ตอนที่ 8 ไปสะสางบุญคุณความแค้นที่ตระกูลจาง (1)
เจี่ยนซื่อสั่งให้คนส่งอาภรณ์สำหรับวันส่งท้ายปีชุดใหม่ไปยังเรือนแต่ละหลัง ส่วนตนถือชุดกระโปรงยาวหลากสีสันไปยังศาลาลั่วเสวี่ยด้วยตัวเอง สาวใช้นางหนึ่งเห็นแผ่นหลังของผู้เป็นายเดินห่างออกไปก็รีบวิ่งไปยังทิศตรงข้ามและหยุดตรงศาลาเจินจู
หลังจากหญิงชราผู้เฝ้าประตูปล่อยนางเข้าไป นางก็เดินไปยังห้องหลักตามความเคยชิน เมื่อเห็นสาวใช้วิ่งตรงเข้ามาพอดีจึงหยอกเย้าด้วยรอยยิ้ม “เ้าจะไปไหนเหตุใดดูรีบร้อนนักเล่า!”
“ข้าจะไปสอบถามฮูหยินว่าเหตุใดปีนี้กระโปรงป้ายลายบุปผาสีชาดที่ส่งมาศาลาเจินจูถึงขาดไปหนึ่งชุด! ปกติคุณหนูชอบสีนี้ที่สุด”
เหนียนอวี๋ฟังคำของกุ้ยหยวนพลันแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะดึงนางให้ขยับเข้ามาใกล้อีกหน่อย “อย่าไปให้ขายหน้าเลย ตอนที่ข้าเดินผ่านมาเมื่อครู่ ข้าเห็นฮูหยินนำของไปให้ถึงศาลาลั่วเสวี่ยด้วยตัวเองเชียวนะ”
“นี่...เหตุใดฮูหยินถึงทำกับคุณหนูเช่นนี้ ถึงอย่างไรคุณหนูก็เป็คนที่นางเลี้ยงดูมาั้แ่เด็ก แล้วยามนี้จะให้คุณหนูยืนหยัดอยู่ในจวนต่อไปได้เยี่ยงไร”
เหนียนอวี๋ขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะมองนางด้วยสายตาไม่พอใจครู่หนึ่ง “เ้าอย่ามาโวยวายเสียงดังตรงนี้ ข้าจะเข้าไปคุยกับคุณหนูเสียหน่อย ดูว่านางมีท่าทีอย่างไรบ้าง”
เหนียนอวี๋พูดจบก็เดินเข้าไปในห้องส่วนในของห้องหลัก แม้นางกับกุ้ยหยวนจะเป็สาวใช้รุ่นใหญ่ของเหยียนจื่อหลิงทั้งคู่ แต่ตัวนางกลับมีไหวพริบรู้จักเอาตัวรอดมาตลอด จึงค่อนข้างน่าเชื่อถือเมื่ออยู่ต่อหน้าเหยียนจื่อหลิง
หลังเล่าด้วยเสียงแ่เบาและนุ่มนวลจบแล้ว เหยียนจื่อหลิงถึงวางหนังสือในมือลงบนโต๊ะพลางเอ่ยด้วยเสียงเย็นใส “แค่เสื้อผ้าชุดเดียว เ้าต้องระแวดระวังถึงเพียงนี้เชียวหรือ คุณหนูเ้าไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้าอาภรณ์เสียหน่อย”
เหนียนอวี๋ได้ฟังคำพูดของเหยียนจื่อหลิงพลันเงยหน้าขึ้น แม้จะเห็นสีหน้าของเ้านายไม่ชัดนัก กระนั้นยังรับรู้ได้ว่าในคำพูดนี้มีความไม่พอใจซ่อนอยู่ ต่อให้เื่เสื้อผ้าจะเป็เื่เล็ก แต่เกรงว่าคงเสียหน้าอยู่ไม่น้อย
“เื่ตระกูลจางที่ให้เ้าไปสืบมีข่าวคราวบ้างหรือไม่”
