ตอนที่17 ปรมาจารย์ลึกลับ
โจวหนิงอันกำลังอ้าปากตอบคำถามรุ่นพี่ พลันมีลูกค้าเดินเข้ามาในร้านพร้อมกันหลายคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานทันที ทั้งคู่ใช้เวลาแนะนำสินค้าและดูแลลูกค้าอยู่นาน กระนั้นยังมีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันเนืองแน่นเนื่องจากเป็เพียงร้านเดียวเปิดขายใน่ตรุษจีน
ทางด้านโรงแรมหรูระดับห้าดาวแห่งเมืองหลวง ซึ่งเป็หนึ่งในกิจการของกลุ่มแอดวานซ์หรือตระกูลกู้อันมั่งคั่งอนึ่งตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองหลวงมีอยู่ทั้งหมดห้าตระกูลได้แก่ ตระกูลหลง ตระกูลกู้ ตระกูลหลิน ตระกูลสวี และตระกูลจาง ส่วนตระกูลคู่แข่งชัดเจนและเป็ที่จับตามองจากรุ่นสู่รุ่นนั่นคือ ตระกูลหลงกับตระกูลกู้
วันนี้เป็วันครบรอบวันเกิดของผู้นำตระกูลกู้ ชายชรากู้ฟาหยาง เขามีอายุครบแปดสิบปีบริบูรณ์ลูกหลานตระกูลกู้จึงจัดงานแซยิดให้อย่างยิ่งใหญ่สมฐานะตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง
เหล่าผู้นำตระกูลอันดับหนึ่งและลูกหลานต่างตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างเนืองแน่นไม่เว้นแม้แต่ตระกูลหลงก็ได้รับเชิญเช่นกัน แล้วยังมีผู้นำและลูกหลานตระกูลอันดับสองและสามเข้าร่วมงานหวังสานสัมพันธ์ความร่วมมือทางธุรกิจอีกจำนวนมาก
เวลานี้ผู้คนกำลังทยอยถือของขวัญไปลงทะเบียน แล้วเดินเข้าสู่งานเลี้ยงแบบค็อกเทลอันหรูหราซึ่งจัดอยู่ในห้องโถงใหญ่โอ่อ่าพนักงานต้อนรับหน้าประตูจะขานบอกชื่อและตระกูลผู้เข้าร่วมงานเป็ระยะเพื่อแจ้งเ้าภาพในห้องจัดเลี้ยงให้รับรู้
จนกระทั่งถึง่พนักงานต้อนรับแนะนำแเื่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีกันอยู่สามคนและกำลังเดินเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงซึ่งเรียกเสียงฮือฮาจากแเื่เป็จำนวนมาก
“ผู้ร่วมงานแซยิดท่านผู้นำตระกูลกู้ลำดับที่แปดสิบสามท่านผู้เฒ่าเหอจากร้านเหออี้!”
ชายทั้งสามคนมีบุคลิกแตกต่างกันเล็กน้อยเดินผ่านประตูห้องจัดเลี้ยงแล้วยืนเรียงหน้ากระดานกวาดตาสำรวจผู้คนด้วยท่าทีนิ่งสงบทว่าผู้คนในห้องจัดเลี้ยงต่างหันขวับจ้องมองแขกกลุ่มใหม่ด้วยความสนใจ แล้วส่งเสียงฮือฮาประหลาดใจว่า
“โอ้! ไม่นึกเลยว่าปรมาจารย์เหออี้จะมาร่วมอวยพรด้วย”
“เอ๋! คนยืนตรงกลางนั่นใครน่ะ ทำไมต้องใส่หน้ากากด้วยล่ะหรือว่าเขามีใบหน้าอัปลักษณ์จนต้องปิดเอาไว้”
“ดูเ้าหนุ่มทางซ้ายมือนั่นสิ เขายิ้มเป็หรือเปล่าล่ะนั่น”
ชายสามคนในชุดฉีผาวตัวยาวสีน้ำเงินเข้ม ต่างยืนนิ่งไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนทั้งยังยืนนิ่งไม่สนใจรีบเข้ามาทักทายทำความรู้จักใครสักคน จนเหมือนคนหยิ่งยโสในที
กระทั่งตัวแทนเ้าภาพฝ่ายตระกูลกู้ นั่นคือ กู้เฟยเทียน ทายาทหนุ่มหล่อเหลาเนื้อหอมแห่งตระกูลกู้เขาปราดเข้ามาทักทายกลุ่มชายชราเหออี้อย่างเป็มิตรว่า
“สวัสดีครับท่านปรมาจารย์เหออี้ ขอบคุณและยินดีมากนะครับที่มาร่วมงานด้วยถ้ายังไงเชิญพักผ่อนตามอัธยาศัยก่อนนะครับ ไว้เสร็จงานแล้วผมจะโทรปรึกษาอีกทีพอดีเพิ่งได้สินค้าชุดใหม่เข้ามาน่ะครับ”
ท้ายประโยคกู้เฟยเทียนจงใจโน้มตัวเข้าใกล้ชายชราแล้วกระซิบบอกข้อความสำคัญพลางเหล่ตามองชายอีกสองคนติดตามมากับชายชราด้วยความอยากรู้
เหออี้พยักหน้าเข้าใจความ้าของชายหนุ่ม ทั้งยังััได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายสงสัยแขกมาพร้อมตนอีกสองคนจึงแนะนำทั้งคู่ให้ทายาทหนุ่มแห่งตระกูลกู้รู้จักในทีว่า
“เข้าใจแล้ว นี่คือเพื่อนของฉันเอง เขาเก่งกาจเื่ประเมินโบราณวัตถุไม่แพ้ฉันเลยส่วนนั่นเสี่ยวจิ่นเป็องครักษ์ของเขา-”
พลันมีเสียงหัวเราะขบขันวิพากษ์วิจารณ์ขัดจังหวะคำพูดชายชราเหออี้จากผู้คนรอบข้างดังขึ้นเหตุเพราะพวกเขาไม่คิดว่าจะได้ยินคำโบราณแสนเชยจากปากชายชราเหออี้ว่า
“ฮ่าฮาฮา นั่นเขาพูดอะไรน่ะ องครักษ์เชียวเหรอ ยังกะอยู่ในยุคสมัยไหนดีล่ะ อ้อ...ยุคก่อนสาธารณรัฐใช่ไหม”
“แหม...บางทีท่านผู้เฒ่าอาจไม่คุ้นชินกับคำว่าบอดี้การ์ดก็ได้นะคะ”
“แค่ใส่หน้ากากเข้าร่วมงานก็ว่าหนักแล้ว แถมยังมีองครักษ์มาพิทักษ์อีกสงสัยจะเกิดในยุคราชวงศ์ไหนดีล่ะ”
“อย่าเพิ่งหัวเราะกันไปก่อนซิ่ พวกเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสองคนนั่นเป็ใคร”
“ทำไมฉันรู้สึกคุ้น ๆ คนใส่หน้ากากนั่นจังเลย เหมือนเคยเห็นจากที่ไหนสักแห่ง”
“คุณปู่คิดมากเกินไปแล้วค่ะ คนหนุ่มท่าทางประหลาดแบบนั้น คุณปู่จะเคยเห็นมาก่อนได้ไงคะ”
ฟากชายชราเหออี้กำหมัดแน่นไม่พอใจในเสียงวิจารณ์จากผู้คนทั้งหลาย ทว่าได้ยินเสียงเ้านายหนุ่มใส่หน้ากากพูดปลอบใจแ่เบาว่า
“ช่างพวกเขาเถอะ”
อย่างไรก็ตามด้วยสัญชาตญาณสายเืนักธุรกิจหนุ่มผู้เก่งกาจ พอมีเสียงวิจารณ์แสดงความประหลาดใจดังขึ้นโดยผู้คนต่างพุ่งเป้าไปยังชายหนุ่มใส่หน้ากากกู้เฟยเทียนหรี่ตามองชายหนุ่มทำตัวเฉยเมยด้วยความสงสัย พลางถามชายชราเหออี้ด้วยคิดว่าตนอยู่ในสถานะเ้าภาพดังนั้นสมควรรู้จักแเื่ให้ครบถ้วนด้วยว่า
“ขอโทษนะครับปรมาจารย์เหอ คนผู้นี้คือ.....”
ชายชราเหออี้ได้รับสัญญาณจากเ้านายหนุ่มแล้ว จึงตอบกู้เฟยเทียนเสียงดังฟังชัดด้วยคิดว่าคำตอบของตนจะต้องดึงดูดความสนใจของผู้คนได้แน่นอนว่า
“ทีแรกเพื่อนของฉันอยากมาร่วมอวยพรผู้เฒ่ากู้แบบเงียบ ๆแต่ในเมื่อมีคนอยากรู้จัก งั้นฉันจะช่วยสงเคราะห์บอกให้ว่าเขานี่แหละ ปรมาจารย์ซูผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุมากที่สุด”
เมื่อชายชราเหออี้กล่าวจบพลางกวาดตามองรอบตัวด้วยท่าทีพอใจเพราะเหลือบเห็นหลายคนอ้าปากค้างตกตะลึงโดยเฉพาะบรรดากลุ่มชายชราผู้เคยได้รับความช่วยเหลือหรือร่วมงานกันมาก่อน
ฉับพลันมีชายชราผู้นำตระกูลอันดับสามแห่งเมืองหลวง เขามาพร้อมหลานสาวคนสวยพลางปราดเข้ามายืนต่อหน้าซูเกอ แล้วเพ่งพินิจมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มศีรษะคำนับพร้อมกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจในบุญคุณที่ผ่านมาว่า
“ที่แท้ท่านปรมาจารย์ซูเกอนี่เอง ผมก็ว่าคุ้น ๆ อยู่ไม่นึกเลยว่าท่านจะกลับเข้าสู่สังคมแล้ว ขอบคุณท่านอีกครั้งนะครับถ้าคราวนั้นไม่ได้ท่านช่วยเอาไว้ละก็ วันนี้คงไม่มีตระกูลตงมายืนอยู่ที่นี่แน่เลยครับ”
เมื่อผู้คนในห้องโถงกำลังยืนรอฟังคำพูดของชายชราตงอี้หาน พอได้ยินชื่อชายหนุ่มปริศนาใส่หน้ากากพยักหน้ายอมรับพลันเกิดความโกลาหลทันใดเพราะชื่อดังกล่าวเคยสร้างความแตกตื่นให้ผู้คนในงานแข่งขันและประมูลโบราณวัตถุเมื่อสามสิบปีก่อน
อย่างไรก็ตามมีเสียงวิจารณ์หนาหูแตกออกไปหลายทาง เนื่องจากรูปลักษณ์ชายใส่หน้ากากเป็หนุ่มเกินไปซึ่งไม่สอดคล้องกับผลงานในอดีต
“บ้าไปแล้ว! นั่นเป็ปรมาจารย์ซูไม่ได้หรอก ผ่านมาตั้งหลายสิบปีเขาควรจะแก่เท่ากับฉันแล้วสิ”
“ไม่แน่นะครับ สมัยนี้มีคนไปทำศัลยกรรมถมถืด ถ้าจะกลับมาเป็หนุ่มเหมือนเดิมก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”
“จริงด้วย! สมัยนี้ขอแค่มีเงินก็เนรมิตได้ทุกอย่าง แค่ทำให้เป็หนุ่มขึ้นมาก็ไม่น่าจะหมดเงินเยอะสักเท่าไหร่”
กู้เฟยเทียนเบิกตากว้างยินดีเมื่อได้ยินคำตอบจากชายชราเหออี้เนื่องจากเคยได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังจากอีกฝ่ายมาจากรุ่นพ่อพลางอยากร้องขอความช่วยเหลือให้ประเมินโบราณวัตถุชุดใหม่ ทว่าเขาล่าช้ากว่าแเื่คนอื่นที่เดินกรูเข้ามารุมล้อมกลุ่มชายชราเหออี้จนกลายเป็ดาวเด่นของงานไปอย่างไม่ตั้งใจ
ไว้เสร็จงานก่อนแล้วกันเดี๋ยวค่อยขอเบอร์โทรติดต่อปรมาจารย์ซู เขาออกมาคราวนี้จะต้องมีเื่ะเืไปทั่วทุกวงการแน่ฉันจะต้องเร่งสร้างผลงานให้ปู่เห็นเร็ว ๆ ไม่แน่ว่าถ้าปู่พอใจ ฉันอาจได้รับมอบตำแหน่งผู้นำตระกูลกู้ต่อจากปู่ซะที!
กู้เฟยเทียนกำหมัดให้สัญญากับตัวเองเงียบ ๆพลางปล่อยให้แเื่คนอื่นเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มชายใส่หน้ากากต่อไปด้วยคิดว่างานแซยิดของปู่ยังเป็จุดสนใจของผู้คนเหมือนเดิมจากนั้นเขาเดินไปทักทายแเื่คนอื่นต่ออย่างรู้หน้าที่
ด้านซูเกอหรือแท้จริงคือเ้านายของชายชราเหออี้ เขาสนทนากับบรรดาชายชราด้วยท่าทีเย่อหยิ่งเล็กน้อยด้วยมั่นใจว่ายังมีหลายคนสนใจในทักษะของตน พลางเหลือบเห็นพนักงานโรงแรมช่วยกันนำของขวัญจากการลงทะเบียนไปวางบนโต๊ะอย่างเป็ระเบียงซึ่งอยู่ใกล้โซฟาที่นั่งของผู้นำตระกูลกู้ ก่อนลอบยิ้มมุมปากพอใจ
อีกมุมหนึ่งของห้องจัดเลี้ยง กัวอี้จุนและแฟนสาวกำลังยืนพูดคุยอยู่กับทายาทตระกูลดังแห่งเมืองหลวงเขาบุ้ยปากไปทางกลุ่มชายชรายืนห้อมล้อมชายหนุ่มใส่หน้ากาก พลางวิจารณ์กับกลุ่มเพื่อนหนุ่มสาวอย่างสนุกปากว่า
“ดูสิ! ไอ้หมอนั่นกล้าดียังไงมาใส่หน้ากากเข้าร่วมงานช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาซะเลย จริงไหมจูเอ๋อร์”
“เหอะ! คงกลัวว่าจะมีคนเห็นหน้าละมั้ง” หลินลู่เอิน ทายาทหนุ่มตระกูลหลินตอบแล้วจิบค็อกเทลไม่สนใจอีก
“ไอว่า เขาคงอยากทำตัวเป็จุดเด่นมากกว่า” แพทริก ทายาทหนุ่มลูกครึ่งจากตระกูลสวีกล่าว
“ไอล่ากลับคิดว่าเขาทำศัลยกรรมแล้วมีปัญหามากกว่า” ไอล่าทายาทสาวลูกครึ่งจากตระกูลสวีพูดแย้งพี่ชาย
“คิดไรมากกันล่ะ เดี๋ยวถึง่มอบของขวัญให้คุณตาก็รู้แล้ว”
กู้เฟยจูบอกเพื่อนในกลุ่มลูกคนรวยอย่างผ่อนคลาย พลางรู้สึกสงสัยตงิด ๆ ในชุดเดรสหรูซึ่งสวมอยู่ขึ้นมาแต่ต้องรีบวางท่าให้ดูสง่างามเพราะตอนนี้มีบรรณาธิการหญิงชื่อดังทรงอิทธิพลเดินตรงมาหากลุ่มพวกตนพอดี
“สวัสดีทุกคน” ซ่งเหอมี่ บรรณาธิการหญิงคนเก่งทักทายทายาทตระกูลดังอย่างเป็กันเอง
“สวัสดีค่ะ/ครับคุณซ่ง!” ทายาทหนุ่มสาวกว่าแปดคนต่างทักทายหญิงวัยกลางคนท่าทางคล่องแคล่วเสียงดัง
“คุณซ่งคะ เมื่อไหร่จะถึงคิวฉันถ่ายแบบสักทีล่ะคะ” ไอล่ารีบถามสตรีทรงอิทธิพลทางสื่อของจีนทันที
“ฉันคงตอบตอนนี้ไม่ได้หรอก ต้องรอถามหลานชายอินดี้ของฉันก่อน”
ซ่งเหอมี่ยิ้มน้อย ๆ พลางตอบทายาทสาวตระกูลสวีตามจริง ทั้งยังไม่ลืมโยนความผิดไปให้หลานชายผู้เอาแต่ใจตัวเองอีกด้วยด้วยรู้สึกดีว่าพวกตนไม่จำเป็ต้องก้มหัวให้กับตระกูลอันดับหนึ่งหรืออันดับสองของเมืองหลวง