ภายในห้องประชุมยุทธศาสตร์ของพระราชวังลังกาแผนที่โฮโลกราฟิกของโลกยังคงลอยอยู่กลางห้องจุดแสงสามจุดที่แสดงตำแหน่งของรอยรั่วมิติกะพริบเป็นจังหวะช้าๆราวกับชีพจรของบางสิ่งที่กำลังค่อยๆเติบโตทุกคนในห้องกำลังจ้องมองข้อมูลนั้นอย่างเงียบงัน อัสตราเลื่อนข้อมูลชุดใหม่ขึ้นบนหน้าจอ“ระดับพลังงานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ” เธอกล่าว“แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะเปิดประตูมิติเต็มรูปแบบได้” หนุมานขมวดคิ้วเล็กน้อย“ฟังดูเหมือนพวกมันกำลังพยายามเปิดทางเข้ามา แต่ก็ยังไม่สำเร็จ”เมขลากอดอกแล้วมองข้อมูลอย่างครุ่นคิด “แต่คำถามคือ…ทำไมต้องทำแบบนั้น”ทุกคนหันมามองเธอ เมขลาจึงพูดต่อ “เรารู้ดีว่าศัตรูจากต่างมิติมีพลังมากแค่ไหน”เธอหันไปมองราม “ตอนที่พวกคุณอยู่บนดาววาลคาร์พวกมันสามารถฉีกมิติแล้วส่งแขนขนาดยักษ์ออกมาได้โดยตรง” สุครีพพยักหน้าทันที “ใช่ตอนนั้นแค่แรงฉีกมิติครั้งเดียวก็เกือบทำให้ทั้งเมืองพังไปครึ่งหนึ่ง”ไกรศรกล่าวเสริม “ถ้าพวกมันมีพลังแบบนั้นจริงๆทำไมตอนนี้ถึงไม่ฉีกมิติบุกเข้ามาเลย” ห้องประชุมเงียบลงเล็กน้อยเพราะคำถามนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังคิดเหมือนกัน
ทศกัณฐ์กอดอกมองแผนที่ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ“ผมก็สงสัยเหมือนกัน” รามยังคงจ้องจุดพลังงานทั้งสามจุดบนแผนที่ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “เพราะโลกไม่ใช่ดาววาลคาร์”ทุกคนหันมามองเขาทันที รามจึงเลื่อนข้อมูลชุดหนึ่งขึ้นบนแผนที่ภาพโครงสร้างพลังงานของโลกปรากฏขึ้นเป็นชั้นๆเหมือนเปลือกหลายชั้น“โลกมีโครงสร้างมิติที่เสถียรกว่าดาววาลคาร์มาก” เขากล่าว“ชั้นพลังงานของโลกเหมือนเกราะธรรมชาติที่ป้องกันการฉีกมิติจากภายนอก”อัสตราพยักหน้าเบาๆ “ฉันก็คิดเหมือนกัน” เธอเสริม“การฉีกมิติแบบรุนแรงเหมือนที่เกิดบนวาลคาร์อาจทำได้…แต่ต้องใช้พลังมหาศาล”หนุมานหรี่ตาเล็กน้อย “แต่พวกมันก็มีตัวที่แข็งแกร่งพอจะทำแบบนั้นไม่ใช่เหรอ”รามพยักหน้า “ใช่ พวกมันอาจทำได้” เขาหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ“แต่การฉีกมิติแบบนั้นมีความเสี่ยง” เมขลาจึงถามทันที “เสี่ยงยังไง”รามชี้ไปที่ภาพโครงสร้างมิติของโลก “ถ้าฉีกมิติผ่านเกราะพลังงานของโลกโดยตรงโครงสร้างของประตูมิติจะไม่เสถียร” เขาอธิบาย“สิ่งที่ผ่านเข้ามาอาจถูกแรงบีบของมิติทำลาย หรือถูกผลักกลับไปอีกฝั่งทันที”อัสตราเสริมข้อมูลขึ้นมาอีก “และถ้าแรงฉีกมิติรุนแรงเกินไปมันอาจทำให้ช่องทางพังทลายทันทีหลังเปิด” สุครีพจึงพูดขึ้นช้าๆ“หมายความว่า…พวกมันอาจส่งบางอย่างเข้ามาได้ครั้งเดียว แล้วประตูก็จะปิดทันที”“ใช่” รามตอบ ไกรศรจึงพึมพำเบาๆ “งั้นถ้าพวกมันต้องการบุกโลกจริงๆวิธีนั้นก็ไม่คุ้มเลย” ทศกัณฐ์ยิ้มมุมปากเล็กน้อย“ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกมันกำลังทำตอนนี้” เขามองจุดพลังงานทั้งสามจุดบนแผนที่“พวกมันกำลังสร้างรอยรั่วเล็กๆให้ขยายตัวเอง” เมขลาพูดต่อทันที“เหมือนรอให้ประตูเปิดเองอย่างเสถียร” อัสตราพยักหน้า“ถ้ามิติเปิดออกเองโดยไม่ถูกฉีก โครงสร้างของประตูจะเสถียรกว่ามาก”หนุมานถอนหายใจเบาๆ “หมายความว่า…เมื่อมันเปิดจริงๆพวกมันจะสามารถส่งกองทัพเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง” ห้องประชุมเงียบลงทันทีทศกัณฐ์มองแผนที่โลกอีกครั้งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ “สรุปง่ายๆก็คือ”เขาหยุดเล็กน้อย “พวกมันไม่ได้รีบ” รามพยักหน้าเบาๆ “ใช่” เขากล่าว“พวกมันกำลังเตรียมประตูที่มั่นคงพอสำหรับการรุกรานจริงๆ”สีดาที่นั่งฟังอยู่เงียบๆจึงพูดขึ้น“แปลว่า…สิ่งที่เราเห็นตอนนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น”รามมองจุดแสงทั้งสามจุดที่ยังคงกะพริบอยู่บนแผนที่ “ใช่” เขาตอบ“และถ้าเราปล่อยให้มันขยายตัวไปเรื่อยๆ” หนุมานพูดต่อทันที“…วันหนึ่งมันจะไม่ใช่แค่รอยรั่วเล็กๆอีกต่อไป”
