ค่ายซานตง
ในโถงเรือนบัญชาการ องค์รัชทายาทนั่งที่โต๊ะผู้บัญชาการ องค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิง จางเหยา นั่งเก้าอยู่ในห้องโถง เสนาบดีเหวินเจ๋อ เจ้ากรมอาญา เข้ามารายงานต่อองค์รัชทายาทว่า เขาได้ส่งรายงานการสอบสวนคดีทั้งหมดให้กับฝ่าบาททราบแล้วตั้งแต่ค่ำวันก่อน
“ทูลองค์รัชทายาท คดีที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ครั้งองค์รัชทายาทถูกลอบสังหาร คดีเสนาบดีเฮ่อหยุน อดีตเจ้ากรมคลังถูกลอบสังหาร คดีขันทีปลอม 8 คนเข้ามาปะปนคณะทูตจากแคว้นต้าหลี่เข้ามาในพระราชวัง คดีหัวหน้าขันทีเต๋อชิงถูกฆ่าและขันทีทั้ง 8 ถูกฆ่าฝังดินไว้นอกเมืองหลวงเบี้ยนจิง คดีปล้นพ่อค้า คดีฉกชิงวิ่งราวในเมืองหลวงหลายเดือนที่ผ่านมา คดีโจรดักปล้นทำร้ายองค์หญิงอี้อัน กลุ่มคนชุดดำ 200 คนที่กำลังลอบเข้าเมืองหลวงผ่านช่องทางลับ ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับ จ้าวจวิ้นอ๋อง และพ่อบ้านเจียงวั่งชู ทั้งสิ้น ทางอำเภอเจียงหนิงเวลานี้ ท่านจางหาน รองผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ ที่ได้รับพระบัญชาจากฝ่าบาทให้ไปตรวจคดี บัดนี้กำลังเดินทางกลับเมืองหลวง และนำผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมาด้วย เมื่อผู้กระทำผิด หลักฐาน พยานพร้อม ศาลต้าหลี่จะเปิดศาลพิจารณาคดีพ่ะย่ะค่ะ”
เสนาบดีเหวินเจ๋อรายงานจบ องค์รัชทายาทถาม “ฝ่าบาทเห็นรายงานผลการตรวจสอบคดี พระองค์ตรัสอย่างไรบ้าง”
“เอ้อ...ภายหลังกระหม่อมถวายฎีกาไปแล้ว ฝ่าบาททรงรับไว้ ไม่ได้ตรัสประการใด รับสั่งให้กระหม่อมกลับไปก่อน” เสนาบดีเหวินเจ๋อ ตอบ องค์รัชทายาทพยักหน้ารับทราบ “เอาหละ ขอบใจท่านเสนาบดีที่มาแจ้งข่าว เช่นนั้นเราไม่รบกวนท่านเสนาบดีแล้ว” เสนาบดีเหวินเจ๋อ น้อมทำความเคารพองค์รัชทายาทแล้วลากลับไป
“เสด็จพี่ คิดว่าเสด็จพ่อจะตัดสินคดีกับเสด็จอาอย่างไร” องค์หญิงอี้อันนั่งตัวตรงสายตามีแววครุ่นคิด
“คงแล้วแต่เสด็จพ่อจะพิจารณา” พี่ชายตอบ
เสวี่ยซิง มีสีหน้าเป็นกังวลเอ่ยขึ้นว่า “พระโอรส พระธิดา จวิ้นอ๋อง จะถูกพิจารณาโทษด้วยหรือไม่” องค์หญิงหันมองเสวี่ยซิง แววตาเปลี่ยนเป็นสงสัย “ท่านกลัวว่าท่านหญิงจะมีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดด้วยใช่หรือไม่?” เสวี่ยซิงยิ้มหม่นๆ ให้อี้อัน พยักหน้ารับ องค์รัชทายาทมองสองคนที่กำลังเจรจาที่อยู่ตรงหน้าเขา มองหน้าน้องสาวแล้วให้ความรู้สึกหนักใจนัก
องค์หญิงกล่าวอย่างเศร้าๆ “ท่านอย่าได้กังวลเลย ท่านหญิงเป็นเพียงบุตรีของ จวิ้นอ๋อง ที่ไม่ได้เป็นผู้บงการแต่จะบอกว่าไม่รู้เรื่องที่พระบิดากระทำที่เมืองเจียงหนิงหรือที่เมืองหลวงคงเป็นไปไม่ได้ ขนาดจวิ้นอ๋อง ฝ่าบาทยังทรงอภัยโทษตายให้ได้ เช่นนั้นท่านหญิงเหิงเยว่คงได้รับยกเว้นโทษตายเช่นกัน”
“เจ้าคาดเดาความคิดของเสด็จพ่อได้หรือ” องค์รัชทายาทถามน้องสาว นางหยิบลูกเหอเถาใส่ปากเคี้ยว จางเหยาบัดนี้เริ่มสนิทสนมกับองค์หญิงมากขึ้น เห็นจึงอดเย้าแหย่นางไม่ได้ “ท่านเจ้าสำนัก กินลูกเหอเถาทั้งวันเช่นนี้ไม่กลัวท้องอืดบ้างหรือ” นางหันไปยิ้มกว้างใส่เขา
