ราตรีเงียบสงัด แสงจันทร์สาดส่องเผยให้เห็นหญิงสาวผมแดงผู้งดงามบนบัลลังก์
ภายในห้องโถงกว้างรูปทรงโดม ดูคล้ายกับโบสถ์...แต่กว้างกว่ามากทว่าที่แห่งนี้กลับให้บรรยากาศตรงกันข้ามกับโบสถ์โดยสิ้นเชิง หากเป็โบสถ์จริง ก็คงจะเรียกได้เต็มปากว่าเป็โบสถ์ร้าง
‘เก่าแก่’ คือคำนิยามอันเรียบง่ายสำหรับที่แห่งนี้ กำแพงหินหลุดลอกพวกมันส่วนใหญ่กลายเป็สีดำ ดูสกปรก นอกจากนี้รอยร้าวตามผนังและเสาค้ำยันก็ทำให้รู้สึกไม่ปลอกภัยนักราวกับว่าเพดานจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
ที่เพดานมีตัวอักษรประหลาดสลักไว้ดูแล้วเหมือนคำสาปแช่งของพิธีกรรมชั่วร้ายบางอย่าง แต่ก็ไม่อาจมองเห็นได้ชัดนักอันเนื่องมาจากความมืด
ห้องโถงนี้มืด จะกล่าวว่า ‘มีเพียงสีดำ’ เลยก็ได้กระนั้น ก็ไม่ได้มีตะเกียงหรือคบไฟใดๆ แขวนติดไว้ตามผนังมีเพียงแสงจันทร์สาดส่องผ่านกระจกสีทึบ ช่วยให้พอมองเห็นสภาพภายในหากเมื่อใดที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ ทุกอย่างตรงหน้านี้ก็จะมลายหายไปนำพาสถานที่นี้กลับคืนสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
พื้นที่โล่งกว้างพอจะจุคนได้หลายร้อย มองเห็นได้เพียงความว่างเปล่าประหนึ่งถูกปล้นชิงทุกสิ่งไปจนหมดสิ้น ไม่มีเหลือ ความไม่มีอะไรเลยของที่แห่งนี้เปรียบได้ดั่งเช่นนั้น
แต่หากจะกล่าวว่า ‘ไม่เหลืออะไรเลย’ ก็คงไม่ถูกนักเพราะยังคงมีเหล่ารูปปั้นแกะสลักอันน่าหวาดหวั่น จัดวางอยู่ตามมุมมืดทั้งสี่พวกมันต่างล้วนหันหน้ามองตัดกันที่ใจกลาง เพิ่มความน่าขนลุกขึ้นพอควร
ชุดสีแดงของหญิงสาวสะท้อนเข้ากับแสงจันทร์ อาจจะคิดไปเองแต่ภาพตรงหน้านี้กลับดูเปล่งประกายระยิบระยับอย่างน่าฉงนก่อเกิดเป็ภาพแห่งความงดงาม ราวกับกำลังจมอยู่ในโลกแห่งจินตนาการเพ้อฝัน
...ความงามในชุดสีแดง
ตัวชุดเผยไหล่ขาวนวลให้ได้เชยชมเนื้อผ้าส่วนบนถูกถักทอจากเกล็ดเล็กๆบางชนิด กระโปรงส่วนล่างฟูฟ่องบานออกราวกลีบกุหลาบ มีขอบลูกไม้สีม่วงดำตัดแดงยาวเป็พุ่มตลอดตัวชุดจรดพื้น
เธอนั่งไขว่ห้าง เผยให้เห็นถุงน่องสีดำภายใต้กระโปรงมือทั้งสองที่สวมถุงมือถูกวางพิงไว้ที่พำนักเครื่องประดับที่สวมมีเพียงสร้อยคอรูปกางเขน ถูกสวมห้อยไว้ที่คอสองเส้น ซึ่งพวกมันดูเหมือนกันทั้งคู่
แม้จะดูเ็าแต่ใบหน้านั่น...มันเกินกว่าที่จะถูกบรรยายออกมาเพียงแค่งดงาม เธอดูราวกับเป็ ‘เ้าหญิงผู้เลอโฉม’จากประเทศใดประเทศหนึ่ง
ราวกับไม่ใช่มนุษย์...งดงามถึงเพียงนั้น ควรค่าแก่เหล่าบุรุษที่จะฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิง
เธอนั่งเงียบอยู่บนบัลลังก์ ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆแสดงออกบนสีหน้าทว่าแววตาหรี่ลงเล็กน้อย...ฉายแววครุ่นคิด ความน่าหวาดหวั่นของที่แห่งนี้คงจะไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่
...ทันใดนั้นเอง
เสียงเคาะประตูได้ดังขึ้นเบาๆสองครั้ง ความเงียบงันพลันถูกทำลายลงปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้นจากภวังค์
หญิงสาวหันหน้าไปมอง
ที่ตรงนั้นคือประตู...ประตูเหล็กบานคู่สูงสี่เมตรที่เขลอะไปด้วยสนิมมันดูเก่าแก่และทรุดโทรมเป็อย่างมาก
“...เข้ามาได้”
เสียงอันไพเราะได้ดังขึ้น มันฟังดูแข็งกร้าวเล็กน้อยทว่าก็เหมาะสมสำหรับผู้ที่นั่งอยู่สูงอย่างบนบัลลังก์
สิ้นเสียงนั้น ประตูคู่ก็ได้ถูกผลักเปิดเข้ามาอย่างช้าๆทั้งที่เขลอะไปด้วยสนิม แต่กลับมีเพียงเสียงเปิดประตูเบาๆเท่านั้น
ทันทีที่ประตูถูกแง้มออก สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาเลยก็คือแสงสว่างแต่ที่แปลกก็คือ ประตูได้ถูกเปิดเข้ามาด้านใน...โดยไม่มีใครเป็คนผลัก
ประตูถูกเปิดจนสุด
...พลันโลกแปรเปลี่ยน
สภาพโดยรอบดูสดใสขึ้นทันตา ต่างจากห้องโถงโล่งกว้าง..อ้างว้าง..มืดมิดก่อนหน้า อย่างเทียบไม่ติด ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นได้เพียงเพราะแสงสว่างเท่านั้น
ที่ตรงหน้าประตู ปรากฏร่างมนุษย์ขึ้นมาสองร่าง
คนแรกคือหญิงสาวผมขาวแซมม่วงในชุดเมดเธอกำลังเข็นรถเข็นอาหารเข้ามา
ชุดเมดสีกรมท่าสลับขาวที่สวมดูเข้ากับเธอได้เป็อย่างดีใบหน้างดงามแสดงออกถึงความเคร่งขรึม เยือกเย็น ดูเป็คนเข้มงวดทว่าหากได้ลองมองจากมุมกว้างดูแล้วหละก็...
เสื้อผ้าที่ถูกออกแบบและถักทออย่างประณีต...ทรงผมงดงามยาวถึงบ่า...ใบหน้าเรียวสวยได้รูปทั้งคิ้ว ดวงตา จมูก ปากทั้งหมดต่างถูกจัดเรียงไว้บนใบหน้าอย่างมีสัดส่วน...รูปร่างเพรียวบางแขนขาเรียวสวย แม้หน้าอกที่ถูกปิดซ่อนอยู่ภายใต้ชุดเมดจะไม่สามารถระบุขนาดได้แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงสมบูรณ์แบบ...
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เมดสาวผู้นี้มี สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ‘สมบูรณ์แบบ’
ถ้าจะให้นิยามเธอออกมาสั่นๆแล้วหละก็...
...ราวกับตุ๊กตา
หากเปรียบหญิงสาวก่อนหน้าเป็ดั่งร่างอวตารแห่งความงามอันเจิดจรัด...เมดสาวผู้นี้ก็คงจะเปรียบได้ดั่งร่างอวตารแห่งความงามสมบูรณ์แบบ!
ด้านหลังเมดสาว...คือเด็กสาวผมทอง
เธอดูอายุราวๆ เจ็ดถึงแปดปี ใบหน้าอันอ่อนเยาว์เผยให้เห็นความน่ารักแบบเด็กๆทว่ากิริยามารยาทกลับอ่อนช้อย งดงาม ราวกับผู้ใหญ่ที่ถูกฝึกมา
ชุดเดรสที่เด็กสาวสวมดูคล้ายกับของหญิงสาวผมแดงก่อนหน้า ทว่าเป็สีดำ เธอสวมถุงมือยาวและถุงน่องสีดำคล้ายหญิงสาวชุดของเธอมันเงา ดูราวกับทำมาจากหนังสัตว์ที่ถูกฟอกแต่กระโปรงยาวนั่นไม่ได้ดูฟูฟ่องหรือดึงดูดสายตาจนเกินไปออกแนวเรียบร้อยเสียมากกว่า
แม้จะดูเป็คนที่โดดเด่นน้อยที่สุด ทว่าความน่ารักของเด็กสาวกลับเทียบได้กับความสมบูรณ์แบบของสาวเมด
...แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่สมควรจะให้ความสนใจมากที่สุด ณ เวลานี้
ที่เื้ัของพวกเธอคือเชิงเทียนติดไฟมากมาย...พวกมันต่างลอยอยู่เหนือพื้นอย่างน่าพิศวง
...ทว่าก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น
โต๊ะหินอ่อนหรูหรากับเก้าอี้เข้าคู่หกตัวลอยตามกันมาติดๆ ไม่เว้นแม้แต่ผ้าปูโต๊ะสีเทาที่ลอยเอื่อยมาทีหลังเพื่อน
เมดสาวเข็นรถต่อไปโดยมีเด็กสาวติดพ่วงมาด้วย
เมื่อรถเข็นได้มาถึงจุดพื้นต่างระดับ แทนที่จะสะดุดเพราะอุปสรรคทางความสูงตัวรถกลับลอยขึ้นเหนือระดับความต่างนั้นอย่างน่าประหลาด
จนกระทั่ง เมื่อรถเข็นได้มาถึงบัลลังก์...ทั้งคู่ก็ได้หยุดเดิน
โต๊ะหินอ่อนส่องประกายลอยลงมาหยุดหน้าบัลลังก์เก้าอี้เลิศหรูสามคู่ลอยตามมาเข้าที่ ต่อด้วยผ้าปูโต๊ะสีเทาที่ลอยลงมาปิดท้าย
ทางด้านเชิงเทียน...พวกมันยังคงลอยอยู่เหนือพื้นแต่ทว่าก็พากันกระจัดกระจายไปทั่วห้อง ส่องสว่าง สาดแสง เป็เหตุให้ห้องโถงมืดมนนี้ดูสดใส
เมดสาวเริ่มจัดแจงโต๊ะอาหาร กระทำการอย่างคล่องแคล่ว ทว่าไร้เสียง จานชาม ซ่อม ช้อน และอีกสารพัด ได้ถูกจัดวางขึ้นไปบนโต๊ะอาหารอย่างงดงามแสดงออกถึงความเป็มืออาชีพในระดับสูง
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว หญิงสาวบนบัลลังก์จ้องมองทุกสิ่งที่เกิด
เก้าอี้อีกหกตัวยังคงเว้นว่าง ไม่มีท่าทีว่าจะมีคนนั่งหากไม่ใช่ว่าเ้าของยังคงไม่มา...ก็เป็ไปได้ว่าจะนำมาเพียงเพื่อประดับ
เด็กสาวยืนยิ้มอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มเธอช่างสดใสกระนั้นก็มีบางอย่างแปลกๆ
เธอพยายามทำตัวเรียบร้อย ทว่าร่างกายกลับกระตุกขึ้นมาเป็พักๆดูราวกับคนที่กำลังอดกลั้นบางสิ่ง
จนกระทั่ง เมื่อเธอโดนเมดสาวมองมาด้วยสายตาตำหนิ...เธอจึงได้สงบลง
แม้จะสงบลงแล้วทว่าเด็กสาวกลับจ้องมองไปยังหญิงสาวบนบัลลังก์ด้วยสายตาอ้อนวอน ร้องขอดูแล้วน่าสงสาร
...จนในที่สุด
“เฮ่อ เพียงแค่ครั้งนี้นะ ในระหว่างที่แอนนากำลังจัดโต๊ะอาหาร—”
ฟรุบ
หญิงสาวยังกล่าวได้ไม่ทันจบประโยค
เงาร่างเด็กสาวเลือนราง...หายไปจากตำแหน่งเดิม
เด็กสาวกระโจนขึ้นคร่อมหญิงสาวบนบัลลังก์...เร่งร้อนราวกับไม่อาจอดกลั้นต่อไปได้อีก
เธอโลมเลียเข้าที่ลำคอของหญิงสาว...
อ้าปากยิ้ม...เผยคมเขี้ยว
...ก่อนที่จะฝังมันลงไปบนลำคอขาวผ่องนั้น
หญิงสาวลูบไล้เส้นผมสีทองยาวของเด็กสาว พลางครุ่นคิด...
...ถึงสาเหตุที่ทำให้เื่ทั้งหมดมาลงเอยแบบนี้