ความสัมพันธ์ที่ยังคงห่างเหินระหว่าง ซูซู และ เฉินหยาง ดำเนินไปอย่างเงียบงันในจวนตระกูลเฉิน ราวกับสายน้ำที่ไหลเอื่อยไร้ซึ่งกระแสและชีวิตชีวา ซูซูพยายามทำหน้าที่สะใภ้ที่ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นางดูแลความเรียบร้อยภายในจวน ปรนนิบัติราชครูเฉินผู้เป็พ่อสามีอย่างไม่ขาดตกบกพร่องในทุกเช้าค่ำ นางเรียนรู้ที่จะจัดการทุกสิ่งอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ั้แ่การจัดดอกไม้ในห้องโถงใหญ่ ไปจนถึงการดูแลตำราในห้องสมุดของราชครูเฉินที่เต็มไปด้วยฝุ่นและความเงียบงัน
แต่กำแพงที่เฉินหยางสร้างขึ้นระหว่างพวกเขาก็ยังคงสูงชันเกินกว่าที่นางจะก้าวข้ามไปได้ ทุกค่ำคืนที่นางต้องนอนเดียวดายบนเตียงกว้างในห้องหอที่เคยเต็มไปด้วยความหวัง ความว้าเหว่ก็เริ่มกัดกินหัวใจของหญิงสาวทีละน้อย นางมักจะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างยามค่ำคืน จ้องมองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้าอันมืดมิด และตั้งคำถามกับโชคชะตาของตนเอง ว่าการแต่งงานครั้งนี้มีความหมายอันใดกันแน่ หากสามีไม่เคยปรารถนาในตัวนางเลยแม้แต่น้อย นางเป็เพียงแค่เครื่องมือที่ใช้เพื่อรักษาหน้าตาของตระกูลเฉินกระนั้นหรือ ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของนางไม่หยุดหย่อน จนบางครั้งนางก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด
เฉินหยางยังคงใช้ชีวิตของเขาตามปกติ เขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องตำรา หรือไม่ก็ออกไปพบปะสหายตามงานเลี้ยงต่างๆ แทบไม่เคยกลับมาที่ห้องหอเลยแม้แต่ครั้งเดียว หากกลับมา เขาก็จะนอนบนเตียงเล็กๆ ที่จัดเตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ โดยไม่เคยชายตาแลซูซูเลยแม้แต่น้อย ซูซูเคยพยายามที่จะพูดคุยกับเขา พยายามที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทุกครั้งที่นางเอ่ยปาก เฉินหยางก็จะตอบกลับมาด้วยคำพูดที่เ็าและห่างเหิน ราวกับว่านางเป็เพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง ข่าวที่ไม่คาดฝันก็มาถึงพร้อมกับบรรยากาศที่ตึงเครียดภายในจวน วันนั้นเป็วันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล ลมพัดแรงจนต้นไม้ใหญ่หน้าจวนสั่นไหว เฉินหยางเดินเข้ามาในห้องของซูซูด้วยสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ ดวงตาของเขาฉายแววของความกังวลและอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด เขายืนอยู่ตรงหน้าซูซูด้วยท่าทางที่ประหม่า ราวกับกำลังจะบอกข่าวร้ายที่ยากจะเอ่ยออกมา
"ซูซู... ข้ามีเื่จะบอกเ้า" น้ำเสียงของเฉินหยางแหบพร่าเล็กน้อย เขาก้มหน้าหลบสายตาของนาง ราวกับไม่กล้าที่จะสบตาตรงๆ "ข้าได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้เดินทางไปดูแลหัวเมืองชายแดนใต้เป็เวลาหลายเดือน เป็ภารกิจที่สำคัญและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"
หัวใจของซูซูหล่นวูบ นางมองสามีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและหม่นเศร้า ความรู้สึกผิดหวังที่สั่งสมมานานเริ่มปะทุขึ้นในใจ นางไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี จะโกรธ จะเสียใจ หรือจะโล่งใจดี เพราะลึกๆ แล้วนางก็รู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด เพราะความห่างเหินของเฉินหยางทำให้นางรู้สึกอึดอัดใจมาตลอด การที่เขาจะจากไป อาจจะทำให้นางได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้ทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และได้ค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริงของนาง
"ท่านจะไปนานเท่าใดเ้าคะ?" ซูซูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย
"หลายเดือน... อาจจะเกือบปี" เฉินหยางตอบ พลางหลบสายตาของนางอีกครั้ง "ข้าฝากเ้าไว้กับท่านพ่อ ให้ท่านช่วยดูแลเ้าแทนข้า"
