จารึกที่ 169 : ศัตรูในเงามืด : การเดิมพันด้วยเบี้ยหมาก
โรงเตี๊ยม "จอกกระบี่เมามาย" ยามค่ำคืนคึกคักไปด้วยผู้ฝึกตนจากทั่วสารทิศ เสียงชนแก้วและเสียงคุยโวดังกระหึ่มแข่งกับเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวภายนอก
ในห้องชุดพิเศษชั้นบนสุดที่ อาเจีย (แย่งชิง) มาได้ บรรยากาศภายในกลับเงียบสงบผิดกับข้างนอก เฟิงอี้หรานกำลังสั่งให้บ่าวรับใช้นำอาหารชั้นเลิศมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะ (แน่นอนว่าจ่ายเอง) เฟิงหลิงเอ๋อร์กำลังวุ่นวายกับการรื้อค้นถุงมิติเพื่อหาชุดสวยๆ ใส่ไปเดินตลาด ส่วนเจ้าสัวทมิฬยืนนิ่งเฝ้าหน้าประตูเหมือนรูปปั้นเทพเจ้าประตู
อาเจียเอนตัวพิงหน้าต่าง มองลงไปที่ถนนเบื้องล่าง แววตาที่มักจะขี้เล่นกลับดูครุ่นคิด
"เจ้าหนู..." เสียง มู่เฉิน ดังขึ้นในจิต "ข้ารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ชอบมาพากล"
"ข้าก็เหมือนกันท่านมู่" อาเจียตอบในใจ สายตากวาดมองไปที่มุมมืดของตรอกซอยตรงข้าม "ตั้งแต่เข้าเมืองมา ข้ารู้สึกเหมือนมีใครบางคนจับตามองเราอยู่ตลอดเวลา... ไม่ใช่สายตาเหยียดหยามแบบเจ้า เหลยเป้า (ศิษย์สำนักอัสนี) แต่เป็นสายตาที่... เย็นยะเยือกกว่านั้น"
"ระวังตัวไว้" มู่เฉินเตือน "นครหมื่นกระบี่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็จริง แต่ในแสงสว่างย่อมมีเงา... พรรคมารอาจจะแฝงตัวเข้ามาปะปนกับผู้ร่วมงานประลองก็ได้"
"อาเจีย! มากินข้าวได้แล้ว!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ตะโกนเรียก "ขาหมูตุ๋นโสมหิมะกำลังร้อนๆ เลยนะ!"
"โอ้! ขาหมู!" อาเจียสลัดความกังวลทิ้งทันที วิ่งถลาไปที่โต๊ะ "ส่วนหนังเป็นของข้า ห้ามใครแย่ง!"
...
เมื่อราตรีกาลเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ความมืดสงัด และแสงโคมไฟถูกจุดขึ้นสว่างไสวทั่วเมือง
หลังจากมื้ออาหารที่อิ่มจนพุงกาง ฉินมู่หลางขอตัวแยกไปทำธุระส่วนตัว (เขาบอกว่าจะไปไหว้หลุมศพบรรพบุรุษที่ท้ายเมือง) ส่วนหลินชิงเสวี่ยขอตัวไปนั่งสมาธิ
อาเจียจึงตัดสินใจชวนเฟิงอี้หราน (และตัวแถมเฟิงหลิงเอ๋อร์) ออกไปเดินสำรวจ "ตลาดมืด" ของนครหมื่นกระบี่ เพื่อหาช่องทางทำกำไร
ตลาดมืดตั้งอยู่ในตรอกลึกหลังหอประมูล บรรยากาศอึมครึม มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสลัวๆ สินค้าที่วางขายมีตั้งแต่สมุนไพรหายาก อาวุธที่ถูกขโมยมา ไปจนถึงข่าวสารความลับ
"ว้าว... ดาบกระดูกอสูร!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ตาโต "สวยจัง!"
"อย่าไปจับมั่วซั่ว!" เฟิงอี้หรานดุน้องสาว "ของพวกนี้อาจมีคำสาป"
อาเจียเดินดูของด้วยสายตาประเมินค่า พลางส่ายหัว
"แพง... แพงเกินไป... ของเกรดต่ำขายราคาเกรดสูง... พวกพ่อค้าหน้าเลือด!"
จังหวะนั้นเอง สายตาของอาเจียก็ไปสะดุดเข้ากับแผงลอยเล็กๆ ที่มุมสุดของตลาด
คนขายเป็นชายชราหลังค่อม สวมหมวกฟางปิดบังใบหน้า บนแผงมีของวางอยู่แค่ชิ้นเดียว
มันคือ "เศษกระเบื้องสีดำ" เก่าๆ ชิ้นหนึ่ง ที่ดูไร้ค่า
แต่พู่กันนิรันดร์ในจิตของอาเจียกลับสั่นระริก!
[ ชิ้นส่วน... จิ๊กซอว์... ]
อาเจียหรี่ตาลง เดินเข้าไปนั่งยองๆ หน้าแผง
"ท่านผู้เฒ่า... กระเบื้องแตกนี่ขายเท่าไหร่?"
ชายชราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาขุ่นมัวที่ไร้แววตา
"ไม่ขายด้วยเงิน..." เสียงแหบแห้งตอบกลับ "แลกกับ 'ดวงชะตา' "
"ดวงชะตา?" อาเจียเลิกคิ้ว "ท่านเป็นหมอดูรึ?"
