บทที่ 18
มาแสดงตัว
ริมฝีปากแห้งผากสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุมแม้แต่หายใจยังลำบากราวกับมีหินหนักพันจินกดทับอก
“นี่... นี่มัน... ”
ประโยคนี้มิได้เปล่งออกจากปากของอู้จิ้งแต่แว่วชัดในจิตสำนึกของเขาเอง
เหยียนไป๋เฉินยังคงยืนนิ่ง...
เด็กหญิงในอ้อมแขนขยับเล็กน้อยอย่างซุกซน พยายามจะเงยหน้าขึ้นดูอีกครั้งแต่เขาเพียงลูบหลังนางเบา ๆ ส่งปราณอุ่นสบายเข้าสู่ร่างกายเถาเถาอีกระลอก
เด็กน้อยจึงนิ่งสงบลงอีกครั้งหลับตาพริ้มราวกับลูกแมวที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอันปลอดภัยที่สุด
เหยียนไป๋เฉินปรายตามองอู้จิ้งแวบหนึ่ง ราวกับเมินเฉยต่อการมีอยู่ของเขาอย่างสิ้นเชิง
น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นช้า ๆ
“เ้าคิดจะใช้กรงเล็บนั่น... กับบุตรสาวของข้า?”
เพียงประโยคนั้น อู้จิ้งร่างสั่นเทิ้ม ใบหน้าเปลี่ยนสีขาวซีด
มันไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดได้เลยในยามนี้
“ไม่ต้องกลัว…”
เสียงที่แ่เบา ทว่าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีดังขึ้นโดยไร้สุ้มเสียงใด ๆ ในโลกความจริง
เหยียนไป๋เฉินโอบกอดเถาเถาแน่นขึ้นอีกเล็กน้อยขณะที่ริมฝีปากของเขาไร้ซึ่งการขยับเคลื่อนไหวใด ๆ
ทว่าคำพูดกลับดังก้องชัดเจนราวกับกระซิบอยู่ข้างหูของอู้จิ้งพ่อบ้านเฒ่าตระกูลหลิน
หาใช่เพียงแค่ข้างหู แต่กลับเป็ถ้อยคำที่สอดแทรกเข้าสู่จิติญญาโดยตรงกระทบลึกถึงส่วนลึกของิญญาดั่งหินหนักตกกระทบผิวน้ำอันสงบนิ่ง!
“วันนี้ ข้ามากับบุตรสาวของข้า…ไม่คิดให้นางมีภาพความทรงจำเลวร้ายต่อตัวข้าในยามแรกพบ”
น้ำเสียงนั้นเรียบสงบ ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ ทว่ากลับเย็นเยียบจนหัวใจของอู้จิ้งบีบรัดแทบแตกสลาย
“เพราะเหตุนี้ ข้าจะไม่สังหารเ้า”
อู้จิ้งร่างสั่นระริก
คำพูดที่แทรกเข้ามาในจิติญญาเช่นนี้บ่งบอกถึงระดับพลังของอีกฝ่ายได้อย่างเด่นชัด
อีกฝ่าย... แข็งแกร่งเหนือกว่าตนอย่างเทียบไม่ติด
แข็งแกร่งพอจะบีบบังคับให้เจตจำนงของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตะวันสิ้นสภาพ
แม้ว่าเขา... อู้จิ้ง จะทุ่มเทชีวิตฝึกฝนจนทะลวงถึงขั้นตะวันมานานปีแต่ต่อหน้าบุรุษหนุ่มผู้นี้ กลับราวกับเป็เพียงเด็กที่ยังไม่รู้ร้อนหนาว
แต่ว่า...
ถ้อยคำของเหยียนไป๋เฉินยังไม่จบลง
“แม้ข้าจะไม่สังหารเ้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่ลงมือเลยสักนิด”
น้ำเสียงยังคงเรียบนิ่งหากแต่มีแรงกดดันบางอย่างที่แทรกซึมลึกลงในกระดูกสันหลัง
“เ้ากล้าพุ่งเป้าไปที่บุตรสาวของข้า...