เสียงของเหยียนจื่อหลิงยังคงนุ่มนวล ทว่ามือที่กำแน่นโดยไม่รู้ตัวกลับเผยให้เห็นว่านางกำลังพยายามใจเย็น เหนียนอวี๋เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเช่นนี้ก็ทุกข์ใจอยู่บ้าง
“นายท่านผู้เฒ่าตระกูลจางเป็เขยแต่งเข้าตระกูลจางเ้าค่ะ ผู้กุมอำนาจในตระกูลจึงเป็จางซื่อ ทว่าสตรีผู้นี้ดุร้ายหยาบกระด้าง นางมีบุตรชายสองคน บุตรสาวสองคน คุณหนูห้าคือบุตรสาวคนโตเ้าค่ะ”
มุมปากจื่อหลิงโค้งขึ้นเล็กน้อยหลังได้ยินรายงาน สาวใช้พวกนี้พะวักพะวนว่าจะกระทบกระเทือนจิตใจตนจึงไม่กล้าพูดอะไรมากนัก พากันกลัวว่านางอาจเป็บุตรสาวคนโตที่แท้จริงของตระกูลจาง
ยามท่านแม่ออกไปข้างนอกตอนนั้น เหยียนจื่อหลิงยังกำชับให้นางเดินทางอย่างระมัดระวัง ใครจะคิดว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วันอีกฝ่ายจะกลับมาพร้อมข่าวคราวเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะเด็กสาวคนนั้นหน้าตาคล้ายท่านแม่มาก นางคงไม่เชื่อเื่ที่ตนถูกสลับตัวจริงๆ แน่
“เหนียนอวี๋ เ้าว่าข้าดูดีหรือไม่”
นางกระตุ้นตัวเองให้ขยันขัดเกลาฝีมือั้แ่เด็กเพราะใบหน้านี้ ในใจยังเคยตำหนิท่านพ่อท่านแม่ ทั้งๆ ที่คนหนึ่งรูปงามหมดจด อีกคนงามสง่าราวนางเซียน ทว่ารูปโฉมของนางกลับเทียบไม่ได้แม้แต่บุตรสาวสายรอง มาถึงตอนนี้ดูเหมือนข้อสงสัยทั้งหมดจะถูกคลี่คลายั้แ่เด็กสาวคนนั้นก้าวเข้ามาในจวนแล้ว
“ในใจของบ่าว คุณหนูงดงามและมีความสามารถที่สุดเ้าค่ะ”
ความสามารถของบุตรสาวสายตรงแห่งจวนผิงซีโหวไม่ใช่เื่โอ้อวดเกินจริง แม้รูปร่างหน้าตาของคุณหนูจะไม่โดดเด่นเท่าคุณหนูห้า ทว่าเมื่อเทียบกับคุณหนูคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็ดอกเหมย กล้วยไม้ ต้นไผ่ หรือเบญจมาศต่างมีความโดดเด่นและความพิเศษในแบบของตนเอง
“ฮึ...ออกไปเถอะ!”
เหยียนจื่อหลิงแค่นหัวเราะเสียงเย็น ก่อนสั่งให้สาวใช้ถอยออกไป จากนั้นเดินไปหน้ากระจกทองแดงแล้วค่อยๆ พิจารณาใบหน้าของตนเอง หากพูดอย่างตรงไปตรงมา ดวงหน้านี้ค่อนข้างงดงามทีเดียว ทั้งยังแฝงกลิ่นอายสูงส่งไร้ซึ่งคาวโลกีย์เสียด้วยซ้ำ
แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจเทียบกับรูปลักษณ์เด่นสะดุดตา งามสง่า และสูงค่าของดอกโบตั๋นได้ หากเทียบกับเหยียนจื่อม่อแล้ว นางยังดูด้อยกว่าเล็กน้อย