บทที่49 อินทรีย์มีเขา มดปลวกมีปีก
มหานทีครืนครั่นเป็นกระบวนท่าที่ห้าในเคล็ดวิชาท่องไพศาล กระบวนท่าที่ห้านี้อาศัยท่วงท่าการวาดฝ่ามือที่พริ้วแผ่วแต่บนความพริ้วแผ่วได้อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณที่เอ่อล้นก่อรวม มือที่พร่าพรายวาดไปมาของฮุ่ยจวินจึงมิใช่จุดสำคัญของกระบวนท่าแต่เป็นพลังลมปราณที่ก่อรวมราวมหานทีที่ลุ่มลึกรอบตัวของชายหนุ่มต่างหากที่เป็นจุดสำคัญสร้างความหวั่นวิตกแก่ขอทานทุกผู้
พลังลมปราณที่ราวกับมหานทีอันนิ่งสงบก่อรวมอัดแน่นรอบกายของฮุ่ยจวินบังเกิดสภาวะที่อึดอัดคับข้องบีบให้ผู้ที่อยู่ใกล้หายใจมิออก พลังลมปราณนี้สงบยิ่งแต่เพราะความสงบมันถึงได้มีความน่ากลัวที่ยากประเมิน
น้ำนิ่งย่อมไร้ลึกนี่ก็คือความรู้สึกที่ได้เห็นมหานทีครืนครั่นก่อรวมตรงหน้า!
ฝ่ามือที่วาดไปมาของฮุ่ยจวินหยุดนิ่งรอจนขบวนพยุหะแย่งอาหารเริ่มบังเกิดความระส่ำเพราะจิตใจที่ถูกครอบงำด้วยความย่นระย่อมหานทีที่นิ่งสงบรอบกายของชายหนุ่มก็พลันถาโถมสาดซัดไปพร้อมกับฝ่ามือทั้งสองข้างที่กางออก
ราวกับทำนบแตกฝ่ามือที่นำพาพลังลมปราณที่เปรียบดั่งมวลน้ำมหาศาลทะลักทลายจากจุดใจกลางขบวนพยุหะแย่งอาหารจนเคล็ดวิชาอันเลื่องชื่อของพรรคเอกยาจกแตกพ่ายในพริบตา!
อย่าว่าแต่จื่อจิ้งที่นิ่งอึ้งแม้แต่ปู้ชิงเถาเองที่ได้รู้จักกับฮุ่ยจวินมาก่อนยังนิ่งอึ้งมิคาดคิด มีใครบ้างที่จะสามารถมองเห็นช่องโหว่ของเคล็ดวิชาฝ่ายตรงข้ามในขณะสู้ได้รวดเร็วเพียงนี้เพราะหากมีป่านนี้ทั่วปฐพีก็คงมิต้องมีวิชาลับประจำตระกูลแล้ว แต่สิ่งที่ไม่เคยเกิดกลับเกิดภายใต้น้ำมือของน้องร่วมสาบานที่มิได้ดูโดดเด่นมีพรสวรรค์ผู้นี้อีกครั้งประการสำคัญ มหานทีครืนครั่นที่มันปลดปล่อยเมื่อครู่ ดูเหมือนจะเหนือล้ำแลเข้าถึงแก่นขึ้นไปอีกขั้นแล้วหากมีพลังลมปราณที่ดีกว่านี้ อานุภาพของพลังลมปราณสามัญจะร้ายกาจถึงเพียงไหน
ฝูงอินทรีย์เมื่อมีอินทรีย์ที่โดดเด่นฉันใดฝูงมดก็มิไร้ซึ่งมดที่โดดเด่นฉันนั้น ผู้ฝึกมหาวิถีวจนะมียอดยุทธ์อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะได้เหล่ายอดยุทธ์ลมปราณสามัญก็มีอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะด้านลมปราณสามัญได้เช่นเดียวกัน!
หากอินทรีย์ยังสามารถมีเขาใยเล่ามดปลวกจะไม่มีปีก!
