บทที่ 21: วิกฤตเสบียงหัวขโมยปริศนาและกับดักกล่องไม้
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วยามเช้าถูกกลบด้วยเสียงเคี้ยวอาหารที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเครื่องโม่หินกำลังทำงานหนัก
กร้วม... จั๊บๆ... เอื๊อก!
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียืนกอดอกพิงกรอบประตูบ้านหินด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าและปลงตกสายตาของเขากำลังจ้องมองไปยัง ‘รถเครนประจำไซต์งาน’ หรือบาร์นีย์หมีั์อสูรระดับ A ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าลานดินอุ้งเท้าหน้าขนาดมหึมาของมันกอบเอาปลาูเาย่างเคลือบน้ำผึ้งจำนวน ‘สิบสองตัว’ เข้าปากเคี้ยวกลืนอย่างรวดเร็วปานพายุบุไร
ข้างๆ บาร์นีย์ มีฟินน์ลูกจิ้งจอกอสูรที่กำลังแทะปลาตัวเล็กๆ อยู่หนึ่งตัวด้วยความเอร็ดอร่อย
"สิบสองตัว..."อีไลอัสพึมพำ ตัวเลขในหัวของสถาปนิกเริ่มคำนวณอย่างบ้าคลั่ง "ปลาหนึ่งตัวให้พลังงานประมาณสองร้อยกิโลแคลอรีสิบสองตัวก็สองพันสี่ร้อยกิโลแคลอรี... และนั่นเป็แค่อาหารมื้อเช้า ของมอนสเตอร์ไซส์ั์หนักแปดร้อยกิโลกรัมที่ต้องใช้พลังงานในการแบกหินและไม้ทั้งวัน!"
เด็กชายหันไปมอง ‘ไซดักปลา’ ที่เพิ่งถูกกู้ขึ้นมาจากน้ำตกม่านไพลินภูมิปัญญาวิศวกรรมของเขาทำงานได้ดีเยี่ยม มันดักปลาได้วันละสิบห้าถึงยี่สิบตัวแต่ทว่า... อัตราการผลิต กลับไม่สอดคล้องกับอัตราการบริโภค เลยแม้แต่น้อย
เมื่อวานนี้ฟินน์เพิ่งใช้จมูกเรดาร์ไปดมหา ‘มันเทศป่า ’ หัวอวบอ้วนมาได้กองใหญ่อีไลอัสตั้งใจจะเก็บไว้เป็เสบียงสำรองและคัดหัวที่สมบูรณ์ไว้เป็ ‘หัวพันธุ์’ สำหรับการเพาะปลูกแต่ตอนนี้มันเทศกองนั้นลดฮวบลงไปกว่าครึ่งเพราะต้องเอามาเผาให้บาร์นีย์กินแก้หิวระหว่างวัน
"เรากำลังเผชิญหน้ากับ‘วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร ’ อย่างเต็มรูปแบบ" อีไลอัสเดินเข้าไปหาลูกบ้านทั้งสองแววตาของเขาจริงจังขึ้น "ตอนนี้เราอยู่ใน่ปลายฤดูร้อน เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ธรรมชาติยังมีของป่าให้เราเก็บกินแต่ถ้าลมหนาวมาเยือนเมื่อไหร่... ลำธารจะกลายเป็น้ำแข็ง ปลาจะจำศีลต้นไม้จะผลัดใบ... ถ้าเรายังพึ่งพาแค่วิธีการล่าสัตว์และหาของป่า แบบวันต่อวัน... ฤดูหนาวปีนี้เราสามคนได้กอดกันอดตายในบ้านหินอุ่นๆ แน่!"
บาร์นีย์หยุดเคี้ยวมันหันมามองอีไลอัสตาแป๋ว “อดตาย...? บาร์นีย์...ไม่ชอบหิว... หิวแล้ว... ปวดท้อง...”
“ใช่เ้านาย!ฉันก็ไม่ชอบหิว! ท้องร้องแล้วมันนอนไม่หลับ!” ฟินน์เสริมทัพ
"เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนผ่านอารยธรรม! จากยุคเก็บของป่า ก้าวเข้าสู่ ‘ยุคเกษตรกรรม ’ อย่างเต็มตัว!"
อีไลอัสหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้านหินหยิบแผ่นไม้กระดานที่เป็ ‘พิมพ์เขียวผังเมือง’ออกมา เขาวางมันลงบนโต๊ะทำงานช่าง นิ้วเล็กๆ ชี้ลงไปที่โซนวงกลมทางทิศใต้ของเนินดิน
"โซนทิศใต้เราต้องเริ่มตรงไหนดี ให้ห่างจากบ้านหินสัก 50 เมตร นับถัดไปจากลานหิน หน้าบ้านที่เราปูยื่นออกมา 10 เมตร แต่ถ้าเราวางหน้าบ้าน มันจะติดโซน I มากเกินไป "
เขาขีดเส้นกำหนดโซนพื้นที่ลาดชันเล็กน้อยทาง‘ทิศใต้ ’ ของน้ำตกม่านไพลิน
"ในทฤษฎีการจัดวางทิศทาง พื้นที่ฝั่งทิศใต้จะได้รับแสงอาทิตย์ มากที่สุดและยาวนานที่สุดตลอดทั้งวัน!แสงแดดจะช่วยสร้างความอบอุ่นให้หน้าดินทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีแม้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นและความลาดชันเล็กน้อยจะช่วยให้น้ำระบายได้ดี รากพืชจะไม่เน่าตาย"
อีไลอัสม้วนแขนเสื้อขึ้นด้วยความมุ่งมั่น"เป้าหมายของวันนี้คือ ถางหญ้า พลิกหน้าดิน และล้อมรั้วโซนเกษตรกรรม เพื่อเตรียมปลูกมันเทศป่าลอตแรกของเรา!"
ขบวนการบุกเบิกเคลื่อนพลไปยังพื้นที่ทิศใต้ทันทีบาร์นีย์ทำหน้าที่เป็รถแทรกเตอร์ชีวภาพ มันใช้อุ้งเท้าตะกุยถอนวัชพืชและรากไม้ใหญ่ๆออกไปอย่างง่ายดาย ฟินน์คอยวิ่งไล่งับแมลงและหนอนที่โผล่ขึ้นมาจากดินส่วนอีไลอัสรับหน้าที่สำคัญที่สุด... การล้อมรั้ว
"การทำเกษตรในป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรถ้าไม่ล้อมรั้ว ก็เท่ากับจัดบุฟเฟ่ต์ฟรีให้คนอื่นกิน"
อีไลอัสเลือกใช้กิ่งไม้หนามและท่อนไม้ขนาดกลางที่บาร์นีย์ขนมาให้เขาใช้สกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] เชื่อมกิ่งไม้เข้าด้วยกันสานกันเป็ตาข่ายไม้ที่โปร่งแต่แข็งแรง รั้วนี้มีความสูงประมาณหนึ่งเมตรเศษล้อมรอบพื้นที่แปลงผักขนาดสี่คูณสี่เมตร 9 แปลงที่วางทีละ 3 แปลง ลงไปทางทิศใต้
การทำงานดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มตรงหัวสถาปนิกน้อยปาดเหงื่อ รู้สึกพึงพอใจกับผลงานหน้าดินที่ถูกพลิกจนร่วนซุยเตรียมพร้อมสำหรับการลงหัวมันพันธุ์
"เอาล่ะทีมงาน พักเที่ยงได้! ฟินน์ไปคาบมันเทศป่าที่เราเก็บตุนไว้ในตะกร้าหลังบ้านมาสักห้าหกหัวสิ เดี๋ยวฉันจะเผาให้กินเป็มื้อเที่ยง"
“รับทราบเ้านาย!” ลูกจิ้งจอกวิ่งดุ๊กดิ๊กหายไปทางหลังบ้านหิน
ทว่า...ผ่านไปไม่ถึงสองนาที เสียงร้องโวยวายของฟินน์ก็ดังลั่นมาแต่ไกล!
“เ้านายยยย!!แย่แล้ว! เกิดเื่ใหญ่แล้ว!!”
