๑
คุณหนูเอาแต่ใจ
ณ ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง
“ผมไม่ดื่มน้ำเย็น ขอเป็น้ำอุ่น...ย้ำว่าน้ำอุ่นน้ำอุณหภูมิห้องก็ไม่ได้”
ผมบอกกับพนักงานเสิร์ฟด้วยสีหน้าและท่าทางที่ดูหยิ่งทะนงพนักงานเสิร์ฟโค้งตัวเล็กน้อยก่อนที่จะเดินออกจากโต๊ะแล้วกลับมาด้วยน้ำอุ่นตามที่ผม้า
“มีเมนูอะไรแนะนำบ้าง”
พนักงานเสิร์ฟอีกคนเดินเข้ามาเปิดเมนูแล้วแนะนำอาหารที่ขึ้นชื่อของร้าน
“เมนูแนะนำเมนูแรกไก่ตุ๋นค็อก อู วองซ์”
“ผมไม่กินไก่”
“อันนี้เป็อีกหนึ่งเมนูที่ขึ้นชื่อครับแกงสมันดารี คาซาน่า”
ผมยังไม่ชอบพอกับอาหารที่พนักงานเสิร์ฟแนะนำเพราะคนเพอร์เฟ็คแสนดีอย่างผมจะทานอะไรก็ตามที่ผมอยากจะทาน
“มีอะไรแนะนำอีกไหม”
“สปาเก็ตตี้คาโบนาร่าครับ”
“แตกต่างจากที่อื่นยังไง”
คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำหน้าสงสัยกับคำถามของผมที่นั่งดูเมนูอาหารไปด้วยแล้วไง...ทำไมผมต้องแคร์พวกเขาเ่าั้ด้วย
“เออ...คือ”
“อะไรกันผมถามว่าแตกต่างจากที่อื่นยังไงทำไมต้องอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ด้วย...”มองหน้าพนักงานด้วยสายตาทะนงอย่างผู้มีอำนาจ “ไปตามเชฟมา”
“คะครับ”
พยักงานเสิร์ฟชายคนที่แนะนำเมนูอาหารรีบเดินจ้ำอ้าวตรงไปทางห้องครัวเพราะคงเกรงว่าหากช้ากว่านี้คนเพอร์เฟ็คอย่างผมอาจไม่พอใจและถ้าเขาคิดแบบนี้เขาคิดถูกแล้วล่ะ
เพียงไม่นานเชฟก็รีบเดินออกมา
“เมนูที่ผมถามแตกต่างจากที่อื่นยังไง”
“เราใช้เส้นนำเข้าจากต่างประเทศ”
“เส้นอะไร”
“บอกไม่ได้ครับเป็ความลับของทางร้าน”
“อะไรกันเนี่ยอะไรกันเนี่ย ถามแค่นี้ทำไมถึงตอบไม่ได้ พวกคุณรู้ไหมว่ามันเป็สิทธิ์ของผู้บริโภคที่มีสิทธิ์รู้ทุกอย่าง และของทุกอย่างที่จะเข้าสู่ร่างกายผมผมต้องพิจารณาก่อนรู้ไหม”
ลูกค้าทุกคนในร้านหันมามองเป็สายตาเดียวกันส่วนพนักงานเสิร์ฟกับเชฟได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตากับผม
“โอ้ยๆ ไม่ได้ดั่งใจเลย เอาเป็ว่า ผมเอาสลัดผลไม้ก็แล้วกันในสลัดผลไม้ขอเป็แอปเปิ้ลเขียว แอปเปิ้ลแดง สับปะรด องุ่นแดง แก้วั และก็เพิ่มผักกาดม่วงกับผักสลัดด้วยส่วนน้ำสลัดไม่เอาน้ำสลัดครีมส่วนน้ำตาลที่ใช้ต้องเป็น้ำตาลทรายแดงเท่านั้นเพราะมันไม่ขัดสี แต่ใส่แค่ปลายช้อนพอเพราะหวานมากไม่ดีต่อสุขภาพไข่เอาเฉพาะไข่ขาว...” เปิดเมนูลง ส่วนพนักงานเสิร์ฟจดทุกรายละเอียดที่ผมพูด“ผมไม่พูดซ้ำสองรอบนะ เออ...