จารึกที่ 46 : สายลับในเงาไผ่ : มูลสัตว์อสูรคือขุมทรัพย์
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับเสียงนกร้องขับขานและแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านแมกไม้ ทว่าสำหรับ อาเจีย เช้าวันนี้มิใช่การเริ่มต้นที่สดใส แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการ "บำเพ็ญประโยชน์" (หรือที่เขาเรียกว่า "การใช้แรงงานทาส") ตามคำสั่งลงโทษของผู้อาวุโสหลิว
"ปวดเอวชะมัด..." อาเจียบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ พลางสำรวจซากปรักหักพังของไหผักดองในกระท่อม "เสียหายไปตั้ง 3 ไห... คิดเป็นเงิน 150 อีแปะ... ข้าต้องหาทางถอนทุนคืนจากคอกสัตว์อสูรให้ได้!"
[อาเจีย... หยุดบ่นเรื่องผักดองแล้วฟังข้า]
เสียงของ จ้าวอักขระบรรพกาล (มู่เฉิน) ดังขึ้นในห้วงจิตวิญญาณด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดผิดปกติ [เจ้าจำความรู้สึกที่ข้าบอกเมื่อคืนได้หรือไม่? ว่ามีสายตาจับจ้องเราอยู่...]
"จำได้สิขอรับ" อาเจียตอบพลางหยิบไม้กวาด "แต่มันคงไปแล้วมั้ง? ผู้อาวุโสมากันเยอะแยะขนาดนั้น โจรหน้าไหนจะกล้าอยู่"
[มันมิได้จากไป... แต่มันทิ้ง 'ดวงตา' เอาไว้]
"ห๊ะ?" อาเจียชะงักกึก "ดวงตา? ตรงไหน?"
[ที่ชายคาด้านขวา... ตรงมุมอับแสง... มองดูให้ดีด้วยเนตรแห่งความว่างเปล่า]
อาเจียรีบกระชับ พู่กันนิรันดร์ ที่เหน็บเอวไว้แน่น เขาแสร้งทำเป็นบิดขี้เกียจเดินไปใกล้หน้าต่าง พลางตวัดปลายพู่กันวาด "วงล้อสูญตา" ขนาดจิ๋วขึ้นที่ดวงตาของตนเองเพื่อเปิดวิสัยทัศน์
ภาพเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนไป... ในสายตาปกติ มันคือจุดฝุ่นสีดำเล็กๆ ที่เกาะอยู่บนขื่อไม้ไผ่ แต่เมื่อมองผ่านเนตรแห่งราชัน มันคือ "แมลงปีกแข็งสีดำทมิฬ" ตัวเท่าเม็ดถั่วเขียว ที่มีอักขระสีเลือดสลักอยู่บนปีกกำลังกะพริบวิบวับส่งสัญญาณคลื่นเสียงความถี่ต่ำออกไปอย่างต่อเนื่อง!
"แมลงสาบ? ไม่สิ... แมลงอักขระ?" อาเจียกระซิบ พลางจ้องมองแมลงตัวจิ๋วที่เกาะอยู่มุมเพดานด้วยหางตา
[มันคือ 'แมลงเนตรอเวจี' ... สัตว์อสูรดัดแปลงของพวกเผ่ามาร] มู่เฉินอธิบายเสียงเครียด [สิ่งที่มันเห็นและได้ยิน จะถูกส่งผ่านพันธสัญญาเลือดตรงไปยังเจ้านายของมันทันที... หากเจ้าทำลายมันตอนนี้ เจ้านายของมันจะรู้ตัวว่าเจ้ามีวิชาตบตา]
อาเจียเหงื่อตก "งั้นทำไงดี? ปล่อยให้มันส่งภาพข้าตอนกำลังแคะขี้มูกไปให้พวกมันดูงั้นรึ? ข้าอายนะ!"
[เราต้องซ้อนแผน...] มู่เฉินแสยะยิ้มเหี้ยม [เจ้าจงใช้อักขระหลิงสร้างพื้นที่ปิดล้อม แล้วซ้อนทับด้วยอักขระมายา... ให้มันส่ง 'ภาพเดิมๆ' กลับไปหาเจ้านายมันซ้ำๆ เหมือนกับภาพที่วนเวียนอยู่ในอ่างน้ำ]
"อ๋อ! เหมือนตอนข้าแอบหลับในห้องเรียนแล้ววาดตาปลอมใส่เปลือกตาสินะ! หลอกอาจารย์ได้ทั้งคาบ!"
