จ้าวฉือเมื่อได้คำนับจ้าวชินจ้านเป็บิดาบุญธรรมแล้ว ก็ติดตามท่านขึ้นเหนือไปยังหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผู้คนที่นี่ล้วนแต่มีวัยห้าหกสิบขึ้นไป บางผู้ผมเผ้าขาวโพลน บางผู้ศีรษะล้านเลี่ยน มีสูงมีต่ำ มีอ้วนมีผอม ทั้งหมดล้วนเป็บุรุษ รุ่งเช้าออกเรือหาปลา ยามสายนั่งอาบแดดพักผ่อน ตกค่ำร่ำสุรา สรวลเสเฮฮาไม่เว้นแม้แต่ละวัน
เรือนของจ้าวชินจ้านตั้งอยู่ในสุดของหมู่บ้าน เป็เรือนไม้ขนาดกลาง ไม่มีผู้รับใช้ จ้าวฉืออาศัยอยู่กับบิดาบุญธรรมของมันที่นี่เอง
สิ่งที่เทพอสูรทะเลคลั่งถ่ายทอดให้มัน นอกจากวิชาอันเป็บัญญัติเฉพาะตัวแล้ว ยังมีวิชาทางน้ำ และวิชาหมัดมวย จ้าวฉือแม้ฝึกฝนวิชาอย่างยากลำบาก แต่มันก็มิได้ย่อท้อ ยามว่างจากการฝึกฝน บิดาบุญธรรมของมันก็มักจะเล่าเื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทะเลใหญ่บ้าง เกิดขึ้นในแผ่นดินใหญ่บ้าง ล้วนแต่เป็เื่ราวของวีรบุรุษ สนุกสนานเร้าใจทั้งสิ้น
กระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสิบปี จากทารกวัยเจ็ดขวบ บัดนี้มันอายุย่างสิบเจ็ด มีรูปกายสูงใหญ่ดั่งเช่นบิดาบุญธรรมของมันมิผิดเพี้ยน ทั้งยังมีเรี่ยวแรงเหนือธรรมดา ดวงตาของมันสีดำสนิท เป็ประกายแจ่มใส คิ้วดกหนา ใบหน้าคมคาย นับเป็บุรุษหนุ่มวัยเยาว์ที่มีเค้าหน้าหล่อเหลามิใช่น้อย น่าเสียดายที่มันมิใคร่ยิ้มหรือหัวร่อบ่อยนัก บางทีอาจเพราะมันจริงจังกับทุกสิ่งเกินไป
วิชาดาบสยบธารา นับว่ามันฝึกถึงจุดสูงสุดแล้ว ส่วนพลังปราณเคลื่อนสมุทร ก็ฝึกจนถึงขั้นที่ห้าจากทั้งหมดเจ็ดขั้น สูงกว่าบุตรในสายเืของจ้าวชินจ้านทั้งหมด คล้ายดั่งมันถือกำเนิดมา เพื่อรับสืบทอดวิชาของเทพอสูรทะเลคลั่งผู้นี้ก็มิปาน
แต่ว่ามันพอบรรลุถึงขั้นนี้แล้ว ก็หยุดชะงัก มิว่าเพียรฝึกอย่างไรก็ไม่มีความก้าวหน้าขึ้นเลย บิดาบุญธรรมของมันก็คล้ายรุ่มร้อนใจกับเื่นี้จนล้มป่วย ยามที่ท่านอาการทรุดลง ก็สั่งให้มันขังตัวเองอยู่ในห้องสิบวัน ฝึกปรือจนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ
แต่สิบวันผ่านไป มันก็มิอาจบรรลุถึงขั้นที่หกได้ เมื่อตอนมันออกมาจากห้อง ก็พบเรือนอันว่างเปล่า บิดาบุญธรรมของมันได้จากไปแล้ว เนื่องเพราะท่านได้สั่งเอาไว้ว่ามิว่าอย่างไรห้ามมิให้รบกวนการฝึก ดังนั้นพวกผู้เฒ่าในหมู่บ้าน จึงได้นำร่างของท่านไปฝังเสียเนิ่นนานแล้ว