ปู้ชิงเถายกยิ้มแล้วพึมพำแผ่วเบา
“อย่าได้ดูถูกมิตรของข้า"
แส้โลหะของจื่อจิ้งมาถึงกายของฮุ่ยจวินแต่ว่ามันก็มิทันการณ์แล้ว นอกจากจะช่วยรักษาขบวนพยุหะแย่งอาหารมิทัน มันก็ยังมิอาจทำร้ายบุรุษหนุ่มที่มิได้มีความโดดเด่นผู้นั้นได้
ฮุ่ยจวินใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาบนมือกำไว้ด้วยตัวยาสมุนไพรขนานหนึ่ง มันถือตนว่าเป็นแพทย์ บนกายจึงพกมาด้วยตัวยาสมุนไพรแลโอสถมากมายหลายชนิดฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีตัวสมุนไพรคละคลุ้งออกจากฝ่ามือของมันในปริมาณที่มาก ส่งผลให้มีบางส่วนปกคลุมลงบนตัวของจื่อจิ้งและกระจายไปทั่วบริเวณโดยรอบ
จื่อจิ้งรู้สึกไม่คุ้นกลิ่นของตัวผงที่โปรยปรายนี้มันจึงเข้าใจว่าเป็นพิษจึงรีบกลั้นลมหายใจของตนเองอย่างรวดเร็ว แต่สมุนไพรเหล่านี้หาได้เป็นพิษไม่ หมอที่ไหนจะพกพิษเพื่อใช้ทำร้ายคนแต่ถึงแม้สมุนไพรที่โปรยปรายจะมิใช่พิษ ทว่าหากมันผสมรวมกับตัวยาบางชนิดมันก็สามารถที่จะแปรเปลี่ยนคุณสมบัติตนเองให้เป็นพิษได้ซึ่งตัวยาที่ว่าก็อยู่บนแส้โลหะของจื่อจิ้ง!
จื่อจิ้งพวกมันคิดว่าตนเองฉลาดนึกคิดส่วนผสมที่ทำให้เกิดพิษด้วยตัวยาสองชนิด แต่ความสามารถด้านสมุนไพรและตัวยาของฮุ่ยจวินกลับมีมากกว่าเพียงได้กลิ่น เพียงได้เห็นลักษณะภายนอก มันก็สามารถปรับปรุงสมุนไพรที่มีอยู่กับตัวให้เป็นสมุนไพรที่เข้ากับตัวยาในแส้โลหะจนก่อให้เกิดพิษได้
จังหวะที่จะสะบัดแส้โลหะแน่นอนว่าย่อมมีตัวยาในแส้กำจายออกและตกลงบนตัวของผู้ใช้ เพราะเหตุนี้พวกมันจึงมิได้เอาพิษใส่ไว้ในแส้ตั้งแต่ต้นเพราะเกรงว่าหากทิศทางลมแปรเปลี่ยน พิษบนตัวแส้จะถูกตนเองด้วย หากใช้วิธีผสมตัวยาสองตัวจะปลอดภัยต่อพวกมันยิ่งกว่า
ทว่าสิ่งที่มิคาดฝันก็ได้บังเกิดบังเอิญวันนี้พวกมันกลับโชคร้ายที่ได้พานพบกับแพทย์ไร้นามที่มีวิชาแพทย์สืบทอดจากแพทย์อันดับหนึ่งในปฐพีอย่างเทพดาเร้นกายตั้วซุนหงเพียงตัวยาบนแส้ตกลงบนกายที่มีผงสมุนไพรของชายหนุ่มโปรยปรายปกคลุม พิษที่ร้ายแรงราวกับเข็มนับหมื่นเล่มก็พลันจู่โจมแล่นงานบนผิวหนังแลร่างกายของเหล่าขอทานทันที!
“อะไร!”
จื่อจิ้งถลึงตาที่แดงก่ำแตกตื่นพร้อมกับความเจ็บปวดสุดประมาณที่ทำให้มันต้องลงไปกองดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมานยากต่อต้านเสียงครวญครางดังกระหึ่มไปทั่วป่า สิ่งที่มันใช้กระทำต่อพยัคฆ์ภูเขาสามตัว และใช้ทรมานผู้อื่นบัดนี้สิ่งเหล่านั้นได้ย้อนกลับมาสู่ตัวมันเองแล้ว
ดาบที่น่ากลัวที่สุดบนผืนปฐพีก็คือดาบคืนสนอง!
