วาสนาที่ไร้ใจ
ตอนที่ 1
‘หอราตรีจันทร์’ สถานที่ผ่อนคลายอารมณ์หลังทำงานหนักในย่านเริงรมย์ มีสุราชั้นเลิศให้ลิ้มรส มีสตรีหน้าตาสวยสดงดงามนั่งรินลงจอกให้ ร่ำสุราไปสนทนากันไปอย่างสำราญเปรมปรีดิ์
หอราตรีจันทร์มีด้วยกันสองชั้น หนึ่งชั้นเปิดให้บรรดาลูกค้าทั้งหลายได้นั่งดื่มกินและสังสรรค์ ชั้นสองมีไว้สำหรับลูกค้าที่้านั่งสนทนาเป็ส่วนตัวในห้องหับมิดชิด หากแต่อย่างไรเสีย ทั้งบนและล่างต่างเชื่อมกันด้วยลานกว้าง ตรงกลางของห้องโถงมีบุปผานานาพันธุ์และรังสรรค์เป็ธรรมชาติท่ามกลางสิ่งปลูกสร้าง
ในขณะที่บุรุษต่างพูดคุยกันอย่างออกรส สตรีนางหนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีม่วงอ่อนปักลายเหม่ยกุ้ยฮวาด้วยด้ายสีม่วงเข้ม ชายอาภรณ์ของนางยาวเฟื้อยและพลิ้วไหวในยามโดนสายลมพัดมาอ่อนๆ กลิ่นกายกลิ่นเดียวกันกับลายอาภรณ์ส่งความหอมออกไปต้องจมูกผู้ที่กำลังมองชม เพียงร่างนั้นเยื้องกรายผ่านธรณีประตูเข้ามาก็สามารถสะกดทุกสายตาเอาไว้ราวกับมีแรงดึงดูด
“ซื่อจื่ออยู่ที่ใด”
“ชั้นสองห้องปีกขวาขอรับคุณหนูใหญ่” น้ำเสียงยำเกรงของบ่าวชายผู้หนึ่งซึ่งยืนรออยู่หน้าประตูทางเข้า เอ่ยตอบสตรีหน้าตางดงามทว่ากำลังเกรี้ยวกราดประดุจนางมารในคราบเทพเซียน
เมื่อได้ยินดังนั้น ‘หยวนซูลี่’ ก็ไม่รอช้า สาวเท้าเดินไปตามเป้าหมายที่ผู้รับใช้ชายนายนี้บอกทันที นางสั่งคนของบิดาให้คอยสอดส่องและส่งข่าวบอกทุกครั้งเมื่อเป้าหมายที่นาง้าให้คอยจับตาดูนั้น มีพฤติกรรมที่ทำให้นางไม่สบอารมณ์อย่างเช่น เกี้ยวพาสตรีอื่น หรือว่าดื่มสุราจนเมามายไม่ได้สติอะไรประมาณนั้น
“หลีกไป” คุณหนูหยวนสั่งบ่าวที่ยืนเฝ้าหน้าประตูห้องปีกขวา ซึ่งมีคนผู้นั้นอยู่ข้างในให้หลบออกจากทาง
ชายหนุ่มร่างกำยำสองคนที่ยืนเฝ้าเ้านายของตนอยู่ด้านหน้าประตู หันมามองหน้ากันเป็เชิงปรึกษา พวกเขาควรจะให้นางเข้าไปได้เลย หรือต้องรายงานให้ผู้เป็นายของพวกเขาทราบก่อน
ผลั่ก
แต่มีหรือที่คนเอาแต่ใจตนเองอย่างหยวนซูลี่จะรอให้พวกเขาตกลงกันได้ก่อนแล้วจึงค่อยทำตาม ไม่รอช้า ผลักบุรุษหน้าห้องออกไปให้พ้นทาง จากนั้นก็สับขาเรียวสวยเดินเข้าไปหาเป้าหมายในห้องทันที
