“ทหารจับกุมนางซะ นางในตอนนี้เข้าร่วมกับฝ่ายกบฏ จัดการนางเร็วเข้า !” ถูเหวินเจี้ยนหนีมาทางใต้ก็พบเจอกับกองลาดตระเวนของกองทัพพิทักษ์อุดรเข้าพอดีจึงใช้อำนาจของตระกูลตนออกคำสั่งกับหัวหน้ากอง
หัวหน้ากองมองถูเหวินเจี้ยนอย่างมึนงง ถูเหวินเจี้ยนจึงชูหยกประจำตระกูลขึ้นมาหัวหน้ากองผู้นั้นก็รีบทำตามคำสั่งโดยทันที
“พลหอกโล่เคลื่อนไปข้างหน้า ! พลธนูเตรียมพร้อม !”
เป็นเวลาเดียวกันกับที่หลี่ฮุ่ยหลันตามมาถึงยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นมองไปก็เห็นทหารกว่าพันนายนี่มันใช่กองลาดตระเวนจริงหรือ ?
“ยิง !” ลูกศรนับร้อยพุ่งเข้าใส่หลี่ฮุ่ยหลันทันทีแต่อย่าได้ลืมว่าการทดสอบเข้าสำนักยุทธ์หลวงนั้น เคยมีการป้องกันจากธนูมาแล้วเพราะงั้นนี่ไม่ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้
จากนั้นตัวของหลี่ฮุ่ยหลันก็เคลือบไปด้วยเปลวเพลิงดับทำลายลูกศรให้สูญสลายไปในพริบตา ไม่เพียงเท่านั้นนางยังพุ่งตรงไปยังถูเหวินเจี้ยนโดยไม่สนใจทหารนับพัน
ช่างบ้าดีเดือดโดยแท้ !
ทว่าไหนเลยกองทหารที่กล้าแกร่งแห่งชายแดนเหนือจะปล่อยให้หญิงสาวหลุดรอดไปได้
“เตรียมตัวเข้าปะทะ !” สิ้นคำสั่งทหารแถวต่าง ๆ เริ่มเดินขึ้นหน้าชิดกับแถวหน้ามากขึ้นโล่ถูกตั้งป้องกันไว้อย่างดี หอกแหลมเตรียมพุ่งแทงไปข้างหน้า
“รับแรงปะทะ !”
ปัง !
พลโล่หอกต้านหญิงสาวเอาไว้อยู่ถึงแม้ว่าทหารแถวหน้าจะตายไปแต่แถวถัดไปก็หนุนเสริมเข้ามาอันที่จริงเปลวไฟนี้ควรแผดเผาพวกเขาได้ทั้งหมดแต่เพราะหนึ่งในพวกเขามีผู้ฝึกฝนปราณธาตุวารี จึงไม่ได้เกรงกลัวไฟมาก
หากสู้หนึ่งต่อหนึ่งหลี่ฮุ่ยหลันต้องชนะอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ถ้าหากเป็นกลุ่มละก็...ปราณอัคคีจากคน ๆ เดียวจะสู้ทั้งกลุ่มได้อย่างไร ?
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวถูกต้อนถอยไป หัวหน้ากองก็แสยะพร้อมกล่าวขึ้นว่า“สาวน้อยเจ้าไม่เจียมตัวเลย ให้พวกข้ากุมตัวเจ้าเสียรับรองว่าจะไม่เป็นอันตราย”หัวหน้ากองมองหญิงสาวด้วยสายตาเยิ้มฉ่ำ หากได้สตรีมาจริงมันจะไม่คิดอะไรได้อย่างไร? อยู่ชายแดนมานานก็ไม่ได้เชยชมสตรีมานานแล้ว นี่เป็นโอกาส !
โดยหารู้ไม่ว่าหลี่ฮุ่ยหลันมีความเกี่ยวข้องกับสำนักยุทธ์หลวง ยุ่งกับคนของสำนักยุทธ์หลวงก็เท่ากับรนหาที่ตายมิใช่รึ?