ซึ่งบัดนี้ดาบนั้นได้คืนสนองต่อจื่อจิ้งและคนของมันที่อยู่บริเวณใกล้เคียงอย่างสาหัสแล้ว!
“อ๊ากกก"
“ผู้อาวุโสข้าขอยาแก้พิษที"
จื่อจิ้งมีหรือจะชายตาสนใจคนของตนมากกว่าตัวของมันเองยาถอนพิษที่มันมีทั้งหมดได้ถูกล้วงออกมาจากสายคาดเอวและกรอกลงปากของตนจนสิ้น สร้างความเจ็บซ้ำหนำใจแก่เหล่าขอทานทั้งหลายมิน้อย
เมื่อได้รับยาอาการของมันจึงคลี่คลายลงไปบ้างทว่าคลี่คลายมิได้หมายความว่าหายดี จื่อจิ้งรู้ว่าวันนี้ตนประมาทบุรุษไร้นามผู้นี้จนเกินไปประมาทจนพลาดโอกาสอันสำคัญที่หายากเช่นนี้ แต่เมื่อพลาดพลั้งมันก็ไม่ดื้อรั้นที่จะรั้งตัวอยู่ต่อจึงมองหน้าปู้ชิงเถา
“วันนี้นับว่าเป็นวันที่โชคดีของเจ้า"
ก่อนหันไปถลึงตาใส่ฮุ่ยจวิน
“ฝากไว้ก่อนเถอะหนี้แค้นครานี้ข้าจะกลับมาคิดบัญชีอย่างสาสม!”
กล่าวจบมันก็ฝืนร่างกายที่เจือไปด้วยความเจ็บปวดพุ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็วทิ้งเหล่าขอทานบริวารของตนให้นอนเจ็บปวดเพราะถูกพิษที่กระจายไปตามอากาศดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมานอยู่เบื้องหลัง
ด้านฮุ่ยจวินมิคิดตามไปเพราะพี่ใหญ่ของมันก็กำลังตกอยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีมันจึงไม่ชักช้ารีบเข้าไปหาปู้ชิงเถาที่ถูกพิษอยู่ ชายหนุ่มรีบผสมยาแก้พิษขึ้นมาเท่าที่ตนมีก่อนส่งให้พี่ร่วมสาบานเอาไปรับประทาน
เมื่อทานยาแก้พิษอาการของปู้ชิงเถาก็ทุเลาลง
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่ข้าเห็นว่าเจ้าเองก็อยู่ในระยะการแผ่กระจายของพิษ"
ฮุ่ยจวินกล่าวตอบ
“ข้ากินยาป้องกันอยู่ก่อนแล้ว"
ปู้ชิงเถาก็คลายใจจึงผงกศีรษะก่อนที่ฮุ่ยจวินจะเดินไปหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของเหล่าขอทานพร้อมทิ้งยาถอนพิษในปริมาณที่เพียงพอต่อการพยุงชีวิตของพวกมันลงบนพื้นตรงหน้า
เหล่าขอทานยังพอมีความเป็นคนอยู่บ้างพวกมันไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไป ยังแบ่งปันยาถอนพิษดังกล่าวให้แก่พวกพ้องจนได้กินกันอย่างครบถ้วนด้วยจำนวนยาที่น้อยอาการจึงมิได้ดีขึ้นนัก แต่ก็มิทำให้พวกมันทรมานดังเดิม เมื่อล้วนได้ยา แลเมื่ออาการดีขึ้นมาเล็กน้อย พวกมันก็ต่างจ้องมองฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาด้วยความซาบซึ้งแน่นอนว่าในจิตใจของพวกมันล้วนให้ความเคารพต่อประมุขคนเก่ามิน้อยจึงมิได้โกรธเกลียดปู้ชิงเถาแต่อย่างใดแต่หญ้าที่บอบบางเหี่ยวแห้งหากไม่ลู่ไปตามลมก็มิอาจดำรงต้นอยู่ได้ จึงได้แต่ต้องยอมรับชะตากรรมทำตามคำสั่งของสายลมที่แข็งแกร่งสายใหม่
