รินรดาใช้เวลาอยู่หน้าหลุมศพของทินภัทรพักใหญ่กว่าจะเดินออกมาหากรณ์ที่นั่งรออยู่ในรถ เมื่อเธอเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างคนขับเขาก็ระบายรอยยิ้มอบอุ่นส่งมาให้ หนำซ้ำยังไม่คิดจะท้วงติงที่ภรรยาให้เวลาและทุ่มเทความรู้สึกให้กับแฟนเก่าที่ได้ลาลับโลกนี้ไปแล้ว
“กลับกันเลยไหมริน เดี๋ยวจะค่ำเอาซะก่อน”
“ค่ะ ขอบคุณที่รอนะกรณ์”
กรณ์โน้มตัวไปคาดเข็มขัดนิรภัยให้ภรรยา ก่อนจะทำหน้าที่เป็สารถีพารินรดากลับไปพักยังบ้านของพ่อแม่เธอทันที
ระหว่างทางที่นั่งรถมารินรดาก็ทอดสายตามองออกไปยังข้างทาง ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยนตามประสาท้องถิ่นชนบทที่ยากต่อการได้รับการพัฒนา เธอนั่งมองวิวไปเรื่อย ๆ กระทั่งสายตาไปสะดุดยังร้านขายของเก่าร้านหนึ่ง ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยเห็นร้านนี้มาก่อน แถมประตูกระจกหน้าร้านที่มีกระดิ่งสีทองห้อยอยู่สะท้อนกับแสงยามเย็นจนเป็ประกายระยิบระยับดึงดูดสายตาเธอแปลก ๆ
“จอดก่อนกรณ์!”
“รินมีอะไรเหรอ ทำไมพูดซะเสียงดัง กรณ์ใหมดเลย” กรณ์รีบเหยียบเบรกทันทีแล้วหันไปมองคนข้างกายด้วยใบหน้าเหลอหลาใ
“คือรินกลัวว่ากรณ์จะขับเลยร้านน่ะ ก็เลยเสียงดังไปหน่อย ขอโทษนะ”
“นึกว่าเื่อะไร รินอยากเข้าไปร้านนั้นเหรอ” กรณ์พูดพลางทอดสายตามองไปยังร้านขายของเก่าที่ให้ความรู้สึกไม่น่าเข้าไปเลยสักนิด ดูหลอน ๆ และน่ากลัวแปลก ๆ
“อืม รินขอเข้าไปดูของแป๊บหนึ่งได้ไหม” รินรดาถามด้วยความเกรงใจ เนื่องจากกรณ์ต้องมานั่งเสียเวลารอเธออีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาก็ได้ยืนรอเธอที่สุสานมาแล้ว
“เอาสิ แต่กรณ์ขอรอในรถนะ รินเข้าไปคนเดียวได้ใช่ไหม”
“ได้ ๆ กรณ์รอรินแป๊บนะ ไม่นานหรอก” รินรดาบอกด้วยรอยยิ้มหวาน จนคนมองอดที่จะยื่นมือเข้ามาลูบที่ข้างแก้มของเธอไม่ได้
กรณ์มองภรรยาด้วยความรู้สึกใจหาย สัญชาตญาณของเขาบอกว่าอาจจะมีเื่บางอย่างเกิดขึ้น ราวกับเขาไม่ควรพาเธอกลับมาที่บ้านเกิดั้แ่แรก
“ริน...”
“มีอะไรเหรอกรณ์”
“กรณ์รักรินนะ รักมาก แล้วก็รักมากขึ้นทุกวันเลยด้วย” เขาเอ่ยบอกภรรยาสาวเสียงทุ้มพร้อมกับกอบกุมมือเล็กขึ้นมาจุมพิตเป็การส่งท้าย
รินรดาทำได้แค่ระบายรอยยิ้มหวานออกมาด้วยความซึ้งใจเท่านั้น เธอไม่ได้บอกรักกลับไปแต่อย่างใด
“รินไปก่อนนะ”
“ครับ”
เมื่อเขาปล่อยมือรินรดาก็เปิดประตูรถลงไป เธอผลักประตูหน้าร้านโดยไม่ลังเล ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้กำลังรอคอยเธออยู่
กริ๊งงง
เสียงกระดิ่งดังขึ้น เธอก้าวเท้าเข้ามาภายในร้านและกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นเต้นแปลก ๆ
“สนใจของชิ้นไหนเหรอแม่หนู”
เสียงทักทายของชายชราทำรินรดาใเล็กน้อย เธอจึงรีบยกมือไหว้เ้าของร้านทันที
“สวัสดีค่ะคุณลุง คือหนูยังไม่รู้เลยค่ะว่าจะซื้ออะไรดี แต่เห็นร้านคุณลุงน่าสนใจก็เลยแวะเข้ามาดูน่ะค่ะ”
“อย่างนั้นเองเหรอ”
“ค่ะ ที่นี่มีของสวย ๆ เยอะจังเลยค่ะ หนูกำลังหาของไปตกแต่งบ้านใหม่พอดี บังเอิญจังเลยนะคะ” รินรดาส่งยิ้มให้ตามมารยาท ก่อนที่ดวงตาคู่โตจะหันมากวาดมองบรรดาของเก่ามากมายที่วางอยู่รอบร้านอีกครั้ง ในขณะที่ชายชรายังคงมองมายังเธอด้วยสายตานิ่งสงบ
“มันไม่มีหรอกไอ้ความบังเอิญน่ะ มีแต่...”
รินรดารอฟังแต่ชายชราก็ไม่เฉลย น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนจะแฝงความหมายบางอย่าง ซึ่งเธอก็คาดเดาไม่ออก
“แต่อะไรคะ”
“โชคชะตาที่ฟ้าได้ลิขิตมาแล้ว หนูเชื่อไหมล่ะ” พูดจบชายชราก็หัวเราะออกมาน้อย ๆ พร้อมทั้งเพ่งสายตามองไปยังบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ด้านหลังของรินรดา ซึ่งเธอก็รีบหันไปมองตามทันที ก่อนที่จะพบกับกล้องฟิล์มสีดำตัวหนึ่ง
“นั่นมันกล้องนี่คะ”
“หนูเคยเห็นมันมาก่อนเหรอ”
“ไม่แน่ใจค่ะ หนูขอหยิบออกมาดูได้ไหมคะ”
“ได้สิ เดี๋ยวลุงหยิบให้นะ”
“ขอบคุณค่ะ”
เมื่อรินรดาได้เห็นกล้องตัวนั้นใกล้ ๆ เธอแทบจะไม่ต้องใช้เวลาพิจารณาใด ๆ นานก็สามารถจำได้ทันทีว่ากล้องตัวนี้คือกล้องคู่กายของทินภัทรตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ และแน่ใจยิ่งขึ้นหลังได้เห็นตัวอักษรย่อชื่อของเขาและเธอที่เคยสลักไว้ด้วยกันบนตัวกล้อง
เธอมองมันด้วยความคิดถึงอดีตที่เคยมีความสุขพลางใช้ปลายนิ้วลูบััตัวอักษรบนนั้นด้วยความโหยหา พลันหยาดน้ำตามากมายก็เริ่มเอ่อมาคลอที่ขอบตา ก่อนที่เธอจะตัดสินใจได้ว่าเธอจะเก็บสิ่งของแทนใจชิ้นนี้ไว้เพื่อดูต่างหน้า
“หนูเอากล้องตัวนี้ค่ะ”
“คิดดีแล้วนะ”
“ค่ะ หนูจะซื้อกล้องตัวนี้ค่ะ” รินรดาย้ำด้วยน้ำเสียงมั่นใจในความ้าของตัวเอง
“งั้นลุงล้างฟิล์มแถมให้ก็แล้วกัน จะได้เอาไว้ดูเผื่อนึกถึงเ้าของกล้องตัวนี้”
“ใช้เวลานานไหมคะ พอดีสามีหนูรออยู่ด้านนอกน่ะค่ะ” รินรดาว่าแล้วก็ชะเง้อคอมองออกไปยังรถเก๋งที่กรณ์นั่งรออยู่
“ไม่หรอก แป๊บเดียว”
“ค่ะคุณลุง” รินรดาตอบรับเพราะเธอเองก็อยากรู้เช่นกันว่าทินภัทรเก็บภาพความทรงจำอะไรเอาไว้ในกล้องตัวนี้บ้าง มันเป็กล้องที่เขามักจะพกไปไหนมาไหนด้วยตลอดสมัยเรียน แต่เธอกลับไม่ค่อยเห็นเขายกขึ้นมาถ่ายบ่อย ๆ
ใช้เวลารอเพียงไม่นานภาพถ่ายที่ถูกล้างออกมาก็อยู่ในมือของรินรดา เธอรับกล้องและซองสีน้ำตาลมาถือไว้ ก่อนจะจ่ายเงินตามราคาที่เ้าของร้านแจ้ง
“หนูกลับแล้วนะคะ ขอบคุณมากค่ะคุณลุง” เธอยกมือลาชายชราตรงหน้า แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวออกไปจากร้านอยู่ ๆ ชายชราก็พูดขึ้น
“ความบังเอิญไม่มีจริง แม้แต่สิ่งที่ผิดพลาดในอดีตก็ย่อมแก้ไขได้เช่นกัน”
รินรดาฟังแล้วก็ไม่เข้าใจกับประโยคปริศนานั้น ครั้นจะหันไปถามความหมายของมันเธอก็เริ่มเกรงใจที่ปล่อยให้กรณ์รอนานเกินไป สุดท้ายจึงทำเพียงหันไปส่งยิ้มให้เ้าของร้าน ก่อนจะผลักประตูออกไป
รินรดากับกรณ์ใช้เวลาอยู่ที่บ้านเกิดต่ออีกสองวันแล้วจึงเดินทางกลับกรุงเทพเพื่อกลับไปทำงาน ตลอดเส้นทางที่ขับรถนั้นกรณ์ชวนรินรดาพูดคุยเื่ต่าง ๆ แต่จุดสนใจของเธอกลับไม่ได้อยู่ที่คนข้างกายเลยสักนิด หากแต่ยึดติดอยู่กับรูปถ่ายที่ถูกล้างออกมา เธอยังไม่มีโอกาสได้เปิดดูรูปภาพพวกนั้นเพราะไม่อยากให้กรณ์คิดมาก จึงได้แต่เก็บเอาไว้ในกระเป๋าเดินทางข้าง ๆ กล้องฟิล์มที่กรณ์ยังไม่รู้ว่าเคยเป็ของทินภัทรมาก่อน
“รินดูเหม่อ ๆ นะ เป็อะไรหรือเปล่า”
“เปล่า ๆ รินแค่เผลอคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเฉย ๆ”
“อย่าเหม่อปล่อยสิ กรณ์ใจคอไม่ดีนะ” กรณ์พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแล้วเอื้อมมือออกมากอบกุมเรียวมือบางเอาไว้
รินรดากระชับฝ่ามือเข้าไปในอุ้งมือของเขามากขึ้น เธอหันหน้าไปส่งยิ้มหวานเป็การขอบคุณที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรณ์ทำหน้าที่เป็สามีที่แสนดีมาตลอด เธอคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่ยอมให้โอกาสเขาในวันนั้น
“ขอบคุณนะกรณ์”
“รินขอบคุณกรณ์เื่อะไรเหรอ”
“ที่กรณ์ดูแลรินเป็อย่างดีไง” พูดแล้วรินรดาก็ระบายรอยยิ้มกว้าง จนกรณ์ยังอดที่จะยิ้มตามไม่ได้
“ก็กรณ์บอกแล้วไงว่ากรณ์จะรักและดูแลรินให้ดีที่สุด” พูดจบเขาก็ดึงหลังมือเธอขึ้นมาจุมพิต ในขณะที่สายตาทั้งสองข้างก็ทอดมองไปยังท้องถนนเบื้องหน้าไปด้วย
ทั้งสองใช้เวลาเดินทางต่ออีกราว ๆ หนึ่งชั่วโมงก็มาถึงยังบ้านเดี่ยวสองชั้นที่เป็บ้านใหม่ของพวกเขาจนได้ ทว่ายังไม่ทันที่กรณ์จะได้เปิดประตูลงจากรถ เขาก็ต้องรีบขับออกไปทำธุระยังที่ทำงานก่อนเพราะมีงานด่วนแทรกเข้ามา
รินรดาจึงได้มีเวลาอยู่บ้านคนเดียว เธอลากกระเป๋าขึ้นไปเก็บที่ห้องนอนแล้วเปิดเอาซองกระดาษที่บรรจุรูปถ่ายออกมานั่งดูบนโต๊ะ
“นี่มัน...” เธอถึงกับพูดไม่ออก ทุกความรู้สึกจุกอยู่ในอกเมื่อภาพที่ปรากฏในรูปส่วนใหญ่เป็ภาพของเธอในอิริยาบถต่าง ๆ ไม่ว่าจะตอนเดิน ยิ้ม หัวเราะ หรือแม้แต่ตอนที่เธอแอบร้องไห้ จนบางครั้งเธอยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทินภัทรเอาเวลาไหนมาแอบถ่ายเธอกัน
ยิ่งมองดูรูปถ่ายแต่ละใบไปเรื่อย ๆ เธอก็ยิ่งกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว นอกจากจะมีรูปของเธอแล้ว ยังมีรูปเพื่อน ๆ ที่เคยสนิทกัน และสถานที่ที่เขากับเธอเคยไปด้วยกันอีก
รินรดาถือรูปถ่ายใบหนึ่งไว้ในมือ ก่อนจะฟุบหน้าลงกับแขนตัวเองด้วยความรู้สึกคิดถึง่เวลาที่เธอกับเขาเคยมีความสุขด้วยกันในอดีต
“ไทย ทำไมเราถึงลืมไทยไม่ได้สักที” เธอยังซบหน้าอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้เลยว่าส่วนปลายของรูปได้ถูกเทียนหอมบนโต๊ะเผาไหม้ไปแล้ว กว่าที่รินรดาจะรู้สึกถึงความร้อนเปลวไฟก็ลามจนเกือบจะเผารูปหมดทั้งใบ
“ว้าย!” เธอสะดุ้งเพราะโดนไฟเผาที่ปลายนิ้วจนแสบร้อน จึงรีบปล่อยรูปถ่ายที่ไหม้จนเหลือขนาดเพียงหนึ่งในสี่ออกจากมือทันที จนรูปใบนั้นร่วงลงบนพื้น
หลังจากที่เปลวไฟมอดลงแล้วรินรดาก็ค่อย ๆ ก้มลงไปเก็บรูปขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงชิ้นเล็ก ๆ จนไม่เหลือเค้าโครงก่อนหน้านี้ อยู่ ๆ สายตาของเธอก็ไปสะดุดวันที่ 18 ธันวาคมตรงมุมล่างขวาของรูป เมื่อเงยหน้าขึ้นเธอก็มาอยู่สถานที่อื่นที่ไม่ใช่ห้องนอนในบ้านของเธอแล้ว
หญิงสาวกวาดตามองไปทั่วบริเวณที่ยืนอยู่ ซึ่งตรงนี้ก็คือหน้าตึกเรียนในมหาวิทยาลัยที่เธอเคยเรียนเมื่อครั้งอดีต หนำซ้ำคนที่กำลังเดินอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ก็คือคนที่เธอเพิ่งนึกถึง
“ไทย!!!”