หลี่ฮุ่ยหลันเห็นสายตาที่หัวหน้ากองมองมาที่ตนก็นึกรังเกียจมองดูแล้วชายผู้นี้ก็อยู่วัยกลางคนแล้ว ยังคิดจะชิมหญ้าอ่อนอีก น่าไม่อาย !
หญิงสาวไม่ได้กล่าวตอบเพียงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง จากนั้นฝ่ามือทั้งสองก็ปรากฏเปลวเพลิงขึ้นดวงตาก็พลันลุกโชนราวกับเปลวอัคคี
ปึง ! ซู่ !
หญิงสาวระเบิดพลังกำเนิดพลังขั้นแปด !
หัวหน้ากองหรี่ตาแคบลง “ไม่คิดว่า จะมีฝีมือมากเช่นนี้” มุมปากของเขายกสูงแววตาก็เจ้าเล่ห์ขึ้น
หลี่ฮุ่ยหลันเข้าโจมตีอีกครั้ง คราวนี้ผ่านแถวชั้นที่สามไปได้แต่ทหารนั้นกลับหนุนเสริมเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่มีท่าทีจะเบาบางลงเลยเมื่อเห็นดังนั้นก็สะปริงตัวถอยกลับมา
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หัวหน้ากองออกคำสั่งเขาคาดการณ์เรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว “โจมตี !”
หอกที่ถือไว้ก็พลันพุ่งพรวด เข้าใส่หญิงสาวทันที ทหารแถวหน้าระดมหอกใส่ไม่ยั้งมือหลี่ฮุ่ยหลันปัดป้องสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้ทั้งหมดหอกปักเข้าที่หน้าท้องของนางทำให้ล้มลง
หัวหน้ากองไม่คิดจะปล่อยโอกาสนี้ไป “จับกุม !” ทหารกรูกันเข้าไปพร้อมจะจับตัว
ทว่า...
ฟับ !
ทหารนับสิบคน จู่ ๆ ก็ไร้ศีรษะ หนิงเฟยหลงเปิดตัวโดยการช่วยสามงามไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ สร้างความครั่นคร้ามให้กับทหารที่เหลือไม่น้อยพากันถอยหนีโดยไม่ได้ตั้งใจ
มันเป็นใคร ? !!!
หัวหน้ากองสำรวจดูชายหนุ่มครู่หนึ่งในหัวก็นึกถึงคน ๆ หนึ่งได้เขาไม่ได้ลงจากม้า แต่ตะโกนขึ้นจากกลางกองทัพ
“ที่แท้ก็ท่านจงเฉิงป๋อ ท่านสบายดีอยู่หรือ ?”หัวหน้ากองประสานมือขึ้นทักทาย
หนิงเฟยหลงหันไปมองด้วยสายตาเฉยเมย แล้วเอ่ยตอบเนิบนาบ “อืม ก็ไม่เลวถ้าไม่มีพวกเจ้ามาคอยก่อกวนละนะ”
หัวหน้ากองถึงกับชะงัก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับตรง ๆ เช่นนี้ เขาไม่พอใจกับคำตอบเท่าไหร่นักแต่เขาก็ยังยิ้มแล้วตอบตามปกติ “นี่ท่าน...กล่าวเกินไปแล้วพวกเรามาแค่รอต้อนรับพวกท่านก็เท่านั้น
หนิงเฟยหลงทำท่าประหลาดใจ ยักคิ้วขึ้น แล้วว่า “จริงรึ ?”จากนั้นทำท่าจะจากไปพร้อมกับหลี่ฮุ่ยหลัน
ทว่านั่นมันเป็นไปไม่ได้ “ในเมื่อมาแล้วเหตุใด ไม่ไปเที่ยวชมค่ายพิทักษ์อุดรดูบ้างเล่า?”
หนิงเฟยหลงรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการทำสิ่งใด อันที่จริงก็รู้อยู่แล้วแต่แกล้งไม่รู้ อีกฝ่ายจึงแสดงท่าทีที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น “เจ้าเห็นข้าโง่นักรึไง?”