ปู้ชิงเถาและฮุ่ยจวินมิว่ากล่าวใดเหล่าขอทานก็ต่างประสานมือขึ้นให้แก่คนทั้งสองก่อนล่าถอยด้วยอาการที่ยังบาดเจ็บอยู่
ปู้ชิงเถามองเหล่าขอทานจนหายลับไปจากครรลองจักษุสายตาค่อยกล่าวขึ้น
“หากมิได้เจ้าข้าคงไม่มีโอกาสได้มองเห็นดวงสุริยันในวันพรุ่งนี้"
ฮุ่ยจวินกล่าวตอบ
“ไม่เลยซักนิดหากท่านไม่ถ่วงเวลาขอทานชราผู้นั้นเอาไว้ ข้าเพียงลำพังคงไม่มีเวลาได้เตรียมรับมือเช่นนี้”
ปู้ชิงเถามองไปที่หนทางตรงหน้า
“ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงคนของพรรคเอกยาจกยิ่งหนาแน่นยากหลีกเลี่ยงหากร่วมเดินทางสองคนโอกาสที่จะไปถึงจุดหมายยิ่งยากเย็นและอาจพลาดได้”
ฮุ่ยจวินเข้าใจในความหมายของวาจาปู้ชิงเถาจึงกล่าว
“จริงอย่างที่ท่านว่าตอนนี้ขอทานชราผู้นั้นคงมิยอมรามือง่ายๆ หากยังรวมตัวกันเช่นนี้มีโอกาสที่พวกเราจะถูกขัดขวางมิอาจไปถึงเป้าหมาย"
ปู้ชิงเถาตบลงบนบ่าของฮุ่ยจวิน
“ข้าพาเจ้ามาเสี่ยงอันตรายแล้ว”
“นั่นคือสิ่งที่ข้าตัดสินใจที่จะเลือกเดินเอง"
ปู้ชิงเถาผงกศีรษะ
“ก่อนพระอาทิตย์จะโคจรตรงศีรษะในอีกสามวันข้างหน้าพวกเราต้องไปเจอกันที่เมืองหลวง"
ฮุ่ยจวินกล่าวอย่างหนักแน่น
“หากถึงเที่ยงวันแล้วไม่ปรากฏผู้ใดผู้หนึ่งจะต้องรับหน้าที่ไปตามหาคัมภีร์ลมปราณในตำนานเล่มนั้นอย่าได้ลังเล"
ปู้ชิงเถาผงกศีรษะ
“ตกลงตามนั้น"
ก่อนที่มันจะละมือจากบ่าของฮุ่ยจวิน
“ห้ามทำเรื่องเสี่ยงจนเกินไป"
“ท่านเองก็เช่นกัน"
เดินทางร่วมกันโอกาสที่จะถูกขัดขวางมีมากมายนักทั้งสองจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและวางแผนอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะแยกเดินทาง เป้าหมายของพวกมันก็เพื่อล่อหลอกให้เหล่าขอทานพรรคเอกยาจกเกิดความสับสนที่จะตามตัวของพวกมันไปด้วยกันมีโอกาสตามตัวได้ง่าย แต่หากแยกกันการตามตัวจะยากขึ้นและขัดขวางได้มิง่าย
ไม่ว่าจะเป็นฮุ่ยจวินหรือปู้ชิงเถาก็สามารถที่จะล่อหลอกอีกฝ่ายได้หรือหากมีผู้ใดผู้หนึ่งถูกไล่ล่า อีกฝ่ายก็จะมีโอกาสได้ไปถึงจุดหมายอย่างไม่ลำบากจนเกินไปจึงเป็นเหตุให้พวกมันได้ตัดสินใจที่จะแยกกันในครานี้
แต่ก่อนจากฮุ่ยจวินก็พลันกล่าวขึ้น
“ช้าก่อน"
ปู้ชิงเถาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“มีสิ่งใดหรือ"
