จารึกที่ 71 : เสียงเพรียกแห่งความว่างเปล่า : โสตสวรรค์ที่ถูกรบกวน
ณ ส่วนลึกของสุสานศาสตรา (เขตชั้นใน)
บรรยากาศในเขตชั้นในแตกต่างจากรอบนอกอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ไม่มีกองภูเขาเศษเหล็กให้เห็นเกลื่อนกลาด มีเพียงซากปรักหักพังของวิหารโบราณและเสาหินขนาดมหึมาที่ปักระเกะระกะ กลิ่นอายของ 'วิญญาณศาสตรา' ที่นี่เข้มข้นจนแทบจะบาดผิวเนื้อ
"เคร้ง! ตูม!"
เสียงโลหะปะทะกันดังกังวาน ตามมาด้วยเสียงระเบิดหนักหน่วงเมื่อ ค้อนเหล็กขนาดยักษ์ ฟาดเข้าใส่กระบี่บินสีแดงฉานเล่มหนึ่งที่พุ่งเข้ามาโจมตีจนกระเด็นหมุนคว้างไปกระแทกเสาหิน
ผู้ที่ถือ ค้อนปฐพี นั้นคือชายหนุ่มรูปร่างผอมเกร็งแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่อัดแน่น ใบหน้าเปื้อนคราบเขม่าดำ ดวงตาเบิกกว้างฉายแววคลั่งไคล้ในโครงสร้างของวัตถุ เขาคือ 'หลี่มู่กู่' ศิษย์พี่รองแห่งหอศัสตรา ผู้ได้รับฉายาว่า 'ช่างวิปลาส'
"โครงสร้างสมบูรณ์... แก่นเหล็กยังคงสภาพดีเยี่ยม!" หลี่มู่กู่พึมพำกับตัวเองขณะสาวเท้าเข้าไปใช้มือเปล่าคว้ากระบี่บินที่กำลังมึนงง "เหล็กโลหิตพันปี! ข้าตามหามันมาสามเดือนแล้ว!"
ทว่า หญิงสาวผู้ยืนคุ้มกันอยู่ด้านหลังกลับไม่ได้มีท่าทียินดีร่วมด้วย
'หลินชิงเสวี่ย' ศิษย์เอกสายในแห่งสำนักหมึกวารี ยืนนิ่งสงบราวกับประติมากรรมน้ำแข็ง นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศทึมๆ ของสุสาน ใบหน้างดงามแต่เย็นชาทอดสายตามองไปในความมืด
ทันใดนั้น คิ้วเรียวงามของนางก็ขมวดมุ่น มือเรียวบางยกขึ้นกุมใบหูข้างขวา สีหน้าแสดงความเจ็บปวดวูบหนึ่ง
"เป็นอะไรไปหรือศิษย์น้องหลิน?" หลี่มู่กู่หันมาถามทันทีที่เก็บกู้กระบี่โลหิตลงถุงมิติสำเร็จ พร้อมกับวางค้อนยักษ์ลงบนบ่า "หรือว่ามีวิญญาณศาสตราระดับสูงซ่อนตัวอยู่?"
"ไม่ใช่เจ้าค่ะ..." หลินชิงเสวี่ยส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงของนางกังวานใสแต่แฝงความตื่นตระหนก "มันไม่ใช่เสียง... แต่มันคือ 'ความเงียบ' ที่บาดหู"
นางคือผู้ครอบครองพรสวรรค์ 'โสตสวรรค์' ที่สามารถได้ยินสรรพเสียงของฟ้าดิน ไม่ว่าจะเป็นเสียงการไหลเวียนของชีพจร เสียงลมหายใจของมด หรือแม้แต่เสียงการสั่นสะเทือนของอักขระ
แต่เมื่อครู่นี้... มีบางสิ่งแทรกเข้ามาในโสตประสาทของนาง
มันไม่ใช่เสียงดังตูมตาม แต่เป็นจังหวะที่เสียงของโลก 'ขาดหายไป' ชั่วขณะหนึ่ง ราวกับมีหลุมดำดูดกลืนคลื่นเสียงทั้งหมดในบริเวณนั้นไปจนหมดสิ้น ความเงียบงันที่ผิดธรรมชาตินั้นรุนแรงจนทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงแก้วหู
"ทิศทางนั้น..." หลินชิงเสวี่ยชี้มือกลับไปยังทางเข้าสุสาน "เขตชั้นนอก"
"เขตชั้นนอก?" หลี่มู่กู่เลิกคิ้ว "ที่นั่นมีแต่พวกศิษย์สายนอกกับเศษเหล็กผุพัง จะมีตัวตนระดับใดสร้างคลื่นพลังประหลาดเช่นนั้นได้?"
"ข้าไม่แน่ใจ... แต่คลื่นความถี่นั้น มันทำให้ข้ารู้สึกปั่นป่วนอย่างบอกไม่ถูก" หลินชิงเสวี่ยกล่าวเสียงเครียด "เหมือนกับ... ทุกสิ่งที่ถูกคลื่นนั้นสัมผัส จะกลับคืนสู่ความว่างเปล่า"
หลี่มู่กู่ลูบคางที่เต็มไปด้วยตอหนวด ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"เขตชั้นนอก... ความว่างเปล่า... และแรงสั่นสะเทือนของธาตุดินที่ข้าสัมผัสได้จางๆ เมื่อครู่..." ดวงตาของช่างวิปลาสเบิกกว้างขึ้น "หรือว่าจะเป็นเจ้าหุ่นกระป๋องนั่น?"
"หุ่นกระป๋อง?"
"ข้าจำได้ว่าเมื่อเดือนก่อน ข้าเคยโมมือปรับแต่ง 'อสูรศิลาพิทักษ์' ให้กับศิษย์สายนอกคนหนึ่งที่ชื่อ อาเจีย" หลี่มู่กู่แสยะยิ้มสนุกสนาน "ข้าอัดสเปกให้มันไปเต็มสูบ ชนิดที่ว่าถ้าเจ้าเด็กนั่นไม่มีปัญญาหาแหล่งพลังงานระดับสูงมาจ่ายไฟ หุ่นนั่นก็เป็นแค่ก้อนหินไร้ค่า... แต่ถ้ามันขยับได้ แสดงว่า..."
"แสดงว่าเขาต้องมีแหล่งพลังงานที่น่าสนใจมาก"
หลี่มู่กู่เก็บอุปกรณ์และแบกค้อนยักษ์ขึ้นหลัง "ไปกันเถอะศิษย์น้องหลิน ข้าชักอยากจะเห็นแล้วว่าเจ้าเด็กขี้งกนั่นไปขุดหาอะไรมาเติมเต็ม 'ความวิปลาส' ของข้าได้... และเสียงที่เจ้าได้ยิน อาจจะเป็นกุญแจไขความลับของสุสานแห่งนี้ก็ได้"
หลินชิงเสวี่ยพยักหน้า นางเองก็ต้องการรู้เช่นกันว่า ต้นตอของ 'ความเจ็บปวด' ที่แปลกประหลาดนี้มาจากสิ่งใด
...
ตัดกลับมาที่เขตชั้นนอก
อาเจียจามเสียงดังสนั่น ฮัดชิ้ว!
"ใครนินทาข้าเนี่ย..." เขาบ่นพึมพำ พลางใช้แขนเสื้อเช็ดจมูก "หรือว่าเจ้าพวกคู่แข่งที่ข้าแย่งของมาแอบแช่งชักหักกระดูก?"
เบื้องหน้าของเขา กองภูเขาเศษเหล็กขนาดย่อมกำลังถูกรื้อค้นอย่างเป็นระบบ
'เจ้าสัว' (อสูรศิลาพิทักษ์) ทำหน้าที่เป็นรถแม็คโครมีชีวิต มือหินขนาดยักษ์โกยเศษอาวุธขึ้นมา แล้วใช้นิ้วคัดแยกเกรดอย่างรวดเร็ว (ตามโปรแกรมที่อาเจียฝังไว้: เหล็กเก็บ ทองแดงเก็บ สนิมทิ้ง)
ส่วน 'แมงมุมทมิฬ' เกาะอยู่บนไหล่ของเจ้าสัว คอยพ่นใยเหนียวหนึบไปดักจับ 'วิญญาณศาสตรา' ตัวเล็กๆ ที่พยายามหนี
"รวย... รวยเละ!" อาเจียยิ้มจนแก้มปริ เขาคำนวณตัวเลขในหัวอย่างรวดเร็ว "เศษเหล็กทมิฬ 50 ชั่ง... ขายให้หอศัสตราได้ 10 หินปราณ... แก่นวิญญาณระดับต่ำ 3 ดวง... ขายตลาดมืดได้ 15 หินปราณ... คืนทุนค่าผลึกปฐพีไปได้ 10% แล้ว!"