ไม่ว่าจะเพื่อตั้งใจจับเป็ตัวประกัน หรือหวังสังหารเพื่อกดดันข้ามันก็ล้วนแล้วแต่เป็ความผิดที่เ้าต้องชดใช้”
ทันทีที่ถ้อยคำสุดท้ายจบลง
ลมหายใจของอู้จิ้งพลันติดขัด ความหนาวเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับถูกจับเหวี่ยงลงไปในบ่ออสนีบาต
ดวงตาเบิกโพลง ม่านตาสั่นระริกดั่งสัตว์ป่าที่ถูกสัตว์นักล่าเฝ้ามองโดยไร้ทางหนี
เหยียนไป๋เฉินพลิกข้อมือเบา ๆ นิ้วเรียวยาวของเขาขยับเล็กน้อยราวกับดีดอะไรบางอย่างกลางอากาศ
ไม่มีเสียง ไม่มีแสงใด ๆ
แต่ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาดีดออกไปรังสีพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นก็แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของอู้จิ้งโดยไร้การต่อต้าน
ไม่ทันแม้แต่จะหลบเลี่ยง!
เพียงชั่วอึดใจ
แก่นปราณทั่วร่างของอู้จิ้งพลันสั่นสะท้านเส้นชีพจรปราณนับร้อยภายในกายราวกับถูกเข็มนับพันนับหมื่นแทงทะลุทีละเส้น!
ความเ็ปแผ่ซ่านไปทุกอณูร่างกาย ั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าเส้นประสาททุกจุดเหมือนถูกเหล็กร้อนทะลวง แผดเผาให้แหลกละเอียด
แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น...
คืออู้จิ้งไม่อาจเปล่งเสียงร้องออกมาได้แม้แต่น้อย!
เส้นเสียงของเขาถูกพลังมหาศาลบีบรัดไว้ ราวกับถูกเชือกเหล็กพันแน่นเสียงร้องใด ๆ ไม่อาจทะลุออกจากลำคอได้เลยแม้แต่น้อย
ทำได้เพียงเบิกตาโพลง น้ำตาเล็ดรินจากหางตาใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปสุดแสนจะทนทาน
หยาดเหงื่อเย็น ๆ ไหลท่วมทั่วแผ่นหลังและขมับของอู้จิ้งเสื้อผ้าชุ่มโชกจนเปียกแนบลำตัว ร่างกายของเขาสั่นระริกไร้สิ้นท่าราวกับเด็กทารก
เขารู้ชัดเจนดี...
ชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า ไม่จำเป็ต้องลงมือเต็มกำลังเพียงเศษเสี้ยวพลังปราณก็สามารถบดขยี้ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตะวันอย่างตนได้โดยง่าย
นี่มิใช่เพียงขอบเขต์...
หากแต่เป็ขอบเขตที่สูงกว่านั้น! หรือมิใช่? นี่เองมันก็ไม่แน่ใจเพราะมันก็ไม่เคยเจอขอบเขต์มาก่อน
อู้จิ้งตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่าบุรุษหนุ่มชุดขาวที่ดูเงียบขรึมเบื้องหน้า
คือขุมพลังที่เขา... มิอาจแม้แต่จะต่อต้านด้วยซ้ำ
ผู้นำตระกูลหลิน หลินฉางเหยียนขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อข้างกรามลำคอขยับเคลื่อนเป็ริ้วรอยเส้นเืบนขมับข้างหนึ่งปูดโปนอย่างชัดเจน ความโกรธเกรี้ยวคุกรุ่นอยู่ในดวงตาคิ้วดกหนาเข้มกระตุกเล็กน้อยเหมือนพยายามควบคุมอารมณ์ตนเองอย่างถึงที่สุด
เขานั่งตัวตรงฝ่ามือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่บนท้าวแขนของเก้าอี้ประธานที่ทำจากไม้หอมแกะสลักลำคอขาวซีดเพราะสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์จนใบหน้าเริ่มแดงเรื่ออย่างน่ากลัว
“ท่านเป็ผู้ใด... ้าสิ่งใดกันแน่?”
เสียงเย็นเฉียบแต่สั่นพร่าเล็กน้อยจากการพยายามข่มอารมณ์ของหลินฉางเหยียนดังขึ้นก้องในห้องโถง
“บุกเข้ามาในจวนของข้า ลงมือกับข้ารับใช้ของตระกูลข้าคิดว่าเมืองชั่งหลินแห่งนี้…ท่านจะทำสิ่งใดก็ได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ?”
สิ้นคำ ใบหน้าที่เก็บงำความเคียดแค้นก็เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำราวกับสัตว์ร้ายใกล้คลุ้มคลั่ง
สำหรับหลินฉางเหยียน ผู้เป็ประมุขตระกูลหลินซึ่งสืบทอดตำแหน่งผู้นำรุ่นที่สามติดต่อกันแล้วการถูกดูแคลนเยี่ยงนี้ถือเป็ความอัปยศสูงสุด
โดยเฉพาะต่อหน้าบุตรชายและข้ารับใช้ของตนเอง
หากเื่นี้แพร่ออกไป ตระกูลหลินคงถูกตระกูลใหญ่ทั้งหลายเหยียดหยามยิ่งกว่าถูกกรีดเืเนื้อทิ้งเสียอีก!
แต่...ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ
ดวงตาเย็นเฉียบของบุรุษหนุ่มชุดขาวผู้ยืนอยู่ตรงหน้าคือคำตอบของทุกอย่าง
บุรุษผู้นี้อันตรายเกินไป!
เหยียนไป๋เฉินยืนนิ่งใต้แสงตะวันอ่อนที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามารัศมีปราณอันหนักหน่วงที่โอบล้อมร่างเขาอยู่นั้นหาได้ถูกปลดปล่อยออกมาแต่กลับให้ความรู้สึกน่าหวาดเกรงราวกับพญาราชสีห์ซ่อนกรงเล็บ
เขากระชับอ้อมแขนโอบเถาเถาแนบชิดอกแน่นขึ้นเล็กน้อยปกป้องเรือนกายเล็กบอบบางนั้นราวกับเป็สิ่งสำคัญยิ่งในชีวิต
สายตาคมกล้าที่เคยเปี่ยมไปด้วยความสงบเรียบนิ่งบัดนี้ปรากฏแววเย้ยหยันบางเบาแฝงไว้ในดวงตามุมปากโค้งขึ้นเล็กน้อยเป็รอยยิ้มเยือกเย็น
“ไม่มีอันใดหรอก...”
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียบง่ายทว่าเย็นะเืเสียจนห้องโถงที่เคยอวลกลิ่นเครื่องหอมบัดนี้คล้ายมีเพียงกลิ่นหิมะเหมันต์เย็นชืดอบอวล
“ข้าเพียงแค่มาแนะนำตัว…ในฐานะบิดาของนาง”
ปลายนิ้วเหยียนไป๋เฉินลูบศีรษะเล็กของเถาเถาเบา ๆขณะสายตายังคงจับจ้องไปยังหลินฉางเหยียน
“ตระกูลหลินของเ้ากล่าวว่านางไม่มีบิดา”
คำพูดของเขาไม่เร่งเร้า หากแต่ทุกถ้อยคำกลับเปี่ยมด้วยอำนาจหนักหน่วง “บัดนี้ข้ามาแล้วเห็นทีคำพูดของคุณชายน้อยตระกูลหลินคงเป็เพียงถ้อยวาจาไร้สาระ”
เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงทุ้มต่ำเยียบเย็นเสมือนคมกระบี่แหลมคมที่กรีดลงบนิัช้า ๆ
“ถูกบุตรสาวข้าทุบตีไป...ก็นับว่าเหมาะสมแล้ว” รอยยิ้มที่ผุดบนมุมปากของเขาขยายกว้างขึ้นเล็กน้อยเป็รอยยิ้มที่ทั้งแฝงความเ็าและเหยียดหยาม
...
ทางด้านนิยายเื่นี้มีแบบ ebook ไปถึงเล่ม 3 แล้วน๊า สามารถไปซื้อได้ใน meb