ฮุ่ยจวินมองไปที่พยัคฆ์ภูเขาสามแม่ลูกที่ทนทรมานบนพื้นตรงหน้าแล้วกล่าวว่า
“หากปล่อยไว้เช่นนี้พวกมันได้ตายแน่”
ปู้ชิงเถาผงกศีรษะเห็นด้วย
“จริงอย่างที่เจ้าว่ามีวิธีช่วยพวกมันหรือไม่"
ฮุ่ยจวินมองยาสมุนไพรที่สามารถรักษาพิษในมือซึ่งเหลือไม่มากแล้ว
“ยังพอมีอยู่แต่อันดับแรกต้องรีบเอาปลอกคอเหล็กหนามออกจากคอของพวกมันก่อน"
กล่าวจบชายหนุ่มก็รีบเข้าไปหาพยัคฆ์ภูเขาตัวเขื่องซึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่มันแตะลงที่ปลอกคอของพยัคฆ์ตัวนั้น พยัคฆ์ภูเขาอีกสองตัวที่เป็นลูกของมันก็พยายามนอนแยกเขี้ยวอย่างยากลำบากเพื่อคิดปกป้องมารดาแต่พิษที่มันได้รับก็รุนแรงมิน้อย จึงทำได้เพียงส่งเสียงฮึ่มในลำคอแต่มิอาจทำสิ่งใดได้มากกว่านี้
ฮุ่ยจวินจึงกล่าวว่า
“ไม่ต้องห่วงพวกข้ามิได้มีเจตนาที่ไม่ดี"
ทั้งฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาช่วยกันหาทางเอาเหล็กหนามที่ทิ่มแทงและพันรอบลำคอของพยัคฆ์ภูเขาตัวนี้ออกจึงเห็นว่าไม่เพียงหนามแหลมจะแทงเข้าไปในผิวเนื้อของพวกมันตลอดเวลาเท่านั้น ตัวสมุนไพรบนปลอกเหล็กก็ยังฝังอยู่ในนั้นด้วยมิน่าเวลาถูกตัวยาที่ทำให้เกิดพิษ พวกมันถึงได้รับผลกระทบอย่างสาหัสจนดูน่าอนาถถึงเพียงนี้
ปู้ชิงเถาได้เห็นก็ถึงกับสบทคำออกมา
“สารเลวยิ่งนัก"
เมื่อตอนที่บิดาของมันยังคงเป็นประมุขอดีตผู้อาวุโสและจื่อจิ้งก็ยังมิได้กระทำการอย่างทารุณถึงเพียงนี้ พอถืออำนาจ ด้านมืดของพวกมันก็ถูกเผยอย่างไม่ปิดบัง
ด้านฮุ่ยจวินมิชักช้ามันใช้ยาสมุนไพรรักษาพิษพร้อมกับใช้ยาอีกหลายขนานรักษาบาดแผลและป้องกันการติดเชื้อให้แก่พยัคฆ์ภูเขาตัวนั้นเมื่อได้ยาอันแสนล้ำเลิศของฮุ่ยจวิน อาการของมันก็ทุเลาขึ้นอย่างทันตา เมื่อไม่มีพิษเล่นงานพยัคฆ์ภูเขาตัวนั้นก็สามารถฟื้นตัวและเดินเหินได้แทบจะปกติ แสดงถึงความแข็งแกร่งและความอดทนทางร่างกายที่ดีเลิศถึงเพียงไหน
พยัคฆ์ภูเขาตัวเมียมันมิได้แสดงความดุร้ายต่อฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาอีกมันรีบเข้าไปเลียลงที่บุตรทั้งสองด้วยแววความทุกข์ร้อน และเข้ามาย่อกายตรงหน้าของฮุ่ยจวินเพื่อให้บุรุษหนุ่มเมตตาบุตรทั้งสองของมัน
ฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาก็ไม่ชักช้ารีบช่วยกันถอดปลอกคอเหล็กหนาม ทำการถอนพิษและรักษาบาดแผลให้กับพยัคฆ์ภูเขาทั้งสอง ผ่านไปไม่นานอาการของพวกมันก็ดีขึ้นอย่างทันตา