คำพูดนั้นยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่านางเป็เพียงภาระที่เขาต้องฝากฝังไว้กับบิดา เป็เพียงสิ่งของที่ต้องส่งต่อให้ผู้อื่นดูแล ซูซูพยักหน้ารับคำอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกว่างเปล่าเข้าครอบงำจิตใจ นางแต่งงานมาสักพักแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเฉินหยางก็ยังคงเป็เพียงแค่เปลือกนอก นางยังคงเป็สาวบริสุทธิ์อย่างเต็มเปี่ยม ไม่เคยได้รับััอันอ่อนโยนจากสามีเลยแม้แต่ครั้งเดียว ความห่างเหินนี้ทำให้ซูซูเริ่มรู้สึกสงสัยในคุณค่าของตนเอง นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดสามีจึงไม่เคยปรารถนาในตัวนางเลย หรือว่านางไม่ดีพอที่จะเป็ภรรยาที่ดีได้ ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของนางไม่หยุดหย่อน จนบางครั้งนางก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็เพียงเงาที่ไร้ตัวตนในจวนแห่งนี้
เฉินหยางไม่ได้อยู่รอฟังคำตอบจากซูซู เขารีบเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ราวกับ้าหลีกหนีจากความอึดอัดใจที่เกิดขึ้น ซูซูยืนนิ่งอยู่กลางห้อง มองตามแผ่นหลังของสามีที่หายลับไปกับความมืดมิดของทางเดิน นางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ แต่กลับไม่มีที่ให้หลบซ่อน ไม่มีใครที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนางได้เลย
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มราวกับจะรับรู้ถึงความรู้สึกของซูซู เมฆฝนยังคงตั้งเค้าอยู่บนฟากฟ้า แต่ก็ไม่มีฝนตกลงมา มีเพียงลมหนาวที่พัดโชยมาเป็ระยะๆ ขบวนรถม้าของเฉินหยางก็เคลื่อนออกจากจวนไปอย่างช้าๆ เสียงล้อรถบดกับพื้นดินดังแ่เบา ราวกับจะบอกลา ซูซูยืนมองส่งขบวนรถม้าจนลับสายตาไปพร้อมกับความรู้สึกที่ว่างเปล่าและโดดเดี่ยว นางรู้สึกเหมือนหัวใจของนางกำลังถูกบีบอัดจนเ็ป แต่ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว
เมื่อขบวนรถม้าหายลับไปจากสายตา ความเศร้าโศกที่นางเก็บกดมานานก็ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง น้ำตาเริ่มไหลลงมาเป็สายเล็กๆ ตามแก้มที่ซีดเซียว นางรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทอดทิ้งอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของนาง ไม่มีใครเห็นคุณค่าของนาง นางเป็เพียงแค่หุ่นเชิดที่ถูกจัดวางไว้ในจวนแห่งนี้เพื่อรักษาหน้าตาของตระกูลเท่านั้น
ราชครูเฉินที่ยืนมองอยู่จากระยะไกลสังเกตเห็นความเศร้าโศกของซูซู หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดูและความปรารถนาที่จะปลอบโยนนาง เขาเดินเข้าไปหานางอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง
"ซูซู..." เสียงของราชครูเฉินแ่เบาและเต็มไปด้วยความเอ็นดู "เ้าไม่ต้องเศร้าโศกเกินไป หยางเขาจะกลับมา"
ซูซูหันมามองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา "ท่านพ่อเ้าคะ... ข้า... ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่า ไม่มีใคร้าข้าจริงๆ" น้ำเสียงของนางสั่นเครือด้วยความเศร้า
ราชครูเฉินรู้สึกเจ็บใจเมื่อเห็นนางเศร้าโศกเช่นนี้ เขาไม่อาจทนดูความทุกข์ของนางได้อีกต่อไป ด้วยความเอ็นดูและความปรารถนาที่จะปลอบใจ เขาค่อยๆ เข้าไปใกล้นางมากขึ้น
"เ้าไม่ได้ไร้ค่า ซูซู" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "เ้ามีค่ามาก... มากกว่าที่เ้าคิด"
เมื่อเห็นน้ำตาของซูซูไหลลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน ราชครูเฉินไม่อาจยับยั้งตัวเองได้อีกต่อไป เขาค่อยๆ ยื่นแขนออกไปและกอดนางเข้าหาอย่างเบามือ เป็การกอดที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและความปรารถนาที่จะปลอบโยน
"ร้องไห้ออกมาเถอะ ซูซู" เขากระซิบข้างหูนางด้วยเสียงที่นุ่มนวล "อย่าเก็บความเศร้าไว้ในใจ ข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะดูแลเ้า"
การกอดของราชครูเฉินทำให้ซูซูรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเป็ครั้งแรกนับั้แ่มาอยู่ที่จวนแห่งนี้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเขาและความอบอุ่นจากร่างกายทำให้นางรู้สึกเหมือนได้พบกับที่พึ่งที่แท้จริง น้ำตาของนางไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ราวกับความเศร้าโศกที่สั่งสมมานานได้รับการปลดปล่อย
"ข้าเหงามาก ท่านพ่อเ้าคะ" นางสะอื้นในอ้อมแขนของเขา "ข้ารู้สึกเหมือนไม่มีใครเข้าใจข้า ไม่มีใครเห็นคุณค่าของข้า ข้าเป็เพียงแค่ภาระที่ทุกคนต้องแบกรับ"
ราชครูเฉินกอดนางแน่นขึ้นเล็กน้อย มือของเขาค่อยๆ ลูบหลังนางอย่างอ่อนโยน "ไม่ใช่อย่างนั้น ซูซู เ้าไม่ใช่ภาระ เ้าเป็ของขวัญที่มีค่าที่สุดในจวนแห่งนี้ ข้าเห็นคุณค่าของเ้า ข้าเห็นความดีงามของเ้า"
คำพูดของเขาทำให้ซูซูรู้สึกซาบซึ้งใจ นางไม่เคยได้ยินใครพูดกับนางด้วยความอ่อนโยนและความเข้าใจเช่นนี้มาก่อน การที่ราชครูเฉินกอดปลอบนางทำให้ความเศร้าโศกที่เก็บกดมานานได้รับการระบาย นางร้องไห้ในอ้อมแขนของเขาอย่างสบายใจ รู้สึกเหมือนได้พบกับคนที่เข้าใจและเห็นคุณค่าของนางจริงๆ
หลังจากที่ซูซูร้องไห้จนสงบลงแล้ว ราชครูเฉินก็ค่อยๆ ปล่อยนางออกจากอ้อมกอด แต่ยังคงยืนอยู่ใกล้ๆ เพื่อให้นางรู้สึกปลอดภัย ในใจของเขา ความปรารถนาที่ถูกเก็บกดมานานเริ่มปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง การได้กอดซูซูทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ัักับ์ กลิ่นหอมของนางและความนุ่มนวลของร่างกายทำให้เขาเมาใจ
"ข้าจะดูแลเ้าให้ดี ซูซู" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหมาย "เ้าไม่ต้องกังวลเื่อะไรทั้งสิ้น ข้าจะทำให้เ้ามีความสุข"
ซูซูมองเขาด้วยดวงตาที่ยังคงเปียกชื้นจากน้ำตา "ขอบคุณท่านพ่อเ้าค่ะ ที่เป็ห่วงข้า ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว"
ราชครูเฉินยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน แต่ในใจลึกๆ ความปรารถนาที่มีต่อนางก็เริ่มเติบโตขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม เขารู้ว่าตอนนี้เขามีโอกาสที่จะใกล้ชิดกับซูซูมากขึ้น เมื่อไม่มีเฉินหยางมาเป็อุปสรรค เขาจะค่อยๆ ทำให้ซูซูเปิดใจให้เขา และในที่สุดเขาก็จะได้นางอย่างสมบูรณ์แบบ
นางไม่รู้ว่าการจากไปของเฉินหยางในครั้งนี้จะนำพาอะไรมาสู่นางบ้าง จะเป็ความสุข หรือความทุกข์ จะเป็จุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ หรือจุดจบของทุกสิ่งทุกอย่าง นางหารู้ไม่ว่า การจากไปของเฉินหยางคือการเปิดประตูให้ "สัญชาตญาณอสูร" ของชายอีกคนในจวนเริ่มขยับตัวเข้าหาเธออย่างช้าๆ และเงียบงัน ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่ออันโอชะที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง
ในใจของราชครูเฉิน ความปรารถนาที่ถูกเก็บกดมายี่สิบปีกำลังจะถูกปลดปล่อยออกมา เขารอคอยวันนี้มานานแสนนาน วันที่เขาจะได้หญิงสาวผู้นี้อย่างสมบูรณ์แบบ เขารู้ดีว่าเฉินหยางไม่เคยแตะต้องซูซูเลยแม้แต่น้อย และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ความปรารถนาในใจของเขาปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง
เมื่อซูซูเดินกลับเข้าไปในจวนแล้ว ราชครูเฉินยืนอยู่คนเดียวกับรอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏขึ้นที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์และความปรารถนาที่ยากจะคาดเดา เขารู้ว่าชะตากรรมของซูซูกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และชีวิตของนางกำลังจะก้าวเข้าสู่ห้วงแห่งความเร่าร้อนที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน