วันที่ 90 ของเกมส์แห่งสงคราม
เป็นเวลาสองวันนับจากวันมหาสงครามที่จบลงและจัดงานรื่นเริงติดต่อกัน
เหล่าผู้ที่ตายในสนามรบได้กลับมาคืนชีพอีกครั้ง
แต่เนื่องจากสภาพบ้านเมืองของทุกฝ่ายพังป่นปี้ไม่มีชิ้นดี อาวุธเองก็เริ่มขาดแคลน ซ้ำร้ายแหล่งทรัพยากรธรรมชาติยังเริ่มจมหายไปในความมืดที่กัดกินทวีป
สิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกสับสนและไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อไป
ดังนั้นสิ่งที่ผู้นำแต่ละเผ่าลงมือทำเป็นอย่างแรกคือการฟื้นฟูบ้านเมืองและกองทัพมากกว่าการทำสงครามไปแทน
พวกเขาหวาดกลัวว่าหากทำสงครามต่อ มันอาจเป็นการเปิดช่องให้มือที่สามเข้ามาบุกโจมตีได้
และคราวนี้ถ้าหากบุกถูกโจมตีอีกครั้งในสภาพบ้านเมืองที่ไร้ซึ่งทางป้องกันเช่นนี้ คงไม่แคล้วได้พ่ายแพ้จริง ๆ แน่นอน
ในตอนนั้นเองที่ผู้กล้าทั้งสี่ (บวกหนึ่ง) จากทั้งห้าเผ่าได้ยื่นข้อเสนอให้มาสานสัมพันธ์ระหว่างเผ่าเข้าด้วยกัน
ต้นคิดคือเปอร์ไซด์ ส่วนคนที่สร้างให้เป็นรูปธรรมคือเอสเทอกับสเลบ
ไม่ใช่ว่าเอสเทอกับสเลบมองโลกสวยเหมือนกับเปอร์ไซด์ แต่เป็นเพราะว่ามันคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาและเผ่าของตัวเองในเวลานี้ต่างหาก
เพราะการร่างสนธิสัญญาสงบศึก มันคือโอกาสอันดีในการเตรียมกองทัพและฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองนั่นเอง
เอรีสเข้าติดต่อกับผู้นำกัง
เอสเทอที่รีบแจ้นไปหาประธานาธิบดีลิลลี่ทันทีที่เห็นเธอขนคริสตัลมากลางงานปาร์ตี้
สเลบที่พากองทัพกลับไปหาราชินีของตนเองเพื่อเสนอแนวทางในหลังจากนี้
และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งสามเผ่าซึ่งเป็นต้นเหตุของมหาสงครามโลก ต่างยินดีพร้อมใจกันที่จะหันหน้ามาคุยกัน
แต่สนธิสัญญานี้จะสมบูรณ์แบบไม่ได้ ถ้าหากอีกสองเผ่าที่หลบซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาทางตอนเหนือของทวีปไม่ยอมมาร่วมเข้าประชุมด้วย...
***อัศวินสีแดง [โซเดียม]
"สรุปคือเอ็งจะให้ฉันเป็นจ่าฝูงสูงสุดแล้วไปร่วมประชุมร่างสนธิสัญญาเนี่ยนะ? "
"ไม่มีใครเหมาะเท่าแกแล้วละไฮเจน"
"ทำไมไม่ให้เปอร์ไซด์รับทำหน้าที่แทนยะ! ยัยนั่นคือตัวตั้งตัวตีเลยไม่ใช่เรอะ? "
"สมองอย่างเปอร์ไซด์ไม่น่าจะไหวมั้ง…"
"จริงของแก"
สองหนุ่ม...ไม่สิ หนึ่งหนุ่มกับหนึ่งสาว กำลังยืนคุยกันอยู่ในค่ายอพยบของเผ่าสองเขากันอยู่
แน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามคือเจ้าไฮเจนที่เป็นคู่กัดของเรา
"ว่าแต่แกเริ่มชักจะมีนิสัยเป็นผู้หญิงมากขึ้นทุกทีแล้วนะ"
"มะ… ไม่ได้ต้องการแบบนี้เสียหน่อย! "
ก็รู้อยู่หรอก แต่การแหย่แกเล่น มันได้กลายเป็นความสนุกของเราไปแล้วนี่สิ
พอเห็นคนที่อดีตเคยหยิ่งและถือตัวกลายเป็นสตรีแบบนี้ เลยยิ่งรู้สึกอยากแหย่มากยิ่งขึ้นไปอีก
เผ่าปักษาของพวกเรามีสองเพศในคนเดียวกัน ถ้าหากใครเลือกที่จะเดินในวิถีชีวิตเพศหญิง พวกเราก็จะตัดเจ้าน้องชายออกในพิธีเลือกเพศ แล้วปล่อยให้ฮอร์โมนเพศทำหน้าที่ของมันต่อไปเอง
ด้วยผลลัพธ์ของฮอร์โมนเพศหญิง เลยทำให้เจ้าไฮเจนกลายเป็นสตรีที่งดงามอย่างที่เห็น
มีแววตาที่คมกริบ ขนสีขาวบริสุทธิ์ และมีรูปร่างดินระเบิดที่ยากจะห้ามใจไหว
ถ้าหากว่าวันนั้นเจ้าไฮเจนไม่รีบร้อนตัดไอนั่นออกตามแผนนารีพิฆาต ก็คงจะไม่มีวันได้เห็นเจ้าไฮเจนในร่างผู้หญิงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
“ว่าแต่คนอื่นในเผ่าไม่มีใครสนใจขึ้นเป็นจ่าฝูงสูงสุดสักคนเลยเรอะ? ”
“อย่าลืมสิว่ามีแค่พวกเราที่รอดมาได้หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นนะ…”
หลังจากเหตุการณ์ที่ถูกกวาดล้างเผ่าพันธุ์และถูกทำลายคริสตัลโดยเผ่ามนุษย์ ประชากรของพวกเราก็เหลือเพียงแค่ห้าหมื่นกว่าคนเท่านั้น
จ่าฝูงทั้งแปดเองก็ตายห่านกันหมดและเหลือเพียงแค่เราสองคนที่รอดมาได้
แม้แต่ปักษาแห่งการพยากรณ์ [คาร์เนต] เองก็ยังเอาชีวิตไม่รอด
“ไม่เป็นไร ถึงแกจะโง่ แต่เดียวเราจะไปช่วยยืนเคียงข้างคอยสนับสนุนให้เอง”
“ขอบคุณมาก ฉันมันโง่จริง ๆ นั่นละ บางทีอาจถูกหลอก.. นี่แกหลอกด่าฉันหรือยะ! ”
เจ้าไฮเจนโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วเริ่มบินไล่กระทืบ
แน่นอนว่าตัวเราต้องรีบบินหนีให้ไวที่สุด
“ฮะ ฮะ ฮะ! นี่เป็นการเอาคืนที่เมื่อก่อนชอบดูถูกเราไง! ”
“หน่อย! แค่สู้เก่งกับบินเก่งขึ้นแล้วอย่ามาทำเป็นได้ใจนะยะ! ”
พูดตามตรงว่าการแหย่เจ้าไฮเจนมันสนุกมาก
เมื่อก่อนถูกมันแกล้งและดูถูกเอาไว้เยอะ ตอนนี้เลยต้องเอาคืนเยอะ ๆ หน่อย
ว่าแต่การประชุมเพื่อร่างสนธิสัญญาสงบศึกอย่างงั้นหรือ?
สำหรับเผ่าที่คริสตัลพังทลายไปแล้วอย่างพวกเรานั้น หวังว่าจะมีน้ำหนักเสียงต่อรองอยู่บ้างไม่มากก็น้อยละนะ
***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต (?) [บานา]
“ในอีกห้าวันข้างหน้า จะมีการประชุมร่วมทุกเผ่าด้วยกัน หัวข้อคือการร่างสนธิสัญญาสงบศึกและหาทางหยุดความมืดที่ทำลายโลกนี้ เผ่าของเราเองก็ได้รับคำเชิญไปร่วมด้วยเช่นกัน รบกวนองค์กษัตริย์แห่งยักษา ท่าน [ดูเรียน] ตอบรับคำเชิญนี้ด้วยครับ”
ข้ากำลังยืนอยู่ในกระโจมขนาดใหญ่ของกษัตริย์แห่งยักษา [ดูเรียน]
หลังจากที่ข้าปรึกษากับพวกเอรีสเกี่ยวกับการเสนอผู้นำตัวเองให้เข้าร่วมประชุมสร้างสนธิสัญญาแล้ว ข้าก็รีบบึ่งกลับมาหากษัตริย์ดูเรียนเพื่อส่งคำชวนนี้ในทันที
ส่วนสถานที่ประชุมที่จะใช้ร่างสนธิสัญญานั้น จะถูกจัดขึ้น ณ ทุ่งหญ้าแห่งการก่อกำเนิดที่ใจกลางทวีป
หรือก็คือตำแหน่งแรกที่พวกเราถูกส่งมาเกิดในโลกใบนี้โดยเทพเจ้ามารทั้งสามองค์
ขุนนางเผ่ายักษาที่ถูกเรียกมารวมตัวประชุมในกระโจม ต่างกำลังจับจ้องมาที่ข้าเป็นสายตาเดียวกันหลังจากที่ข้าอธิบายรายละเอียดออกไปจนหมดแล้ว
แน่นอนว่ายัยแครอทเองก็อยู่ที่นี่ด้วย
แต่ข้าไม่อาจหาญกล้าสบตานางได้ เพราะว่าข้ายังไม่ได้กล่าวขอโทษนางเลยแม้แต่น้อย
“ขุนนางบานา มันคือกับดักหรือเปล่า? ไม่ใช่เป็นแผนล่อพวกเราออกไปเพื่อจับตัวหรอกหรือ? ”
ขุนนางแอปเปิลยังคงแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย
ขุนนางส่วนใหญ่ในที่นี้เองก็คิดเหมือนกับเขา
มันไม่แปลก เพราะเผ่าเราเคยถูกทรยศจากเผ่ามนุษย์ และถูกเผ่าภูติขายอาวุธให้เพื่อหวังใช้เป็นรัฐกันชนกับศัตรูมาก่อน
แต่ข้าอยากให้ทุกคนเปิดใจเชื่อพวกเขา เชื่อในเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาเหมือนกัน
“ฉันเห็นด้วยกับบานา”
ในที่สุดก็มีคนเห็นด้วยกับข้า
คนนั้นคือขุนนางแครอท สตรีที่ข้าสาบานว่าต้องไปขอโทษนางให้ได้ในหลังจากนี้
“แครอท… ขอบคุณเจ้ามาก! ”
ขนาดข้าเผลอลงมือรุนแรงตบหน้านางไป แต่นางก็ยังสามารถแยกงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้
ผิดกับข้าที่มักใช้อารมณ์นำหน้าเสมอ
ข้านี่แย่จริง ๆ
“ข้าเองก็เห็นด้วยกับบานา”
ขุนนางมาเรียมพลัมยกมือสนับสนุนข้าอีกเสียง
ดีละ ได้เพิ่มมาเป็นสามจากสิบคนแล้ว
ข้าต้องการอีกแค่สามเสียงเท่านั้น
“แล้ว… เจ้าพวกมีปีกพวกนั้นมันว่ายังไง? ”
“เห็นว่าจะเข้าร่วมด้วยนะครับ”
“ทั้งที่พวกมันถูกเผ่ายักษาน้อยทำลายคริสตัลกับฆ่าล้างจนเหลือประชากรไม่ถึงครึ่งแสนนะหรือ? ต้องใช้ความเข้มแข็งแค่ไหน ถึงจะยอมตัดซึ่งความแค้นลงได้กันนะ? ”
ท่านดูเรียนพึมพำกับตนเองอยู่หลังหน้ากากที่น่าเกรงขามของเขา
ไม่หรอก หากพิจารณาจากนิสัยของเปอร์ไซด์แล้ว ข้าว่าเผ่าของนางคงโดนความเป็นแม่พระและความซื่อตรงของเปอร์ไซด์ชักจูงให้คล้อยตามเห็นด้วยมากกว่าละมั้ง?
“อะไร… แบบนี้พวกเราก็ไม่มีทางหนีแล้วสิ”
ขุนนางแอปเปิลคร่ำครวญออกมาอย่างหัวเสีย
“ไม่เหลือทางเลือกอื่นแล้วหรือ… ช่วยไม่ได้ เผ่าเราควรเข้าร่วมการร่างสนธิสัญญาสงบศึกนี้”
ส่วนกษัตริย์ดูเรียนก็พูดออกมาเช่นนั้นด้วยท่าทางที่หนักใจ
“ขุนนางแอปเปิล ท่านองค์ราชาดูเรียนครับ!? ”
“คิดดูให้ดีก่อนนะคะ! เดียวก็ถูกทรยศอีกรอบหรอกค่ะ! ”
“พวกเราไม่มีพลังมากพอจะอยู่โดดเดี่ยวในโลกนี้ได้ ขอให้ขุนนางทุกท่านเข้าใจด้วย”
ด้วยคำตัดสินเด็ดขาดของกษัตริย์แห่งยักษา จึงทำให้ขุนนางที่ไม่เห็นด้วยต้องปิดปากเงียบเสียงลง
หลังจากเงียบมาได้ราวหนึ่งนาที ในที่สุดก็ไม่มีใครคิดยกมือคัดค้านอีก
"งั้นเป็นอันตกลง เผ่ายักษาของพวกเราจะเข้าร่วมงานประชุมนี้ด้วยเช่นกัน"
หลังจากการประชุมมาได้ครึ่งชั่วโมง
"แครอท…"
ข้าก็รีบวิ่งตามยัยแครอทมาถึงหน้าเต็นท์พักผ่อนของนาง
ความจริงข้าต้องการจะขอโทษทันทีที่จบการประชุม แต่นางไม่ยอมสบตาหรือคุยกับข้า แล้วเดินหนีกลับมาอย่างที่เห็น
แถมไม่รู้ว่าเป็นรสนิยมของเธอหรืออะไร ถึงได้มาตั้งเต็นท์พักแรมในจุดห่างไกลจากขบวนอพยบขนาดนี้
ข้าต้องปีนเขา เดินผ่านดงหญ้าทึบ ลุยแม่น้ำที่เชี่ยวกราก กว่าจะมาถึงเต็นท์ของนางได้
"แครอท ข้า…"
"..."
แครอทไม่แม้แต่จะหันมามองข้าแล้วเดินเข้าไปในเต็นท์ทันที
"แครอท! เดียวก่อน ข้านะ… ข้าขอ---"
"เข้ามาก่อนสิบานา"
แต่ทว่านางกลับยื่นมือออกมากวักเรียกข้าเข้าไปก่อนที่จะได้ทันเอยขอโทษ
ข้าเข้าไปข้างในตามคำชวนของนาง
ภายในเต็นท์ของเธอนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นฉุนของยาสมุนไพร
และที่ตรงหน้าข้าก็มีสตรีผิวสีเขียวรูปร่างบอบบางปรากฏอยู่
ผมสีม่วงที่ยาวเหยียดตรงของเธอกำลังส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเครื่องยาหอมลอยโชยไปทั่วเต็นท์
เธอถอดชุดขุนนางที่ทำจากหนังสัตว์สุดหรูออก แล้วสวมด้วยชุดผ้าไหมตัวบางที่ดูเบาสบายแทน
ผิวหนังหัวไหลที่เนียนสวยงามได้เผยให้ข้าเห็นเป็นครั้งแรก
ถึงจะมองว่าเป็นสหายศึก แต่ว่านางก็เป็นสตรีเผ่ายักษาที่สวยงามติดอันดับต้นของเผ่า
เอาเถอะ สำหรับข้าแล้ว ข้าชอบสตรีร่างเล็กแบบเอรีสหรือเปอร์ไซด์มากกว่าละนะ
นี่ข้าคิดเรื่องบ้าอะไรอยู่เนี่ย? ตอนนี้ควรรีบขอโทษก่อนมิใช่เรอะ!
"แครอท ข้าขอโทษ! ที่เคยตบหน้าเจ้าไปตอนนั้น ข้าผิดไปแล้วจริง ๆ! "
ข้าล้มทั้งตัวโดยเอาข้างหน้าฟาดลงกับพื้น
นี่คือการแสดงความขอโทษระดับสุดยอดของเผ่าเรา เพราะต้องใช้ความกล้ามากทีเดียว ถึงจะล้มตัวหน้าฟาดพื้นแบบไร้ซึ่งความลังเลได้
เกิดเสียงและแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเต็นท์หลังนี้
"บานา… เจ้านะลุกขึ้นมาก่อนเถอะ"
"ไม่! จนกว่าเจ้าจะยอมยกโทษ--"
"ฉันไม่เคยโกรธเจ้าเลยนะ"
แครอทก้มตัวลงมาจับใบหน้าของข้า
ลมหายใจของพวกเราทั้งสองคนแทบจะรดต้นคอกัน
นี่มันจะใกล้เกินไปแล้ว!
ดวงตาสีเทาที่เรียวคมของนางกำลังจับจ้องเข้ามาที่ดวงตาของข้า
และเป็นครั้งแรกที่หัวใจของข้าสั่นไหวอย่างรุนแรงเพราะเสน่ห์ของนาง
วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น ปกติแครอทไม่ใช่คนที่ดูดีมีเสน่ห์ขนาดนี้นี่…
"ลุกขึ้นมาดื่มน้ำก่อนสิ ฉันเตรียมน้ำสมุนไพรเอาไว้ให้แล้ว"
ที่บนโต๊ะไม้สูงหนึ่งเมตรครึ่ง ที่บนนั้นมีถ้วยน้ำสมุนไพรสีม่วงอ่อนน่าดื่มวางรอเอาไว้อยู่
"ถึงจะไม่โกรธ แต่ฉันดีใจมากที่บานามาเอยปากขอโทษ"
"ข้า… ผิดไปแล้ว…"
ข้าลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ซุงตัวใหญ่ ก่อนจะหยิบน้ำสมุนไพรขึ้นมาดื่ม
รสชาติของมันอร่อยมาก มีความขมที่ช่วยขับรสหวานธรรมชาติได้อย่างลงตัวทีเดียว
แต่ว่ารสแบบนี้… ข้าไม่เคยได้ริ้มรสมาก่อนในชีวิตเลย
หรือว่านางไปค้นพบเครื่องดื่มสมุนไพรชนิดใหม่เข้าอย่างงั้นเปล่า?
"ฉันนะ… คิดมานานแล้วละบานา"
แครอทไม่ยอมหยิบสมุนไพรขึ้นมาดื่ม แต่ทำเพียงแค่จับจ้องตัวข้าแบบไม่ละสายตา
"คิดเรื่องอะไรหรือ? "
แครอทไม่ยอมตอบแต่กลับฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริแทน
ในช่วงพริบตานั้น ข้ารู้สึกว่าแครอทดูน่าขนลุกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
"ก็คิดเรื่องระหว่างบานากับฉันยังไง~"
แล้วพริบตานั้นร่างกายของข้าก็ฉับพลันเหน็บชาขึ้นมา
แก้วดินเผาในมือของข้าหล่นลงมาแตกกระจายอยู่ที่พื้น ร่างกายเริ่มไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจนกระทั้งไม่อาจขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว
"อึ๊ก!? "
แม้แต่จะเปล่งเสียงออกไปก็ยังทำไม่ได้
"ออกฤทธิ์แล้วสินะ หุ หุ หุ~"
ยัยแครอทพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ชวนขนหัวลุก
ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อ อีกทั้งยังฉีกยิ้มมากขึ้นจนชวนขนหัวลุก
"รู้มั้ย ฉันนะรักบานา รัก รัก รัก! รักจนคิดมาตลอดว่าอยากจะอยู่กับบานา อยู่กันแค่สองคน อยากอยู่กับเจ้า ใช้ชีวิตกับเจ้า และตายไปพร้อมกับเจ้า"
นี่เจ้า…
"แต่เพราะว่ากลัวเจ้าจะเกลียด เลยทำได้แค่สร้างความประทับใจแบบปกติผู้หญิงทั่วไปเท่านั้น..."
แครอทพูดไปพร้อมกับเปลืองผ้าของตัวเองออก ก่อนจะเหลือเพียงแค่ชุดชั้นในสีเทาตัวบาง
"แต่บานาน่ะไม่เคยมองฉันเป็นมากกว่านั้น แถมโลกนี้ก็ยังมุ่งหน้าไปสู่จุดจบ มีแต่สงคราม ถ้าเป็นแบบนี้ คนอ่อนโยนอย่างบานาคงไม่รอดแน่"
นางพูดอย่างรวดเร็วพร้อมกับเอาร่างกายมาแนบกับร่างกายของข้า
ถึงจะให้สัมผัสนุ่มนวล แต่เวลานี้ข้ากลับรู้สึกสยองมากกว่า
"พอถูกเจ้าตบหน้า ฉันเลยรู้สึกตัว ว่าถ้าเป็นแบบนี้ ด้วยนิสัยแบบนี้ของบานา บานาคงต้องนำตัวเองไปตายสักวันแน่นอน"
ดวงตาสีเทาของแครอทจับจ้องมาที่ใบหน้าข้าอีกครั้ง ก่อนจะแลกจุมพิตอย่างรุนแรงใส่ข้าเพียงฝ่ายเดียว
"เพราะฉะนั้น ฉันจึงตัดสินใจ บานานะไม่ต้องไปออกรบอีกแล้ว ฉันจะสร้างโลกที่มีเพียงแค่พวกเราสองคน แค่พวกเราสองคนเท่านั้น ส่วนคนอื่น เผ่าอื่น ทุกคนที่เป็นศัตรู ฉันจะฆ่าพวกมันแทนบานาผู้อ่อนโยนเอง ฉันจะยอมแปดเปื้อนแทนเจ้าเองนะ"
แครอทพูดด้วยแววตาที่น่ากลัว
"ฉันว่าสนธิสัญญาสงบศึกนั้นสุดยอดมาก เพราะว่ามันทำให้ฉันมีเวลาเต็มที่กับการฟื้นฟูกองกำลังอสูรอีกครั้ง ไม่สิ ต่อให้มีอสูรเป้นล้านตัวก็ไม่อาจเทียบเท่ากับอสูรในตำนานตัวนั้นได้ ใช่แล้ว ฉันจะพาเจ้าไปกับฉัน ออกไปตามล่า [อสูรผู้กลืนกิน] ในตำนานที่เจ้าไล่มันไปเมื่อสองวันก่อน จับมันกลับมาฝึกให้เป็นอสูรที่แข็งแกร่งที่สุด ฉันทำมันได้แน่นอน มันที่มีพลังระดับนั้น ถ้าหากจับมาฝึกให้ฉลาดและติดตั้งอาวุธกับชุดเกราะให้มัน มันจะต้องกลายเป็นอสูรที่น่ากลัวที่สุดในโลกได้แน่นอน ฉัน… ฉันจะเป็น [ผู้กล้า] ของเผ่ายักษา จะปกป้องเจ้าให้ดูเอง! "