หัวหน้ากองกดหัวคิ้วต่ำลง “ท่านอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย” แต่ก็ยังเห็นท่าทีไร้อารมณ์ของอีกฝ่ายเขาจึงออกคำสั่งทันที !
“ฆ่า !!”
“ต้องอย่างนี้สิถึงจะถูก !” หนิงเฟยหลงไม่ได้แปลกใจอย่างไรเสียก็สมควรจะเป็นแบบนี้
ทหารทั้งหมดลงมือทันทีแต่ผลลัพธ์ก็เป็นเช่นเดิมกระบี่ของชายหนุ่มรวดเร็วมากไม่รู้สึกตัวก็ตายได้เพียงพริบตา
หัวหน้ากองตระหนักได้ถึงข้อนี้ ทหารเลวไม่อาจต่อต้านคนอย่าง ‘จงเฉิงป๋อ’ผู้ผ่านสมรภูมิสงครามกับพวกโจรเขาตงซานมาได้ แม้แต่ขุนพลก็ไม่อาจต้านทานได้จึงต้องเล่นงานด้วยจำนวน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เกิดผลเท่าไหร่นักดูท่าจะสูญเสียกำลังทหารไปโดยเปล่าประโยชน์
“ดูเหมือนว่า ข่าวที่ได้รับมาจะไม่เกินจริงเลย” หัวหน้ากองส่ายศีรษะเบา ๆ “เชิญท่านทั้งสองลงมือ!” สิ้นเสียงฝั่งทหารก็ปรากฏชายสองคนเดินออกมา
หลี่ฮุ่ยหลันเบิกตากว้าง “นี่มัน....!!!!” สองคนนั่นเป็นคนของสำนักเรา ไม่สิอดีตต่างหาก “ทำไมพวกท่านถึง...?”
“ศิษย์พี่หญิงอย่าเสียเวลาพูดพร่ำเลย พวกเขาเป็นพวกกันตั้งแต่แรกแล้ว”ทั้งสองไม่ใช่ใครอื่น พวกเขาคืออดีตจ้าวหอสงครามจางซี และอดีตจ้าวหอขุนนางฮุ่ยเคอ
จางซียังไม่ตาย ! ทำไมเขายังมีชีวิตอยู่ ?
ที่แท้ในวันนั้นพวกเขาก็วางแผนกันมาอยู่แล้วถึงไม่มีการท้าทายจากชายหนุ่มพวกเขาก็ยังต้องหาวิธี แต่นั่นมันไม่เกินไปหน่อยหรือที่คน ๆ หนึ่งจะเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ จ้าวหอสงครามผู้เที่ยงธรรม...
หนิงเฟยหลงกำมือแน่น สายตาจดจ้องไปที่จางซีไม่วางตา
“หนิงเฟยหลงหากเจ้ายอมทำลายพลังยุทธ์ ข้าจะปล่อยเจ้าไปไม่เช่นนั้นก็ตายอยู่ที่นี่ !” ฮุ่ยเคอประกาศกร้าว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง อดีตจ้าวหอทั้งสองอยู่นี่แล้วใครเล่าจะต้านทานได้หากไม่ใช่แก่นแท้พลังขั้นเจ็ดขึ้นไปก็ไม่อาจทำอันตรายทั้งสองได้หรือแม้แต่แก่นแท้ขั้นเจ็ดสามัญก็ไม่อาจทำอันตรายพวกเขาได้
พวกเขาไม่ได้ลืมเลือนในการต่อสู้ครั้งก่อนของจางซีและชายหนุ่มแต่ครั้งนี้พวกเขามาสองคนย่อมแน่ใจว่าต้องชนะ
พวกเขาต้องมั่นใจอยู่แล้วเพราะอีกฝ่ายเป็นแค่ลูกไก่ในกำมือแต่แค่มีตัวหนึ่งที่อาจเป็นไก่เพลิง แต่อย่างไรก็เป็นเพียงลูกไก่อย่างไรก็สู้พญาอินทรีอย่างพวกเขาไม่ได้ !