หลังจากการประชุมเกี่ยวกับรอยรั่วของมิติสิ้นสุดลงบรรยากาศภายในพระราชวังลังกาก็เงียบสงบลงเล็กน้อยแม้ว่าทุกคนจะรู้ดีว่าความสงบนี้อาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆก่อนพายุครั้งใหม่จะมาถึงก็ตามท้องฟ้ายามค่ำเหนือเกาะลังกาเต็มไปด้วยดาวเทียมเฝ้าระวังที่โคจรผ่านไปมาอย่างช้าๆเครือข่ายป้องกันโลกยังคงทำงานไม่หยุดเพื่อเฝ้าติดตามรอยแตกของมิติที่กำลังขยายตัวอยู่ในหลายจุดของโลก
บนระเบียงสูงของพระราชวังทศกัณฐ์ยืนมองทะเลที่มืดสนิทอยู่เงียบๆ ลมทะเลยามค่ำพัดผ่านเสื้อคลุมของเขาเบาๆเสียงคลื่นกระทบหน้าผาดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเสียงลมหายใจของโลกสีดาเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเขา เธอมองออกไปยังเส้นขอบฟ้าเดียวกันก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ“ทุกคนกำลังเตรียมตัวสำหรับสงครามครั้งใหม่” ทศกัณฐ์ตอบโดยไม่ละสายตาจากทะเล “ใช่”เขากล่าว “และครั้งนี้มันอาจใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา”สีดาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันมามองเขา “แต่ยังมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง”ทศกัณฐ์หันมามองเธอเล็กน้อย สีดาจึงพูดต่อ “พลังของคุณ” คำพูดนั้นทำให้ทศกัณฐ์นิ่งไปเล็กน้อยเขารู้ดีว่าสิ่งที่เธอกำลังหมายถึงคืออะไรพลังของผู้สืบสายอวตารในตัวเขายังไม่เคยถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่โดยที่เขายังคงควบคุมมันได้สมบูรณ์ทุกครั้งที่ใช้พลังในระดับสูงความโกรธและสัญชาตญาณการทำลายล้างมักจะพยายามเข้าครอบงำจิตใจของเขาเสมอ “ผมรู้”เขาตอบสั้นๆ สีดาจึงกล่าวต่อ “ถ้าศัตรูจากต่างมิติกลับมาจริงๆและพวกมันเปิดประตูมิติได้อย่างเสถียร เราอาจต้องใช้พลังของคุณมากกว่าที่เคย”ทศกัณฐ์มองทะเลอีกครั้ง “แต่ถ้าผมปลดปล่อยพลังทั้งหมดตอนนี้…”เขาหยุดพูดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “…ผมอาจจะควบคุมตัวเองไม่ได้” สีดาพยักหน้าเบาๆ“นั่นแหละคือปัญหา” ลมทะเลพัดผ่านทั้งสองคนอีกครั้งความเงียบปกคลุมระเบียงอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่สีดาจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“งั้นเราก็ต้องหาวิธีแก้”ทศกัณฐ์หันมามองเธอ “คุณคิดว่ามันมีวิธีงั้นเหรอ” สีดามองเขาอย่างมั่นคง“มันต้องมีสิ ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ” เธอกล่าว“พลังของผู้สืบสายอวตารไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายเจ้าของมัน”เธอก้าวเข้าใกล้เขาเล็กน้อย “มันต้องมีวิธีที่จะควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์อยู่แน่นอน”ทศกัณฐ์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถาม “แล้วเราจะเริ่มจากตรงไหน”สีดามองไปยังพระราชวังด้านหลังพวกเขา ก่อนจะตอบ “จากการเข้าใจพลังนั้นจริงๆ”เธอกล่าว “จนถึงตอนนี้คุณใช้มันเหมือนอาวุธ”“แต่เราอาจต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันแทน”ทศกัณฐ์พิจารณาคำพูดนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กน้อย“ฟังดูเหมือนการฝึกที่ยากที่สุดในชีวิตผมเลยนะ” สีดายิ้มบางๆตอบกลับ“ก็เพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ” เธอหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ“แต่คุณไม่ได้ต้องทำมันคนเดียว” ทศกัณฐ์มองเธอเงียบๆ
ลมทะเลยังคงพัดผ่านระเบียงสูงของพระราชวังในขณะที่โลกทั้งใบกำลังเตรียมตัวรับมือกับภัยคุกคามจากต่างมิติการต่อสู้อีกแบบหนึ่งกำลังจะเริ่มต้นขึ้นเช่นกันการต่อสู้เพื่อควบคุมพลังที่อยู่ภายในตัวของทศกัณฐ์เองและถ้าเขาสามารถควบคุมพลังของผู้สืบสายอวตารได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่สูญเสียตัวตนของเขาไปพลังนั้นอาจกลายเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนสมดุลของสงครามในอนาคตได้อย่างแท้จริง