“ไม่ .....ข้าไม่กลัวท้องอืด เพราะมันบำรุงสมอง ข้าแบ่งให้ท่านครึ่งหนึ่งเอาไหม” จางเหยาหุบยิ้มเอียงคอหรี่ตามองนาง อี้อันขณะพูดมองสบตาจางเหยาตรงๆ “เสด็จพี่ หม่อมฉันเชื่อว่าเสด็จพ่อรู้ตัวผู้บงการฆ่าเสนาบดีเฮ่อหยุนนานแล้ว และหลักฐานที่เสนาบดีซ่อนไว้ในกระเบื้องบนหลังคา ที่มีคนชิงพบก่อนหน้าเรานั้น ได้นำไปถวายให้ฝ่าบาทแล้ว”
จางเหยารู้สึกขนลุกกับสายตาที่นางมองมายังเขา นางพูดอย่างกับตาเห็น เพราะในค่ำวันที่กลับจากค้นหาหลักฐานที่บ้านเสนาบดีเฮ่อ หยุนแล้ว พบว่ามีผู้ค้นพบชิงไปก่อนแล้ว เขาตัดสินใจเดินเข้าไปพบบิดา จางซื่อเจิน ที่กำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ในห้องทำงาน บิดาเขาจึงเปิดเผยความจริงว่า เขาได้เรียกให้ จางหาน บุตรชายคนโตที่กำลังไปตรวจการเรื่องท่าเรือของราชสำนักอยู่ที่อำเภอเจียงหนิงกลับมา เพราะคดีสังหารเสนาบดีเฮ่อหยุน ทำให้บิดาเขาเข้าตรวจสอบเอกสารทั้งหมดของกรมคลัง จางซื่อเจิน พบเงินหมื่นตำลึงถูกเบิกส่งไปที่เมืองเจียงหนิง จึงให้จางหานกลับมาตรวจสอบด้วย พอดีเขากับเสวี่ยซิงเอาหนังสือของเสนาบดีเฮ่อหยุนที่ทิ้งรหัสไว้ กลับมาทำงานต่อที่จวนของเขาจนถอดความออกมาได้เรียบร้อย แต่สุดท้ายเขากับเสวี่ยซิงหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตัว พี่ชายเขา จางหาน ไปค้นหาที่จวนเสนาบดีเฮ่อหยุนก่อนและพบหลักฐานเป็นสมุดบันทึกการเบิกจ่ายเงินอย่างละเอียด ตั้งแต่ปีที่จวิ้นอ๋องย้ายไปอยู่เมืองเจียงหนิง จนวันถึงสุดท้ายวันที่เสนาบดีเฮ่อหยุนมีชีวิตอยู่ รวมเงินที่ส่งไปให้จวิ้นอ๋องกว่า 9 หมื่นตำลึง จางซื่อเจิน จึงตัดสินใจนำสมุดบัญชีเลือดเล่มนั้นส่งให้ฝ่าบาททันที เรื่องนี้จางเหยายังไม่ได้บอกเสวี่ยซิงเลย แล้วนางรู้ได้อย่างไร!!
“องค์หญิงรู้ได้อย่างไรว่ามีคนนำหลักฐานถวายให้ฝ่าบาทแล้ว” จางเหยาหรี่ตาถามนางอย่างระแวง แต่นางยิ้มกว้างให้เขา “ท่านกินลูกเหอเถาก่อนแล้วข้าจะบอก” นางยื่นลูกเหอเถา 1 กำมือส่งให้เขา จางเหยาหันไปมององค์รัชทายาท สหายที่สนิทกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ เขาเห็นรัชทายาทยิ้มๆ ไม่ตรัสอะไรก็เดาได้ว่างานนี้รัชทายาทไม่ช่วยเขา
เขาหน้าตึงเมินหน้าแต่ยื่นแขนออกไปแบมือรอรับ องค์หญิงอี้อันหัวเราะเสียงใสแล้วส่งลูกเหอเถาในกำมือส่งให้เขา องค์รัชทายาทและเสวี่ยซิง มองทั้งสองคนลับเหลี่ยมคมกันอยู่ ได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหัว จางเหยารับของมา ปรากฏว่านางส่งลูกเหอเถาที่ยังไม่ได้ทุบเปลือก ด้วยอารมณ์เคืองจัดเขาบีบลูกเหอเถาแตกคามือ แล้วส่งใส่ปากเคี้ยวกรุบๆ นางเห็นเขากินแล้วจึงกล่าวว่า
“เพราะข้าทราบว่าคืนนั้น ท่านและท่านเสวี่ยซิงนำหนังสือทั้งหมดไปทำงานที่จวนผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ หากถูกสอดแนมคงต้องเป็นบุคคลในจวนของท่านเอง เช้าวันต่อมาข้ายังพบ ท่านจางซื่อเจิน เข้าเฝ้าเสด็จพ่อ ข้าจึงเดาว่าหากไม่ใช่บิดาท่านไปค้นหาก็ต้องเป็น พี่ชายของท่าน ข้าจึงไม่ร้อนใจที่หลักฐานสำคัญถูกคนชิงพบไปก่อน”