หยวนซูลี่เปิดประตูเข้าไปข้างในก็เจอกับบุรุษที่นางคอยให้คนจับตาดูทุกฝีก้าว กำลังกอดรัดและคลอเคลียอยู่กับนางคณิกาหน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่ง
“ลี่เอ๋อร์ เ้าออกมานอกจวนอีกแล้วหรือ” ไป๋เสี่ยวกังถามคนมาใหม่ทันทีที่เห็นนางเดินเข้ามาในห้อง
‘ไป๋เสี่ยวกัง’ เป็สหายของพี่ชายหยวนซูลี่ และก็เป็สหายคนหนึ่งของบุรุษที่กำลังยกสุราขึ้นจิบ ซึ่งคนผู้นั้นไม่ได้สนใจเลยว่าจะมีใครเข้าหรือออกไปจากห้องนี้ แม้แต่เสียงสนทนาเขาก็หาได้สนใจไม่ เอาแต่ร่ำสุราเคล้านารีราวกับห้องนี้ไม่ได้มีผู้ใดมาเยือน
ผลั่ก
“โอ๊ย”
แต่หยวนซูลี่ก็ไม่ได้สนใจที่จะตอบกลับคำทักทายของไป๋เสี่ยวกัง เพราะตอนนี้นางกำลังโกรธคนคนนั้นจนเืขึ้นหน้า และยิ่งโมโหมากขึ้นเมื่อต้องมาเจอเขากำลังทำแบบนี้กับคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวของหยวนซูลี่เอง
“สติของเ้าฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ! หยวนซูลี่!” เสียงตวาดกร้าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเปล่งดังจากริมฝีปากสีแดงคล้ำ ซึ่งเพิ่งจะใช้ััผิวกายของนางคณิกาไปหมาดๆ
หยวนซูลี่ไม่สนคำทัดทาน นางเดินเข้าไปกระชากสตรีที่บุรุษผู้นั้นกำลังคลอเคลียออกแล้วผลักนางลงไปนั่งกองบนพื้น
เขาจะได้เห็นเสียที ว่าตอนนี้มีนางอีกคนอยู่ในห้องนี้ด้วย
สายตาคมดุจ้องมองมาที่หยวนซูลี่ แสดงออกให้เห็นว่าเขาโมโหมากแค่ไหน ที่คนไร้มารยาทเช่นนางเข้ามาขัดจังหวะเขากับสตรีของเขา
“นี่หรือคือการตามสืบราชการลับของท่าน! ข้าว่าคงเป็เพียงข้ออ้างเสียมากกว่า แท้จริงก็แค่ทำตัวเสเพลเที่ยวนางคณิกา” หยวนซูลี่ถามออกไปอย่างใส่อารมณ์เช่นกัน
ที่จริงวันนี้เป็เทศกาลชมบุปผา นางให้คนส่งจดหมายเชิญเขาออกมาเที่ยวกับนางแต่กลับได้รับคำตอบกลับมาว่า ‘ไม่สะดวก’ เขาต้องทำภารกิจให้บิดา หยวนซูลี่ก็เลยวางใจและไม่ได้เซ้าซี้มากความ แต่หนึ่งเค่อก่อนหน้า นางกลับได้ข่าวจากคนที่ให้คอยสอดส่องตามดู เห็นว่าบุรุษผู้นี้เดินเข้าหอราตรีจันทร์แทนที่จะเป็แม่น้ำฮวาอันตามที่ได้แจ้งนาง
“ใช่หรือไม่ มันก็เป็เื่ของข้า ไม่เกี่ยวอันใดกับเ้า” บุรุษเ็าตอบกลับมาน้ำเสียงราบเรียบและท่าทางสบายๆ ไม่สนใจอารมณ์เดือดดาลของคุณหนูหยวนที่กำลังเป็อยู่เลยแม้แต่น้อย
“เหตุใดจะไม่เกี่ยว ข้าเป็ค...”
