เสียงดนตรีงานมงคลพร้อมกับแขกมากมายที่เป็พยานในงานมงคลของคุณหนูรองตระกูลไป๋ ผู้เป็บิดา ไป๋เย่เฉิง ดำรงตำแหน่งเป็ถึงเสนาบดีขั้นหนึ่งในกรมราชเลขามีหน้าที่ตรวจสอบฎีกาก่อนจะส่งต่อให้ฮ่องเต้และตรวจสอบเหล่าขุนนางที่ทำผิด
ขบวนสินสอดยาวเหยียดพร้อมกับบุรุษรูปร่างหล่อเหลาและองอาจสมกับเป็แม่ทัพแดนใต้นามซ่งเหลียง ตระกูลซ่งนอกจากจะเป็ตระกูลแม่ทัพแล้วยังมีฐานะเป็ถึงกั๋วกงสืบทอดตำแหน่งชั่วลูกหลาน
งานแต่งอันยิ่งใหญ่ของกั๋วกงน้อยและคุณหนูรองตระกูลไป๋จึงมีผู้คนมากมายออกมาชื่นชมความยิ่งใหญ่ ถึงแม้ว่าคุณหนูรองตระกูลไป๋จะเกิดจากฮูหยินรองก็ตาม
เสียงของผู้คนมากมายกำลังเล่นต่อโคลงกลอนที่หน้าประตูจวนนั้นทำให้ใครอีกคนปวดใจยิ่งนัก ร่างบางนอนหัวหนุนตักของมารดาอีกด้านหนึ่งมีพี่ชายทั้งสองนั่งมองดูอยู่ด้วยความห่วงใย แม้ใครต่อใครจะมองว่านางเป็สตรีที่ร้ายกาจ แต่สำหรับมารดาและพี่ชายทั้งสองแล้วนางเป็เหมือนเด็กตัวน้อย เมื่อผู้เป็แก้วตาดวงใจเ็ปพวกเขาก็ย่อมเ็ปตาม และรู้สึกไม่พอใจในความลำเอียงของบิดา ต่อให้เขารักผู้เป็ฮูหยินรองและบุตรมากแค่ไหนก็ไม่ควรทำร้ายจิตใจของบุตรสาวอีกคน
พวกเขาทั้งสามต่างรู้ดีว่ามารดาของตนไม่เป็ที่รักใคร่ของผู้เป็บิดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงท่านย่า แต่เป็เพราะฮูหยินเอกอย่างมารดาได้มอบบุตรชายให้ตระกูลไป๋ถึงสองคน จึงทำให้มีฐานะมั่นคงในตระกูล
ที่น้องสาวของพวกเขาต้องร้ายกาจเป็เพราะ้าปกป้องผู้เป็มารดาเพียงเท่านั้น แต่จะมีใครเข้าใจพวกเขาสี่คนแม่ลูกบ้าง
ไป๋ซูเหมยน้ำตานองหน้าอยู่บนตักมารดานางมีใจรักเขาออกปานนั้น วันที่พวกเขามาสู่ขอไป๋ลี่ฮวานางร่ำไห้กับผู้เป็บิดา แม้ใช้ผ้าขาวผูกคอ ผู้เป็บิดาก็หาได้เห็นใจ ก่อนถึงวันแต่งของทั้งคู่นางทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีงานแต่งนี้เกิดขึ้น สุดท้ายก็เป็นางที่เป็ฝ่ายพ่ายแพ้
“เหมยเอ๋อร์.... หากเ้าไม่อยากออกไปก็ย่อมได้”
ไป๋ซูเหมยรู้ดีหากนางไม่ออกไปร่วมยินดี ยิ่งตอกย้ำว่านางพ่ายแพ้สองแม่ลูกนั่น มารดาของนางก็จะกลายเป็ที่ครหาทั่วทั้งเมืองหลวงพวกเขาจะพากันพูดได้ว่าไม่สั่งสอนบุตรสาวเช่นนาง อีกทั้งผู้เป็ย่าจะยิ่งหาข้ออ้างมารังแกมารดาของนางได้ด้วย ที่ผ่านมานางทำให้มารดาและพี่ชายทั้งสองทุกข์ใจมากพอแล้ว ส่วนบิดานั้นจัดอยู่ในจำพวกยึดถือความกตัญญูมาเป็อันดับหนึ่ง นางลุกขึ้นจากตักของผู้เป็มารดาใช้มือทั้งสองข้างปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มนานกว่าครึ่งชั่วยาม
“เหมยเอ๋อร์จะไปร่วมยินดีกับพวกเขา...ท่านแม่แต่งหน้าให้เหมยเอ๋อร์นะเ้าคะ”
ไป๋เหม่ยหลินลูบไล้ใบหน้างามของบุตรสาว นางรู้ดีว่าในใจของบุตรสาวนั้นเ็ปมากเพียงใด แต่ก็ยังพยายามลุกขึ้นมา
“ได้..แม่จะแต่งหน้าให้เ้า”
“ส่วนพี่ใหญ่จะเป็คนปักปิ่นให้เ้าเอง”