ไม่ต้องคลุกมานะเดี๋ยวผมเอามาคลุกเอาส่วนน้ำแก้วนี้รบกวนช่วยเอาไปเปลี่ยนให้ผมด้วยไม่รู้ว่าเชื้อโรคจะเข้าไปอยู่ในนั้นรึเปล่าพูดคุยกันไปมาไม่รู้ว่าน้ำลายของพวกคุณจะตกใส่ด้วยรึเปล่าถ้าผมเป็อะไรขึ้นมาต้องแย่แน่ ๆ โลกใบนี้ก็ต้องหมองมัวเป็ที่สุด อีกอย่างสมบัติก็ยังใช้ไม่หมดด้วยผมไม่อยากเป็โรคติดต่อเพียงเพราะดื่มน้ำที่มีน้ำลายของพวกคุณตกลงมาหรอกนะ...ไม่อยากเป็ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ด้วย”
อย่างหลังสำคัญที่สุดฉะนั้นคนเพอร์เฟ็คอย่างผมจะตายด้วยเชื้อโรคจากคนอื่นไม่ได้
เมื่อจบการสนทนาพนักงานเสิร์ฟรวมถึงเชฟต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตนเอง
คนเพอร์เฟ็คแบบผมถูกเลี้ยงด้วยเงินตราจึงไม่แปลกใช่ไหมล่ะที่คนเพอร์เฟ็คแบบผมจะดูเป็ลูกคนหนู เชื้อผู้ดีจับขนาดนี้และนิสัยก็น่ารักด้วยใช่ไหม ไปที่ไหนใครก็รักใคร่ดังนั้นอย่ามาใช้คำว่าเอาแต่ใจกับผม เพราะคำว่าเอาแต่ใจไม่เห็นจะเข้ากับผมตรงไหน
แต่ถ้าใครขัดคำสั่งคนเพอร์เฟ็คอย่างผมก็อย่าหาว่าผมไม่เตือนก็แล้วกันเพราะผมเองเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย และมีหน้ามีตาทางสังคมอีกทั้งยังเป็ลูกชายคนเล็กของบ้านพ่อกับแม่ต่างเอาใจดูแลผมเป็เศษ...ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน
“นี่มันกี่โมงแล้วนายหมาน้อย”
“รถมันติดผมมาได้เร็วแค่นี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว”
ผมคลุกสลัดที่อยู่ตรงหน้าพลางพูดกับนายหมาน้อยไปด้วย
“นี่นายหมาน้อยอย่ามาเถียงฉันนะเดี๋ยวฉันจะบอกให้คุณพ่อทุบโรงเรียนสอนร้องเพลงนายทิ้งเลยคอยดู”
“เปล่าเถียงนะครับ แค่บอกเฉย ๆว่าแต่วันนี้ที่เรียกผมมาที่นี่ไม่ทราบว่าคุณรักมีธุระอะไรให้ผมรับใช้รึเปล่าครับ”
นายหมาน้อยถามด้วยความคุ้นชินอย่างรู้งานเพราะนายหมาน้อยเป็เบ้ของผม ในทุก ๆ ครั้งเวลาที่ผม้าอะไรนายหมาน้อยก็ต้องอคอยหามาให้ผมทุกอย่าง...ย้ำว่าทุกอย่างจริงๆ
“สิ่งที่ให้นายทำ”
ผมยื่นกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก ๆให้นายหมาน้อย
“พรุ่งนี้ฉันต้องได้ก่อนเวลาเก้าโมงเช้าถ้าเกินหนึ่งนาทีนายตาย”
“บ้าไปแล้ว...คุณจะให้ผมไปหาครูสอนภาษาญี่ปุ่นมาให้คุณนี่นะและให้เวลาผมแค่คืนเดียว มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอคุณรัก”
“มันเป็สิ่งที่นายต้องทำนายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”
“คะครับ...” เห็นไหมว่านายหมาน้อยเป็เบ้ผม...นายหมาน้อยทำได้ทุกอย่างจริงๆ “ว่าแต่สลัดไม่อร่อยเหรอครับ”
คงเห็นเพราะผมทานไปได้แค่คำเดียวนายหมาน้อยเลยถามขึ้น...ก็เพราะว่าสลัดมัน...
“อืม...ไม่อร่อย”
พูดพร้อมกับหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดปาก
“ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ”
คนที่อยู่ตรงหน้าหัวเราะเยอะผม
“ใครบอกให้นายหัวเราะใส่ฉันห๊ะนายหมาน้อย”
“เปล่าครับ ฮ่า ๆก็คุณบอกว่าสลัดสุขภาพมันก็ต้องออกมาเป็รสชาติแบบนี้แหละ คลีน ๆ ไง”
“ฉันจะสั่งให้คุณพ่อตัดเงินเดือนนาย”
พูดเสร็จผมก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากร้านอาหารทันที
พร้อมพาร์ท
“เอาแต่ใจตลอดเลยนะคุณรักเมื่อไหร่จะโตสักที”
ผมพูดกับตัวเองเบาๆ แต่สายตามองตามหลังคนที่เดินออกไปจนลับสายตาผมได้แต่นั่งส่ายหน้าไปมากับคุณเอาแต่ใจคนนี้ แล้วทีนี้...
“จะไปหาครูสอนภาษาญี่ปุ่นจากไหนมาวะ”
ผมครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“มารศรีผม้าครูสอนภาษาญี่ปุ่นหนึ่งคน จัดการหาให้ผมด้วย หาให้ได้ก่อนหกโมงเย็นวันนี้ไม่งั้นผมจะตัดเงินเดือนคุณ และให้เขามาพบผมที่ร้านอาหารร้านเดิมย้ำว่าร้านเดิมนะ”
“แต่นี่ไม่ใช่หน้าที่ของเลขานะคะคุณหนาน้อย”
“ฉันชื่อพร้อมอย่าเรียกฉันว่าหมาน้อยอีก”
“ค่ะๆ ตามนั้นค่ะคุณหมาน้อย เออ...คุณพร้อมค่ะ”
“จำสิ่งที่ฉันสั่งได้ใช่ไหมถ้าทำได้ฉันเพิ่มเงินเดินให้สิบเปอร์เซ็นต์แต่ถ้าทำไม่ได้ฉันจะหักเงินเดือนเธอสามสิบเปอร์เซ็นต์”
“โหดร้ายกับผู้หญิงตัวเล็กๆ เหลือเดิน คอนดูเถอะสักวันจะเขียนจดหมายฟ้อง สคบ.”
พูดเสร็จเลขาก็วางสายทันทีบางครั้งผมก็งงว่าสรุปใครเป็เ้านาย แล้วใครเป็ลูกน้องกันแน่
ระหว่างนั้นผมก็เลื่อนชามสลัดเข้ามาหาตัวเองลองตักชิมรสชาติดู
“อาหารหมายังอร่อยกว่าเลย”
ผมเลื่อนชามสลัดกลับไปไว้ที่เดิมแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารทันที
“คะคุณคุณครับ คุณครับ”
เสียงบริกรเรียกผมทำให้ผมต้องหันกลับไปมองตามเสียงเรียกนั้น
“มีอะไร”
“คุณยังไม่ได้ต่ายตังค์ครับ”
เอาแล้วไงคุณรัก...ตลอดเลย
“บอกผู้จัดการร้านว่าลงบัญชีคุณกานต์รักไว้ผู้จัดการรู้จักชื่อนี้ดี”
คนฟังลังเลเล็กน้อย...แต่ผมคิดว่าเขารู้จักคุณหนูเอาแต่ใจ
“ครับ”
คนพูดโค้งตัวเล็กน้อยแล้วเดินออกไป
“คุณคือครูสอนภาษาญี่ปุ่นใช่ไหมครับ”
เขาแต่งตัวภูมิฐานใบหน้านิ่งราวกับไม่เป็มิตรกับใคร ท่าทางดูเป็คนมีโลกส่วนตัวสูงเขาพยักหน้าให้ผมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ขอโทษนะครับพอดีรถติดผมเลยมาสายไปหน่อย”
“ไม่เป็ไรครับผมเข้าใจ”
น้ำเสียงและแววตาเ็าปราศจากอารมณ์และความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น
“เลาขาผมแจ้งให้คุณทราบแล้วใช่ไหมครับ”
“ครับ”
“เื่ทุกอย่างก็ตามที่เลขาผมบอกนั้นแหละครับส่วนค่าจ้างผมเพิ่มให้อีกหนึ่งเท่าจากค่าจ้างที่ครูเคยสอนปกติ”