“หยุดอ้างอะไรบ้าๆ แบบนั้นสักที! ข้ารำคาญเ้าเต็มทนแล้ว!” เขาตะคอกออกมาเสียงลั่น
หยวนซูลี่ยังพูดไม่ทันจบประโยคดี คนที่นางคอยตามวุ่นวายก็ตะคอกแทรกออกมาด้วยเสียงดังลั่นตามแรงอารมณ์ที่ปะทุขึ้น ขัดขวางไม่ให้หยวนซูลี่เอ่ยคำคำนั้นออกมา จากนั้นก็ทำท่าจะลุกขึ้นจากแผ่นรองนั่งแล้วเดินหนีสตรีขี้โวยวาย
“ช้าก่อน ท่านจะไปที่ใด” หยวนซูลี่รั้งชายอาภรณ์ของเขาเอาไว้เมื่อร่างสูงกำลังจะเดินหนีไปทางประตู
“ไปไกลๆ จากตัวน่ารำคาญอย่างเ้า!”
คำก็น่ารำคาญ สองคำก็น่ารำคาญ เขาไม่เคยเห็นนางในแง่ดีบ้างเลยหรืออย่างไร หยวนซูลี่หวังดีกับเขาต่างหาก เหล่าสตรีที่เข้าหาเขาแต่ละคนก็เห็นแก่เงินและอำนาจของเขาด้วยกันทั้งนั้น นางคอยกันพวกนั้นไม่ให้มายุ่งกับเขาก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ
“เช่นนั้นข้าไปด้วย เราไปดูโคมไฟใต้ต้นอิงฮวากันเถิด” หยวนซูลี่ยังจับชายอาภรณ์ของเขาไว้และพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
แต่บุรุษหนุ่มกลับไม่หันมามองหน้าของนางในคราแรก กระทั่งเวลาผ่านไปหลายอึดใจจึงค่อยๆ หันมาแล้วเอ่ยวาจาเชือดเฉือน
“นี่เ้าไม่รู้ตัวอีกหรือว่าข้าไม่อยากอยู่ใกล้เ้า ถึงได้ปฏิเสธอ้อมๆ ออกไปเช่นนั้น” เสียงเย็นะเืถูกส่งออกมาพร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายและรำคาญใจ
“หยางหยาง! ท่านเอ่ยกับข้าเช่นนี้ไม่ได้นะ!” จากที่อารมณ์เริ่มเย็นลงแล้ว แต่กลับต้องร้อนระอุขึ้นมาอีกรอบ
“...” คนถูกต่อว่าไม่พูดอะไรออกมาแต่กลับทำหน้าเอือมระอาส่งไปแทน
มือน้อยที่จับชายอาภรณ์ของเขาอยู่ เริ่มสั่นเทาจากความโกรธและเสียใจ เหตุใด ‘เว่ยตงหยาง’ ถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา ชายหนุ่มก็มองว่าหยวนซูลี่เป็สตรีร้ายกาจ เป็นางมารร้ายหลายร้อยเล่ห์ในสายตาเขา
“ปฏิเสธข้า แต่ท่านก็ไม่ควรมานั่งร่ำสุรากับสตรีอื่น!” นางโวยวายต่อว่าเว่ยตงหยางและชี้มือไปยังนางคณิกาที่ปรนนิบัติเขาเมื่อครู่
“เ้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนข้าว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร” เสียงเข้มของเว่ยตงหยางตอบกลับ
“ข้ามีสิทธิ์สิ ท่านก็รู้อยู่แก่ใจ”
“เ้าไม่มี! อย่าก้าวก่ายชีวิตข้า” เสียงเข้มและสายตาดุดันถูกส่งมาหาหยวนซูลี่อีกรอบ
“แต่เราเป็คู่หมั้นกันนะ”
“เหอะ ก็แค่คู่หมั้น ไม่ใช่คนที่ข้ารักสักหน่อย อย่ามาล้ำเส้นข้า!”
“เว่ยตงหยาง!”
พรึ่บ
“กลับไปซะ!” เว่ยตงหยางสะบัดแขนของหยวนซูลี่ออก และเดินกลับไปนั่งที่แผ่นรองนั่งเช่นเดิม โดยมีสตรีของเขานั่งคลอเคลียอยู่ข้างๆ
คุณหนูหยวนทำได้แค่ยืนมองเขาอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีเสียงเอ่ยใดๆ เล็ดลอดออกมาอีก
นางกำลังจุกในอก หยวนซูลี่รู้ดีว่าเว่ยตงหยางไม่ได้รักนางเลย ถึงทั้งคู่จะเป็คู่หมั้นกันก็ตาม
หยวนซูลี่ตัดสินใจเดินออกมาจากห้องห้องนั้น เพราะกลั้นน้ำตาเอาไว้จะไม่ไหวอยู่แล้ว และเมื่อออกมาจากห้องนั้นได้ น้ำตาของนางก็ไหลอาบแก้มลงมาทันที
…ด้านในของห้อง
“ไม่คิดว่าวาจาเมื่อครู่มันทำร้ายจิตใจแรงไปหน่อยหรือ” ‘เนี่ยกวงเหยา’ ท้วงเว่ยตงหยาง
เขานั่งมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อยู่เงียบๆ วันนี้พวกเขาตามสืบราชการลับจริงๆ และนางคณิกาที่ซื่อจื่อกำลังคลอเคลียก็เป็สตรีที่เป้าหมายของพวกเขาสนิทดี เลยต้องล้วงความลับจากนางผู้นี้แล้วสืบสาวถึงตัวเป้าหมาย
“ข้ารำคาญเต็มที นางทำแบบนี้มาหลายรอบแล้ว นางทำแผนของข้าพังแถมยังล้ำเส้นเกินควร แค่นี้ไม่แรงหรอก”
“ตอนนางคอยตามก็ต่อว่านาง ระวังแม่นางหยวนจะไม่ตามเ้าแล้วนะ” ถังเฉินเอ่ยตอกย้ำสหายอีกคน
“ข้ารอวันนั้นใจแทบขาด” เว่ยตงหยางพูดและยิ้มอย่างยินดีให้สหาย
เขารอวันที่หยวนซูลี่จะไม่มาก้าวก่ายเื่ของเขามาตลอด ั้แ่เด็กจนโต นางไม่ตามพี่ชายของนางแต่กลับตามติดสอยห้อยตามเขาเหมือนเป็เงา ยิ่งเวลาที่มีคุณหนูตระกูลอื่นเข้าหาเขา หยวนซูลี่ก็จะคอยกีดกันและอาละวาดสตรีพวกนั้นให้หนีห่างออกไปจนหมด
นางเอาแต่ใจตัวเองเกินไป
“หึ ถ้าถึงวันนั้นจริงๆ พวกข้าจะไม่มานั่งปลอบบุรุษช้ำรักแบบเ้าแน่ๆ” ไป๋เสี่ยวกังก็ตอกย้ำเว่ยตงหยางอีกคน
ตกลงพวกนี้เป็สหายของเขาหรือของหยวนซูลี่กันแน่ เอาแต่เข้าข้างนางอยู่ได้ ทั้งๆ ที่สตรีน่ารำคาญนั่นคอยตามตอแยเขาขนาดนี้ ส่วนเ้า ‘หยวนเฟยหลง’ นั่นอีก เป็พี่ชายแท้ๆ แต่กลับไม่ใส่ใจดูแลน้องสาว นางไร้มารยาทและทำตัวไม่งามตามติดบุรุษขนาดนี้ยังไม่สั่งสอนและขัดขวาง นึกแล้วก็หงุดหงิดใจ
และเมื่อลองคิดถึงคำติติงที่สหายเอ่ยมาเมื่อครู่ ถ้าเกิดหยวนซูลี่หายหน้าไปจากเขาจริงๆ เขาจะทำเช่นไร…
“ไม่ต้องปลอบข้าหรอก เพียงมาร่วมฉลองข้าก็สำนึกบุญคุณแล้ว”
หน้าหล่อนั่งยกยิ้มที่มุมปากข้างหนึ่ง ในใจก็นึกภาวนาให้วันที่หยวนซูลี่หนีหายไปจากเขามาถึงเร็วๆ สักที ตนเองจะได้มีชีวิตอิสระ ไม่ต้องมาคอยรำคาญนางอีก…