บทที่ 32 เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ (เปิดฟรี 22/08/2568)
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ หนิงลั่วก็หันกลับมาพลิกตัวอ้นที่กำลังย่างต่ออีกด้าน เมื่อตัวอ้นถูกย่างจนเหลืองทองทั้งสองด้าน เนื้อก็จะกรอบนอกนุ่มใน กลิ่นหอมเย้ายวนลอยขึ้นมาจนทั้งสองคนที่ยืนรอกลืนน้ำลายลงไม่หยุด
ทุกครั้งที่หนิงลั่วพลิกเนื้อก็เห็นหนิงเสี่ยงเสี่ยงจ้องมือของนางตาไม่กะพริบ ท่าทางของเจ้าตัวเล็กช่างน่ารักยิ่งนัก
“อยากกินแล้วใช่หรือไม่ เจ้าจะลองชิมก่อนหรือไม่” หนิงลั่วถาม
แม้จะอยากกินจนแทบอดใจไม่ไหว แต่หนิงเสี่ยงเสี่ยงกลับพยายามควบคุมความอยากของตน รีบส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ล่ะ ข้าจะกินพร้อมพี่สามกับพี่รอง ท่านแม่เคยสอนพวกเราว่า พี่น้องต้องแบ่งปันความสุขและความทุกข์ร่วมกัน”
หนิงลั่วไม่คาดคิดว่าเจ้าตัวน้อยวัยเพียงห้าขวบจะมีความอดทนและจิตใจหนักแน่นถึงเพียงนี้ เมื่อเห็นว่าหนึ่งในตัวอ้นย่างสุกได้ที่แล้ว นางจึงยื่นให้เขาพร้อมกับกล่าวว่า “ความอดทนน่ะ มีไว้สำหรับคนที่อิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ พวกเราขอเพียงแค่ไม่ลักขโมย และยึดมั่นในหลักการของตนเอง นานๆ ครั้งจะแหกกฎสักหน่อยก็ไม่เป็นไร”
“ไม่เอา! ข้าไม่กินจริงๆ!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงเห็นหนิงลั่วยื่นเนื้อตัวอ้นย่างมาให้ ก็ตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว
“ข้าเป็นคนให้เจ้า นี่ไม่นับเป็นอาหารหลัก มันเป็นแค่ของว่างก่อนมื้ออาหารเท่านั้น” หนิงลั่วเอ่ย
หนิงเสี่ยงเสี่ยงยังคงลังเล หนิงลั่วจึงยื่นตัวอ้นย่างเสียบไม้ไปใกล้ปากเขา
“เชื่อฟังข้า กินเสีย อีกสักครู่ข้าเองก็จะกินพร้อมเจ้า เจ้ารู้หรือไม่ วันนี้ข้าทำอาหารไว้มากมาย หากเจ้าไม่เริ่มกินตอนนี้ เดี๋ยวพออิ่มกันแล้ว ของที่เหลือจะเสียเปล่านะ” หนิงลั่วเอ่ย
“ข้าไม่ยอมให้เสียของแน่ ข้าจะกินให้หมดเลย!” หนิงเสี่ยงเสี่ยงกำหมัดแน่น ท่าทางดูมุ่งมั่นแต่ก็น่ารักไปพร้อมกัน
หนิงลั่วอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มกลมๆ ของเขา ความนุ่มนิ่มนั้นให้ความรู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อ “เช่นนั้นก็ดี รีบกินเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิงเสี่ยงเสี่ยงจึงไม่ลังเลอีกต่อไป เขารีบกัดเนื้ออ้นย่างด้วยความตั้งใจ ในใจคิดว่า หากไม่กินแล้วปล่อยให้เสียของ คงน่าเสียดายแย่ เขากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย แทบอยากจะกลืนให้หมดในคำเดียว “อื้อหือ! อร่อยมาก! พี่สาม ท่านทำอาหารเก่งจริงๆ!”