ก่อนสิ้นใจ จ้าวชินจ้านทิ้งของไว้ให้มันสองสิ่ง สิ่งแรกคือจดหมาย ปลอบมันว่ามิต้องเสียใจ หาก้าบูชาดวงิญญาของท่าน ก็ขอให้มันนำวิชาที่ได้รับสืบทอด ไปสร้างชื่อในยุทธภพ สิ่งที่สองคือแผ่นหนังจารึกแผนที่แผ่นหนึ่ง มีถ้อยคำสั้นๆ เขียนไว้ ‘หนทางมืดมน ปลายทางมีแสงสว่าง’
จ้าวฉือหลังจากไปเยี่ยมคำนับหลุมฝังศพของบิดาบุญธรรมแล้ว ก็นำเงินที่เหลือในเรือน แจกจ่ายให้บรรดาผู้เฒ่าเ่าั้จนหมดสิ้น แล้วจึงออกจากหมู่บ้านไป
มันยามนี้คล้ายเรือลำน้อยที่ออกจากฝั่งเป็ครั้งแรก บิดาบุญธรรมของมันสั่งมันไปแสวงหาชื่อเสียง แต่มันกลับมิทราบว่าสมควรจะแสวงหาเช่นไร ดังนั้นมันจึงออกเดินทางอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ระหว่างทางพบเจอผู้ใดประสบความลำบาก ก็เข้าช่วยเหลือเอาไว้ จนเงินทองที่ติดตัวร่อยหรอหมดลง มันจึงเกิดความคิดจะปล้นชิงขบวนคุ้มกันสินค้าขึ้น
ลงมือครั้งแรกมันก็สังหารเปียวชือไปถึงห้าคน หากถามมันว่าเหตุไฉนมันจึงลงมือสังหารบุคคลที่ไม่เคยมีความแค้นต่อมันง่ายดายถึงเพียงนี้ มันต้องตอบว่า
เนื่องเพราะคนพวกนี้มิเกี่ยวข้องกับมัน แต่ทำงานรับใช้บุคคลร่ำรวยเอาเปรียบ ดังนั้นสังหารไปแล้วอย่างไร?
มันนับว่ามีความคิดเช่นนี้จริงๆ
มันนำทรัพย์สินที่ได้จากการปล้นครั้งนี้ ไปบริจาคตามอารามทรุดโทรม ให้แก่หญิงหม้ายและผู้ตกทุกข์ได้ยากที่มันพบระหว่างเดินทาง
เมื่อใช้จ่ายจนหมดสิ้นเกลี้ยงเกลาแล้ว มันก็ลงมือปล้นอีก ครั้งนี้ก็นับว่าประสบความสำเร็จได้โดยง่าย
ดังนั้นมันจึงลงมือเป็ครั้งที่สาม ถึงกับเป็ขบวนของสำนักเดิม และยังลงมือที่จุดเดิม คราวนี้เองจ้าวฉือจึงได้พบกับบุคคลผู้นั้น
มันนั่งมาบนหลังม้าสีขาวสะอาดตา ตลอดร่างสวมเสื้อผ้าเนื้อดีสีขาวปลอด อาภรณ์ประดับกายล้วนแต่เป็สีขาว ที่เอวแขวนกระบี่ปลอกเงินดุนลายสวยงาม พู่ห้อยยังมีมุกเม็ดโตกว่าเม็ดลำไยห้อยอยู่ถึงสองเม็ด เกล้ามวยสูงคาดแพรสีขาวประดับด้วยไข่มุกและหยก ทั่วทั้งสรรพางกายของมันมิมีจุดใดไม่กลายเป็ที่อวดโอ่ความร่ำรวยของมันเลยแม้แต่จุดเดียว
บุรุษผู้นี้มีอายุเยาว์อย่างยิ่ง อาจเพียงสิบห้าสิบหกเท่านั้น ดังนั้นร่างกายมันจึงบอบบางราวอิสตรี การแต่งกายของมันแม้ฟุ่มเฟือยอย่างยิ่ง แต่ก็มิได้ขัดหูขัดตา เค้าหน้าของมันยังจัดว่าหล่อเหลาราวหยกสลัก แต่เพราะจ้าวฉือั้แ่เล็กก็ถูกบุคคลเยี่ยงกงจื่อชุดขาวผู้นี้ข่มเหงมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อมันเห็นกงจื่อชุดขาวผู้นี้ครั้งแรก ก็บังเกิดความอำมหิต ้าสังหารให้ตกตายทันที
