เว่ยเฉิงอันนำคณะเดินทางกลับมาถึงค่ายนักล่าสมบัติในช่วงบ่าย การเดินทางของพวกเขาค่อนข้างราบรื่นเพราะมีสัตว์อสูรระดับต่ำขวางทางแค่ไม่กี่ตัว เพียงลงมือเล็กน้อยก็สามารถจัดการได้ อีกทั้งเส้นทางขากลับเป็นเส้นตรง ไม่ต้องวกไปวนมาเพื่อหาสมุนไพรเหมือนตอนเข้ามา
พวกเขาแบกสัมภาระมาเต็มหลัง ถุงเก็บของระดับต่ำที่มีอยู่ใส่ได้แค่สมุนไพรมีค่าและเขี้ยวหมูป่าไม่กี่ชิ้น จึงต้องนำชิ้นส่วนสัตว์อสูรที่เหลือใส่ถุงหนังแล้วแบกกลับมา
เมื่อมาถึงค่ายนักล่าสมบัติจึงตกเป็นเป้าสายตาของผู้อื่น คนเหล่านั้นล้วนหันมามองพวกเขาด้วยความสนใจ ต่างเกิดคำถามเต็มอกว่าของในถุงผ้าคือสิ่งใด โดยปกติแล้วไม่ค่อยมีกลุ่มที่กลับออกมาพร้อมของเต็มหลังเช่นนี้บ่อยมากนัก
สิ่งแรกที่เว่ยเฉิงอันทำหลังจากมาถึงคือทำการค้าขาย เขานำเนื้อกับหนังของสัตว์อสูรมาจำหน่ายกลางตลาด จากนั้นนำสมุนไพรบางส่วนที่ไม่ได้อยู่ในภารกิจออกมาขายให้กับหลี่ต้าหนิว หาเงินทุนในการเข้าแดนโลหิตครั้งถัดไป
สมุนไพรที่พวกเขานำออกมาค่อนข้างหายาก หลี่ต้าหนิวยอมจ่ายในราคาที่พวกเขาเรียกร้อง ผิดจากวิสัยของพ่อค้าหน้าเลือดไปบ้าง หลินมู่หยางคาดว่ามันคงไปโก่งราคากับผู้อื่นอีกทอดหนึ่ง ทำให้การค้าขายครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น
การค้าขายที่ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อกลับสร้างรายได้ให้พวกเขาถึงห้าหมื่นเหรียญเงิน เมื่อแบ่งกันอย่างเท่าเทียม ทุกคนจึงได้รับเงินส่วนแบ่งคนละหนึ่งหมื่นเหรียญ
หลินมู่หยางที่ดูคล้ายจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมาสักพัก เอ่ยขึ้นมาตอนที่เว่ยเฉิงอันยื่นเหรียญเงินที่เป็นส่วนของเขาว่า
“ศิษย์พี่เว่ย ข้าไม่รับเหรียญเงินจำนวนนี้ แต่ขอเปลี่ยนเป็นเขี้ยวของหมูป่าเขี้ยวดาบชิ้นนี้ได้หรือไม่ อาจารย์เล่ยในสำนักศึกษาบอกว่ามันสามารถดัดแปลงเป็นอาวุธได้ ตอนนี้ข้าเองก็ไม่มีดาบคู่กายมานานแล้ว จึงอยากได้ไปทำดาบสักเล่มหนึ่ง”
เนื่องจากหลินมู่หยางรู้แล้วว่าดาบธรรมดาไม่เหมาะกับพื้นที่แดนโลหิต จำเป็นต้องมีอาวุธคู่กายที่ดีกว่านี้ การสังหารหมูป่าเขี้ยวดาบในครั้งนี้เขาเองก็มีความดีความชอบอยู่ไม่น้อย จึงเอ่ยปากขออย่างตรงไปตรงมา หากไม่ได้ก็ไม่ถือโทษพาลโกรธพวกพ้อง
เว่ยเฉิงอันคล้ายกับจะเข้าใจเจตนาของหลินมู่หยาง ถึงแม้เขี้ยวของหมูป่าเขี้ยวดาบที่เลื่อนระดับจะมีมูลค่าสูงที่สุดในการล่าครั้งนี้ เพียงเป็นรองหินวิญญาณสีเหลือง เขาก็มองว่าการซื้อใจสหายที่เฉลียวฉลาดในการล่านั้นสำคัญกว่า เมื่อหันไปส่งสายตาขอความเห็นจากสมาชิกคนอื่นในกลุ่ม แต่ละคนล้วนพยักหน้าเห็นด้วย จึงหันมายิ้มให้หลินมู่หยาง กล่าวว่า
“เอาไปเถอะ คราวหน้าจงใช้อาวุธใหม่สังหารหมูป่าเขี้ยวดาบเพื่อพวกเราอีกสักสองสามตัวก็พอ บางทีอาจไม่ต้องลำบากเหมือนคราวนี้อีก”
หลินมู่หยางรีบกล่าวคำขอบคุณ ภาพของเว่ยเฉิงอันในใจเขาคล้ายพี่ใหญ่ที่ใจดีผู้หนึ่ง รวมไปถึงสมาชิกคนอื่นในกลุ่มล้วนเป็นสหายที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีวันหาเจอจากนักล่าสมบัติที่เคยร่วมงานมาด้วย จึงรู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ออก
“เงินส่วนแบ่งของเจ้าก็รับเอาไว้ด้วย พวกเราจะเอาในส่วนของสมุนไพรที่เหลือจากภารกิจมาแบ่งกัน ไม่ให้เจ้ามีเปรียบอย่างแน่นอน”
หลินมู่หยางพยักหน้าด้วยความละอายใจ ส่วนแบ่งของเขานั้นมากกว่าผู้อื่นหลายเท่า จึงรู้สึกว่าตนเองกำลังเอาเปรียบสหายในกลุ่ม แต่เว่ยจวิ้นที่ค่อนข้างเงียบมาตลอดตบไหล่เขาคราหนึ่ง กล่าวว่า
“อย่างคิดมากเลย เร็วๆ นี้กลุ่มของพวกเราจะรับภารกิจอันตรายอีกหลายครั้ง เจ้าไม่มีเหตุผลในการปฏิเสธพวกเราแล้ว ฮา ฮา”
หลินมู่หยางกล่าวคำขอบคุณทุกคน เก็บเขี้ยวของหมูป่าเขี้ยวดาบใส่ถุงเก็บของอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นหลี่ต้าหนิวก็โผล่หน้าออกมา เรียกพี่เรียกน้องกับเว่ยเฉิงอันด้วยความประจบประแจง พอได้รับหญ้าน้ำค้างสามต้นก็ยินดียิ่ง กล่าวว่า
“ขอบคุณสหายเว่ยที่แบ่งปันสมุนไพรเหล่านี้กับเรา เพื่อเป็นการตอบแทนในน้ำใจครั้งนี้ ข้าแนะนำให้เข้าไปตลาดมืดที่จะจัดขึ้นในคืนนี้ มีข่าวคราวหลุดมาว่ามีของวิเศษชิ้นหนึ่งจะถูกนำออกมาประมูล หากพวกเจ้าชื่นชอบความครึกครื้น สมควรไปร่วมสนุกสักครา”
หลินมู่หยางเคยได้ยินเกี่ยวกับตลาดมืดมาก่อน แต่ตอนนั้นเขาเป็นเพียงนักล่าสมบัติปลายแถว ไม่มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมจึงไม่ได้สนใจมากนัก รอบนี้จึงต้องการชมดูสักครา
หลี่ต้าหนิวเห็นไป๋หลิงซวงทำหน้างุนงงจึงหัวร่อ ฮา ฮา แล้วพูดอธิบายว่า
“ตลาดมืดเป็นการค้าขายที่ไม่ผ่านทางการ จัดขึ้นโดยนักล่าสมบัติพเนจรที่รวมกลุ่มกันชั่วคราว และจะเปิดตลาดในค่ายเป็นครั้งคราวเท่านั้น ในตลาดเต็มไปด้วยของล้ำค่าที่หาได้ยากกว่าตลาดทั่วไปมากมาย แต่ใช้เพียงหินวิญญาณในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่รับเหรียญเงินเหมือนพวกเรา”
“จัดขึ้นที่เดิมใช่หรือไม่?”
เจียงอวี้หลานถามด้วยความกระตือรือร้น นางเคยเข้าร่วมตลาดมืดมาสองครั้งก่อนหน้านี้ ย่อมรู้ว่ามีโอกาสพบสิ่งที่ตนเองต้องการ
“ศิษย์น้องเจียงก็สนใจด้วยเหรอ? งั้นคืนนี้พวกเราค้างคืนที่นี่แล้วไปท่องตลาดมืดด้วยกัน”
หลินมู่หยางกับไป๋หลิงซวงล้วนส่งเสียงสนับสนุน เว่ยเฉิงอันจึงเช่ากระโจมเก่า ๆ หลังหนึ่งเป็นที่พัก ถึงแม้ว่าสภาพด้านนอกของมันไม่สวยงามนัก แต่ภายในค่อนข้างกว้างขวาง มีพื้นที่เพียงพอสำหรับคนห้าคนใช้พักผ่อนโดยไม่เบียดเสียด
ที่สำคัญคือเมื่อเช่ากระโจม คนและของที่อยู่ในกระโจมจะได้รับการปกป้องจากผู้ให้เช่า คนที่สามารถปล่อยเช่ากระโจมในค่ายนักล่าสมบัติ ล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลในระดับหนึ่ง
เว่ยเฉิงอันรวบรวมของมีค่าที่ไม่สามารถพกติดตัวของทุกคนมารวมไว้ตรงมุมหนึ่งของกระโจม จากนั้นลงมือกางค่ายกลซ่อนเร้นปิดบังพวกมันไว้ ทรัพย์สินกองโตล้วนอันตรธานหายไปในพริบตาเมื่อค่ายกลทำงาน หลินมู่หยางกับไป๋หลิงซวงต่างตกตะลึงจนร้องอุทานออกมา
“ศิษย์พี่เว่ย ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร...”
“ฮา ฮา ศิษย์น้องทั้งสองอย่าได้ตื่นตระหนกไป นี่เป็นค่ายกลซ่อนเร้นที่ประมูลได้ในตลาดมืดครั้งก่อน หวังว่าคืนนี้จะได้ของล้ำค่าเช่นนี้อีก”
หลินมู่หยางหันไปสบตากับไป๋หลิงซวงด้วยความมึนงง เขาเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับค่ายกลมาบ้าง แต่นึกไม่ถึงว่ามันจะลี้ลับพิสดารเช่นนี้ วันนี้แค่วันเดียวกลับพบพานของล้ำค่าถึงสองชิ้น ไม่ว่าจะเป็นยันต์ระเบิดหรือค่ายกลซ่อนเร้น ล้วนเป็นของวิเศษในตำนานทั้งสิ้น
เมื่อถึงกำหนดเวลาหลี่ต้าหนิวก็มาถึง พวกเขาจึงพากันเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดดำ สวมใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าครึ่งบน ออกเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งหลังค่าย
ทางเข้าตลาดมืดถูกซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน ปรากฏบันไดหินปูลาดลงไปเบื้องล่าง หลังจากเดินลงไปหลายสิบขั้นก็พบประตูหินขนาดใหญ่ หลี่ต้าหนิวส่งสัญญาณด้วยรหัสลับรอบหนึ่งประตูหินนั้นก็เปิดออก
ด้านหลังประตูหินกลับเป็นโลกอีกใบหนึ่ง ห้องโถงใหญ่ใต้ดินทอดยาวหลายสิบวา แสงสว่างจากคบไฟขับไล่ความมืดมิดไปสิ้น ผู้คนคนเดินขวักไขว่คู่กับเสียงพูดคุยที่ดังระงมไปทั่ว แผงขายของตั้งเป็นแนวยาวคล้ายตลาดนัด สินค้าล้ำค่านานาชนิดถูกวางขายบนแผงเหล่านี้
ผู้คนจำนวนหลายร้อยต่างสวมใส่หน้ากากปิดบังตัวตน ต่างทำการค้าขายโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายเป็นใคร สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือการแลกเปลี่ยนอย่างยุติธรรม
“ตลาดมืดแห่งนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือพื้นที่ตรงนี้ที่พวกเรายืนอยู่ มีไว้สำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทุกคนสามารถนำสิ่งของมาวางขายหากจ่ายค่าเช่าแผง หากพวกเจ้าสนใจก็ไปคุยกับเจ้าหน้าที่ชุดเหลืองผู้นั้น...”