หนิงเสี่ยงเสี่ยงพูดไปกินไป พยายามรวบรวมคำพูดที่ไพเราะที่สุดมาชื่นชมพี่สาว ทั้งงดงาม ทั้งเก่งกาจ เขาอยากยกย่องพี่สามของตนให้มากที่สุด
เมื่อเห็นหนิงเสี่ยงเสี่ยงกินด้วยความสุขจนใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแบบเด็กๆ หนิงลั่วก็ค่อยวางใจ “เสี่ยงเสี่ยง เจ้านั่งกินที่นี่เถอะ ข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่ หากเจ้ากินเสร็จแล้ว ให้ปลุกพี่รองขึ้นมากินข้าวด้วยนะ”
อาหารทุกอย่างปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่ต้องอุ่นหัวใจและปอดหมูให้ร้อนก่อนกิน ส่วนน้ำแกงหวานสำหรับลูกชิ้นซานเย่าค่อยต้มใหม่เมื่อถึงเวลา หนิงลั่วจึงตักอาหารแต่ละอย่างใส่ชามใหญ่ เตรียมยกออกไป
เมื่อเห็นว่าพี่สามกำลังตักอาหารใส่ชามใหญ่คล้ายจะยกออกไปข้างนอก หนิงเสี่ยงเสี่ยงพลันรู้สึกระแวง รีบถามด้วยความกังวล
“พี่สาม ท่านจะทำอะไร ท่านคงไม่คิดจะเอาไปให้พวกที่บ้านเก่าหรอกใช่หรือไม่” หากพี่สามคิดทำเช่นนั้น เขาคงต้องขัดขวางแล้ว ในใจของหนิงเสี่ยงเสี่ยงเต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อเฉินซื่อกับย่าหนิง เขาไม่มีวันลืมสิ่งที่พวกนางทำ ทั้งการรังแกพี่สาวและทำร้ายร่างกายเขา
เมื่อเห็นท่าทางหวงแหนของน้องชาย หนิงลั่วเพียงยิ้มพลางปลอบโยน
“ไม่ใช่หรอก ข้าจะเอาไปให้อาสะใภ้หวังต่างหาก เสี่ยงเสี่ยง เจ้าต้องจำไว้นะ พวกเราต้องรู้จักดื่มน้ำไม่ลืมคนขุดบ่อ[1] ต้องตอบแทนบุญคุณอาสะใภ้หวังและครอบครัวของนางที่ช่วยเหลือพวกเรามามาก ตอนนี้เมื่อเรามีของอร่อย ก็ต้องแบ่งปันให้พวกเขาได้ลิ้มลองบ้าง”
“ข้าเข้าใจแล้ว หมายความว่าเราต้องจดจำผู้ที่ทำดีกับเรา และยังต้องจดจำผู้ที่ทำไม่ดีกับเราด้วย ใช่หรือไม่” เจ้าตัวเล็ก ช่างฉลาดเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก
แต่หนิงลั่วยังต้องสอนหลักเหตุผลให้เขา การให้เด็กเล็กเก็บความแค้นไว้ในใจไม่ใช่เรื่องดี “เสี่ยงเสี่ยง แม้ว่าเราควรจดจำคนที่ทำไม่ดีกับเรา แต่เราต้องใช้ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพยายามมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ความแค้นเข้าครอบงำใจ เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“ข้าไม่เข้าใจ” หนิงเสี่ยงเสี่ยงส่ายหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
“ตอนนี้เจ้าแค่จำคำพูดของข้าไว้ เมื่อเจ้าเติบโตขึ้น เจ้าจะเข้าใจเอง” หนิงลั่วเอ่ย