มันหะแรกเข้าใจว่าบรรดาเปียวชือที่มาด้วยทั้งหกคน จะต้องดาหน้ากันเข้ามาปกป้องกงจื่อน้อยรุ่มรวยผู้นี้ แต่เื่ราวกลับเป็ตรงกันข้าม เมื่อมันะโไปขวางทาง กงจื่อผู้นั้นก็รีบะโลงมาจากหลังม้า หัวร่อพลางกล่าว
“ในที่สุดท่านก็โผล่ศีรษะออกมาแล้ว ข้าพเ้าเป็กังวลอยู่ทีเดียวว่าท่านจะมิหวนกลับมาปล้นอีก”
คำกล่าวนี้ยิ่งสะกิดเพลิงโทสะของมันให้โหมกระพือขึ้นอีก ดาบพอหลุดออกจากฝัก ก็ใช้ออกด้วยกระบวนท่าอันตรายหมายชีวิตทันที มันแน่ใจว่ากงจื่อน้อยผู้นี้ต้องถูกฟันขาดครึ่งไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาดูถูกผู้ใดได้อีก
แต่ครั้งนี้มันคำนวณผิดไปแล้ว ถึงกับคำนวณผิดไปอย่างสาหัส
กงจื่อผู้นั้นสีหน้ามิแปรเปลี่ยน บังเกิดประกายวาบคล้ายดาวตก ดาบของมันถึงกับถูกฟาดแฉลบไป
แม้รู้สึกตระหนกกับความไม่คาดหมายนี้ แต่จ้าวฉือยังสามารถพลิกข้อมือ ฟันใส่ต่อได้อย่างสืบเนื่องมิขาดตอน ทุกดาบที่ฟันออกไป ปกติสามารถฟันม้าให้ขาดครึ่งได้ แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะฟันออกไปเท่าไร ก็คล้ายถูกดีดกลับมา ยิ่งใช้กำลังออกไปรุนแรงเท่าไร แรงที่ดีดกลับมาก็คล้ายทวีคูณขึ้นเท่านั้น
จ้าวฉือรู้สึกเหงื่อไหลโซมหน้า มันคาดมิถึงเด็ดขาด พลังฝีมือของกงจื่อผู้นี้สูงล้ำผิดกับสภาพภายนอก หากวิพากษ์วิจารณ์กันโดยตรงแล้ว พลังฝีมือของจ้าวฉือในยามนั้น หากหาคู่ต่อสู้ถูกคน เพียงไม่นานก็สามารถมีชื่อในทำเนียบยอดฝีมือได้ น่าเสียดายที่มันพานพบกงจื่อชุดขาวผู้นี้เข้า ผู้ที่คล้ายเกิดมาเพื่อเป็ดาวข่มมันโดยเฉพาะ
ยามแตกตื่นลนลาน มันก็ใช้ออกด้วยกระบวนท่าไม้ตายอันเหี้ยมโหด ความรุนแรงของกระบวนท่านี้ อย่าว่าแต่ม้า กระทั่งศิลาก็ถูกฟันแยกเป็สองซีกได้ แต่กระบวนท่านี้ของมันก็ยังมิอาจทำอันตรายกงจื่อวัยเยาว์ผู้นั้น หนำซ้ำมันยังถูกแรงดีดอันมหาศาล ดีดจนดาบในมือหลุดกระเด็นออกไป
จ้าวฉือในยามนี้ถึงกับหยุดมือแล้ว มันถลึงตาจ้องกงจื่อชุดขาวที่ถือกระบี่โบราณสวยงามผู้นั้น ส่งเสียงตวาดไป “ไฉนยังมิลงมืออีก”
กงจื่อผู้นั้นหัวร่อเสียงดังกังวาน กล่าวตอบ “ไฉนข้าพเ้าต้องรีบลงมือเล่า ดาบในมือของท่านก็ไม่มีแล้ว ฟังข้าพเ้ากล่าววาจาอีกสักหลายคำจะเป็ไร?”
จ้าวฉือไม่ต้องรอฟังก็ทราบ ถ้อยคำที่มัน้ากล่าว ย่อมเป็ถ้อยคำดูถูกเหน็บแนมอย่างมิต้องสงสัย มันในยามนี้เมื่อฝึกปรือวิชาบู๊แล้ว ก็เกิดความทระนงในศักดิ์ศรีขึ้นมา ยอมตายมิยอมให้ผู้ใดมาดูถูกเหยียดหยามอีกเด็ดขาด ดังนั้นมันจึงฟาดฝ่ามือเข้าใส่กงจื่อผู้นั้นทันที
กงจื่อผู้นั้นเพียงเอี้ยวตัวไปมา ก็หลบฝ่ามือทั้งหมดของมันได้อย่างง่ายดาย ความจริงเพลงมวยของมันก็มิได้ย่ำแย่ จะเป็รองก็เพลงเพียงดาบเท่านั้น แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษวัยเยาว์ผู้นี้แล้ว ก็คล้ายกลายเป็ของเด็กเล่นไป รอจนมันใช้กระบวนท่าออกจนสุด กงจื่อผู้นั้นก็กระแทกด้ามกระบี่ใส่ซอกไหล่ของมันทีหนึ่ง ถึงกับส่งร่างสูงใหญ่ปลิวออกไปร่วมวาเศษ ร่วงลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
“เพลงมวยของท่านอย่าได้ใช้ออกมาจึงประเสริฐ นอกจากเสียกำลังเปล่าแล้วก็มิมีความหมายใดอีก” กงจื่อชุดขาวกล่าว แล้วสืบเท้าเข้ามา “พวกเราสามารถสนทนากันสักหลายคำได้หรือไม่?”
จ้าวฉือคำรามเสียงลั่น “วาจาผายลมของเศษสวะเช่นเ้า บิดาไม่้าฟัง หากเ้ายังขืนเข้ามาอีก บิดาจะกัดเ้าให้ตาย”
กงจื่อชุดขาวที่จริงเพิ่งพิชิตมันพ่ายแพ้ไปอยู่ชัดๆ กระทั่งคมดาบเ่าั้ก็มิได้อยู่ในสายตาเลย แต่เมื่อได้ยินจ้าวฉือขู่ว่าจะกัด ก็คล้ายรู้สึกขยาดขึ้นมา ถึงกับถอยหลังออกไปสี่ห้าก้าว ยกมือประสานแล้วกล่าว
“เช่นนั้นท่านก็ไปเถิด มีโอกาสพวกเราค่อยพบกันใหม่”
จากนั้นมันก็พลิ้วกายขึ้นม้า พาขบวนทะยานออกไปไม่เหลียวหลังกลับมาอีก ทิ้งจ้าวฉือให้นั่งตื่นตะลึงอยู่ตรงนั้น
หรือเ้าเด็กน้อยผู้นี้รู้สึกสังเวชมันขึ้นมาจับจิต กระทั่งจะลงมือสังหารยังกระทำมิลง
จ้าวฉือกล้ำกลืนความคับแค้น สาบานกับตัวเอง หากสามารถได้พบกับกงจื่อผู้นั้นอีก จะต้องพิชิตมันให้พ่ายแพ้ลงไปให้จงได้
แต่มันไหนเลยจะคาด ยังสามารถพบกับกงจื่อวัยเยาว์ผู้นั้นได้ในเวลาอันรวดเร็วอย่างยิ่ง คือหลังจากนั้นอีกสี่วัน
วันนั้นฝนตกหนัก ตกจนคล้ายมิอนุญาตให้ผู้ใดก้าวเท้าออกจากบ้านอย่างเด็ดขาด จ้าวฉือนั่งอยู่ในห้องหลังศาลเ้าร้าง มันมิได้กินอาหารมาสี่วันแล้ว น้ำในถุงหนังข้างกายก็แห้งผาก ดาบวางอยู่ใกล้ตัว แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็มิอาจจะจับเอาไว้ให้มั่นได้อีก ยามมันกำดาบ จะรู้สึกปวดร้าวที่หัวไหล่ซึ่งถูกกงจื่อผู้นั้นใช้ด้ามกระบี่กระแทกจนต้องรีบปล่อยออก ั้แ่เกิดมามันไม่เคยรู้จักอาการาเ็เช่นนี้มาก่อน ครั้นจะออกไปร้านขายยาเพื่อให้หมอตรวจดูอาการ จนใจที่มันแม้แต่อีแปะเดียวก็ไม่เหลือไว้ติดตัว ดังนั้นมันจึงได้แต่นั่ง นั่งรอให้เทวดาฟ้าดินช่วยรักษาอาการาเ็นี้ของมันให้หายขาดไป มิทราบสมควรแช่งชักกงจื่อผู้นั้น หรือแช่งชักตัวมันเอง