อีไลอัสและบาร์นีย์รีบวิ่งไปดูที่เกิดเหตุทันทีบริเวณพื้นที่เก็บเสบียงชั่วคราวหลังบ้าน ตะกร้าหวาย (ที่อีไลอัสสานไว้อย่างลวกๆ)ล้มระเนระนาด มันเทศป่าหัวอวบอ้วนที่คัดไว้เป็อย่างดี กระจัดกระจายเกลื่อนพื้นและที่สำคัญที่สุด... มันเทศหัวที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดจำนวนสี่หัว ‘หายไป’ ไร้ร่องรอย! เหลือทิ้งไว้เพียงรอยแทะแหว่งๆบนมันเทศหัวเล็กอีกสองหัว
"หัวขโมย..." อีไลอัสหรี่ตากัดฟันกรอด"มีผู้บุกรุกเข้ามากระตุกหนวดเสือถึงในรัฐอิสระเฮเซลบรุค!"
“หนอยแน่!บังอาจมาขโมยของกินท่านฟินน์! จมูกฉันได้กลิ่นมัน! กลิ่นดิน กลิ่นใบไม้แห้งแล้วก็กลิ่นสาบนิดๆ ไม่ใช่สัตว์อสูรตัวใหญ่หรอกเ้านาย!” ฟินน์ดมฟุดฟิดไปตามพื้นดินจมูกของมันชี้ตามรอยทางที่มุ่งหน้าเข้าสู่แนวป่าโปร่ง
บาร์นีย์คำรามในลำคออุ้งเท้าหน้าตะกุยพื้นดินด้วยความโกรธ “โฮก! ขโมย... ของกิน... บาร์นีย์... จะไปตบมัน...ให้แบนเป็แผ่นกระดาษ...!”
"ใจเย็นก่อนบาร์นีย์"อีไลอัสยกมือห้ามรถเครนที่กำลังจะกลายร่างเป็รถถัง "ถ้ามันตัวเล็กและว่องไวแกตบมันไม่ทันหรอก เผลอๆ จะวิ่งไปเหยียบแปลงผักเราพังหมดซะก่อน"
เด็กชายเดินเข้าไปสำรวจรอยแทะบนหัวมันเทศ"รอยฟันซี่เล็กแต่คมกริบ ไม่ใช่รอยของสัตว์กินเนื้ออย่างพวกหมาป่า... น่าจะเป็สัตว์ฟันแทะ หรือสัตว์กินพืชขนาดเล็กที่มีความฉลาดพอตัวถึงกล้าย่องเข้ามาใกล้บ้านที่มีหมีระดับ A นอนอยู่ได้"
“งั้นคืนนี้ฉันจะซุ่มรอ!พอมันโผล่มา ฉันจะเป่ามันด้วยลูกไฟให้เกรียมเลย!” ฟินน์เสนอแผนการสายบู๊
"ไม่ได้ฟินน์!ถ้าแกพ่นไฟใส่ ขนมันก็ไหม้ เนื้อก็เสีย แถมมันเทศของฉันก็อาจจะโดนเผาไปด้วย"อีไลอัสส่ายหัวอย่างหนักแน่น "ในโลกของสถาปนิกและนักอนุรักษ์เราไม่แก้ปัญหาด้วยความรุนแรงหากไม่จำเป็ เราต้องจับเป็ เพื่อศึกษาระบบนิเวศน์ท้องถิ่นและเพื่อสืบสวนหาความจริง"
สถาปนิกน้อยลุกขึ้นยืนดวงตาของเขาฉายแววเ้าเล่ห์ "เราจะไม่ใช้ ‘กับดักเหล็กหนีบ ’ ที่เหี้ยมโหดและทรมานสัตว์...แต่เราจะใช้สถาปัตยกรรมแห่งกลไก... ‘กับดักกล่องไม้แบบดรอปดาวน์’ สไตล์ไร้รอยขีดข่วน!"
อีไลอัสสั่งให้ฟินน์และบาร์นีย์ถอยห่างออกไปเพื่อไม่ให้กลิ่นของพวกมันไปกลบกลิ่นของหัวขโมย เขาเริ่มรวบรวมเศษไม้กระดานที่เหลือจากการทำชั้นลอยและกิ่งไม้เนื้อแข็งมาวางเรียงกัน
"การสร้างกับดักกล่องไม้หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวกล่อง แต่อยู่ที่ ‘กลไกสลัก ’"
เขาเริ่มใช้สกิล[สถาปนิกแห่งพงไพร] เชื่อมไม้กระดานเข้าด้วยกันเป็รูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาดความกว้างและยาวประมาณหกสิบเิเเปิดโล่งด้านล่าง โครงสร้างถูกเชื่อมอย่างแ่าเขาจงใจใช้ไม้โอ๊กเหล็กที่หนักอึ้งทำเป็ฝา้า เพื่อเพิ่มมวล ให้กับตัวกล่อง
"กล่องต้องหนักพอที่หัวขโมยจะดันให้หงายหลังไม่ได้แต่ก็ต้องไม่หนักเกินไปจนหล่นมาทับหลังมันหัก " อีไลอัสพึมพำเขาใช้ความละเอียดอ่อนตอกเศษไม้ก้อนเล็กๆ ไว้ที่ขอบกล่องด้านล่างทั้งสี่มุมทำหน้าที่เป็ ‘ตัวกั้น ’"ตัวกั้นพวกนี้จะทำให้เวลากล่องตกลงมากระแทกพื้นจะมีช่องว่างเหลืออยู่นิดหน่อยป้องกันไม่ให้ขอบกล่องหนีบหางหรือเท้าของมันจนขาด"
เมื่อตัวกล่องเสร็จสมบูรณ์อีไลอัสก็เริ่มสร้างความมหัศจรรย์ทางฟิสิกส์
เขาเหลากิ่งไม้สามท่อนให้มีรอยบาก ที่สอดรับกันอย่างพอดิบพอดีนี่คือกลไกคลาสสิกที่เรียกว่า ‘สลักเลขสี่ ’ "นี่คือวิชาฟิสิกส์ว่าด้วยเื่ของ‘พลังงาน ’" อีไลอัสอธิบายให้ลูกบ้านฟังขณะที่เขาประกอบสลัก"เราจะเอากล่องไม้ยกให้ลอยขึ้นไปเอียงๆแล้วใช้กิ่งไม้สามท่อนนี้ขัดกันไว้เพื่อรับน้ำหนักของกล่อง..."
เขาค่อยๆยกขอบกล่องไม้ด้านหนึ่งขึ้น แล้วสอดกิ่งไม้ที่ทำรอยบากขัดกันไว้ตรงกลางเป็รูปเลข 4 กิ่งไม้แนวนอนที่ยื่นยาวออกไปด้านในกล่องคือ ‘ก้านเหยื่อ ’
"ในสถานะนี้กล่องไม้ที่ลอยอยู่กลางอากาศจะมี ‘พลังงานศักย์โน้มถ่วง’ สะสมอยู่เต็มเปี่ยม มันอยากจะตกลงพื้นใจจะขาดแต่ถูก ‘แรงเสียดทาน ’ ตรงรอยบากของสลักไม้ต้านเอาไว้การทำงานของสลักนี้มันบอบบาง มากๆแค่มีแรงมากระทำนิดเดียว..."
อีไลอัสนำมันเทศป่าที่กลิ่นหอมที่สุดและมีรอยแหว่งจากการถูกแทะมาเสียบไว้ที่ปลายก้านเหยื่อซึ่งอยู่ลึกเข้าไปข้างในสุดของกล่อง
"เมื่อหัวขโมยเดินเข้าไปในกล่องและออกแรงดึงมันเทศเพียงเล็กน้อย... แรงเสียดทานที่รอยบากจะสูญเสียสมดุลสลักไม้ทั้งสามท่อนจะดีดตัวหลุดออกจากกันในเสี้ยววินาที!พลังงานศักย์ของกล่องจะเปลี่ยนเป็พลังงานจลน์ ดึงกล่องให้ร่วงหล่นลงมาครอบตัวหัวขโมยไว้ได้อย่างนุ่มนวลและแม่นยำ!"
“โห!ฟังดูซับซ้อนจังเ้านาย! แต่มันจะไม่หนีออกมาก่อนเหรอ?” ฟินน์ถาม
"สัญชาตญาณสัตว์ป่าเมื่อใ มันจะไม่ถอยหลัง แต่มันจะชะงัก หรือพุ่งไปข้างหน้ากว่าสมองมันจะสั่งการให้ถอย กล่องก็หล่นลงมาปิดทางออกเรียบร้อยแล้ว"อีไลอัสยิ้มกริ่ม "กับดักฟิสิกส์ไร้ความปรานี แต่ปรานีต่อชีวิต!"
เมื่อเซตทุกอย่างพร้อมอีไลอัสก็ถอยร่นออกมา เขาพาฟินน์และบาร์นีย์ไปแอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ที่อยู่ใต้ทิศทางลมเพื่อไม่ให้กลิ่นของพวกเขาไปรบกวนการตัดสินใจของหัวขโมย
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงทุกทีท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีส้มอมม่วง สายลมเย็นยามค่ำพัดผ่านมาจากทางทิศตะวันตกพาเอากลิ่นหอมจางๆ จากต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุขลอยมาปะทะจมูกความตึงเครียดในอกของอีไลอัสคลายลงเล็กน้อย แม้ในยามที่ต้องเฝ้าระวังหัวขโมยเขาก็ยังรู้สึกได้ถึง ‘ความสงบ’ ที่แผ่ซึมอยู่ในพื้นที่แห่งนี้”
ป่าเริ่มเข้าสู่ความมืดมิดและเงียบสงัดบาร์นีย์เริ่มสัปหงกจนหัวตก ส่วนฟินน์ก็หาวแล้วหาวอีก
ทว่า...ในวินาทีที่แสงสุดท้ายกำลังจะลับขอบฟ้า
สวบ... สวบ...
พุ่มไม้บริเวณแนวป่าโปร่งใกล้กับจุดวางเสบียงสั่นไหวเบาๆเงาดำขนาดเล็กปราดเปรียวคล้ายลูกแมวตัวโตๆ ค่อยๆ คืบคลานออกมา มันมีหูยาวๆและจมูกที่ขยับดมกลิ่นไปมาอย่างระแวดระวัง มันค่อยๆย่องเข้ามาใกล้กับดักกล่องไม้อย่างเงียบเชียบที่สุด
อีไลอัสกลั้นหายใจมือของเขากำแน่นจนชื้นเหงื่อ
เงาดำปริศนาหยุดชะงักอยู่หน้ากล่องไม้มันชะโงกหัวเข้าไปดมกลิ่นมันเทศป่าแสนอร่อยที่เสียบอยู่บนสลักไม้ท่าทางของมันลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สัญชาตญาณความหิวจะเอาชนะความหวาดระแวง
มันก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่ใต้กล่องไม้อย่างสมบูรณ์!
อีไลอัสเบิกตากว้างจ้องมองเงาดำนั้นยื่นปากไปงับมันเทศป่า... แล้วออกแรงดึง!
แกรก...! ปึก!!!
เสียงสลักไม้ขัดกันดีดตัวหลุดออกดังฟังชัดตามมาด้วยเสียงกล่องไม้กระดานโอ๊กเหล็กที่ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดินดังสนิทตัวกั้นทั้งสี่มุมหยุดกล่องไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่จะบดขยี้สิ่งที่อยู่ด้านใน
เสียงร้องใดังกุกกักและเสียงตะกุยแผ่นไม้ดังมาจากภายในกล่องกับดักกล่องไม้แบบดรอปดาวน์ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์!
"เสร็จฉันล่ะไอ้หัวขโมยปริศนา!"อีไลอัสพุ่งตัวออกจากพุ่มไม้ที่ซุ่มซ่อนอยู่ทันที "บาร์นีย์! ฟินน์!ปิดล้อมพื้นที่!เราจะมาดูหน้าไอ้วายร้ายที่กล้าล้วงคองูเห่าแห่งเฮเซลบรุคกัน!"
แสงคบเพลิงถูกจุดขึ้นสาดส่องไปยังกล่องไม้ที่สั่นกุกกักอยู่บนพื้นดินสถาปนิกและเหล่าลูกบ้านต่างล้อมวงเข้ามาใกล้ด้วยใจที่เต้นระทึกสิ่งมีชีวิตใดกันที่ถูกกลไกฟิสิกส์แห่งโลกเดิมจับตัวไว้ได้?
รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค...กำลังจะได้เผชิญหน้ากับเชลยศึกคนแรกอย่างเป็ทางการแล้ว!