ทว่า ในขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับการกอบโกย จู่ๆ เจ้าสัวก็หยุดชะงัก
ดวงตาหินสีทองอำพันของมันหรี่ลง พร้อมกับเสียงเฟืองหินขบกันดัง ครืดคราด... มันหมุนตัวกลับไปมองยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
"มีคนมา!" อาเจียสัมผัสได้ถึงสัญญาณเตือนภัย "เจ้าสัว! โหมดพรางตัว... เอ่อ ไม่ทันแล้ว! โหมดแกล้งจน!"
อาเจียรีบเตะกองเศษเหล็กให้กระจายเกลื่อนกราด แล้วสั่งให้เจ้าสัวนั่งลงทำท่าทางเหมือนหุ่นพังๆ ที่ขยับไม่ค่อยได้ ส่วนตัวเขาแสร้งทำเป็นนั่งหอบเหนื่อยอยู่ข้างๆ
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ร่างเงาสองร่างร่อนลงมาจากยอดเสาหินสูง ลงสู่พื้นเบื้องหน้าอาเจียอย่างแผ่วเบา
คนหนึ่งคือชายหนุ่มท่าทางรุงรังที่มีกลิ่นอายของเตาหลอม หลี่มู่กู่ เจ้าหอศัสตราผู้บ้าคลั่ง พร้อมด้วยค้อนยักษ์คู่กาย
ส่วนอีกคน... คือหญิงงามใบหน้านิ่งสงบที่แผ่ไอเย็นเยียบอันคุ้นเคย รัศมีแห่งความเถรตรงที่ทำให้อาเจียรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ทุกครั้งที่เจอ
"ศิษย์พี่หลี่? ...ศิษย์พี่หญิงหลิน?"
อาเจียรีบดีดตัวลุกขึ้นประสานมืออย่างรู้งาน ท่าทางเกียจคร้านหายไปเป็นปลิดทิ้ง เขาจำ หลินชิงเสวี่ย ได้แม่นยำยิ่งกว่าใคร นางคือเทพธิดาแห่งยอดเขาพู่กันหยกที่เคยร่วมเหตุการณ์สำคัญกันมาหลายครั้ง (และนางก็เป็นไม่กี่คนที่รู้นิสัยจริงๆ ของเขา)
'ซวยแล้ว... ทำไมสองตัวตึงระดับหัวกะทิถึงมาโผล่ที่กองขยะนี่พร้อมกันได้?' อาเจียคิดในใจเหงื่อตก แต่ปากยังฉีกยิ้มการค้า
"ลมอะไรหอบพวกท่านทั้งสองมาเยี่ยมข้าน้อยถึงที่นี่ขอรับ? หรือว่าคิดถึงข้า?"
หลินชิงเสวี่ยไม่ตอบ นางจ้องมองอาเจียด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ หูของนางยังคงได้ยินเสียงวิงเวียนแผ่วเบาที่ตกค้างอยู่ในอากาศรอบตัวเขา... และรอบตัวหุ่นศิลาตัวนั้น
"อาเจีย..." หลี่มู่กู่เดินตรงเข้ามา ตบไหล่เจ้าสัวดัง ป้าบ! "ข้านึกว่าเจ้าจะทิ้งมันไปแล้วเสียอีก... ไหนดูซิ เจ้าไปหาอะไรมาขับเคลื่อนผลงานชิ้นเอกของข้า?"
"เอ่อ... ก็แค่หินปราณธรรมดาแหละขอรับ" อาเจียยิ้มแห้ง "ข้าต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อเลี้ยงดูมัน... ลำบากจริงๆ"
"โกหก" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยขึ้นสั้นๆ
นางเดินเข้ามาใกล้เจ้าสัว นิ้วเรียวยาวชี้ไปที่หน้าอกของหุ่นศิลา "ข้าได้ยินเสียง... การเต้นของหัวใจที่หนักแน่นลึกซึ้งดุจผืนดิน... และเสียงของการ 'กลืนกิน' ที่เงียบงัน"
นางตวัดสายตามองอาเจีย "เจ้าซ่อนอะไรไว้ในนั้น?"
อาเจียเหงื่อตกกีบ 'ยัยนี่เป็นใครกัน? หูดีชะมัด! รู้ด้วยว่าข้าซ่อนของดีไว้!'
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทันที อาเจียจะทำอย่างไร? จะเปิดเผยความลับเรื่องผลึกปฐพีและอักขระสูญตา หรือจะใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อศิษย์พี่ระดับปีศาจทั้งสองนี้?