ระหว่างที่มันกำลังตกอยู่ระหว่างภวังค์เพราพิษาแ ก็รู้สึกเหมือนมีใครมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า พอเพ่งมองก็เห็นรองเท้าสีขาวคู่หนึ่ง นอกจากดินโคลนที่เลอะอยู่ตรงพื้นรองเท้าแล้ว ก็ไม่มีกระเซ็นไปโดนที่ใดอีก วิชาตัวเบาของคนผู้นี้ น่ากลัวล้ำเลิศกว่ามันหลายเท่า คนผู้นั้นย่อตัวลงนั่งตรงหน้ามัน วางร่มน้ำมันลง
ถึงกับเป็กงจื่อชุดขาวที่ทำร้ายมันาเ็ผู้นั้นเอง!
จ้าวฉือยามนี้ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะต่อยตีกับผู้ใด จึงได้แต่ฝืนยิ้ม แล้วกล่าวเสียงแห้ง “นับว่าเราพ่ายแพ้ต่อเ้าั้แ่วันนั้นแล้ว จะผัดจะต้มก็เชิญตามสบายเถิด”
ได้ยินเสียงกงจื่อผู้นั้นถอนหายใจ แล้วกล่าว “ข้าพเ้าไหนเลยจะเสียเวลาเสาะหาตัวท่านมาผัดมาต้ม ที่ข้าพเ้าดั้นด้นมา ก็เพื่อจะคบหาท่านเป็สหายดอก”
“?”
กงจื่อวัยเยาว์ผู้นั้นไม่สนใจสีหน้างงงันของจ้าวฉือ มันล้วงของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ กล่าวสืบต่อ “ที่ข้าพเ้าเคาะใส่ท่าน ก็แน่ใจว่าต้องทำร้ายท่านาเ็อยู่พอสมควร แต่ท่านกลับมิตะกายออกไปหาหมอที่ร้านยา กลับมาซุกตัวอยู่ที่นี่ มิยอมโผล่ศีรษะออกไปเลย ข้าพเ้าสงสัยอยู่ทุกวี่วัน เป็ท่านอับอาย ไม่มีค่ารักษา หรือไม่ทราบว่าโลกนี้มีร้านยาอยู่กันแน่”
จ้าวฉือใคร่เตะใส่มันสักฉาด จนใจที่ตอนมีเรี่ยวแรงก็กระทำมิได้ อย่าว่าแต่ตอนนี้เลย ดังนั้นจึงกัดฟันตอบไป “ร้านยาเราย่อมรู้จัก แต่เพราะไม่มีอัฐดอก”
ได้ยินเสียงกงจื่อผู้นั้นถอดถอนใจอีก “ท่านเป็โจรที่ประหลาดแท้ ลำพังสินทรัพย์ทั้งสองขบวนที่ท่านปล้นไป หากมิเอาไปเล่นพนันหมดในคราวเดียวยังพอทำให้ชีวิตของท่านสุขสบายขึ้นกว่านี้อีกมาก ท่านกลับเอาไปบริจาคจนหมดสิ้น ปล้นคนร่ำรวยช่วยคนยากจน ข้าพเ้าก็เคยได้ยินมาดอก แต่ช่วยจนไม่เหลืออัฐติดตัวเลยแม้แต่อีแปะเดียวเช่นตัวท่านนี้ อาจนับเป็ผู้แรกในประวัติศาสตร์จริงๆ บางทีข้าพเ้าก็คิดว่าท่านเพียรบำเพ็ญตัวเป็โพธิสัตว์ แต่โพธิสัตว์ย่อมมิสังหารคนเด็ดขาด สรุปแล้วท่านเป็กระไรแน่?”