อาเจียเข้าใจแจ่มแจ้งทันที เขาอาศัยจังหวะที่แสร้งทำเป็นยืดเส้นยืดสายปัดหยากไย่ ตวัด พู่กันนิรันดร์ ออกไปอย่างรวดเร็วและแผ่วเบาดุจสายลม
"วิชาลับ : วงวนมายาไร้สิ้นสุด!"
ปลายพู่กันวาด "วงล้อสูญตา (O)" ครอบลงไปที่ตัวแมลงเพื่อตัดขาดเสียงและภาพจริง จากนั้นอาเจียสะบัดข้อมือเติมอักขระ 'ฮว่าน (มายา - 幻)' ลงไปใจกลางวงล้อ และปิดท้ายด้วยอักขระ 'สวิน (วนเวียน/ลูป - 循)' เพื่อสั่งให้ภาพมายานั้นฉายซ้ำไปมาไม่รู้จบ
วิ้ง...
วงอักขระสีจางๆ หมุนวนรอบตัวแมลงเนตรอเวจี มันยังคงขยับหนวดและส่งกระแสจิตต่อไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่มันส่งกลับไปนั้น... มีเพียงภาพของ "ห้องว่างเปล่าที่เงียบสงบ" เท่านั้น ในขณะที่อาเจียตัวจริงกำลังยืนแสยะยิ้มอยู่ตรงหน้ามัน
"เรียบร้อย..." อาเจียกระซิบ "ทีนี้ข้าจะแก้ผ้าเต้นระบำ มันก็ไม่เห็นแล้ว!"
วิ้ง...
แมลงตัวนั้นชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะขยับปีกต่อตามปกติ โดยหารู้ไม่ว่าภาพที่มันส่งออกไป ได้ถูกอาเจียเปลี่ยนข้อมูลเป็นภาพ "อาเจียนอนหลับน้ำลายยืดอยู่บนเตียง" วนลูปซ้ำไปซ้ำมาตลอดกาล!
"เรียบร้อย..." อาเจียยิ้มกริ่ม "เชิญดูข้านอนให้เต็มอิ่มเถอะเจ้าพวกโรคจิต... ส่วนตัวจริงขอไปกอบโกยเงินทองก่อนล่ะ!"
...
ณ คอกสัตว์อสูรท้ายสำนัก
กลิ่นเหม็นตลบอบอวลโชยมาปะทะจมูกทันทีที่อาเจียก้าวเท้าเข้ามาในเขตหวงห้าม คอกสัตว์อสูรของสำนักหมื่นอักษรนั้นกว้างใหญ่ไพศาล แบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ตามธาตุของสัตว์อสูร ทั้งคอก "หมูป่าขนเหล็ก" ที่ส่งเสียงร้องอู๊ดๆ ดังสนั่น และคอก "แรดเพลิง" ที่พ่นควันร้อนระอุออกมาตลอดเวลา
ศิษย์พี่ร่างท้วมผู้ดูแลคอกสัตว์อสูร นามว่า "ศิษย์พี่จู" ยืนเอามือปิดจมูกรออยู่แล้ว เมื่อเห็นอาเจียเดินมา เขาก็โยนพลั่วตักมูลสัตว์อันใหญ่ให้ทันที
"เจ้าคืออาเจียสินะ? ผู้อาวุโสหลิวแจ้งมาแล้ว" ศิษย์พี่จูชี้ไปที่กองภูเขามูลสัตว์ที่สูงท่วมหัว "หน้าที่ของเจ้าคือตักมูลของ 'แรดเพลิง' และ 'หมูป่าขนเหล็ก' ทั้งหมดนี้ไปทำปุ๋ยหมัก... ทำให้เสร็จก่อนตะวันตกดิน ไม่อย่างนั้นไม่ต้องกินข้าว!"