หลี่ต้าหนิวชี้ไปที่บุรุษที่สวมใส่เสื้อผ้าสีเหลืองที่อยู่ทางซ้ายมือ ทั้งหมดหันไปมองด้วยความฉงนสนเท่ห์ใจ แม้แต่ตลาดมืดยังจัดการได้เป็นระเบียบถึงเพียงนี้ คนที่อยู่เบื้องหลังต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“ส่วนที่สองคือห้องถัดไป เป็นสถานที่สำหรับประมูลสินค้าล้ำค่า หากพวกเจ้าสนใจนำของมีค่าไปประมูล ให้ติดต่อเจ้าหน้าชุดเขียวที่อยู่หน้าห้อง พวกเขาจะจัดลำดับขึ้นประมูลให้เอง แต่ต้องเสียค่าดำเนินการสองส่วน หากไม่ติดขัดก็เข้าร่วมการประมูลได้เลย”
หลี่ต้าหนิวอธิบายจบก็ขอตัวจากไป หลินมู่หยางและพวกจึงพากันเดินดูสินค้าด้วยความตื่นตาตื่นใจ สถานที่แห่งนี้มีสินค้าล้ำค่ามากมายเกินจะจินตนาการได้ อาวุธหลากหลายชนิดถูกวางเรียงรายอยู่ตามแผง ทั้งดาบ กระบี่ ทวน ธนู และอาวุธประหลาดอีกมากมาย ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างด้วยความประณีต แข็งแรงทนทานกว่าของสำนักศึกษาเทียนเหรินเสียอีก
ยาลูกกลอนเองก็มีมากมายหลายชนิด นอกจากยาลูกกลอนเสริมกายาแล้ว ยังมียาลูกกลอนรักษาบาดแผล ยาลูกกลอนเพิ่มพละกำลัง ยาลูกกลอนฟื้นฟูร่างกาย ยาลูกกลอนต้านพิษ และยาลูกกลอนบำรุงผิวพรรณที่ขายดีในหมู่สตรี นอกจากนี้สมุนไพรที่พบเจอในแดนโลหิตก็มีวางขายอยู่บ้างเช่นกัน
หลินมู่หยางเดินดูด้วยความสนอกสนใจ แต่เนื่องจากเขามีงบประมาณค่อนข้างจำกัด จึงไม่ยอมใช้หินวิญญาณที่มีเพียงน้อยนิดของตนเอง เพียงเดินดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่กระบี่เล่มหนึ่ง ฝักสีขาวซีดกลับแผ่ไอเย็นออกมา ยังไม่ทันเห็นตัวกระบี่ก็รู้สึกได้ว่าเป็นกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง
ชายหนุ่มเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยท่าทางที่ปกติที่สุด หากแสดงความกระตือรือร้นออกมาย่อมถูกพ่อค้าหน้าเลือดโก่งราคา จำต้องระมัดระวังตัวให้ดี คนขายหนวดยาวเห็นเขาสนใจในกระบี่จึงเอ่ยขึ้นมาว่า
“กระบี่เล่มนี้เรียกว่ากระบี่เยือกแข็ง สร้างจากกระดูกสันหลังของงูหลามน้ำแข็งบึง หากเจ้าสนใจมัน สามารถลองกวัดแกว่งดูได้”
หลินมู่หยางหยิบกระบี่ขึ้นมาพิจารณา ทันใดนั้นความเย็นจากตัวกระบี่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว เขาไม่เคยพบพานอาวุธเช่นนี้มาก่อน จึงแทบโยนมันทิ้งไปในทันที ยังดีที่เรียกสติกลับมาทันท่วงที จึงฝืนทนกำไว้อย่างแนบแน่น พอเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ก็พบว่าความเย็นนั้นหลอมรวมเข้ากับร่างกาย ไม่ทำร้ายคนถืออีก
เขาพบว่ากระบี่เล่มนี้มีน้ำหนักพอดี ถึงจะมีขนาดเล็กกว่าดาบที่เขาใช้ แต่น้ำหนักกลับไม่ต่างกันมากนัก เมื่อลูบไล้ตัวกระบี่ก็รู้สึกว่ามันแข็งแกร่งกว่าศัสตราวุธทั่วไปหลายเท่า
“กระบี่เล่มนี้ขายเท่าไหร่?”