จ้าวฉือมองมันแล้วทอดถอนใจบ้าง “หากเ้าถ่อมานี่เพื่อกล่าววาจาให้บิดาระคายหู ก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว”
กงจื่อผู้นั้นหัวร่อออกมา คล้ายไม่นำพาคำว่า ‘บิดา’ ที่อีกฝ่ายยกมาข่มมันเลยแม้แต่น้อย
“ข้าพเ้าทราบท่านเป็คนทะนงในฝีมือตัวเองเป็อย่างยิ่ง มิเช่นนั้นไหนเลยจะปล้นขบวนคุ้มภัยเดิมในที่เดิมถึงสามครั้งสามครา ในความเห็นของข้าพเ้า ผู้ที่กระทำเช่นนี้ได้ ต้องมีความสามารถึงสามประการ”
“....”
“ประการแรก ทะนงในฝีมือ”
“....”
“ประการที่สอง มิมีความเกรงกลัวต่อสิ่งใด”
“....”
“ประการที่สาม เถรตรงจนเกินไป คนผู้หนึ่งเมื่อริเป็โจรต้องมิใช่เถรตรงจนเกินไปเช่นนี้เด็ดขาด ปล้นครั้งหนึ่งแล้ว มีครั้งที่สอง ยังปล้นซ้ำครั้งที่สาม ท่านสมควรตระหนักได้ สำนักคุ้มภัยหากสามารถถูกคนผู้หนึ่งปล้นได้ติดๆ กันถึงสามสี่ครั้ง นับว่ากิจการของมันต้องล่มสลายลงแล้ว ดังนั้นมันต้องวางแผนรับมือท่าน หาคนมาจัดการกับท่าน โอกาสที่ท่านจะพลาดพลั้งเสียทีย่อมมีมากขึ้นเป็เงาตามตัว ข้าพเ้าสามารถกล่าวกับท่านได้เลยว่า เพียงมีคุณสมบัติข้อนี้ติดตัว ท่านก็มิอาจตั้งตัวเป็มหาโจรใหญ่ได้อีกแล้ว”
“....”
“แต่คุณสมบัติประการนี้ของท่าน ข้าพเ้ากลับชื่นชมที่สุด ดังนั้นข้าพเ้าจึงมาที่นี่ เพื่อคบหาท่านเป็สหาย”
จ้าวฉือแค่นเสียงขึ้นจมูก “หากบิดาไม่ปรารถนาคบค้าเ้าเป็สหายเล่า?”
กงจื่อผู้นั้นหัวร่ออีก “ท่านแม้เถรตรงก็มิควรแสร้งทำเป็โง่เขลาจนเกินไป มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็โง่เขลาจริงๆ แล้ว มาๆ ให้ข้าพเ้าถอนเข็มให้ท่านก่อน”
“เข็ม?”
“อืม... ตอนกระแทกใส่ ข้าพเ้าก็ฝังเข็มเงินเล่มหนึ่งลงไปบนจุดหยุนเหมินของท่าน จุดนี้ที่จริงหากปักเข็มลึกพอดี จะช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอกได้ แต่หากฝังลึกเกินไป ท่านแม้้าขยับแขน ก็น่ากลัวทำมิได้แล้ว”
จ้าวฉือขบกรามกรอด ใคร่สับมันเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยจริงๆ “เ้าสามารถพิชิตเราให้พ่ายแพ้อยู่ได้ชัดๆ ไฉนยังต้องเล่นลูกไม้ก่อกวนเช่นนี้อีก”
กงจื่อผู้นั้นก้มศีรษะลงเล็กน้อย คล้ายดั่งสำนึกผิดขึ้นมา “ข้าพเ้าไหนเลย้าเล่นลูกไม้ก่อกวน ข้าพเ้าเพียง้าให้ท่านเยี่ยมหน้าไปร้านยา ท่านไปร้านยาแล้ว ข้าพเ้าก็พอจะพบปะสนทนากับท่านได้”
“ไฉนต้องเป็ร้านยา”
“เพราะร้านยาในแถบนี้มีอยู่เพียงไม่กี่ร้าน ขอเพียงท่านไปร้านยา ข้าพเ้าก็สามารถหาท่านพบได้ แต่พอท่านมิโผล่ศีรษะไป ข้าพเ้าจึงต้องใช้เวลาถึงสองสามวัน ถึงหาสถานที่นี้ของท่านพบได้”
กล่าวจบก็ยกมือขึ้นมา จ้าวฉือเห็นดังนั้นก็รีบใช้แขนข้างที่เป็ปรกติฉวยมือของมันเอาไว้
คนผู้นั้นชะงักมือ แล้วแย้มยิ้มพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน “ข้าพเ้าหากคิดทำอันตรายท่าน ต้องกระทำลงไปเสียนานแล้ว หรือท่านหวาดกลัวข้าพเ้าถึงเพียงนี้ กระทั่งให้ข้าพเ้าถอนเข็มให้ ท่านก็มิมีความกล้าแล้ว?”
จ้าวฉือต้องปล่อยมือมันอย่างเสียมิได้ แล้วใช้มือข้างนั้น ดึงเสื้อออกจนเผยให้เห็นหัวไหล่ข้างที่าเ็ กงจื่อผู้นั้นก็จี้นิ้วใส่หัวไหล่ของมัน เพียงอึดใจก็คีบเอาเข็มเงินบางเบาเล่มหนึ่งออกมา
จ้าวฉือถลึงตามองเข็มเงินเล่มนั้น พลางลอบกำมือข้างที่าเ็ เตรียมเกร็งกำลังปะทะ มิคาด กงจื่อผู้นั้นก็คล้ายคาดเดาจิตใจของมันออก แย้มยิ้มกล่าวขึ้นต่อ “เข็มยังอยู่ในมือข้าพเ้า ข้าพเ้าถอนมาได้ก็ปักเข้าไปใหม่ได้ดอก ท่านก็มิคล้ายเป็ผู้โง่เขลา ดังนั้นเก็บออมกำลังไว้เถิด”
วาจาของมันกล่าวออกมาครานี้ นับว่ากล่าวได้ถูกต้องจริงๆ จ้าวฉือแม้มิ้ายอมรับ ก็ยังต้องยอมรับอยู่นั่นเอง มันจึงสลายกำลังไป นั่งดูกงจื่อผู้นั้นใส่เข็มเงินกลับไปที่กระเปาะตรงด้ามกระบี่
“เ้าฝีมือเลอเลิศพิสดารเช่นนี้ ยังซ่อนลูกไม้อุบาทว์เอาไว้ในกระบี่อีก”
กงจื่อผู้นั้นมิมีโทสะ หัวร่อแล้วกล่าวต่อ “นี่เป็เพียงความชื่นชอบส่วนตัวของข้าพเ้าเท่านั้น มา ให้ข้าพเ้าทายาให้ท่าน”
กล่าวจบก็ล้วงเอากระปุกเคลือบใบเล็กออกมาจากถุงแพรที่หว่างเอว ใช้นิ้วแตะน้ำมันในขวด แล้วทาลงไปเบาๆ
จ้าวฉือั้แ่เกิดมา ก็เพิ่งถูกผู้อื่นััอย่างเบามือหนนี้เป็หนแรก ในใจบังเกิดรสชาติประหลาด มิทราบจะอธิบายอย่างไร จึงพลอยลอบพิจารณากงจื่อผู้นั้นอย่างเงียบๆ
คนผู้นี้อ่อนเยาว์อย่างยิ่ง ใบหน้าไม่มีไฝฝ้าราคีแม้แต่จุดเดียว คิ้วเรียงสวย ริมฝีปากเป็สีชมพูระเรื่อ สมแล้วที่เป็กงจื่อในตระกูลร่ำรวย ที่สำคัญ ร่างของมันถึงกับมีกลิ่นหอมอย่างยิ่ง
หอมดั่งกลิ่นของแป้งย่างไส้เนื้อ
“เ้าไฉนถึงมีกลิ่นหอมของแป้งย่างไส้เนื้อย่างได้” จ้าวฉือต่อให้มิเคยได้ใกล้ชิดบรรดากงจื่อรุ่มรวยในระยะประชิดมาก่อน แต่มันเคยนั่งขอทานอยู่ในเมือง พบเห็นผู้คนประดานี้ผ่านไปผ่านมา ทุกผู้ล้วนแต่มีกลิ่นของถุงหอม ต้องมิใช่มีกลิ่นแป้งย่างไส้เนื้อเช่นนี้เด็ดขาด
กงจื่อผู้นั้นหัวร่อเสียงสดใส หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือ แล้วกล่าว “ข้าพเ้าทราบว่าท่านต้องหิวแล้ว ดังนั้นจึงซื้อแป้งย่างไส้เนื้อติดมือมาด้วย”
จ้าวฉือจึงเพิ่งพบเห็น คนผู้นี้ที่จริงคล้องห่อขนมแป้งย่างเอาไว้ที่แขน แต่ถูกแขนของเสื้อคลุมยาวตัวนอกบังเอาไว้ จึงมิได้สังเกตเห็นในตอนแรก
กลิ่นของขนมแป้งย่างหอมยั่วน้ำลายจริงๆ พอห่อยื่นถึงหน้า จ้าวฉือก็คว้าไว้ชิ้นหนึ่งโดยไม่คิดจะรักษาหน้าตาตัวเองอีก กงจื่อผู้นั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างมัน เอนหลังพิงผนัง หยิบขนมแป้งย่างอีกชิ้นขึ้นมากัดกินเช่นกัน
แป้งย่างข้างนอกกรอบ ข้างในนุ่ม เนื้อด้านในทั้งฉ่ำทั้งหวาน
จ้าวฉือที่ไม่มีสิ่งใดตกถึงท้องมาสี่วัน ย่อมรับประทานแป้งย่างชิ้นนี้หมดไปอย่างรวดเร็ว พอคิดจะคว้าถุงหนังหาน้ำมาดื่ม ถุงหนังใส่น้ำไม่คุ้นตาใบหนึ่งก็ถูกยื่นส่งให้ มันรีบคว้ามาดื่มอั่กๆ อย่างมิเกรงใจ ก่อนจะยื่นส่งคืนให้กงจื่อชุดขาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ส่งเสียงถามขึ้น
“ขนมยังมีอีกหรือไม่?”
“ที่ร้านยังมี แต่ข้าพเ้ากลัวท่านปฏิเสธไม่รับน้ำใจ จึงซื้อมาเพียงสองชิ้น”
กล่าวจบก็ก้มลงกัดขนมชิ้นที่เหลือในมือ จ้าวฉือถึงกับกลืนน้ำลายด้วยความลืมตัว ส่งเสียงถามต่อ “พวกเรา... พอจะออกไปหาซื้อเพิ่มได้หรือไม่?”
มันตอนนี้ถึงกับใช้คำว่าพวกเรา น้ำเสียงก็ค่อยคลายความกระด้างลงหน่อยแล้ว คนผู้หนึ่งหิ้วน้ำหิ้วอาหารหิ้วยามาให้มันถึงที่ หากมันยังดึงดันกล่าววาจาหยาบคายใส่คนผู้นั้นต่อ ก็นับว่าต้องเป็คนเลวอย่างยิ่งแล้ว
จ้าวฉือย่อมมิใช่คนเลวประดานั้น
อย่าว่าแต่ดั้งแต่เดิมมันก็มิใช่คนหวงศักดิ์ศรีเท่าไรอยู่แล้ว ในเมื่อมีผู้หนึ่งดีกับมันเยี่ยงนี้ มันหรือจะปฏิเสธน้ำใจได้อีก
แต่จ้าวฉือมิได้ฉุกคิด ฝนตกหนักเยี่ยงนี้จะมีผู้ใดสามารถตั้งแผงขายขนมแป้งย่างได้ ขนมแป้งย่างสองชิ้นนี้ เป็กงจื่อชุดขาวผู้นี้สั่งให้คนครัวในเหลาสุราที่ดีที่สุดในเมืองทำขึ้น จุดประสงค์เพื่อนำมาให้มันโดยเฉพาะ
กงจื่อผู้นั้นแย้มยิ้มแล้วกล่าว “รอให้ฝนซาสักครู่ พวกเราย่อมออกไปหาซื้อมาอีกได้”
จ้าวฉือมองมันอึดใจ “เรามีนามจ้าวฉือ เ้าเล่า?”
“ข้าพเ้ามีนามเซี่ยตัน ตันที่แปลว่าสีแดง”
..............................................