ที่เพิ่มค่าจ้างเพราะนักเรียนคนนี้เหมือนคนอื่นที่ไหนกันล่ะสงสารครูสอนภาษาญี่ปุ่นคนนี้จับใจเหมือนกัน
“ไม่เป็ไรครับมันคือหน้าที่ผม”
เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงทีนิ่งเรียบจนทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าเขาครูจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ครับส่วนนี่เป็ชื่อที่อยู่ ของลูกศิษย์ที่คุณครูต้องไปสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับเขานะครับ...เขาเป็เ้านายของผมเองแหละน่ารัก เรียบร้อย ว่านอนสอนง่ายมากครับ”
เขารับนามบัตรไปดูแล้วเก็บใส่ไว้ที่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
พูดเสร็จเขาก็ลุกขึ้นทันที
ดะเดี๋ยวผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”
“เรียกผมว่าปราณนต์”
พูดเสร็จเขาก็เดินออกไปผมได้แต่มองคนที่เดินออกไปด้วยความเป็ห่วงคุณเอาแต่ใจของผมว่าคราวนี้คงต้องรักศึกหนักแน่ ๆ เพราะดูจากสภาพแล้วครูคนนี้เขาคงไม่ตามใจ
จบพาร์ทพร้อม
ภายในร้ายเค้กร้านประจำที่ผมชอบมาซื้ออยู่เป็ประจำเต็มไปด้วยลูกค้าอย่างเนืองแน่น เพราะเป็ร้านเค้กที่มีชื่อเสียง รสชาตอร่อยและยังมีรางวัลการันตีอีกมากมาย ผมเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะ่นี้อะไรก็ไม่ได้ดั่งใจผมไปหมด แม้กระทั่งการไปกินอาหารในร้านอาหารหรู ๆก็ยังไม่ได้ดั่งใจผมเลย
“เอาเค้กช็อกโกแลต”
“เออ...หมดค่ะ”
พนักงานหญิงตอบแบบกล้าๆ กลัว ๆ คงเพราะกลัวสายตาอันแสนเพอร์เฟ็คของผม แต่ผมว่าไม่เห็นน่ากลัวตรงไหนออกจะอ่อนโยนและนุ่มนวลด้วยซ้ำไป
“เหลือยู่หนึ่งชิ้นหมดที่ไหนกัน”
ผมชี้ไปในตู้ซึ่งตอนนี้เหลือเค้กช็อกโกแลตอยู่เพียงชิ้นเดียว
“ชิ้นนี้มีคนซื้อแล้วค่ะ”
“ใคร”
“เออ...คุณคนนี้ค่ะ”
พนักงานชี้ไปตรงผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม ซึ่งผมเองก็ไม่ได้สังเกตว่าคนยืนอยู่ข้าง ๆ ผมด้วย
“เอาใส่กล่องให้ฉัน”
ผมหันไปบอกกับพนักงานเสียงดุ
“แต่...”
“ไม่มีแต่...เธอก็รู้ใช่ไหมว่าฉันเป็ใคร”
“ระรู้ๆ ค่ะ แต่ว่าคุณผู้ชายคนนี้เขามาก่อน”
“มาก่อนแล้วไงฉันมีเงิน และฉันก็อยากกินมาก ๆ ด้วย”
หยิบเงินออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้กับพยักงานตรงเคาน์เตอร์
“เค้กช็อกโกแลตเท่านั้นอย่าให้ต้องย้ำหลายรอบนะ”
ผมพูดพร้อมกับชายตามองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ
“เออ...”
พนักงานหันไปพูดกับผู้ชายหน้าบึ้งที่ดูเช้ยเชยซึ่งเป็ที่มาซื้อเค้กก่อนที่คนเพอร์เฟ็คอย่างผมจะเข้ามา
“ไม่เป็ไรครับ”
พูดเสร็จเขาก็เดินออกจากร้านทันทีคงรู้ล่ะสิว่าผมเป็ใคร
เห็นไหมบอกแล้วว่าคนแบบผมเพอร์เฟ็คแค่ไหน จึงไม่มีใครมาหยามคนน่ารัก แสนดี แบบผมหรอก