“สามพันหินวิญญาณ”
เมื่อได้ยินราคาหลินมู่หยางวางมันลงด้วยความเสียดาย ตอนนี้ในถุงเก็บของมีหินวิญญาณเพียงสองร้อยก้อน ไม่สามารถซื้อได้แม้กระทั่งฝักดาบ จึงถอดใจไม่กล้าสู้หน้าพ่อค้าอีก
ในขณะที่เขากำลังจะเดินจากไป พ่อค้าคนนั้นรีบดึงแขนลูกค้าคนแรกที่สนใจกระบี่เอาไว้ แม้ว่ามันจะเป็นอาวุธวิเศษ แต่นักสำรวจและนักล่าสมบัติไม่นิยมใช้กระบี่ สินค้าชิ้นนี้เกิดขึ้นมาจากความผิดพลาดในการสั่งทำ ทำให้คนสั่งทำกลืนไม่ได้คายไม่ออก นำออกมาวางขายในตลาดมืดหลายรอบแล้วแต่ยังขายไม่ออก เมื่อพบเจอลูกค้าที่สนใจก็เลยถือโอกาสเกลี้ยกล่อมอีกสักรอบ
“คุณชายอย่าเพิ่งไป หากแพงไปเราสามารถลดได้นิดหน่อย สองพันเก้าร้อยหินวิญญาณเป็นอย่างไร...งั้นเอาเป็นสองพันเจ็ดร้อยหินวิญญาณ...ยังไม่พอใจอีกเหรอ งั้นลดให้สูงสุดที่สองพันห้าร้อยหินวิญญาณ ลดมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว”
“ข้าต้องขอโทษด้วย คือว่า...ข้าไม่มีหินวิญญาณมากมายถึงเพียงนั้น”
หลินมู่หยางไม่อยากให้เรื่องราวยืดเยื้อ จึงบอกกล่าวไปตามตรงว่าตนเองมีหินวิญญาณไม่เพียงพอ แต่พ่อค้าหนวดยาวกลับไม่ยอมเลิกรา กล่าวว่า
“เจ้าสามารถนำสิ่งของ ยาลูกกลอน หรือสมุนไพรมาแลกเปลี่ยนได้ ข้าจะคำนวณราคาที่ยุติธรรมให้”
“แบบนี้ก็ได้เหรอ...งั้น...สาลี่ดำผลนี้ได้กี่หินวิญญาณ”
เขาหยิบสาลี่ดำออกมาจากถุงเก็บของ พ่อค้าหนวดยาวเบิกตากว้างมองดูด้วยความตะลึง รีบคว้าสาลี่ดำไปอย่างรวดเร็ว ใช้สายตาสอดส่องพินิจดูอย่างละเอียดครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่ของปลอมก็พูดออกมาด้วยความยินดีว่า
“แลกเปลี่ยน...แลกเปลี่ยนอย่างยุติธรรม เจ้าเอากระบี่ไปได้เลย เอ้านี่ เราแถมยาลูกกลอนฟื้นฟูร่างกายให้อีกสองขวด...”
พูดจบก็บรรจงเก็บสาลี่ดำใส่ถุงเก็บของอย่างระมัดระวัง จากนั้นตะโกนเรียกลูกน้องมาเก็บของใส่ถุงผ้าพร้อมกับปิดร้านทันที ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนหลินมู่หยางรู้สึกว่าตนเองเสียเหลี่ยมให้กับพ่อค้าหนวดยาวผู้นี้
แท้จริงแล้วเขาเสียเปรียบในมุมมองของพ่อค้า สาลี่ดำมีมูลค่าสูงยิ่งในตลาดมืด ยิ่งช่วงนี้นักล่าสมบัติหามาได้น้อยลง ราคาจึงดีดขึ้นไปแตะหลักหมื่นหินวิญญาณ เทียบกับกระบี่เยือกแข็งที่ขายไม่ออก นับว่าเขาพลาดท่าครั้งใหญ่
แต่ในมุมมองของผู้ฝึกกระบี่ กระบี่เยือกแข็งเล่มนี้สมควรมีราคาสองหมื่นหินวิญญาณขึ้นไป น่าเสียดายที่ผู้คนไม่นิยมฝึกกระบี่ มันจึงไร้ค่าในสายตาคนเหล่านี้
หลินมู่หยางลูบฝักกระบี่ด้วยความโล่งใจ พลางคิดในใจว่า
‘เสียสาลี่ดำลูกหนึ่งจะเป็นไรไป ในถุงเก็บของยังมีอีกแปดเก้าลูก หากนำกระบี่เล่มนี้ไปให้อาจารย์ทัศนา ท่านอาจใจอ่อนยอมสอนเพลงกระบี่ให้เรา’
ชายหนุ่มมั่นใจว่าอาจารย์บนยอดเขาต้องมีความรู้เกี่ยวกับวิชากระบี่ หาไม่แล้วคงไม่ดันทุรังให้ตนเองฝึกฝนทุกเช้าค่ำ วาดกระบวนท่าพื้นฐานที่สุดแสนน่าเบื่อไปมาวันละครึ่งชั่วยาม แม้แต่ยามหลับตายังคงรับรู้ว่าเขาออกกระบวนท่าผิด
‘หากอาจารย์มิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบี่ จะมีจิตสัมผัสถึงเพียงนี้ได้อย่างไร’