"ข้าเป็นนักพนัน..." ชายชราแสยะยิ้มเผยให้เห็นฟันดำ "เล่นหมากล้อมกับข้าหนึ่งกระดาน... ถ้าเจ้าชนะ เอาของชิ้นนี้ไปฟรีๆ แต่ถ้าเจ้าแพ้... ข้าขอ 'โชค' ของเจ้าหนึ่งส่วน"
"น่าสนใจ..." อาเจียยิ้มมุมปาก "แต่ข้าเล่นหมากล้อมไม่เป็น"
"ไม่จำเป็นต้องเล่นเป็น... แค่วางหมากตามสัญชาตญาณ" ชายชราผายมือไปที่กระดานหมากไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างๆ
"อาเจีย! อย่าเล่นนะ!" เฟิงอี้หรานรีบห้าม "ตาแก่นี่ดูไม่น่าไว้ใจ... การพนันดวงชะตามันวิชาสายมารชัดๆ!"
"ไม่เอาน่าสหายเฟิง ของฟรีอยู่ตรงหน้า" อาเจียนั่งลง หยิบหมากสีขาวขึ้นมา
"ท่านมู่... ช่วยหน่อยนะ"
"หึ... เจ้าเด็กเหลือขอ จะให้ข้ามาเล่นเกมเด็กเล่นรึ?" มู่เฉินบ่น แต่ก็ยอมช่วย "วางที่จุด เทียนหยวน (กลางกระดาน)"
อาเจียวางหมากลงไปดัง เปร๊ะ!
เกมดำเนินไปอย่างดุเดือด ชายชราเดินหมากด้วยกลยุทธ์ที่ลึกล้ำราวกับกับดักค่ายกล ทุกตาที่วางลงไป เหมือนบีบคั้นให้อาเจียจนมุม
แต่อาเจีย (โดยการนำทางของมู่เฉิน) กลับเดินหมากแบบ "ไร้รูปแบบ" บางครั้งก็บุกบ้าดีเดือด บางครั้งก็ถอยหนีอย่างขี้ขลาด ทำให้ชายชราอ่านทางไม่ออก
ผ่านไปครึ่งก้านธูป...
กระดานเต็มไปด้วยหมากขาวดำที่พัวพันกันยุ่งเหยิง
"รุกฆาต..." ชายชรายิ้มเยาะ วางหมากดำปิดตายพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาเจีย "เจ้าแพ้แล้ว"
"แน่ใจรึ?" อาเจียยิ้มกว้างกว่า
เขาวางหมากขาวเม็ดสุดท้ายลงไปที่มุมกระดาน จุดที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญ
เปร๊ะ!
ทันใดนั้น... หมากดำทั้งกระดานก็ถูก "กินรวบ" ด้วยกฎการล้อมจับแบบพิเศษที่เรียกว่า "เต่าจับปลา" (รูปแบบหมากโบราณที่หายสาบสูญ)
ชายชราตาเบิกโพลง "เป็นไปไม่ได้! ...รูปแบบนี้มัน..."
"ข้าชนะ" อาเจียแบมือ "ส่งของมา"
ชายชรามองอาเจียด้วยสายตาหวาดกลัวระคนเคารพ เขาหยิบเศษกระเบื้องสีดำส่งให้อาเจียมือสั่นเทา
"ผู้สืบทอด... แห่งความว่างเปล่า... ข้าเตือนเจ้า... 'นาง' กำลังจ้องมองเจ้าอยู่"
"นาง?" อาเจียรับของมาเก็บใส่ถุงมิติ "ใคร?"
ชายชราชี้ไปที่หอสูงกลางเมือง "หอชมจันทร์"
"ราชินีแห่งเงา... ระวังหมากกระดานต่อไปของนาง... เพราะนางไม่ได้เล่นด้วยกระดาน... แต่เล่นด้วย 'ชีวิต' "
พูดจบ ร่างของชายชราก็สลายกลายเป็นควันดำหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงแผงลอยว่างเปล่า
"ผีหลอก!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กรีดร้อง กอดแขนพี่ชายแน่น
อาเจียยืนนิ่ง มองไปที่หอชมจันทร์ที่สูงตระหง่าน
บนระเบียงชั้นบนสุด เขาเห็นเงาร่างสีแดงยืนอยู่ไกลลิบ... นางยกจอกเหล้าขึ้นมา ราวกับกำลังเชิญชวนเขาดื่ม
"ราชินีแห่งเงา..." อาเจียพึมพำ "ดูเหมือนงานประลองครั้งนี้ จะมีคนอยากเล่นเกมกับข้าเยอะจริงๆ"
เขาตบกระเป๋าเสื้อที่มีเศษกระเบื้องอยู่
"แต่เสียใจด้วยนะคุณผู้หญิง... เกมนี้ข้าไม่ได้เล่นคนเดียว... ข้ามี 'ตัวช่วย' เพียบ!"
"กลับกันเถอะ" อาเจียหันไปบอกสองพี่น้องตระกูลเฟิง "พรุ่งนี้เป็นวันลงทะเบียน... เราต้องรีบไปจองที่นั่งดีๆ เพื่อ... เปิดร้านรับแทงพนัน!"
"ห๊ะ!?" เฟิงอี้หรานเกือบสะดุดขาตัวเอง "นี่เจ้ายังคิดเรื่องหาเงินอยู่อีกเรอะ!"
"แน่นอน!" อาเจียหัวเราะร่า "ยิ่งสถานการณ์ตึงเครียด ยิ่งทำกำไรได้งาม! ...เตรียมตัวรวยได้เลยสหาย!"
ท่ามกลางลมหนาวและเงามืดที่คืบคลานเข้ามา... อาเจียยังคงยึดมั่นในวิถีแห่งความงกและการเอาตัวรอดอย่างเหนียวแน่น โดยไม่รู้เลยว่า
"เศษกระเบื้อง" ที่เขาเพิ่งได้มานั้น... คือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขความลับของ "สงครามบรรพกาล"