การเดินทางดูจะราบรื่นดีไม่มีปัญหาอันใด เหล่าผู้เยาว์ล้วนแต่คุ้นชินกับการเดินทางเป็นอย่างดี ซูเจินก็วางใจ พอนางเลือกการเดินทางแบบธรรมดาก็ทำให้นางสามารถชมทิวทัศน์ได้อย่างที่ใจหวัง แคว้นหนานเจียงอุดมสมบูรณ์ต่างกับแคว้นโจวราวฟ้ากับเหว
สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้หลากหลายร่มรื่นอย่างยิ่งยวด อีกทั้งยังมีขบวนพ่อค้าสัญจรไปมาอยู่ตลอด
แต่ดูเหมือนนางจะวางใจเร็วเกินไป พอเข้าเขตเมืองที่อยู่แถบชายแดน เหล่าลูกนกที่ไม่เคยออกจากรังก็ส่งเสียงเจี้ยวจ้าว ตื่นเต้นจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่
นั่นยังไม่เท่าไหร่ ที่หนักที่สุดก็คือความรู้เรื่องโลกภายนอกของพวกเขาเป็นศูนย์ ไม่รู้จักแม้แต่ร้านค้าต่างๆ ตั๋วเงินก็ใช้ไม่เป็น ไม่รู้ว่าราคาสินค้าที่ซื้อนั้นถูกหรือแพง หยิบตั๋วเงินออกมากันเป็นฟ่อน เจอสิ่งใดถูกใจก็ใช้จ่ายอย่างสนุกมือ
จะโทษพวกเขาก็ไม่ได้ ก็ในหมู่บ้านไม่มีการซื้อขายแบบนี้ ทุกอย่างล้วนได้จากการปันส่วนทั้งสิ้น ทั้งเสื้อผ้าอาหารและข้าวของเครื่องใช้ไม่เคยตกหล่น ล้วนเป็นของชั้นดีทั้งนั้น พวกเขาล้วนเป็นลูกคุณหนูโดยแท้
นางและจือเหลียงต้องอบรมสั่งสอนยกใหญ่กว่าพวกเขาจะเข้าใจ พอเข้าใจแล้วก็หมดความอยากซื้อ พวกเขาทำเพียงดูเพื่อความสนุกเพลิดเพลินใจแทน ก็สิ่งของที่พวกเขามีอยู่ล้วนเป็นของที่มีคุณภาพเหนือกว่าที่วางขายทั่วไปอยู่แล้ว
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้จึงเหลือเพียงอาวุธและพวกสิ่งของบ่มเพาะพลัง ความหลากหลายก็ทำให้พวกเขาตื่นตาตื่นใจได้เหมือนกัน
ซูเจินพักอยู่เพียงสองวันก็ออกเดินทางต่อ คราวนี้จำนวนคนในขบวนลดลงราวครึ่งหนึ่ง คนที่ไม่สนใจสอบสำนักสวรรค์กับคนที่ได้รับมอบหมายให้ทำการสอบที่สำนักอื่นก็พากันแยกย้ายออกจากขบวนไป
ก่อนไปซูเจินย้ำเตือนสิ่งที่ควรระวังและการใช้ชีวิตข้างนอกอีกครั้ง นางหวังเพียงพวกเขาจะไม่ซื่อเกินไปจนโดนคนอื่นเอาเปรียบ กังวลใจปานเป็นมารดาของพวกเขาเองอย่างไรอย่างนั้น
ในขบวนเหลือเพียงพวกนางสี่คน เฮยหลง เหวินอี้ และเด็กคนอื่นๆอีกหกคน คนที่มีอายุมากสุดคือจือเหลียงและบุรุษอีกคนอายุสิบเก้าเท่ากัน
เฮยหลงกับเด็กที่ชื่อเหวินอี้พูดคุยกันสนิทสนม ดูท่าเรื่องเมื่อตอนนั้นจะไม่เป็นปัญหา ตอนนี้พวกนางเหลือเพียงกลุ่มคนเล็กๆเสียแล้ว
โฮกกกกก
ตึง! ตู้มๆๆๆ
เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงต่อสู้ตึงตัง พวกนางล้วนหยุดกับที่จับอาวุธเตรียมพร้อม
“ดูเหมือนข้างหน้าจะมีขบวนที่ถูกสัตว์อสูรโจมตีนะขอรับ” จือเหลียงรายงาน ทุกคนล้วนมองซูเจินเป็นทางเดียวกัน รอฟังคำสั่งของนางว่าจะเอาอย่างไรต่อ แต่ยังไม่ทันว่าอย่างไรก็มีคนวิ่งมาทางพวกนางอย่างรวดเร็ว
“มีคน!” หนึ่งในพวกนั้นตะโกนขึ้นหลังเห็นพวกนาง แล้วรีบวิ่งตรงดิ่งมายิ่งกว่าเดิม
บัดซบ! พวกเขาจงใจล่ออสูรมาทางพวกนาง
“ช่วยด้วย!” เด็กชายผู้หนึ่งตะโกนบอก อีกหกคนในตอนแรกนั้นกลับวิ่งผ่านพวกนางไปเลย ใช้พวกนางเป็นเหยื่อล่อไม่เท่าไหร่ แต่ถึงขนาดทิ้งพวกเดียวกันเลยหรือ
โฮกกก
อสูรหมาป่าฝูงหนึ่งวิ่งไล่ตามมา มีสามคนคอยสกัดพวกมันถ่วงเวลาพวกมันไว้ แต่จำนวนคนเท่านั้นหรือจะสกัดหมาป่านับสิบตัวได้หมด ระดับของพวกมันไม่สูงแต่จำนวนมากขนาดนี้ก็เป็นปัญหา
“พวกเจ้ารีบหนีไปเถอะ พวกมันมีมากเกินไป!” ชายคนหนึ่งซัดฝ่ามือใส่หมาป่าที่วิ่งมาใกล้พวกนางออกไป เขาเป็นผู้ที่วรยุทธ์สูงที่สุดในกลุ่มคนพวกนี้แล้วกระมัง
เห็นแก่น้ำใจที่บอกให้พวกนางหนีจะช่วยสักหน่อยก็แล้วกัน “ช่วยพวกเขา”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” เมื่อได้รับคำสั่งก็พุ่งออกไปจัดการหมาป่าช่วยเหลือคนที่กำลังจะโดนขย้ำทันที หมาป่าพวกนี้ไม่คณามือพวกเขาหรอก มีจำนวนมากแล้วอย่างไร? ด้วยจำนวนของพวกเขาและฝีมือก็ไม่นับว่ายากเย็น
ฉัวะๆๆ
เหล่ารุ่นเยาว์ฝีมือไม่ธรรมดา ไม่นานก็กำจัดหมาป่าไปได้หลายตัว หมาป่าตัวอื่นๆเห็นท่าไม่ดีก็วิ่งหนีกลับเข้าป่าไป
เห็นชายคนที่ตะโกนบอกให้พวกนางหนีกำลังเสียท่าให้หมาป่าตัวหนึ่ง ที่ตั้งใจจะจัดการมนุษย์ตรงหน้าให้ได้ก่อนจะหนีไป ชั่วขณะที่เขาล้มลงแล้วกำลังจะถูกคมเขี้ยวของมัน ซูเจินก็พุ่งเข้าไปเตะที่ลำตัวของมันอย่างจัง
ตู้ม!
หมาป่ากระเด็นไปกระแทกต้นไม้เสียงดัง มันร่วงลงและสิ้นใจทันที เขาอ้าปากค้างมองสตรีที่ช่วยเขาไว้อย่างตะลึง หมาป่าตัวเมื่อครู่อยู่ในขั้นสอง แต่นางเตะครั้งเดียวถึงกับสิ้นใจเลยทีเดียว
“เป็นอะไรหรือไม่?” นางเอียงคอถามชายคนนั้น แล้วยื่นมือให้เขาจับ
“ไม่...ไม่เป็นไร ขอบใจที่ช่วย” เขาลุกขึ้นตามแรงดึง เจ็บแผลจนต้องร้องซี๊ด ไม่รวมเจ้าบัดซบหกคนนั้น พวกเขาก็เสียหายจากการโจมตีครั้งนี้มากจริงๆ
พวกเขามากันเป็นขบวนใหญ่ ตอนนี้ล้มตายไปหลายคน เหลืออยู่ไม่ถึงสิบ แต่ละคนก็บาดเจ็บกันทั้งนั้น
“นะ...คุณหนูเรียบร้อยแล้วขอรับ” จือเหลียงโดนสายตาที่ส่งมาก็รีบเปลี่ยนคำเรียกทันที นายหญิงได้บอกไว้แล้ว ให้เรียกนางว่าคุณหนูแทนนายหญิง ทุกคนที่มาล้วนใช้สกุลเฉินเหมือนกันทั้งสิ้น เรียกนายหญิงน่าสงสัยเกินไป
“คนของข้านำเพื่อนๆของเจ้าขึ้นรถม้าหมดแล้ว เจ้าก็มาเถอะ เราต้องรีบไปจากที่นี่ พวกหมาป่าอสูรมักอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ไม่แน่อาจจะมีจ่าฝูงอยู่ใกล้ๆ กลิ่นเลือดพวกนี้จะล่อพวกมันมา เรามีคนเจ็บอยู่ไม่ใช่เรื่องดีหากต้องต่อสู้”
สองสาวใช้คนสนิทของซูเจินหิ้วปีกเขาคนละข้าง แล้วจับโยนขึ้นไปรวมกับคนอื่นๆบนรถม้าอย่างไม่ปราณี เขามองซากศพของหมาป่าพวกนั้นตาละห้อย ทั้งแก่นอสูรและชิ้นส่วนของพวกมันล้วนขายได้ หากนำมันไปขายย่อมต้องได้หลายตำลึงแน่ แต่จะโลภไม่ได้แค่รอดชีวิตมาได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว
ซูเจินนำทุกคนพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่กลัวว่าฝูงหมาป่าอสูรจะย้อนกลับมา แต่นางไม่ต้องการให้หกคนนั้นเข้าร่วมกับพวกนางต่างหาก พอไม่เห็นพวกหมาป่าอสูรตามไปก็คิดย้อนกลับมาดู ฮึ อย่าฝันเลย