ดวงตะวันแดงลอยขึ้นที่บูรพาทิศ ปักษากลางนภาขับขานเสียงไพเราะ บุปผาคลี่กลีบคายอักษร ดวงตะวันทอแสงต้องผิวน้ำสะท้อนความมืดมิดยามราตรีให้มลายสิ้นไป
ทหารหนุ่มบนกำแพงเมืองอันวิจิตร ทอดสายตามองไปยังผืนป่ายาวไม่มีที่สิ้นสุด หมู่มวลสัตว์อสูรน้อยใหญ่กำลังดำเนินวัฎจักรห่วงโซ่อาหาร บางทีก็เห็นพรานป่ากำลังออกล่า บ้างก็เห็นชาวบ้านที่ออกมาหาเก็บสมุนไพรประทังชีวิตไปวันๆ ผู้คนเกิดไม่เท่าเทียม เพียงว่านั่นคือความสวยงามของโลก เพราะความไม่เท่าเทียมจึงเกิดความดิ้นรนเพื่อสร้างชีวิตที่งดงามออกมา
ท่ามกลางผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่กลับมีสตรีผู้หนึ่งดึงดูดสายตาทหารทุกคนบนกำแพง นางร่ายรำเพลงกระบี่พลางซึมซับบรรยากาศนอกเมืองเสียจนพอใจ ข้างกายมีกระต่ายป่าที่ล่ามาได้โดยบังเอิญ
ในยามนั้นคล้ายมีปราณสังหารหนักอึ้งสายหนึ่งกวาดอกมาจากป่าใหญ่ อัสนีครามลั่นะเืฟ้า บุรุษในอาภรณ์สีหมึกเดินออกมาจากป่าใหญ่ ครั้นพบว่าตนเดินออกมาจากป่าได้แล้วก็ทำท่าแปลกๆ มองซ้ายขวา แววตาฉายแสงสีครามน่าประหลาด ท่วงท่าการเดินสูงส่งประหนึ่งเซียน บุรุษเช่นนี้ต้องเป็คนจากสกุลยิ่งใหญ่
กำลังภายในกลับอ่อนแอยิ่ง ััแทบไม่ได้แม้แต่น้อย หากมิใช่ผู้แข็งกร้าวในวรยุทธ์ปกปิดตัวตนอย่างดี ก็เป็บุรุษเสเพลที่หลงทางมา ทั้งทหารยามบนกำแพงก็น้าวสายเกาทัณฑ์ รอคอยอย่างเงียบเชียบ ก่อนส่งผู้มีวรยุทธ์ออกมาคุ้มกันหญิงสาวกลับเข้าไปในเมือง
“บุรุษผู้นี้จิตสังหารอันตรายมาก! มากเสียจนข้ามิอาจประเมินได้เลย กลิ่นคาวโลหิตมารนั้นก็มิใช่ธรรมดาคงฆ่ามาไม่น้อยเจอกลุ่มมารที่อยู่ในป่างั้นรึ แต่ใบหน้าก็ไม่คุ้นเคย” ชายหนุ่มผู้นี้ถือกระบี่ เขาเตรียมพร้อมหากคนผู้นี้มีท่าทีเป็ศัตรูก็จะสังหารทิ้งในทันที
ในตอนนั้นเหล่าทหารที่คุ้มกันหญิงสาวก็พลันชะงัก เท้าที่จะเก้าออกไปก็ดึงกลับมา ชักกระบี่คมกริบด้วยสัญชาตญาณ บุรุษผู้นั้นยามนี้มาอยู่เบื้องหน้าพวกตนแล้ว วิชาตัวเบาไม่ธรรมดาเลย เงียบเชียบแ่เบาดุจขนนก แต่กลับเร็วเสียจนมองไม่ทัน กระทั่งรอยเท้าบนพื้นก็ยังไม่มี
ยามนี้แม้แต่เฟยหลางเองก็ยังประหลาดใจ ไฉนตนถึงได้รู้สึกว่าร่างกายคล่องแคล่วว่องไวกว่าแต่ก่อน หรือว่ามันคือผลจากการปลดผนึกเก้าชั้นฟ้า เพียงปลดไปหกขั้นยังรู้สึกดีถึงเพียงนี้หากทั้งหมดเล่าเพียงคิดก็เย้ายวนจิตใจแล้ว
วิทยายุทธ์ตระกูลเฟยที่แต่ก่อนได้แต่เฝ้าฝันคะนึงหา ยามนี้กลับรู้สึกว่าใช้ได้ทุกกระบวนอย่างง่ายดาย ครั้นดีใจอยู่ได้ไม่นานก็พบว่าสายตาที่กลุ่มสตรีเบื้องหน้ามองมานั้นตระหนกระคนนัก จึงได้กระแอมไอออกมา เก็บท่าทียินดีประหลาดของตนไปหมดสิ้น
“ข้าผู้แซ่เฟย ขอถามบุรุษผู้กล้า สตรีงามได้หรือไม่ว่า ที่แห่งนี้คือที่ใด ไฉนถึงได้สงบสุขยิ่งนัก ไม่มีกองทัพมารร้ายมารุกราน” เฟยหลางผุดรอยยิ้มอย่างเป็มิตร ลมปราณของเขาลดลงมาขั้นนึงเหลือเพียงขอบเขตรวมดาราจากการใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายระดับสูงยิ่ง จนตันเถียนมิอาจทานทนได้จนเกิดรอยแตกไป หากมิใช่เพราะพลังของมุกสุริยันช่วยซ่อมแซมคงได้กลายเป็ผู้พิการไปแล้ว
จะให้แสดงตัวสูงเทียมฟ้า สร้างความแค้นเคืองทหารทั้งเมืองนี้รึ แค่คิดก็สยองแล้ว ยามนี้มีเพียงความแข็งกร้าวที่กลวงเปล่าเท่านั้น
สตรีผู้นั้นพินิจบุรุษเบื้องหน้าอยู่หลายอึดใจ จึงได้สั่งลดการป้องกันลง
ชายหนุ่มก็ได้แต่แปลกใจ ทหารพวกนี้ฟ้งคำสั่งของนาง! คนใหญ่คนโตแน่แท้ ดวงหน้าก็งามหมดจดมิใช่สามัญ หากไม่ใช่ว่าตนนั้นพบเจอสตรีงามเลิศมามากคงได้แต่ตะลึงไปแล้ว
“ท่านคือผู้ใด ตระกูลแซ่เฟยเกิดมาข้าไม่เคยได้สดับ อย่างน้อยก็ในทวีปนี้ไม่มีคนแซ่เฟย” นางกล่าวด้วยความสงสัย แต่เมื่อพิจารณาแล้วชายหนุ่มผู้นี้ก็คงไม่ใช่พวกชอบโกหกเท่าใดนัก
“เป็เช่นนั้น” เขายิ้มอย่างฝาดขม ต่อมาใบหน้าไม่อนาทรร้อนใจถูกแทนที่ด้วยอาการใอย่างไม่อาจปกปิดได้แล้ว ไม่ถูกต้องแล้ว ในยุทธภพยังมีที่ใดที่ไม่รู้สกุลเฟยอีก ครั้นคิดอยู่อยู่เนิ่นนานก็ได้ข้อสรุป จึงได้กล่าวถามหยั่งเชิง “ามารฟ้า จบไปแล้วเช่นนั้นหรือ”
“จบไปห้าศตวรรษแล้ว ผู้ที่จัดการคือปรมาจารย์ผู้สูงส่งของทวีปนี้ จูเชว่ชิงเหมย นางสละกงล้อวัฏจักรเพื่อตกตายไปด้วยกันกับมารฟ้า”
ยามนั้นเฟยหลางคล้ายอ่อนแรง เมื่อได้ยินคำว่าจบไปนานแล้ว เป็นางจริงๆ… เป็นางที่สละชีพ
“ามารฟ้า ในาหลังจากใต้หล้าเสียหายหนัก หลายตระกูลล่มสลาย ปรมาจารย์ทั้งหมดจึงได้สังเวยิญญาสามภพให้แก่ท่านหญิงจูเชว่เพื่อให้นางสละกงล้อตัดวัฏฏะ สังเวยทุกสิ่งกายิญญาไม่อาจเกิดใหม่ได้อีกต่อไป”
เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าวชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบว่างเปล่าจวนจะทรุดฮวบอยู่รอบร่อ มารฟ้าเป็เพียงมารขุนนาง หากนับบรรดาศักดิ์คล้ายมนุษย์ ก็ยังมีเสนาบดี องค์ชาย และจักรพรรดิ ไม่ใช่จบแต่ว่าามารฟ้ามันเป็เพียงจุดจบของจุดเริ่มต้น และสิ่งที่ไม่มีใครรู้คือมารฟ้ายังไม่ตายลำพังนางไม่อาจทำให้มันตายได้ มันคงถูกผนึกอยู่ที่ใดสักที่ในยุทธภพนี้
ยามนั้นเสียงกลองศึกก็ดังขึ้น ชาวบ้านต่างวิ่งหลบหนีเข้าเมืองอย่างเร็วพลัน กลุ่มสตรีผู้นั้นไม่ได้คิดอันใดให้มากความ เหินร่างเข้าสู่เมืองไม่หันหลังมอง เฟยหลางเมื่อไม่มีที่ไปจึงได้ทะยานกายตามไป
กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์เริ่มทยอยรวมตัวกัน กลิ่นอายอันคุ้นเคยแผ่ออกมาจากป่าใหญ่ ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่าพวกมันคือศัตรูคู่อาฆาตของตน เผ่ามาร!
“เ้าบอกว่าสงสครามมารจบไปแล้ว แล้วเหตุใดถึงยังมีมารเหลืออยู่อีก ไม่ได้สังหารมันหมดไปแล้วหรือ”
“สังหาร? เ้าคิดว่าพวกข้าเป็จอมยุทธ์ขอบเขตปราณฟ้าขั้นปลายหรืออย่างไร ในยุคนี้ลำพังปราณฟ้าก็ยังหายากแล้ว จึงทำได้แต่ผนึกมันไว้เท่านั้นให้กาลเวลาสังหารมันเอง”
เฟยหลางได้สดับก็เวทนายิ่งสีหน้าคล้ายทานหวงเหลียน*เข้าไป หากศาสตร์์ตกต่ำลงเช่นนี้อีกครา แล้วหกศิลป์**จะไม่ต่ำไปกว่าหรือ ในอดีตเดิมทีผู้ที่บรรลุหนึ่งในหกก็หายากแล้ว ปัจจุบันคงไม่ต้องหวังแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าเขาดูแคลนแต่มันยากจริงๆ ขนาดเขาก็บรรลุได้เพียงศาสตร์อักษรสร้างค่ายกล
ครั้นมองออกไปนอกกำแพงก็พบเผ่ามารสามตนเดินออกมาจากป่าอย่างแช่มช้า ที่ริมฝีปากยังมีคราบ โลหิตแววตากระหายเืนัก คงได้ทานมนุษย์ไปหลายคนแล้ว ทหารทุกคนยิงธนูออกไปตามคำสั่ง ทว่าก็มิต่างอันใดจากเอาน้ำฝนไปโปรยลงบนหิน
กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ของเมืองได้เหินร่างออกไปจากเมือง ผ่านค่ายกลป้องกัน เมื่อเฟยหลางได้สำรวจความแข็งแกร่งของกำลังภายในแต่ละคนก็ได้ส่ายศีรษะ สูงสุดคือขอบเขตปราณนักสู้ ขั้นปลาย น่าอนาจใจยิ่งนัก อายุมากจวนจะสิ้นอายุขัยแล้วแต่กลับมีกำลังภายในประหนึ่งบุรุษหนุ่มวัยยี่สิบปี “อ่อนแอนัก” น้ำเสียงนี้แ่เบาคล้ายว่าไม่อยากให้ผู้ใดได้ยิน
ทุ่งหญ้ากั้นกลางระหว่างเมืองและป่าใหญ่เดิมทีไร้ร่องรอยผู้คน บัดนี้กลับมีเสียงกระหึ่มกึกก้อง เสียงศาสตราคมกล้าปะทะกันดังเกรื่องกร่าง จอมยุทธ์ฝั่งมนุษย์บีบประชิดเผ่ามารทั้งสามด้าน ตั้งมั่นจะใช้ค่ายกลปราบมาร
เฟยหลางยามนี้แววตาฉายแววหมองมัว ในใจก็ได้แต่เวทนามากขึ้นไปอีก ค่ายกลปราบมารใช้จอมยุทธ์เก้าคนจัดตั้ง ยืนตำแหน่งตามกลุ่มดวงดาวเว่ย ซึ่งจัดอยู่ในหมู่ดาวัเขียว แต่แค่ยืนตำแหน่งพวกเขายังทำผิดแล้ว ค่ายกลปราบมารเป็ข้าที่ฟื้นฟูขึ้นมา ใช้เวลาศึกษาเสียดึกดื่นจนเช้า แต่พวกนี้กลับ
“ช่างเป็ภาพที่น่าอนาจนัก”
กระนั้นแล้วกลุ่มคนเช่นนี้หรือคือจอมยุทธ์ของยุค แค่มารสามตนก็ยังรับมือด้วยความลำบากจวนจะต้านแทบไม่ไหว เกือบจะทิ้งชีวิตลงสู่น้ำพุเหลืองอยู่รอมร่อ ครั้นผนึกมารได้สองตนก็ถอยกลับอย่างรวดเร็ว เฟยหลางสงสัยจึงได้หันไปถามทหารผู้หนึ่ง “แล้วอีกตนเล่า ไม่ผนึกมันต่องั้นรึ”
“เป็เช่นนี้น้องชาย ค่ายกลปราบมารคนที่ใช้ได้นั้นน้อยยิ่ง ในเมืองนี้มีเพียงคนของวังวิหค์เท่านั้นที่สำเร็จวิชา ทว่าใช้เพียงครั้งกำลังภายในก็เหือดแห้งจึงได้ถอยออกมา”
เมือได้สดับคำตอบ มันน่าผิดหวังจนข้าอยากสิ้นหวัง ทว่าเหมือนเสียงครวญของผู้คนอยู่เป็ครั้งคราวยังติดตรึงอยู่ใจข้า ในตอนนั้นข้าไม่มีพลังมากพอ เพียงว่าตอนนี้กลับมี “พวกเ้ารู้หรือไม่ค่ายกลปราบมารสามารถใช้โดยคนเพียงผู้เดียวได้” สิ้นกระแสความก็ได้โผนร่างลงจากกำแพงเมืองไป อัสนีสีครามจางวาบขึ้นมาเป็ครั้งคราว
ทหารยามหนุ่มยังไม่ทันขำขันก็เบิกตากว้างตื่นตระหนก เร็วมาก! ประหนึ่งสายฟ้าฟาด
มารร่างสูงใหญ่ั์ ร่างกายปกคลุมด้วยเกร็ดคล้ายงูเมื่อเห็นบุรุษอาภรณ์ดำพุ่งเข้าหาก็ได้คำรามลั่น “พวกแมลง!“
“ขนาดมารฟ้ามันยังไม่เรียกข้าว่าแมลงเลย แกเป็เพียงมารชั้นพลทหารแท้ๆ”