จางเหยา ทึ่งกับการณ์คาดเดาของนางจริงๆ จางเหยาอุทาน “โอ้โห .ลูกเหอเถา มันวิเศษขนาดนี้เลยหรือนี่” เขาเริ่มยิ้มออก หันมาคิดจะหยอกนาง แต่อี้อันกลับกล่าวต่อ “เมล็ดมันแค่อร่อยแต่เปลือกของมันคือยาวิเศษ” นางยักคิ้วให้จางเหยา เขาก้มมองเปลือกในมือรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องสมเหตุสมผลนัก จึงเงยหน้าจะถามต่อ แต่บัดนี้นางเดินไปไกลแล้ว เขารู้สึกตัวว่าถูกหยอกกลับจึงตะโกนว่า “องค์หญิง ท่านกลับมาเดี๋ยวนี้เลย หลอกให้ข้ากินเปลือกแข็งๆ ของมันหรือ มาให้ตีเสียดีๆ”
องค์รัชทายาทกระแอมเบาๆ “อาเหยา....นั่นน่ะน้องสาวของข้านะ”
กองฝึกทิศตะวันตก
เจ้าสำนัก ยืนชูเงิน 4 พวงให้ทหารทั้ง 200 คนดู บอกว่า องค์รัชทายาทพระทัยดีประทานเงินรางวัลมาให้ และแล้ววันที่พวกเขารอคอยถึง 1 เดือนก็มาถึง แต่ละคนหมายมั่นแล้วว่าจะต้องเป็นคนได้รางวัลจับเพื่อนคู่ฝึกซ้อมได้เร็วที่สุด และรางวัลหนีคู่ต่อสู้ได้นานที่สุด เพราะกลุ่มฝึกรุ่นก่อนนำเงินมาอวดพวกเขาจนน้ำไหลหก อิจฉาเจ้า 8 คนที่ได้เงินประทานจากฝ่าบาทจนนอนไม่หลับ
ครั้นพอเจ้าสำนักนับถึงสาม ระเบียบที่จางเหยาเคยฝึกเอาไว้อย่างเข้มงวดบัดนี้ถูกวางกองไว้ที่หน้าเวทีเสียหมดสิ้น
คนที่ต้องไล่จับก็ไล่ล่ากันสุดกำลัง ส่วนคนวิ่งหนีก็หนีกันสุดชีวิต ถึงจะถูกทึ้งเสื้อผ้าก็ยอมถอดทิ้งไม่ให้ถูกจับตัวได้ ความโกลาหลของกองทิศตะวันตกดังไปถึงอีก 3 กอง แต่ดูเหมือนกองที่กำลังฝึกธนูกับองค์รัชทายาทเหลียวมองแว่บเดียวก็กลับมาฝึกยิงธนูต่อ วิชาสุดท้ายของทิศตะวันตกโหดเหี้ยมและอำมหิตสุดๆ ท่านเจ้าสำนักทำให้พวกเขาเหนื่อยแทบขาดใจมาแล้ว
ห้องทรงพระอักษร พระราชวัง
ฝ่าบาทนั่งอ่านฎีกาจากจางหาน รองผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ ที่ให้ม้าเร็วนำมาส่งแก่ จางซื่อเจิน ผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ เพื่อนำทูลรายงานต่อฝ่าบาท ทรงอ่านรายละเอียดที่จางหานเขียนมาหลายหน้ากระดาษอย่างช้าๆ เนิ่นนาน สีพระพักตร์ที่เริ่มอ่าน แดงก่ำด้วยโทสะ ต่อมาโทสะเริ่มคลายลง และกลายเป็นสลดหดหู่ แล้วเงยหน้าขึ้นถาม จางซื่อเจิน ที่ยืนรอรับคำสั่งเบื้องหน้าพระพักตร์ตรัสถาม “จางหาน จะกลับถึงเมืองหลวงเมื่อไหร่”
“ทูลฝ่าบาทอีก 2 วันพ่ะย่ะค่ะ เพราะต้องนำตัวผู้เกี่ยวข้องมาด้วย การเดินทางจึงล่าช้าพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นเขามาถึงให้เข้าประชุมขุนนางด้วยนะ”
“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” แล้วฝ่าบาททรงโบกมือให้เขากลับไป จางซื่อเจินกลับไปแล้วซื่อกงขันทีคนสนิท ขยับตัวเข้ามา “ฝ่าบาทพักผ่อนก่อนไหมพ่ะย่ะค่ะ สีพระพักตร์พระองค์ไม่ค่อยดีเลย” แต่ฝ่าบาทโบกมือปฏิเสธ แต่ตรัสว่า “เจ้าเรียก จวิ้นอ๋อง มาพบข้ายามไฮ่ (21.00 น.) วันนี้”
“น้อมรับพระบัญชา” ซื่อกงเดินออกจากห้องทรงพระอักษร
ฝ่าบาททรงหันมาถามแม่ทัพเสวี่ยหมิง “ท่านจำแม่ทัพด่านชายแดนตะวันออกหม่าโหยวได้หรือไม่”
แม่ทัพเสวี่ยหมิง ตอบฝ่าบาท “จำได้พ่ะย่ะค่ะ ครั้งนั้นฝ่าบาททรงนำทัพขึ้นเหนือไปรบกับแคว้นเป่ยฮั่นเพื่อรวบรวมแผ่นดิน เวลานั้นมีแม่ทัพหม่าโหยว แม่ทัพจางซื่อเจินกับกระหม่อม ออกสนามรบด้วยกัน สุดท้ายพระองค์ตีได้สำเร็จ ภายหลังสงครามรวมแคว้นสงบลง พระองค์มีรับสั่งให้แม่ทัพหม่าโหยวไปปกป้องชายแดนฝั่งตะวันออกมาโดยตลอด”
“ใช่ แต่นึกไม่ถึงว่า เขาทำหน้าที่ของเขาอย่างซื่อสัตย์ แต่แล้วข้ากลับส่งสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ไปอยู่กับเขา สุดท้ายเขาก็ต้องตาย” ตรัสแล้วทรงเงียบไป โบกมือให้เขาออกไปเฝ้านอกห้องทรงพระอักษร แม่ทัพเสวี่ยหมิงอ้าปากจะทักท้วง แต่ทรงตรัสว่า “ไม่เป็นไรหรอก ข้าออกศึกด้วยตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน ลำพังบัณฑิตอ่อนแอคนหนึ่ง ดีแต่ใช้ฝีปากสู้รบจะทำอะไรข้าได้”
แม่ทัพเสวี่ยหมิงออกไปเฝ้านอกห้องทรงพระอักษร บนโต๊ะทรงอักษรยังมีฎีกาของเสนาบดีเหวินเจ๋อ รายงานผลการสืบสวนคดีต่างๆ ที่คั่งค้าง หลักฐานและพยานชี้ไปที่บุคคลเดียวกันว่า พ่อบ้านเจียงวั่งชู พ่อบ้านตำหนักจวิ้นอ๋อง เป็นคนสั่งการ
ส่วนสมุดบัญชีของเสนาบดีเฮ่อหยุน ตรงเบื้องหน้าพระองค์ไม่เพียงมีบันทึกการเบิกจ่ายเงินจำนวนมหาศาลอย่างละเอียด ที่มีพ่อบ้านเจียงวั่งชู จากตำหนักจวิ้นอ๋อง เป็นผู้รับ ในตอนท้ายของสมุดบัญชี เสนาบดีเฮ่อหยุนยังได้บันทึกเรื่องราวความเป็นมาที่เขาได้รู้จักกับจ้าวจวิ้นอ๋อง รอยน้ำหมึกยังใหม่อยู่แปลว่าเขาเพิ่งจะเขียนมันลงไปราวกับรู้ชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นกระนั้น
ข้าพเจ้าเสนาบดีเฮ่อหยุน เจ้ากรมคลัง เป็นชาวเมืองเหอหนาน ปีนี้อายุ 55 ปี ข้าเป็นขุนนางรุ่นแรกที่อดีตฮ่องเต้ซ่งไท่จู่ จัดให้มีการสอบเคอจวี่หน้าพระพักตร์ ข้าเข้าสำนักศึกษาในอำเภอเหอหนาน จนสามารถสอบผ่านระดับอำเภอ ต่อมาสอบผ่านระดับมณฑล และสุดท้ายได้สอบต่อหน้าพระพักตร์ เดิมทีข้าสอบได้เป็นอันดับสี่ แต่เพราะเวลานั้น พระอนุชาจ้าวซัน พระองค์อายุ 17 ปี ชอบคำตอบของข้าที่นำเอาแนวทางปรัชญาของขงจื่อมาผสมผสานแนวคิดทางศาสนาพุทธลัทธิเต๋าตอบข้อสอบ ตรงกับนิสัยชอบศึกษาปรัชญาของพระอนุชาจ้าวซัน พระองค์จึงขอให้ฝ่าบาทองค์ไท่จู่ รับข้าเข้ามารับใช้ราชสำนัก
นับแต่นั้นมา พระอนุชาจ้าวซันมักเชิญไปสนทนาแลกเปลี่ยนแนวคิดเชิงปรัชญากับพระองค์เสมอๆ ต่อมาตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมคลังว่างลง พระอนุชาจ้าวซันสนับสนุนให้แต่งตั้งข้าเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมคลัง ต่อมาไม่นานนักเสนาบดีเจ้ากรมคลังล้มป่วยกะทันหันและเสียชีวิตในเวลาต่อมา พระอนุชาจ้าวซัน ทูลเสนอฝ่าบาทให้ผู้ช่วยเจ้ากรมคลังตัวเล็กๆ อย่างข้ารับหน้าที่ดูแลกรมคลังไปก่อนจนกว่าฝาบาทจะทรงแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากรมคลังคนใหม่อย่างเป็นทางการ
ต่อมาไม่นานข้าจึงเข้าใจทุกสิ่งอย่างเมื่อพ่อบ้านเจียง เรียกข้าเข้าพบพระอนุชาจ้าวซัน ทรงบอกให้ข้าทราบสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของเสนาบดีกรมคลังคนก่อน พ่อบ้านเจียงแอบเข้าไปวางยาพิษในอาหารที่บ้านเสนาบดีกรมคลังทุกวันจนเขาล้มป่วย พระอนุชาตรัสว่าอนาคตที่พระองค์มอบให้เขา ถึงเวลาหนึ่งต้องทดแทนคืนพระอนุชาด้วย
ครั้นองค์ไท่จู่ ทรงประชวรและสวรรคต พระอนุชาจ้าวเฟิงอี้ขึ้นครองราชย์ สร้างความโกรธแค้นให้กับพระอนุชาจ้าวซัน เป็นอย่างมาก แต่ทรงทำอะไรจักรพรรดิองค์ใหม่ไม่ได้ ด้วยสาเหตุใดไม่ทราบสองปีต่อมา พระอนุชาจ้าวซัน ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็น จวิ้นอ๋อง ไปครองศักดินาที่อำเภอเจียงหนิง ตั้งแต่นั้นมา จวิ้นอ๋อง จะสั่งให้กรมคลังอ้างการสร้างตำหนักใหม่ ขอเบิกเงินราชสำนักหนึ่งหมื่นตำลึงเพื่อใช้สร้างจวน และขอเบิกอยู่เรื่อยๆ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายไร้สาระ ทั้งจวิ้นอ๋องก็ได้รับศักดินามีรายได้เองแล้ว บางครั้งข้าได้ปฏิเสธไปให้ข้ออ้างว่าเมื่อยังไม่ผ่านความเห็นชอบของฝ่าบาท ราชสำนักไม่ควรช่วยอะไรอีก ทำให้จ้าวจวิ้นอ๋องไม่พอใจข้า ส่งพ่อบ้านเจียงมาทวงเงินบ่อยๆ ข้าจึงพอคาดเดาได้ว่าข้าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานจึงตัดสินใจบันทึกอดีตของข้าไว้ท้ายสมุดบัญชีเล่มนี้ และทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้สืบหาความจริงที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของจวิ้นอ๋องมานาน 30 ปี คือ จวิ้นอ๋องมีความคิดจะครองบัลลังก์แผ่นดินต้าซ่ง
ฝ่าบาทพลิกบันทึกมาถึงหน้าสุดท้าย จากนั้นปิดสมุดเล่มนั้นลงช้าๆ ประทับนิ่งตรงนั้นนานจนเวลาล่วงเลยไปอย่างช้าๆ ด้านนอกพระราชวังแสงไฟจากโคมและคบเพลิงส่องสว่างไสว มีทหารเวรยามยืนเฝ้าประจำจุดต่างๆ เช่นนี้อยู่ทุกค่ำคืน สายฝนบางๆ โปรยปรายลงมา
ซื่อกง ขันทีคนสนิท เดินเข้ามาจุดเทียนทุกเล่มจนภายในห้องทรงพระอักษรสว่างไสว แล้วเข้ามาถามพระองค์
“ฝ่าบาทจะทรงเสวยอะไรสักนิดหน่อยไหมพ่ะย่ะค่ะ?” ฝ่าบาททรงโบกมือ จากนั้นซื่อกงก็ไม่ถามอะไรอีก เขายืนอยู่ข้างๆ พระองค์คอยถวายการรับใช้ตามที่เคยเป็นมา
ยามที่ยืนนิ่งอยู่นั้น ซื่อกงนึกทบทวนอดีตของตนว่า ตัวเขาติดตามฝ่าบาทพระองค์นี้มาตั้งแต่เมื่อเป็นเพียงพระอนุชาจ้าวเฟิงอี้ เขาเป็นบัณฑิตที่ผ่านการสอบระดับมณฑลเข้ามาสอบเคอจวี่ที่เมืองหลวง เป็นบัณฑิตในหนึ่งร้อยคนที่สอบหน้าพระที่นั่งของฝ่าบาทพระองค์ก่อน แต่เขาสอบไม่ติดอันดับอะไรเลย สุดท้ายจำต้องเดินทางกลับบ้านเกิด แต่เขาเองไม่มีบ้านแล้ว
ครอบครัวของเขาตายในสงครามยุคแย่งชิงอำนาจ 10 แคว้นอันยาวนาน เขาจึงตัดสินใจอยู่เมืองหลวงรับจ้างสอนหนังสือจนเมื่อทางการประกาศรับสมัครขันที เขาจึงตัดสินใจว่าชีวิตนี้ตนจะไม่แต่งงานไม่มีครอบครัว เพื่อไม่ให้ลูกหลานเกิดมามีชีวิตเผชิญสงครามดั่งเช่นเขาอีก แล้วโชคชะตานำพาให้เขาได้มารับใช้ในตำหนักพระอนุชาจ้าวเฟิงอี้ และต่อมาพบกับพระชายาเอกต้วน จากอาณาจักรต้าหลี่ ทั้งสองพระองค์เป็นผู้ที่มากด้วยน้ำพระทัยเมตตาต่อข้าทาสบริวาร เขาอยู่รับใช้ทั้งสองพระองค์ตั้งแต่บัดนั้นมา
สักครู่มีขันทีหน้าห้องประกาศ “จ้าวจวิ้นอ๋อง ขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท” อึดใจเดียว จ้าวจวิ้นอ๋อง เดินกายตรงเข้ามาในห้องทรงอักษร ใบหน้าของจวิ้นอ๋องเรียบเฉยไม่มีความสะทกสะท้านใดๆ ส่วนแววตาเหมือนจะท้าทายบุคคลเบื้องหน้าเขาด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับฝ่าบาทที่นั่งบนบัลลังก์ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ เมื่อจวิ้นอ๋องก้าวมาถึงเบื้องหน้าพระพักตร์แล้ว เขายกมือขึ้นทำความเคารพฝ่าบาท “กระหม่อม จ้าวจวิ้นอ๋อง ถวายพระพรฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี”
“เจ้ารู้ใช่ไหม เรียกเจ้ามาพบด้วยเหตุใด” “ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี เจ้ามีอะไรจะบอกกับข้าตรงๆ หรือไม่”
“ฝ่าบาททรงชนะแล้ว ผู้ชนะย่อมถูกเสมอ กระหม่อมจะมีอะไรพูดได้เล่า” จวิ้นอ๋องใช้สำนวนโวหารเสียดสี
“เจ้าแข่งอะไรกับข้าอยู่เช่นนั้นหรือ จึงกล่าวออกมาเช่นนี้”
“ทรงรู้ใจหม่อมฉันตั้งแต่ 16 ปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าหม่อมฉันต้องการสืบบัลลังก์เสด็จพี่เฟิงอิ้น”
ฝ่าบาทกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เช่นนั้นหรือ??? เจ้ามีความสามารถใด? จึงคิดละโมบเช่นนั้น” สายพระเนตรฝ่าบาทจับจ้องใบหน้าพระอนุชา แค่นยิ้ม
“แล้วเสด็จพี่เฟิงอี้เล่า ทรงคิดว่าพระองค์ขึ้นครองบัลลังก์อย่างชอบธรรมเช่นนั้นหรือ” จวิ้นอ๋องแสยะยิ้ม มองฝ่าบาทด้วยสายตาเยาะเย้ยถากถาง ยิ้มนั้นแฝงความนัยบางอย่าง “ข้าขึ้นครองบัลลังก์อย่างชอบธรรมหรือไม่ คนอย่างเจ้าไม่เหมาะสมจะเอ่ยคำนี้กับข้า ต่อให้เจ้าไปร้องป่าวประกาศต่อคนทั้งโลกว่าข้าชิงบัลลังก์จากเสด็จพี่ เจ้าก็ยังไม่มีสิทธิ์ด่าว่าข้าขึ้นครองบัลลังก์อย่างไม่ชอบธรรม เพราะข้ากับเสด็จพี่ออกสู้รบสยบสงครามแย่งชิงอำนาจของ 10 แคว้น จนรวบรวมแผ่นดินที่แตกแยกเข้าเป็นหนึ่งเดียว
เสด็จพี่กับข้ายังออกต้านศึกทัพเหลียวที่เข้ามารุกรานแผ่นดินต้าซ่ง ขับไล่ข้าศึกออกไปนอกด่าน จนราษฎรอยู่อย่างร่มเย็น ทำมาหาเลี้ยงชีพไม่ต้องหวาดกลัวภัยสงครามอีก ส่วนตัวเจ้าเล่าความรู้และสติปัญญาของเจ้าดีเลิศมาตั้งแต่เด็ก เจ้าอยากเล่าเรียนวิชาใด พี่ๆ ล้วนตามใจเจ้า ไม่ต้องให้เจ้าไปร่วมออกรบเช่นข้า เพราะการศึกษาถือเป็นหน้าที่ของเจ้า แต่การปกครองล้วนเป็นหน้าที่ของเสด็จพี่กับข้า”
“ทำไมหรือ ข้าไม่เหมาะจะเป็นผู้ปกครองตรงไหน” จวิ้นอ๋องตวาดเสียงดัง ฝ่าบาทตรัสสวนทันที “ตรงที่เจ้าจิตใจอำมหิตมาตั้งแต่อายุยังน้อย เจ้าไม่ใช่คนมีใจเมตตาอย่างที่เจ้าเสแสร้งแสดง เจ้ารู้ว่าเสด็จพี่เฟิงอิ้นโปรดปรานเจ้าที่สุด เจ้าติดสินบนให้ขุนนางราชสำนักคนหนึ่งเอาผิดทหารชั้นผู้น้อยปลายแถวที่หนีทัพกลับไปทำศพบิดาแล้วเร่งกลับกองทัพ ออกอุบายเอาเรื่องจะให้เขาตายให้ได้ แล้วเจ้าเสนอตัวเข้าไปทูลฝ่าบาทขออภัยโทษให้เขา เพื่อให้เขาติดหนี้บุญคุณเจ้าไปทั้งชีวิต แล้วเจ้าหลอกใช้ความจงรักภักดีของเขาให้ทรยศชาติ ปล่อยให้เจ้านำคนเผ่าหนี่ว์เจินเข้ามาทำร้ายราษฎรของข้า โดยเฉพาะลูกของข้าสองคน เหยียนชิว กับ อี้อัน” ตรัสมาถึงตรงนี้ สุรเสียงเริ่มดังขึ้นด้วยโทสะ เมื่อทรงรู้สึกพระองค์จึงหยุดสูดลมหายใจเข้า แล้วตรัสต่อช้าๆ ว่า
“จ้าวซัน เจ้ารู้ไหม วันที่ข้าขึ้นครองราชย์วันแรก ข้าสั่งตัดหัวขุนนางชั่วคนนั้นทันทีโดยไม่มีมูลความผิด เพราะวันที่เจ้าเจรจาตกลงกัน ข้าก็อยู่ตรงนั้นด้วย” จวิ้นอ๋องหน้าซีดที่มีคนรู้เห็นความจริงเรื่องนี้
“เจ้าเสแสร้งรักปรัชญาคุณธรรมความกตัญญู สร้างโอกาสให้คนสุจริตคนหนึ่งขึ้นมามีตำแหน่ง แล้วใช้เชือกเส้นที่เจ้าเรียกว่า “ความกตัญญู” ผูกคอเขา ให้เขารีดไถราชสำนัก นำเงินไปสร้างกลุ่มโจรขึ้นมาเป็นมือเป็นเท้าให้เจ้า”
“เจ้าเสแสร้งใจบุญ นำเด็กขอทานมาเลี้ยงดูเพราะพวกเขาไร้ญาติ ซื้อคนมาเป็นทาส เอาคนหนี่ว์เจินที่หนีความแร้นแค้นเข้ามาแผ่นดินต้าซ่ง ฝึกให้พวกเขาเป็นนักฆ่า เพื่อใช้ให้ไปฆ่าคนที่เจ้าไม่ชอบ และนักฆ่าขันทีปลอม 8 คนนั่นกำลังจะมาสังหารข้าด้วยใช่หรือไม่?”
“เจ้ายังมีจิตใจอำหิตกว่านั้นอีก นักฆ่าทุกคนที่ทำงานให้เจ้าไม่สำเร็จต้องฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้สาวความมาถึงตัวเจ้า หากเขาไม่ตาย ญาติพี่น้องเขาก็ต้องตายแทน... จ้าวซัน เจ้ามันไม่ใช่คน ...
รู้หรือไม่... สัตว์ป่า .. ไม่สมควรขึ้นเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน”
“เพราะท่านนั่นแหละที่ทำให้ข้ากลายเป็นเช่นนี้ เพราะท่านนั่นแหละ เฟิงอี้” จวิ้นอ๋องชี้หน้าฝ่าบาท ตวาดเสียงดัง ดวงตาแดงก่ำเบิกโพลงดั่งคนเสียสติ ฝ่าบาทนั่งนิ่งมองหน้าพระอนุชาอย่างพระทัยเย็น “เพราะข้าเช่นนั้นหรือ เจ้าใช้แผนการอำหิตกับทหารชั้นผู้น้อยตั้งแต่เจ้าอายุ 17 ข้ายังไม่ได้ขึ้นครองราชย์เลย” ฝ่าบาท หัวเราะหึ หึ ในลำคอ ทำให้จวิ้นอ๋องเริ่มเอะอะโวยวาย
“ไม่จริง ข้าไม่ใช่คนโหดร้าย พวกเขาแค่ต้องทดแทนบุญคุณให้กับข้าทั้งนั้น ถ้าไม่มีข้าพวกเขาก็อดตายในทุ่งหญ้า อดตายในซอกหลืบที่ไหนสักแห่งไปแล้ว ข้าต่างหากที่ให้อนาคตกับพวกเขา ข้าต่างหากที่สมควรครองบัลลังก์สืบต่อจากเสด็จพี่เฟิงอิ้น”
“เพราะเจ้าเป็นเช่นนี้อย่างไรเล่า ข้ารู้ว่าเจ้ายุแหย่ขุนนางในราชสำนักที่คิดเห็นต่างให้แตกแยกกันยิ่งขึ้น 14 ปีก่อนข้าจึงให้เจ้าออกไปอยู่นอกเมืองหลวง แต่เพื่อไม่ให้เจ้าต้องลำบากนัก ข้าจึงให้ศักดินาเจ้าห้าร้อยครัวเรือน เพื่อใช้เลี้ยงตนเอง แต่เจ้ากลับใช้แผนการสร้างปัญหาให้ท่าเรือของราชสำนักจนขาดรายได้ใช้ในราชการแผ่นดิน ข้าจึงสั่งยึดทรัพย์เจ้าทั้งหมดในเมืองเจียงหนิงชดเชยรายได้ให้ท้องพระคลัง ส่วนลูกชายเจ้า กำลังเดินทางมาพบเจ้าที่เมืองหลวงแล้ว”
“ความผิดทั้งหมดที่เจ้าก่อกับชีวิตราษฎรต้าซ่ง รวมถึงที่เจ้านำคนนอกด่านเข้ามาเข่นฆ่าคนต้าซ่ง เจ้าสมควรตายทั้งครอบครัว แต่เพราะเจ้าเป็นน้องแท้ๆ ของข้า มาถึงวันนี้พี่น้องของข้าเหลือเพียงเจ้า ข้าไม่อาจตัดใจฆ่าเจ้าได้ แต่จะถอดบรรดาศักดิ์จวิ้นอ๋อง ให้ไปเฝ้าสุสานเสด็จพี่ที่เมืองลั่วหยางตลอดชีวิต ไม่ให้ออกไปไหนจนวันตาย”
“ทหาร นำตัวไปขังที่คุกหลวงก่อน” ฝ่าบาททรงตรัสเรียกทหารพลันเหล่าทหารกรูกันเข้ามาจับจวิ้นอ๋อง “ไม่ได้นะ ท่านจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ เสด็จพี่ ท่านจะทำอย่างนี้กับข้าไม่ได้นะ” เขาเอะอะโวยวายอย่างคนเสียสติ ดิ้นรนไม่ยอมให้ทหารใดๆ จับตัวเขา แต่กลับไม่เป็นผล เขาถูกหิ้วปีกลากออกไปจากห้องทรงพระอักษร เขายังคงโวยวายอยู่เช่นนั้นและดิ้นรนหนักยิ่งขึ้น เสียงเอะอะโวยวายนั้นเริ่มห่างออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดหายไปแล้ว
หลังจากที่ทหารนำตัวพระอนุชาจ้าวซันออกไปแล้ว ซื่อกง ขันทีคนสนิท และแม่ทัพเสวี่ยหมิงเดินเข้ามา ซื่อกงถามฝ่าบาทว่า “ฝ่าบาท แล้วโอรส ธิดาของพระอนุชาเล่า”
“ให้ตำแหน่งเขาเหมือนเดิม และพักอยู่ที่ตำหนักเยี่ยนฟาง ไม่ให้ออกนอกตำหนัก ส่วนพ่อบ้านเจียงผู้นั้นจับตัวได้หรือยัง”
แม่ทัพเสวี่ยหมิงตอบ “ยัง พ่ะย่ะค่ะ เมื่อกรมอาญาไปถึงตำหนักเยี่ยนฟาง เขาต่อสู้จนเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิต จึงหนีรอดไปได้”
“อย่างไรเสียเขาเป็นคนฝึกคนชุดดำ ฝีมือย่อมสูงกว่ามือปราบเป็นธรรมดา ยากที่จะต่อกรกับเขาได้อยู่แล้ว” ฝ่าบาทรับทราบ แล้วตรัสต่อ “เช่นนั้น ให้เสวี่ยซิงและหน่วยอวี่หลิน เข้ามาดูแลเชื้อพระวงศ์จนกว่าจะจับตัวคนผู้นั้นได้”
“น้อมรับพระบัญชา พ่ะย่ะค่ะ”
จวนผู้ช่วยเจ้ากรมพิธีการ
ขุนนาง ผกซื่ออี๋ ผู้ช่วยเจ้ากรมพิธีการ ค่อยลืมตาขึ้น เขาค่อยๆ ปรับสายตาจนสามารถรับแสงสว่างได้ จึงค่อยๆ ลุกขึ้น คนใช้ส่วนตัวเห็นเข้ารีบพยุงเขาลุกขึ้นนั่ง “ใต้เท้าฟื้นแล้ว เร็วรีบไปแจ้งเสนาบดีหลินเฉาว่า ใต้เท้าผกฟื้นแล้ว”
ผกซื่ออี๋ รู้สึกคุ้นเคยเสียงนี้ อ้อ . ใช่แล้ว เป็นเสียงคนรับใช้ในจวนของเขาเอง ลำคอแห้งผาก เขาพยายามฝืนกายถามคนใช้ “นี่ข้าหลับไปนานแค่ไหน”
“ใต้เท้าหลับไป 15 วันเต็มๆ เลย ท่านเสนาบดีหลินเฉามาเยี่ยมท่านเกือบทุกวัน ท่านก็ยังไม่ฟื้นเสียที” “อะไรนะ!! ข้าหลับไปถึง 15 วันเลยหรือ?” ผกซื่ออี๋ ตกใจตากเบิกค้าง พูดอะไรไม่ออกอีก
“ใช่ขอรับ” คนใช้ของเขายังยืนยันเช่นเดิม เช่นนั้นแล้วที่ตำหนักอ๋องเล่า ป่านนี้งานที่นัดไว้ได้ผลสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไรบ้าง เขาอยากรู้ผลยิ่งนัก จึงตะลีตะลานจะลุกขึ้น เปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเดินทางไปตำหนักอ๋อง ส่วนคนใช้ร้องเรียกว่าให้เขาระมัดระวังจะหกล้มแล้วไม่สบายไปอีก
ผกซื่ออี๋ ใบหน้าซีดเซียวอิดโรย ร่างกายผ่ายผอมลงไป ยืนเกาะผนังบ้านหลังหนึ่งแอบมุมบ้านที่อยู่ตรงข้ามประตูตำหนักเยียนฟาง ที่บัดนี้มีป้ายปิดประกาศของทางการคาดประตูตำหนัก มีทหารรักษาเมือง 2 คนยืนเฝ้าหน้าประตู เขายืนลังเลว่าจะเข้าไปถามข่าวกับทหารทั้งสองคนนั้นดีหรือไม่ พลันมีมือหนาหนักมาตะปบบ่าของเขาอย่างแรง เขาสะดุ้งสุดตัวหันขวับไป