อาเจียรับพลั่วมาถือ พลางมองกองมูลสัตว์มหึมาด้วยสายตาว่างเปล่า "เยอะขนาดนี้... สามวันก็ไม่หมดกระมัง?"
"นั่นมันเรื่องของเจ้า!" ศิษย์พี่จูหัวเราะร่าแล้วเดินหนีไปนั่งจิบชาในศาลาร่มรื่น ทิ้งให้อาเจียยืนดมกลิ่นเหม็นอยู่คนเดียว
"เฮ้อ... ชีวิตช่างรันทด" อาเจียบ่นกระปอดกระแปด พลางเดินเข้าไปใกล้กองมูลแรดเพลิงที่ยังมีความร้อนระอุอยู่
แต่ทว่า... เมื่อเขาลองเพ่งมองดีๆ ด้วยสายตาของคนที่ "เห็นค่าของเงิน" ในทุกสิ่ง อาเจียกลับสังเกตเห็นประกายแสงบางอย่างวูบวาบอยู่ในกองมูลสัตว์สกปรกนั้น
"เดี๋ยวนะ..."
อาเจียใช้พลั่วเขี่ยกองมูลแรดเพลิงที่เพิ่งถ่ายออกมาสดๆ กลิ่นฉุนกึกทำเอาน้ำตาเล็ด แต่สิ่งที่เขาพบคือก้อนผลึกสีแดงเล็กๆ ที่ปะปนอยู่
[นั่นมัน...] มู่เฉินร้องทัก [นั่นคือ 'กากสมุนไพรวิญญาณ' ที่พวกแรดเพลิงย่อยไม่หมด!]
"ย่อยไม่หมด?" อาเจียตาโต
[ใช่... สัตว์อสูรพวกนี้กินสมุนไพรธาตุไฟเป็นอาหาร แต่ร่างกายพวกมันดูดซับพลังได้เพียง 3 ใน 10 ส่วน... อีก 7 ส่วนที่เหลือจะถูกขับถ่ายออกมาพร้อมกับมูล!]
สมองของอาเจียคำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเครื่องคิดเลข
'มูลแรดเพลิง 1 กอง มีสมุนไพรตกค้าง 7 ส่วน... ถ้าข้าสกัดมันออกมาได้... ข้าก็จะได้โอสถธาตุไฟบริสุทธิ์โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อวัตถุดิบแม้แต่ตำลึงเดียว!'
"ขุมทรัพย์! นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ!"
ความรังเกียจหายไปในพริบตา อาเจียโยนพลั่วทิ้ง แล้วคว้า พู่กันนิรันดร์ ออกมาด้วยดวงตาที่เป็นประกายวาวโรจน์ยิ่งกว่าดวงดาว
"ท่านอาจารย์! สอนข้าหน่อย... มีค่ายกลอะไรไหมที่แยก 'ของดี' ออกจาก 'ของเสีย' ได้?"
[เจ้าจะเอาวิชาอักขระบรรพกาลมาใช้คุ้ยขี้เนี่ยนะ!?] มู่เฉินอยากจะเอาหัวโขกกำแพงตายให้รู้แล้วรู้รอด [บรรพชนรู้เข้าคงลุกจากหลุมมาบีบคอเจ้า!]
"โธ่ อาจารย์! อย่าคิดมาก... ของแบบนี้อยู่ที่เจตนา! ข้ากำลังรีไซเคิลทรัพยากรนะ!"
สุดท้าย มู่เฉินผู้ทนลูกตื๊อ (และความงก) ของศิษย์ไม่ไหว จำต้องยอมบอกเคล็ดวิธี "อักขระชำระล้าง" แบบเร่งรัดให้
อาเจียแสยะยิ้มกว้าง วาดวงกลมขนาดใหญ่ล้อมรอบกองมูลแรดเพลิงที่ส่งกลิ่นฉุนกึก แล้วเริ่มลงมือจารึกอย่างคล่องแคล่วราวกับทำมาเป็นร้อยครั้ง
"วิชาลับ : วงล้อแยกกาก!"
เขาวาด 'วงล้อสูญตา (O)' เป็นฐานเพื่อสร้างอาณาเขตปิดกั้น จากนั้นตวัดอักขระ 'หัว (ไฟ - 火)' ลงไปใจกลางเพื่อเผาผลาญสิ่งปฏิกูล และซ้อนทับด้วยอักขระ 'เฟิง (ลม - 风)' ในทิศทางหมุนวนเพื่อพัดพาเถ้าธุลีออกไป
"ไฟเผาขี้... ลมเป่าฝุ่น... เหลือไว้แต่ทอง!"
วูบ! ฟู่!!!
วงอักขระทำงานทันที เปลวเพลิงลุกโชนเผากองมูลจนมอดไหม้ในพริบตา ก่อนที่สายลมจะพัดหอบเอาขี้เถ้าสีดำลอยหายไป เหลือทิ้งไว้เพียง "ผลึกแร่ธาตุระยิบระยับ" กองเล็กๆ ที่ทนทานต่อไฟกองอยู่บนพื้น
"ฮ่าๆๆ! สำเร็จ! ข้าบอกแล้วว่าในขี้มีทอง!"
"วิชาลับอาเจีย : สกัดทองจากกองขี้!"
วูบ!
วงล้อสูญตา หมุนวนอย่างรวดเร็ว เกิดลมหมุนขนาดย่อมขึ้นกลางคอกสัตว์อสูร มูลสัตว์ส่วนที่เป็นกากเดนถูกเหวี่ยงออกไปกองรวมกันเป็นระเบียบ (กลายเป็นปุ๋ยชั้นดี) ส่วนละอองแสงสีแดงที่ซ่อนอยู่ภายในถูกดูดเข้ามารวมกันที่จุดศูนย์กลาง
ผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปไหม้...
เบื้องหน้าอาเจีย ปรากฏ "เม็ดลูกกลอนสีแดงคล้ำ" ขนาดเท่าหัวแม่มือ 10 เม็ด ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ มันส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรจางๆ (แม้จะมีกลิ่นตุๆ ปนมานิดหน่อย)
"ฮ่าๆๆๆ! สำเร็จ!" อาเจียคว้าเม็ดลูกกลอนมาดม "นี่มัน... 'โอสถเพลิงอสูร' แบบเข้มข้น! ถ้าเอาไปขายให้พวกศิษย์ที่ฝึกธาตุไฟ เม็ดละ 5 ตำลึงเงินต้องมีคนแย่งกันหัวแตก!"
[เจ้าจะขายของกินที่สกัดมาจากขี้... เจ้าช่างไร้ยางอายสิ้นดี!] มู่เฉินด่าทอ แต่ในใจลึกๆ ก็อดทึ่งไม่ได้ที่เจ้าเด็กนี่มันเอาวิชาชั้นสูงมาประยุกต์ใช้แบบนี้ได้
"คนซื้อไม่ได้เห็นตอนทำนี่นา..." อาเจียยักไหล่ เก็บโอสถใส่ขวดอย่างมีความสุข
ตลอดทั้งวันนั้น อาเจียไม่ได้แค่ทำความสะอาดคอกสัตว์ แต่เขากลายเป็น "โรงงานแปรรูป" เคลื่อนที่ เขาไล่สกัดพลังจากมูลสัตว์ทุกชนิด ทั้งหมูป่าขนเหล็ก (ได้ผลึกเสริมกายา) และแรดเพลิง (ได้ผลึกธาตุไฟ)
จนกระทั่งยามเย็น เมื่อศิษย์พี่จูเดินกลับมาตรวจงาน เขาถึงกับอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปได้
"นะ... นี่เจ้า..."
คอกสัตว์อสูรที่เคยสกปรกเละเทะ บัดนี้สะอาดเอี่ยมอ่องราวกับปูกระเบื้อง มูลสัตว์ถูกแยกเป็นกองปุ๋ยแห้งสนิทไม่มีกลิ่นเหม็น วางเรียงกันเป็นระเบียบร้อยแถว
"เสร็จแล้วขอรับศิษย์พี่!" อาเจียยืนยิ้มแฉ่ง หน้าตาอิ่มเอิบ (เพราะแอบเก็บเม็ดโอสถไปเต็มกระเป๋า) "พรุ่งนี้ให้ข้ามาทำอีกไหมขอรับ? ข้าชอบงานนี้มาก! ข้าขออาสาทำคนเดียวตลอดเดือนเลยได้ไหม?"
ศิษย์พี่จูเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง "เจ้า... เจ้าบ้าไปแล้วรึ? ปกติมีแต่คนร้องไห้ขอย้ายงาน... เอ้า! ถ้าเจ้าอยากทำ ข้าก็จะแจ้งผู้อาวุโสให้!"
"ขอบคุณขอรับ!"
อาเจียเดินผิวปากออกจากคอกสัตว์อสูรด้วยความเบิกบานใจ กระเป๋าตุงไปด้วย "ผลผลิต" ที่ประเมินค่ามิได้
ทว่า... ในขณะที่เขากำลังเดินผ่านป่าไผ่เพื่อกลับกระท่อม จู่ๆ พู่กันนิรันดร์ ก็สั่นระริกเตือนภัยอีกครั้ง
[ระวัง! อาเจีย!]
ฟึ่บ!
เงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากความมืดดักหน้าเขาไว้ ไม่ใช่ชายชุดดำเมื่อคืน... แต่เป็น หญิงสาวโฉมงาม ในชุดศิษย์สายในสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง ดวงตาคมกริบจ้องมองอาเจียราวกับจะมองให้ทะลุถึงตับไตไส้พุง
"เจ้าคืออาเจีย?" นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยพลังกดดันระดับ "ก่อกำเนิดปราณขั้นสูง"
อาเจียรีบเอามือกุมกระเป๋า (กลัวโดนแย่งโอสถขี้) "ใช่... ข้าเอง แม่นางมีธุระอะไร? ถ้าจะมาทวงหนี้ ข้าบอกเลยว่าข้าไม่มีเงิน!"
หญิงสาวนัยน์ตาเย็นชาสะบัดข้อมือเบาๆ ป้ายหยกสีขาวนวล ลอยแหวกอากาศพุ่งเข้าหาอาเจีย
หมับ!
อาเจียคว้าหมับเข้าที่ป้ายหยกนั้นอย่างแม่นยำ
"ข้าชื่อ 'เย่ปิงอวิ๋น'..." หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ "ท่านอาจารย์ของข้าสนใจใน 'วิถีอักขระที่แปลกประหลาด' ของเจ้าจากการประลองเมื่อวาน... ท่านต้องการให้เจ้าไปพบที่ 'ยอดเขาพู่กันหยก (ยวี่ปี่เฟิง)' ในยามเช้าวันพรุ่งนี้"
อาเจียรับป้ายหยกมาดู พลางคิดในใจ 'ยอดเขาอักษรสวรรค์? นั่นมันที่อยู่ของพวกหัวกะทินี่นา...'
"ไปพบทำไม?" อาเจียถามหยั่งเชิง "มีเบี้ยเลี้ยงให้ไหม?"
เย่ปิงอวิ๋นมองเขาด้วยสายตาดูแคลน "โอกาสเป็นศิษย์สายตรง เจ้ายังถามหาเบี้ยเลี้ยง? ช่างเป็นคนใจแคบสมคำร่ำลือจริงๆ"
นางสะบัดแขนเสื้อเตรียมจะจากไป แต่แล้วก็ชะงัก จมูกโด่งรั้นของนางฟุดฟิดดมกลิ่นในอากาศ
"เดี๋ยวนะ... กลิ่นตัวเจ้า..." นางหันมามองอาเจียด้วยสีหน้าขยะแขยง "ทำไมถึงมีกลิ่นเหมือน... ขี้แรดเพลิง?"
อาเจียยิ้มแห้งๆ "แหะๆ... พอดีข้าเป็นคนรักสัตว์น่ะขอรับ"
"อย่ามาสายล่ะ..." หญิงสาวกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะสะบัดมือเรียก 'พู่กันหยกขนาดยักษ์' ให้ลอยลงมารับนาง นางก้าวขึ้นเหยียบด้ามพู่กันแล้วเหาะทะยานกลับขึ้นไปบนยอดเขา ทิ้งให้อาเจียมองตามตาละห้อย
"ขี่พู่กันบินได้ด้วย? ...เท่ชะมัด!"