“อืม ข้าจะจำคำพูดของพี่สามไว้” หนิงเสี่ยงเสี่ยงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง จากนั้นก็กลับไปตั้งอกตั้งใจกับการกินเนื้ออ้นย่างอย่างเอร็ดอร่อย เขาโล่งใจที่พี่สามไม่ได้เอาอาหารไปให้บ้านเก่า และยังรู้สึกยินดีที่อาสะใภ้หวังกับคนในครอบครัวของนางจะได้ลิ้มรสของอร่อยเช่นนี้ด้วย
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หนิงลั่วจึงเลือกใช้ทางลัดเพื่อเดินไปยังบ้านอาสะใภ้หวังโดยไม่ผ่านบ้านเก่า หากเดินผ่านที่นั่น เกรงว่าเฉินซื่อที่จมูกไวคงดมกลิ่นอาหารหอมๆ แล้วตามมาหวังของกินเป็นแน่
หนิงลั่วปีนออกทางกำแพงหลังบ้าน ซึ่งมีส่วนหนึ่งที่พังลงมา จากนั้นเดินผ่านเส้นทางเล็กๆ ไปยังบ้านของอาสะใภ้หวังซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
กำแพงบ้านของหนิงลั่วสร้างขึ้นจากดินอัดและไม้แท่ง แท้จริงก็เป็นเพียงเครื่องหมายที่บ่งบอกเขตแดนเท่านั้น หากใครคิดจะเข้ามาจริงๆ ก็สามารถเข้ามาได้โดยง่าย นางคิดในใจว่า หากมีเงินเมื่อใด จะต้องก่อกำแพงใหม่ด้วยอิฐทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้คนผ่านเข้าออกได้ตามใจชอบ
หากสามารถหาได้ หนิงลั่วก็อยากใช้ปูนก่อกำแพงให้สูงถึงสองเมตร และยังปักเศษแก้วไว้ด้านบนเพื่อป้องกันผู้บุกรุก โชคดีที่ยุคที่นางทะลุมิติมามีแก้วแล้ว แต่ราคายังคงสูงลิ่ว หากใครรู้ว่านางเอาเศษแก้วมาติดบนกำแพง คงคิดว่านางเป็นคนประหลาดเป็นแน่
จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ในคัมภีร์ว่านเจี๋ยฉวน หนิงลั่วได้รู้ว่ายามนี้ตนอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง ทว่าเป็นคนละโลกกับโลกที่นางจากมา ปัจจุบันฮ่องเต้มีนามว่าหลี่เอ๋อร์ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นรัชทายาทสายตรง และในยุคนี้ไม่มีเหตุการณ์กบฏประตูเสวียนอู่[2] เขามีน้องสาวสองคน ขณะที่เหล่าพี่ชายนั้นล้วนตายก่อนวัยอันควร หรือไม่ก็ล้มป่วยตายไปเอง ในภาพรวมแล้วนั้น ปัจจุบันฮ่องเต้ไม่มีพี่ชายแท้ๆ และมีเพียงญาติฝ่ายอาอยู่ไม่กี่คน น้องสาวสองคนคือองค์หญิงหลิงหลงกับองค์หญิงหนีฉาง
เพียงแค่ได้อ่านประวัติของราชวงศ์ หนิงลั่วก็คิดว่าภายในวังหลวงคงเต็มไปด้วยเรื่องราวซับซ้อนมากมาย ทว่าเรื่องนี้มิใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาเช่นนางต้องกังวล สิ่งที่สำคัญสำหรับนางตอนนี้คือหาเงินให้ได้มากขึ้น เพื่อทำให้ครอบครัวเล็กๆ ของนางมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
“อาสะใภ้หวังอยู่บ้านหรือไม่” หนิงลั่วยืนอยู่หน้าประตูบ้านของอาสะใภ้หวัง มือข้างหนึ่งถือชามไว้แน่น ระวังไม่ให้ลมพัดจนอาหารเย็นเสียก่อน