แม้เป็นสัตว์แต่พวกมันก็มิใช่ไม่มีจิตใจพวกมันล้วนสำนึกในน้ำใจที่เผื่อแผ่ของมนุษย์ทั้งสองเป็นอย่างมาก พวกมันต่างเข้ามาเลียฝ่ามือของฮุ่ยจวินราวกับกำลังแสดงความสำนึกขอบคุณจากก้นบึ้งของจิตใจดูคล้ายกับลูกแมวที่เชื่องเชื่อสามตัวไม่เหมือนกับพยัคฆ์ภูเขาที่ดุร้ายแม้เพียงนิด
ฮุ่ยจวินจึงลูบลงที่ศีรษะของพวกมัน
“กลับบ้านของพวกเจ้าเถิด”
พยัคฆ์ภูเขาทั้งสามคล้ายล่วงรู้คำเมื่ออาการดีขึ้นจนเดินเหินได้ พวกมันก็ได้มุ่งหน้าเดินทางสู่ตะวันตกจนเลือนหายไปจากบริเวณแห่งนี้ทันที
ปู้ชิงเถาแย้มยิ้ม
“บนโลกที่ดำมืดไร้เมตตาอย่างน้อยก็มีแสงสว่างจากเจ้าที่ส่องถึง
ฮุ่ยจวินจึงตอบว่า
“โลกแห่งนี้ซักวันต้องมีแสงอาทิตย์ที่ทอทอดแผ่ไพศาลมิใช่แสงเล็กๆ จากข้าเพียงดวงเดียว”
ปู้ชิงเถามองไปที่ฮุ่ยจวิน
“หากโลกนี้ยังคงมีเจ้าซักวันต้องมีดวงอาทิตย์ดวงนั้นแน่"
กล่าวจบทั้งสองก็ต่างร่ำลาเพื่อดำเนินการตามแผนอีกสามวันพวกมันจะต้องไปให้ถึงเมืองหลวงอันเป็นสถานที่นัดชุมนุมผู้กล้าก่อนเที่ยง หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดพวกมันจะต้องไปถึงที่หมายให้ได้อย่างพร้อมเพรียง แต่หากมีอันใดผิดพลาด พวกมันคนใดคนหนึ่งจักต้องดำเนินตามแผนต่อทันที
ปู้ชิงเถาจากไปแล้วฮุ่ยจวินก็พลันยืนนิ่งมิขยับ เนิ่นนานมันจึงกระอักโลหิตออกมา!
เพราะต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งบนโลกแห่งนี้ยาถอนพิษทั้งหมดจึงถูกใช้ไปเพื่อคนอื่นมิหลงเหลือสำหรับตัวเอง แท้จริงมันเองก็ถูกพิษแลมิได้กินยาป้องกันไว้ตามที่ตอบปู้ชิงเถาแต่ร่างกายของมันสามารถทานทนได้อย่างดียิ่งจึงมิเคยแสดงอาการ บัดนี้มันเริ่มทานทนมิไหวแล้วมันจึงล้มทั้งยืนอยู่กลางเส้นทางที่แคบเล็กแห่งนี้เพียงผู้เดียว
มันช่วยเหลือผู้อื่นมามากแต่พอตนประสบปัญหามันกลับเลือกที่จะเก็บไว้เพียงผู้เดียว มันไม่ต้องการเป็นภาระของใคร
ร่างที่อ่อนระทวยเอนลู่กลางอากาศโลกนี้คล้ายหมุนเคว้ง มองไปที่ใดก็เห็นแต่สรรพสิ่งที่เวียนผ่านจนละลานตา แต่ท่ามกลางความสับสนมึนงงนี้ยังมีอาภรณ์สีขาวพร้อมกับกลิ่นหอมที่ราวกับบุปผายังคงความเด่นชัด ร่างที่ล้มลงของมันจึงมิได้กระทบพื้นพสุธาที่แน่นแข็งเบื้องล่างแต่ร่างของมันได้ล้มลงยังอ้อมแขนที่นุ่มนวลและเรียบลื่นของคนผู้หนึ่งแทน
น้ำเสียงอันไพเราะแต่แฝงด้วยความเย็นชาดังขึ้นแผ่วเบา
“ช่วยผู้อื่นจนลืมนึกถึงตนเองคนเช่นนี้ก็ยังมีอยู่ในโลก”