ไป๋ชุนเทียนคุณชายใหญ่ตระกูลไป๋ยกมือหนาของตนลูบที่กลุ่มผมนุ่มของน้องสาว ไป๋ชุนเทียนเป็อัจฉริยะแห่งยุค เขาเข้าสอบจอหงวนได้อันดับหนึ่งั้แ่ปีแรก ได้รับตำแหน่งเป็ถึงรองเสนาบดีกรมคลังจึงกลายเป็ขุนนางที่อายุยังน้อยและเป็ที่น่าจับตามอง
ส่วนไป๋เฟิงเทียนนั้นเพียงแค่นั่งเงียบไม่กล่าวสิ่งใด อาจเพราะเขาเป็ทหารจึงมีแต่ความหยาบกระด้าง เป็การดีมากกว่าที่จะไม่กล่าวสิ่งใดออกมา
เพราะคิดว่าคนที่ไม่ควรไปร่วมยินดีน่าจะเป็เขามากกว่า คนพวกนั้นล้วนแต่รังแกน้องของเขา ไม่ลุกขึ้นมาพังงานแต่งก็ดีเท่าไรแล้ว
อีกอย่างแม่ทัพแดนใต้นั้นไม่มีส่วนใดที่เหมาะสมกับซูเหมยของเขาแม้แต่น้อย ความสามารถจะมีมากเพียงใดกัน ตำแหน่งแม่ทัพที่ได้มาเป็ตำแหน่งที่สืบทอดมาเท่านั้น
“แม่ว่าคนที่ไม่ควรไปร่วมงานมงคลคงจะเป็เทียนเอ๋อร์มากกว่ากระมัง”
ทั้งสามหัวเราะออกมาเมื่อผู้เป็มารดาหยอกล้อบุตรชายคนรองเห็นได้ชัดว่าหากไปคงได้พังงานแต่งแน่นอน ไป๋เฟิงเทียนต้องทำมันจริงเพราะเขาและบิดาไม่ลงรอยกันเท่าไรนัก
ร่างระหงของเ้าสาวที่ใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าสีแดงพร้อมกับเ้าบ่าวร่วมกันคารวะน้ำชา จากนั้นทั้งคู่ก็จับจูงมือกันไปที่เกี้ยวหลังใหญ่ขนาดแปดคนหาม เพื่อไปทำพิธีต่อที่บ้านของเ้าบ่าว ขบวนสินเดิมของเ้าสาวใช่ว่าจะน้อยหน้าผู้ใด ยาวจนสุดลูกหูลูกตาเช่นกัน
ญาติฝ่ายเ้าสาวและเสนาบดีไป๋ ตามขบวนเ้าสาวไปที่จวนของเ้าบ่าว งานแต่งผ่านพ้นไปได้อย่างด้วยดี ถึงแม้ว่าสายตาผู้ที่มาร่วมยินดีในงานมงคลจะจับจ้องมาที่คุณหนูใหญ่มากกว่า แต่ซูเหมยหาได้ใส่ใจสายตาที่มองนางราวกับตัวประหลาดเ่าั้แม้แต่น้อย
งานแต่งผ่านไปสามวันแล้ว วันนี้เป็วันที่คู่แต่งงานใหม่จะมาเยี่ยมบ้านเดิม แม้งานแต่จะผ่านไปแล้วแต่เสียงเล่าลือนั้นยังไม่จบ ไม่ว่าจะเดินผ่านไปที่ใด ข่าวเื่งานแต่งอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งเช้าหลังวันแต่งงานสามีภรรยาคู่ใหม่พร้อมใจกันออกมาสร้างโรงทาน ยิ่งตอกย้ำความเ็ปให้กับซูเหมยมากกว่าเดิมทั้งที่นางตั้งใจเอาไว้ว่าจะตัดใจ
แน่นอนว่าการกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมย่อมเป็ที่สนใจของทุกคนในจวนไม่เว้นแม้แต่เสนาบดีไป๋ ต่างออกมาต้อนรับบุตรสาวและบุตรเขยรวมถึงฮูหยินเอกและฮูหยินรองมารดาของไป๋ลี่ฮวาที่ยิ้มแทบไม่หุบเมื่อได้บุตรเขยที่ถูกใจ ด้วยฐานะของบุตรเขยทำให้นางเชิดหน้าชูตาเทียบเท่าฮูหยินเอกของจวนได้
จากนั้นทุกคนพากันไปคารวะน้ำชาฮูหยินผู้เฒ่า ส่วนซูเหมยเห็นว่าหมดธุระของตนจึงแยกตัวกลับเรือน เพราะนางไม่อยากเห็นภาพบาดใจจนเผลอทำอะไรไม่ยั้งคิดเหมือนเมื่อก่อนอีก และคนที่ลำบากนั่งร้องไห้ก็คือมารดาของนาง ทั้งที่ในใจนั้นอยากจะถือมีดแทงทั้งคู่ก็ตามที
“ไม่เกินสามเดือน”
“พี่รองหมายถึงอะไรเ้าคะ”
ซูเหมยนั่งจิบชาอยู่กับพี่ชายทั้งสองที่ศาลากลางสวน เป็จังหวะเดียวกับที่สายตาของเฟิงเทียนหันไปเห็นน้องสาวต่างมารดากับสามีของนางพอดี
“กั๋วกงน้อยท่าทางภายนอกดูเหมือนบุรุษองอาจดังนักรบ แต่ภายในของเขาย่อมไม่ใช่เช่นนั้น เหมยเอ๋อร์พี่รองไม่เคยพบเขาเพราะอยู่แต่ชายแดนมีเพียงจดหมายที่ท่านแม่บอกเล่าให้ฟังเท่านั้น แต่เมื่อได้พบเขาพี่กลับดีใจที่เ้าไม่ได้แต่งงานกับเขา”
“เพราะอะไรหรือ” ไป๋ชุนเทียนเอ่ยถาม
เฟิงเทียนหันไปมองผู้เป็พี่ชาย เขาไม่เชื่อว่าพี่ชายจะมองคนผู้นี้ไม่ออก แต่ที่ไม่เข้าใจคือเพราะอะไรชุนเทียนจึงไม่ห้ามปรามน้องสาว หรือที่ไม่เอ่ยปากพูดเพราะรู้ว่าน้องสาวจอมดื้อรั้นของพวกเขาอย่างไรก็ไม่ฟัง จึงปล่อยให้เรียนรู้และเติบโตขึ้นด้วยตัวเอง
“เขาต้องแต่งฮูหยินรองอย่างแน่นอน”
ซูเหมยถึงแม้ว่าจะแปลกใจที่พี่ชายคนรองกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจนางรู้สึกยังขัดแย้งอยู่ไม่น้อย ซ่งเหลียงนะหรือจะแต่งฮูหยินรองภายในสามเดือน เขาดูเหมือนไม่ใช่บุรุษเ้าชู้ และตลอดที่ผ่านเขาก็เป็สุภาพบุรุษคนหนึ่งจนทำให้สตรีทั่วเมืองหลวงหมายมั่นอยากจะแต่งให้กับเขา
เฟิงเทียนยังคงยืนกอดอกใช้ร่างใหญ่ของตนพิงกับเสาของศาลา มองไปยังสระบัวที่มีน้องสาวต่างมารดาและสามีช่วยกันเก็บเม็ดบัวแสดงความรักหวานชื่น ราวกับ้าให้ฟ้าดินรับรู้ถึงการแสดงนี้ เขาคิดว่าลี่ฮวาเพียงอยากทำให้ซูเหมยเ็ปต่างหาก
ชุนเทียนนั่งถือตำราเล่มหนึ่งในมือ ซูเหมยปักเย็บถุงหอม เป็ภาพพี่น้องรักใคร่กันยากจะหาที่เปรียบ
แม้แต่ไป๋ลี่ฮวาที่เดิมตั้งใจจะแสดงความรักให้ซูเหมยได้เ็ปใจ ยังต้องอิจฉาที่อีกฝ่ายมีพี่ชายค่อยปกป้อง ถึงแม้ว่าชุนเทียนและเฟิงเทียนจะเป็พี่ชายของนาง แต่ทั้งสองก็ทำตัวเหินห่างไม่พูดกับนางสักคำ แม้แต่เดินผ่าน นางทักทายยังทำแค่เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น
“ลี่เอ๋อร์เ้ากำลังมองสิ่งใดอยู่”
ซ่งเหลียงที่อยู่ ๆ เห็นผู้เป็ภรรยามีท่าทางเหม่อลอยจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง เขาและไป๋ลี่ฮวาพบกันในขณะที่อีกฝ่ายออกมาเที่ยวตลาด ไป๋ลี่ฮวาได้เข้าไปช่วยหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังถูกพี่สาวต่างมารดาอย่างไป๋ซูเหมยรังแก เขาได้พบเหตุการณ์เข้าพอดีจนทำให้ได้รู้จักกับทั้งสองคน
หลังจากนั้นซูเหมยก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าชอบเขา นางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด พอ ๆ กับบนใบหน้าของนางที่แต่งแต้มจนไม่รู้ว่าใบหน้าที่แท้จริงของนางเป็เช่นไร
อีกทั้งนางยังร้ายกาจรังแกสตรีทุกคนที่เข้าใกล้ ทำให้เขารังเกียจนางมากกว่า้าคบหา จึงเลือกที่จะคบหาลี่ฮวาแทนด้วยเป็สตรีในแบบที่เขา้า อ่อนหวานน่าปกป้อง ผิวกายอ่อนนุ่มดุจฟองเต้าหู้ ยามใดที่เขาััต้องระวังมือเพราะกลัวว่านางจะแตกสลาย จนถึงตอนนี้ยิ่งมั่นใจว่าตนนั้นคิดไม่ผิดที่แต่งกับไป๋ลี่ฮวา ไม่ใช้สตรีหยาบกระด้างนางนั้น
“ไม่มีอะไรเ้าค่ะ”
ไป๋ลี่ฮวารีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติเพราะไม่อยากให้ซ่งเหลียงรับรู้ว่าในจิตใจของนางกำลังริษยาไป๋ซูเหมย