ใครจะคิดว่าบ้านของอาสะใภ้หวังจะกว้างขวางมากถึงเพียงนี้! หน้าประตูรั้วปลูกต้นหอมหมื่นลี้ที่สูงราวๆ คนสองคนต่อตัวกัน เมื่อยืนอยู่หน้าประตู นางมองต้นหอมหมื่นลี้พลางจินตนาการถึงภาพที่ต้นไม้ผลิดอกสีทองเต็มกิ่งก้าน ส่งกลิ่นหอมไปทั่วลานบ้าน ถึงยามนั้นนอกจากจะได้ดมกลิ่นหอมแล้ว ยังสามารถนำดอกหอมหมื่นลี้ไปทำขนมและของหวานได้อีกด้วย นางคิดว่าบ้านพวกนางก็ควรปลูกต้นหอมหมื่นลี้ไว้สักต้นเช่นกัน
หนิงลั่วรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ฝ่ามือ สายตาปะทะเข้ากับสุนัขตัวโตตัวหนึ่ง มันกำลังแสดงความเป็นมิตรกับนาง ทำให้หวนคิดถึงอดีต ในชีวิตก่อนนางเองก็เคยเลี้ยงสุนัขตัวหนึ่งเช่นกัน “ฮ่าๆๆ เจ้าหมาน้อยช่างน่ารักเสียจริง”
“แม่ทัพ!” เสียงเรียกดังมาจากเรือน ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะก้าวออกมา ภาพที่เขาเห็นคือเด็กสาวที่ยิ้มสดใส กำลังเล่นกับสุนัขของเขาอย่างสนุกสนาน ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจ
เขาไม่เคยเห็นเด็กสาวที่กล้าหาญเช่นนี้มาก่อน จึงอดตกตะลึงไปครู่หนึ่งไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าเป็นใคร”
หนิงลั่วมองชายหนุ่มตรงหน้า ไม่รู้สึกคุ้นหน้าเขานัก ทว่าท่าทางของเขากลับมีกลิ่นอายของบัณฑิต เมื่อพิจารณาดีๆ แล้ว ใบหน้าของเขาก็ดูคล้ายกับคนที่นางเคยได้ยินมา นางลูบหัวเจ้าหมาตัวโตสองสามครั้งก่อนจะพูดขึ้น “ที่แท้เจ้ามีชื่อว่าแม่ทัพ สมแล้วที่ชื่อดูองอาจนัก ไปเถอะ ไว้วันหลังข้าจะมาเล่นด้วยอีก”
เมื่อเห็นว่าแม่ทัพได้รับความสนใจจากเด็กสาวมากกว่าตนเอง สีหน้าของหวังเฮ่าเต็มไปด้วยความสงสัยยิ่งกว่าเดิม “ขออภัย เจ้าคือใครกัน มาที่บ้านข้าด้วยเหตุใด”
แท้จริงแล้ว หากสังเกตดีๆ หนิงเวยกับหนิงลั่วมีเค้าโครงใบหน้าที่คล้ายกันมาก โดยเฉพาะดวงตา หากเป็นคนที่คุ้นเคย เมื่อได้ยินเสียงของพวกนางก็คงจะสังเกตได้ว่ามีความคล้ายคลึงกัน ทว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากลับดูเหมือนจะไม่รู้จักนางเลย
หนิงลั่วยิ้มแล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ท่านคงเป็นพี่หวังเฮ่าที่เรียนอยู่ที่สำนักศึกษาชิงซานกระมัง”
หวังเฮ่าไม่คิดเลยว่าเด็กสาวตรงหน้าจะรู้จักเขา แต่เขากลับจำอีกฝ่ายไม่ได้เลย จึงยิ่งทำให้เขาฉงน “เจ้ารู้จักข้า? เหตุใดข้ากลับไม่รู้จักเจ้าเลย”
หนิงลั่วมองหวังเฮ่าแล้วพบว่าหว่างคิ้วของเขามีส่วนคล้ายคลึงกับหวังเผาไม่น้อย เพียงแต่เขาดูดีกว่าหวังเผามาก นางรู้ว่าหวังเผามีน้องชายคนหนึ่งจึงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าว “เพราะข้าสามารถหยั่งรู้ฟ้าดินได้อย่างไรเล่า ว่าแต่ท่านแม่ของท่านอยู่บ้านหรือไม่”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าท่านแม่ข้าอยู่บ้าน เจ้าเป็นเซียนหรือไร ใช้คาถาอาคมได้ด้วยหรือ” หวังเฮ่าถามอย่างโง่งม
