร่างสีแดงอันพร่าเลือนจะปรากฏโฉมออกมา

            “กลางวันแสกๆ เช่นนี้ เจ้ากลับมาทำไมกัน?”

            อวี๋จื่ออวี๋มองดูชิงเอ๋อร์ด้วยความประหลาดใจและสงสัยในเวลาเดียวกัน

            “ฉันเพิ่งจะควบคุมร่างนั้นเข้าไปในเมือง และตั้งใจว่าจะพักผ่อนชั่วคราวค่ะ”

            ชิงเอ๋อร์ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนักทว่าเมื่อเธอนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ ก็รีบกล่าวต่อทันทีว่า

            “นายท่าน อีกไม่นานคงจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยี่ยมเยียนที่นี่ค่ะ”

            “แขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างนั้นหรือ?”

            ชิงเอ๋อร์พยักหน้ายืนยันก่อนจะขยายความว่า

            “ทางกองทัพจะส่งคนมาตรวจสอบ ‘เขตเฝ้าระวังระดับสีเหลือง’เป็นประจำ และตอนนี้มีหน่วยสำรวจสิบคนกำลังจะเดินทางมาถึงแล้วค่ะ”

            “กองทัพจะส่งคนมาอีกแล้วงั้นหรือ?”

            อวี๋จื่ออวี๋หยุดชะงักการกระทำทุกอย่างลงพลางพึมพำกับตนเอง

            ‘กองทัพ’ ไม่เคยเป็นคำที่ผู้ใดจะกล้าเพิกเฉยได้โดยง่าย

            ในอดีตเป็นอย่างไรปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น

            ในตอนนั้นเองชิงเอ๋อร์ได้กล่าวเสริมขึ้นมาอีกว่า

            “นายท่าน เวลานี้กองทัพไม่ได้เหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้วตั้งแต่เกิดการฟื้นคืนของพลังวิญญาณ สหพันธรัฐก็ได้เริ่มก่อตั้ง ‘กองกำลังเหนือธรรมชาติ’ ขึ้นมาอย่างเป็นทางการแล้วค่ะ”

            “ปัจจุบันกองกำลังเหนือธรรมชาตินี้ขยายตัวจนมีจำนวนสมาชิกนับแสนคนและกระจายตัวอยู่ตามกองกำลังต่างๆ ทั่วประเทศ”

            “กล่าวได้ว่า ยามนี้หน่วยลาดตระเวนที่จัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยย่อยไม่มากก็น้อยย่อมต้องมีผู้มีพลังเหนือธรรมชาติร่วมทางไปด้วยหนึ่งหรือสองคนเสมอค่ะ”

            .......

            เมื่อได้รับฟังคำบอกเล่าจากชิงเอ๋อร์อวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าออกมา

            ประสิทธิภาพในการจัดการของมนุษย์หรือจะกล่าวให้ถูกคือ ‘สหพันธรัฐ’ ในด้านนี้ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก

            เหตุการณ์ฟื้นคืนพลังวิญญาณเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นได้ไม่นานตอนนี้พวกเขากลับสามารถก่อตั้งกองกำลังเหนือธรรมชาติที่มีจำนวนนับแสนคนได้สำเร็จ

            ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถกระจายยอดฝีมือเหล่านั้นไปยังหน่วยต่างๆ เพื่อฝึกฝนได้อย่างทั่วถึง

            อย่างไรก็ตามอวี๋จื่ออวี๋เชื่อมั่นว่าประเทศมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้คงมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

            แม้พลังวิญญาณจะฟื้นคืนมาอย่างต่อเนื่องและจำนวนผู้มีพลังเหนือธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            ทว่าการจะรวบรวมและจัดตั้งกองกำลังเหนือธรรมชาตินับแสนคนได้เหมือนสหพันธรัฐในยามนี้ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นในประเทศอื่นเป็นแห่งที่สองอย่างแน่นอน

            และในจุดนี้ย่อมต้องกล่าวถึงฐานประชากรของสหพันธรัฐที่มีมากถึงสองพันล้านกว่าคน

            จำนวนประชากรอันมหาศาลนี้เองที่เป็นบ่อเกิดของความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดในประเทศนี้

            อวี๋จื่ออวี๋พ่นลมหายใจออกมาเพราะความรู้สึกทึ่งทว่าเขาก็ไม่ได้รู้สึกประหม่าแต่อย่างใด

            ยามนี้ขุนเขาแห่งหมอกทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา

            การที่กองทัพส่งคนมานั้นไม่ได้ต่างอะไรกับการเดินเข้าถ้ำเสือเลย

            ความเป็นตายของพวกเขาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอวี๋จื่ออวี๋เพียงผู้เดียวเท่านั้น

            และที่สำคัญยิ่งกว่าด้วยอานุภาพของอสูรหมอกที่คอยบดบังทัศนวิสัยอวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงกลัวสิ่งใดอีกต่อไป

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มอันเย็นเหยียบ

            หวังว่าพวกที่มาจะเป็นเพียงพวกไร้ฝีมือที่ทำเพียงแค่วนเวียนอยู่รอบนอกแล้วก็จากไปเหมือนมนุษย์ทั่วไปคนอื่นๆ

            ไม่อย่างนั้นหากมีผู้มีพลังเหนือธรรมชาติที่มีสัญชาตญาณหยั่งรู้เฉียบคมเหมือนเชียนฉินและสามารถบุกรุกเข้ามาถึงส่วนลึกของขุนเขาแห่งหมอกได้อวี๋จื่ออวี๋ก็คงทำได้เพียงกล่าวคำขอโทษ และจำใจต้องฝังพวกเขาไว้ที่นี่ตลอดกาล

            ในขณะที่ความคิดของอวี๋จื่ออวี๋กำลังพลุ่งพล่าน...

            “ครืน... ครืน...”

            ผืนปฐพีพลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรงอีกครั้ง

            เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองณ ก้นบึ้งของหุบเขาเป่ยอวี่ต้นหลิวขนาดยักษ์ที่สูงเสียดฟ้าก็ผุดขึ้นจากพื้นดินอย่างสง่างาม

            กิ่งก้านสาขาโบกสะบัดไปมาพร้อมประกายแสงระยิบระยับ

            ม่านหมอกหนาพัดวนรายล้อมประหนึ่งกำลังให้การต้อนรับ

            ในชั่วขณะนั้นความสนใจของสิ่งมีชีวิตทั้งหุบเขาต่างถูกดึงดูดมาที่จุดเดียว

            “ท่านเทพต้นไม้! ท่านเทพต้นไม้!”

            ชิงกังตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้นก่อนจะรีบวิ่งตรงมาหา “ผมคิดว่าท่านจะไม่กลับมาเสียแล้วกังวลอยู่ตั้งนานเลยครับ...”

            “เจ้าหมอนี่...”

            เมื่อมองไปยังชายหนุ่มร่างกำยำคนนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันใจเล็กๆ

            หากเทียบกับเชียนฉินและเหลิ่งเฟิงแล้วชิงกังคนนี้ดูจะมีความจงรักภักดีต่อเขามากกว่าหลายเท่าตัว

            ซ้ำยังมีความสามารถในการทำงานที่ยอดเยี่ยม

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็เกิดความลังเลขึ้นมา...เขาควรจะมอบความไว้วางใจให้แก่ชายคนนี้อย่างแท้จริงดีหรือไม่?

            แม้ว่าในปัจจุบันอวี๋จื่ออวี๋จะตั้งใจให้ชิงกังรับหน้าที่ดูแลการก่อสร้างนครใต้ดินเท่านั้น

            ทว่านครใต้ดินคือฐานที่มั่นที่แท้จริงของอวี๋จื่ออวี๋ซึ่งจะต้องไม่ให้คนนอกล่วงรู้โดยเด็ดขาด

            และหากมีใครล่วงรู้ความลับนี้เข้าย่อมมีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น คือการเป็นพวกเดียวกัน หรือไม่ก็... กลายเป็นศพ

            “เฮ้อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจออกมาแผ่วเบาเขายังไม่สามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้ในทันที

            ทว่าอย่างไรเสียการสร้างเมืองจนถึงตอนนี้คงมีเพียงมนุษย์ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาเท่านั้นที่สามารถจัดการให้ลุล่วง

            แต่มนุษย์...ก็มักจะเป็นปัจจัยที่คาดเดาได้ยากที่สุดเสมอ

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน