ดอกเหมยสีชาด

    เสบียงขาดแคลน

            เมื่อได้ความสงบกลับมาหลินเฟยหลันจึงถอนหายใจยาว แล้วถามต่อ “มีอะไรกินบ้าง”

            ผู้ถูกถามมีสีหน้าลำบากใจที่จะตอบเพราะตอนนี้ที่นี่ไม่มีข้าวเลยสักเม็ด เขาเองก็ยังไม่ได้กินเช่นกัน

            เป็นเสี่ยวเชียนที่รีบบอก“มีผัดผัก”

            แต่เมื่อเห็นหลินเฟยหลันขมวดคิ้วก็กลัวว่าตัวเองจะถูกไล่ จึงรีบพูดต่อ “ตอนนี้ที่จวนไม่มีข้าวเลยเจ้าค่ะเขาบอกว่าคลังเสบียงถูกเผา ในเมืองไม่เหลือข้าวเลยขะ...ข้าก็เลยไปหาผักที่ด้านหลังจวน มาทำผัด”

            ยิ่งพูดน้ำเสียงก็ยิ่งขาดความมั่นใจ ขณะเดียวกันก็ถอยไปข้างหลังพลางลอบมองใบหน้างามของนายหญิงตรงหน้าไปด้วย

            ได้ยินเช่นนั้นหลินเฟยหลันจึงพยักหน้า

            หลังจากที่กินพอประทังท้องหลินเฟยหลันก็นำยามาให้แก่องครักษ์ตรงหน้า

            อย่างไรเสียในตอนนั้น เขาก็ปกป้องนางเอาไว้จนสุดความสามารถ แม้จะเป็นการทำตามคำสั่งก็ตาม

            องครักษ์ชะงักเล็กน้อยก่อนจะรับถ้วยยามาด้วยความซาบซึ้งใจ

            แล้วหลินเฟยหลันก็มองเสี่ยวเชียนอย่างพิจารณา

            ดรุณีน้อยตรงหน้าคงคิดจะพึ่งพานางซึ่งนางย่อมไม่คิดให้เสี่ยวเชียนได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว จึงบอกให้เสี่ยวเชียนนำหัวเผือกที่ติดตัวนางมาจากป่าไปทำเป็นอาหารในมื้อต่อไป

             

            ในวันต่อมา

            หลังจากที่หลินเฟยหลันยกยาแก้พิษไปให้แก่แม่ทัพว่านนางจึงถือโอกาสนี้ปรึกษาเขาเรื่องเสบียง

            “ได้ยินมาว่า ตอนนี้เมืองกำลังขาดแคลนเสบียง?”

            นั่นทำให้ใบหน้าของแม่ทัพว่านเคร่งเครียดขึ้นมา

            เรื่องเผาคลังเสบียงสองครั้งยังไม่สามารถจับมือใครดมได้ทำให้เขาโมโหยิ่งนัก ที่คนพวกนั้นกล้าที่จะลงมือต่อหน้าเขาอีกทั้งยังเรื่องลอบสังหารนั่นอีก

            “เหตุใดจึงพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา”

            “แน่นอนว่าข้าก็ต้องการปรึกษาท่านน่ะสิ”

            “ปรึกษา?เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าเมือง เจ้าจะไปใส่ใจทำไม”

            “เจ้าเมืองคนที่ไม่ยอมเปิดประตูเมืองน่ะหรือข้าถามดูแล้ว ตอนนี้ชาวบ้านล้วนอดยากล้มตาย แต่เจ้าเมืองผู้นั้นกลับนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย”

            “ข้าส่งข่าวไปเมืองหลวงแล้วไม่นานก็จะมีเสบียงหลวงมาถึง เจ้าอย่าได้กังวลเลย”

            “ไม่นาน ฮึ! แล้วเมื่อไหร่ของท่านผ่านไปหนึ่งวัน คนก็ตายไปหนึ่งคนนะ”

            “นั่นไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะใส่ใจข้ามีหน้าที่นำทัพต้านศึกเท่านั้น”

            “ใช่...ท่านต้องนำทัพต้านข้าศึกแต่ถ้าไม่มีอาหาร ทหารจะมีแรงไปสู้กับข้าศึกได้อย่างไร แล้วยังมีพวกโจรที่ปล้นอีกดีที่ตอนนี้ฝนไม่ตก อากาศไม่หนาว มิเช่นนั้น คนคงล้มตายเป็นเบือสมใจท่านแล้ว”

            “เจ้ากำลังตำหนิข้ารึ”

            มาถึงตรงนี้หลินเฟยหลันรู้สึกว่าคนตรงหน้าเริ่มพูดไม่รู้เรื่องนางจึงไม่อยากต่อล้อต่อเถียงอีก จึงถอนหายใจแล้วเดินออกไป

             

            ไม่นานรองแม่ทัพทั้งหมดก็มาพบแม่ทัพว่าน เพื่อปรึกษาหารือ

            ซึ่งคุณหนูเซี่ยก็ถือโอกาสตามท่านอาของตนมาด้วย

            เรื่องคงจะไม่วุ่นวายหากว่าคุณหนูฮ่าวไม่ปรากฏตัวอีกคน

            เหล่าทหารทั้งหลายแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนีเสียให้ได้ให้พวกเขาจับดาบเข่นฆ่าศัตรูเสียยังจะดีกว่ามาคอยห้ามศึกแย่งบุรุษของสตรีสองคน

            ในยามศึกสงครามเช่นนี้ยังมีกะใจมาแย่งชิงบุรุษอีก

            แม่ทัพว่านเองก็โมโหจนแทบอยากจะโยนทั้งสองออกไปสายตาคมมองหาคนที่จะแก้ปัญหานี้ ก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ใด จึงตะคอกขึ้นอย่างโมโห

            “ไปบอกนายหญิงพวกเจ้ามาจัดการเรื่องนี้เสีย”

            ได้ยินเช่นนั้นหลินเฟยหลันต้องถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

            ท่านแม่ทัพรูปงามช่างมีเสน่ห์เหลือร้าย

            นี่ขนาดหนวดเครารกเต็มใบหน้ายังล่อแมลงตัวเมียได้ถึงเพียงนี้หากโกนขนบนหน้าออก ประตูหน้าจวนคงจะสึกไปแล้ว

             

            เมื่อหลินเฟยหลันสั่งให้องครักษ์และเสี่ยวเชียนไล่พวกนางย่อมทำให้คุณหนูทั้งสองไม่พอใจ

            “เจ้า! กล้าดียังไงมาไล่ข้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร”

            “อ๋อ...เป็นเจ้านี่เองที่บอกว่าเป็นหมอยาก็คงจะโกหกสินะ”

            “ใช่แล้ว เป็นเจ้านี่เองเจ้าถูกโจรจับตัวไป แล้วแม่ทัพว่านตามไปช่วย ทำให้เขาต้องบาดเจ็บ เป็นเพราะเจ้า”

            “ถูกโจรจับ?เช่นนั้นเจ้าก็ตกเป็นเมียของโจรแล้วน่ะสิ ยังกล้าชูคออยู่ที่นี่อีก”

            “หญิงที่มีราคีอย่างเจ้าไม่คู่ควรกับแม่ทัพว่าน”

            “ใช่รู้แล้วก็ไสหัวไปเสีย”

            ทั้งสองสตรีต่างระบายคำพูดที่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามออกมาอย่างรุนแรง

            หลินเฟยหลันเหลือบมองสตรีทั้งสองด้วยสายตาที่เย็นชาและรังเกียจ

            คนอย่างนางหาใช่คนที่จะยอมใครหน้าไหนจะมาพ่นวาจาใส่ร้ายเช่นนี้ได้จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มและเย็นชา “ข้าไม่คู่ควร? ฮึ! แล้วผู้ใดคู่ควรรึเป็นเจ้า...ที่โง่งม แม้แต่ชื่อตัวเองยังไม่รู้ ต้องเที่ยวถามคนอื่นหรือว่าเป็นเจ้า...ที่ชอบใส่ร้ายผู้อื่นเป็นอาจิณกันล่ะ”

            “อร้ายยยยเจ้า...เจ้า กล้าว่าข้าโง่รึ เด็ก ๆจับนางไว้วันนี้ข้าจะสั่งสอนนางจิ้งจอกนี่ให้รู้สำนึก”

            ก่อนที่บ่าวรับใช้ของคุณหนูเซี่ยจะถึงตัวของหลินเฟยหลันองครักษ์ก็ชักดาบออกมาทันที

            “ผู้ใดล่วงเกินนายหญิงฆ่า”

            คำขู่ของเขาทำให้บ่าวรับใช้ไม่กล้าขยับตัวคุณหนูเซี่ยเองก็ถึงกับเข่าอ่อน

            ส่วนคุณหนูฮ่าวก็กรีดร้องเสียงหลงเมื่อปลายดาบหันชี้มาทางตน

            หลินเฟยหลันจึงหัวเราะอย่างพอใจ

            ได้มีโอกาสรังแกคนอื่นทั้งทีไม่ให้นางอารมณ์ดีได้อย่างไร

            “คนผู้นี้เป็นทหารคนสนิทของแม่ทัพว่านเขาถึงกับส่งคนฝีมือดีมาคุ้มกันข้า ให้อยู่แต่ในจวนเพื่อความปลอดภัย ส่วนคนอื่นเขากลับไล่ตะเพิดออกมาอย่างไม่ไว้หน้า คิดว่า เขาให้ความสำคัญกับผู้ใดมากกว่ากันไม่รู้หรือ หึหึ”

            “อร้ายยยย เจ้าเจ้า”

            “ฮึ! ฝากไว้ก่อนเถอะแล้วจะได้เห็นดีกัน”

    คล้ายกับเรื่องดอกเหมยสีชาด ที่คุณอ่าน