ฮ่าๆ! เจ้านี่ช่างเป็นเด็กเรียนจริงๆ อ่านหนังสือจนโง่ไปแล้วกระมัง
หนิงลั่วอดหัวเราะในใจไม่ได้ แต่ยังไม่ทันที่นางจะตอบอะไร อาสะใภ้หวังก็เดินออกมาเสียก่อน “ฮ่าวเอ๋อร์ นางคือหนิงลั่วน้องสาวของเจ้า เจ้าจำไม่ได้แล้วหรือ”
“นางคือหนิงลั่ว? เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เคยถักเปียสองข้าง แล้วชอบวิ่งไล่ตามข้าตลอดเวลาคนนั้นน่ะหรือ” หวังเฮ่าโพล่งถาม
หนิงลั่วรู้สึกใบหน้าร้อนฉ่าขึ้นมาทันที หรือว่าเจ้าของร่างเดิมเคยทำเรื่องน่าอายอย่างนั้นมาก่อน ช่างขายหน้าจริงๆ นางได้แต่ยิ้ม กล่าวกลบเกลื่อน “ข้าจำไม่ได้แล้ว”
หวังเฮ่ากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่อาสะใภ้หวังกลับดึงแขนเขาไว้ พลางมองบุตรชายด้วยสายตาที่บ่งบอกว่า ‘อีกฝ่ายโตเป็นสาวแล้ว พูดจาก็ให้ระวังหน่อย’ นางรีบหัวเราะกลบเกลื่อนและกล่าวขึ้นว่า “เมื่อก่อนตอนยังเด็ก พวกเจ้าก็เล่นด้วยกันบ่อยๆ แต่พอเฮ่าเอ๋อร์เข้าไปศึกษาในสำนักศึกษาก็ไม่ค่อยได้กลับมา ส่วนหนิงลั่วก็มักป่วยบ่อย จึงทำให้มาเยี่ยมเยียนน้อยลงไปอีก”
ที่แท้เป็นเช่นนี้ เจ้าของร่างเดิมกับหวังเฮ่าเคยเป็นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่[3]กระนั้นหรือ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมนางถึงรู้สึกคุ้นเคยกับเขามากกว่าหวังเผา
เมื่อเห็นทั้งสองยืนนิ่งไปด้วยความกระอักกระอ่วน อาสะใภ้หวังจึงรีบเดินเข้ามาหาหนิงลั่ว จับมือนางไว้แน่นด้วยความเอ็นดู ถามว่า “หนิงลั่ว เหตุใดจึงไม่พักผ่อนอยู่ที่บ้าน ออกมาข้างนอกเช่นนี้ได้อย่างไร วันนี้มาหาข้าเพราะมีเรื่องอะไร หรือหนิงเวยลืมของไว้ที่นี่”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะอาสะใภ้ วันนี้ข้ามาขอบคุณท่านกับพี่เผาที่ดูแลข้าเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้ข้าหายดีแล้ว จึงอยากเอาของกินมาฝากพวกท่านบ้าง” หนิงลั่วกล่าวพลางยกชามใบใหญ่ที่โอบประคองมาตลอดทางขึ้นเล็กน้อย
[1] ดื่มน้ำไม่ลืมคนขุดบ่อ เป็นสำนวนจีน หมายถึงการรู้คุณคนผู้มีพระคุณ
[2] กบฏประตูเสวียนอู่ เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จีนที่ถังเสวียนจงโค่นถังรุ่ยจงและยึดอำนาจในปี ค.ศ. 713
[3] เหมยเขียวม้าไม้ไผ่ หมายถึงผู้ชายกับผู้หญิงที่เติบโตและเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก