ตอนที่ 3
ลุงกับป้าสะใภ้
หลังจากจัดการเื่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็เดินทางกลับเยี่ยนจิง (เยี่ยนจิง เป็ชื่อเดิมของปักกิ่งั้แ่สมัยโบราณ ก่อนจะถูกตั้งเป็เมืองหลวง ซึ่งปักกิ่งถูกเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง แล้วแต่ราชวงศ์ที่ปกครอง เช่น จงตู ต้าตู เป่ย์ผิง เป่ย์จิง) หลังจากที่ล่าช้ามาหลายวัน หลี่หรงอี้ถูกพาไปที่คฤหาสน์ของเหยียนคุนที่เพิ่งสร้างเสร็จและย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน ความใหญ่โตของคฤหาสน์ทำเอาเขาอ้าปากค้าง
“ถ้าเห็นคฤหาสน์หลักของตระกูลเหยียนจะใยิ่งกว่านี้อีก” เสี่ยวซุนที่เป็หนึ่งในบอดี้การ์ดพูดพร้อมทั้งตบบ่าเด็กหนุ่ม
เมื่อก่อนเขาอายุน้อยสุดในบรรดาบอดี้การ์ด แต่ตอนนี้มีคนที่เด็กกว่าเข้ามาแล้ว แถมยังอายุน้อยมากด้วย ในที่สุดเขาก็จะได้เป็รุ่นพี่สักที!
“เหมือนตอนที่แกเห็นคฤหาสน์หลักตระกูลเหยียนครั้งแรก แล้วอ้าปากค้างจนยัดไข่เข้าไปได้ทั้งฟองใช่ไหม” บอดี้การ์ดคนหนึ่งเอ่ยแซวเสี่ยวซุน ทำเอาคนอื่นพลอยขำไปด้วย
“เหล่าหลิว (เหล่า แปลว่าเก่าแก่ ใช้เรียกนำหน้าชื่อแซ่ของคนที่อายุมากกว่า หรือใช้เรียกคนที่ให้ความเคารพนับถือ บางครั้งใช้เรียกเพื่อแสดงความสนิทสนม) อย่าทำลายความน่าเกรงขามของผมสิ” เสี่ยวซุนโวยวาย ยิ่งทำให้ทุกคนหัวเราะด้วยความขบขันกว่าเดิม
หลี่หรงอี้มองดูบรรยากาศสนุกสนานเป็กันเองตรงหน้า ถึงจะรู้สึกแปลกที่และไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง แต่ในใจก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่ไม่เคยััมาหลายปี เขาคิดว่าบอดี้การ์ดต้องเคร่งขรึมจริงจังอยู่ตลอดเวลา ไม่คิดว่าเวลาพักทุกคนจะดูผ่อนคลายและไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
จ้าวอู๋ซวนมองดูทุกคนที่เข้ากับเด็กหนุ่มได้เป็อย่างดี และเห็นอีกฝ่ายไม่ได้แสดงอาการต่อต้านหรือหลีกลี้หนีห่างคนอื่นจนเกินไป ในใจจึงรู้สึกโล่งไม่น้อย
ด้านหลังของคฤหาสน์เป็ตึกสูงสองชั้นสองหลัง ชั้นบนเป็ห้องพักของบอดี้การ์ดและคนในคฤหาสน์ ชั้นล่างแบ่งออกเป็ห้องรับประทานอาหาร ห้องออกกำลังกาย และห้องพักผ่อน ส่วนจ้าวอู๋ซวนมีบ้านพักหลังเล็กส่วนตัวอยู่อีกด้านหนึ่ง ไม่ต้องพักรวมกับคนอื่น
เพราะตึกพักของบอดี้การ์ดไม่มีห้องว่าง หลี่หรงอี้จึงถูกจัดให้พักกับจ้าวอู๋ซวนชั่วคราว ถึงบ้านจะหลังไม่ใหญ่ มีแค่สองห้องนอน แต่ก็แยกออกมาเป็สัดส่วน ไม่มีใครมาวุ่นวาย
ตอนแรกเขาเข้าใจว่าคงเป็สิทธิ์พิเศษของหัวหน้าบอดี้การ์ด แต่ดูเหมือนจะเข้าใจผิด เพราะคนในคฤหาสน์ปฏิบัติกับชายหนุ่มเหมือนเ้านายคนหนึ่ง ทำให้เขาสงสัยมาก ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามคนอื่น
“เธอพักห้องนี้ ขาดเหลืออะไรก็บอก ฉันจะให้พ่อบ้านจัดหามาให้” จ้าวอู๋ซวนพาเด็กหนุ่มเข้าไปในบ้าน และเปิดประตูบานหนึ่งออกกว้าง ข้างในเป็ห้องนอนขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีข้าวของเครื่องใช้ครบครัน ผ้าปูที่นอนและผ้าห่มก็ถูกเปลี่ยนให้เรียบร้อย
“ขอบคุณครับ”
หลี่หรงอี้เอ่ยปากขอบคุณ ในใจรู้สึกซาบซึ้งมาก นอกจากที่พักแล้ว เสื้อผ้ารวมถึงข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างก็ถูกจัดเตรียมไว้ให้ด้วย เพราะของที่ติดตัวเขามามีแค่กล่องเล็กที่เก็บของสำคัญไว้เท่านั้น
ตอนแรกเขาไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะได้รับการดูแลที่ดีขนาดนี้ ในใจคิดแค่ว่าขอแค่ตอนนี้มีข้าวกินมีที่ซุกหัวนอนก็เพียงพอแล้ว รอให้โตกว่านี้ค่อยคิดหาทางอีกที แต่ตอนนี้เขาเริ่มคิดว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้ทำงานเหมือนบอดี้การ์ดเ่าั้…
หลังจากทำความคุ้นเคยได้สองสามวัน เหยียนคุนที่เป็เ้าของคฤหาสน์ และตอนนี้ถือเป็เ้านายของหลี่หรงอี้ก็เรียกเขาไปพบ เพื่อบอกเื่ที่ให้คนไปสืบก่อนหน้านี้
พอหลี่หรงอี้ได้ยินว่าลุงกับป้าสะใภ้รวมหัวกับทนาย ยักยอกทรัพย์สินทั้งหมดที่พ่อแม่เขาเหลือทิ้งไว้ ก่อนจะส่งเขาไปบ้านเด็กกำพร้า ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะหลายปีก่อนถึงเขาจะยังเด็ก แต่ก็พอจะรู้ว่าอะไรเป็อะไร แค่คิดไม่ถึงว่าทรัพย์สินที่พ่อแม่เหลือทิ้งไว้จะมีมากขนาดนี้
“ถ้าเธออยากฟ้องร้องเอาทรัพย์สินคืนมา ฉันก็จะให้คนจัดการให้” เหยียนคุนพูดจบก็หันไปมองจ้าวอู๋ซวน สีหน้าบ่งบอกว่าเื่นี้ให้เขาเป็คนจัดการ
“…”
จ้าวอู๋ซวนเห็นสายตาของเ้านายก็พยักหน้า ได้แต่บ่นในใจว่าไม่อยากเป็พี่เลี้ยงดูแลเด็กเลยสักนิด
ยกหน้าที่ให้คนอื่นได้ไหม…
“ผมอยากได้บ้านคืนครับ…” หลี่หรงอี้พูดเสียงเบา พยายามไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา บ้านที่เขาพูดถึงคือบ้านที่เคยอยู่กับพ่อแม่มาั้แ่เขาเกิด ที่นั่นเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย
ก่อนหน้านี้ลุงบอกว่าบ้านหลังนั้นถูกขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ที่พ่อเขาเหลือทิ้งไว้ แต่ความจริงแล้วหลังจากส่งเขาไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ลุงกับป้าสะใภ้และลูกสองคนก็ย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นหน้าตาเฉย
เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างเป็เื่โกหก พ่อแม่เขาไม่มีหนี้สิน อีกทั้งยังทิ้งทรัพย์สินและเงินประกันไว้ด้วย!
“เื่นี้ยกให้อู๋ซวนจัดการ จำไว้ว่าจากนี้ไปเธอคือคนของตระกูลเหยียน” พอได้ฟังความ้าของเด็กหนุ่ม เหยียนคุนก็มอบหมายหน้าที่ให้คนสนิท เชื่อว่าอีกฝ่ายจะจัดการได้อย่างเรียบร้อย
จ้าวอู๋ซวนรู้ว่าเ้านายรับเด็กคนนี้มาดูแล เพราะ้าบ่มเพาะอีกฝ่าย เลยต้องให้เขาเป็คนดูแล ซึ่งเขาก็ไม่ได้คัดค้าน
คนสนิทหรือบอดี้การ์ดของตระกูลใหญ่ไม่ใช่ว่าใครจะมาเป็ก็ได้ นอกจากเวลาที่ใช้ฝึกฝนและบ่มเพาะแล้ว ภูมิหลังกับนิสัยใจคอก็เป็เื่สำคัญ ภูมิหลังครอบครัวของหลี่หรงอี้ไม่มีปัญหา ส่วนนิสัยใจคอ เบื้องต้นดูไม่มีปัญหา แต่ต้องรอดูกันต่อไปในระยะยาว เด็กหนุ่มเพิ่งอายุสิบห้า ยังมีเวลาอีกหลายปีในการสังเกตและบ่มเพาะ…
เื่ทรัพย์สินและเื่ลุงกับป้าสะใภ้ของหลี่หรงอี้ ความจริงมอบหมายให้ทนายจัดการทั้งหมดย่อมได้ แต่พอถามความเห็นของเด็กหนุ่ม อีกฝ่ายดันบอกว่าอยากไปเจอด้วยตัวเอง จ้าวอู๋ซวนเลยต้องเป็ธุระจัดการให้
บ้านหลังที่หลี่หรงอี้เคยอยู่มาั้แ่เกิด เป็ห้องชุดในย่านที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งในเยี่ยนจิง พอพ่อแม่เสียชีวิต ก็ถูกลุงที่อยู่ต่างเมืองรับไปดูแล และจากนั้นก็ถูกส่งไปอยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาคิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสได้กลับมาที่นี่อีก
ผ่านไปหลายปี พอได้กลับมาอีกครั้ง หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปมาก แต่บานประตูและหมายเลขห้องที่คุ้นเคยทำเอาเขาแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หลายปีที่เจอเื่เลวร้ายในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ายังไม่รู้สึกทรมานเท่าเวลานี้
เขารู้ดีว่าพ่อกับแม่จากไปแล้ว แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่า อยากเปิดประตูเข้าไปแล้วเจอพวกท่านยิ้มให้เหมือนเมื่อก่อน แต่คงเป็ได้แค่ฝันเท่านั้น
จ้าวอู๋ซวนเห็นเด็กหนุ่มมีท่าทางไม่ปกติ จึงตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ เป็การเรียกสติ และเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“แน่ใจนะว่าจะเข้าไป?”
มือที่วางบนไหล่และเสียงที่ดังขึ้น ทำให้หลี่หรงอี้ได้สติ เขาสลัดภาพออกจากหัว ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก
“ผมจะเข้าไปครับ”
แต่ถึงจะพูดออกมาแบบนั้น ขาก็ยังไม่ยอมขยับ จนจ้าวอู๋ซวนส่งสายตาให้บอดี้การ์ดอีกคนไปกดกริ่ง
พวกเขาไม่ได้มากันแค่สองคน แต่ยังมีทนายความและบอดี้การ์ดอีกสองคนตามมาด้วย
อันที่จริงคนนอกไม่สามารถขึ้นมาบนตึกได้โดยตรง เพราะทางขึ้นตึกจำเป็ต้องใช้คีย์การ์ด ซึ่งอันเดิมที่หลี่หรงอี้มีอยู่ไม่สามารถใช้การได้แล้ว และคาดว่ารหัสกับกุญแจบ้านก็คงใช้ไม่ได้แล้วเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าจ้าวอู๋ซวนทำอย่างไร ผู้ดูแลถึงเปิดให้เข้ามาได้โดยตรง
พวกเขายังไม่ทันได้กดกริ่ง ประตูห้องก็เปิดออกพอดี พอคนด้านในเห็นผู้ชายยืนอออยู่หน้าประตูหลายคน ก็ถอยหลังด้วยความใ
“พ…พวกคุณเป็ใคร มาทำอะไรหน้าบ้านฉัน”
คนที่เปิดประตูออกมาคือป้าสะใภ้ของหลี่หรงอี้ เธอกำลังจะลงไปทิ้งขยะด้านล่าง แต่พอเห็นผู้ชายท่าทางน่ากลัวหลายคนก็ถอยหลังเข้าห้องด้วยความใ
บอดี้การ์ดคนหนึ่งยื่นเท้าไปขวางไม่ให้ประตูปิด ก่อนผลักประตูออกกว้างเพื่อให้คนอื่นเข้าไปในห้องได้
“พวกคุณคิดจะทำอะไร ออกไปนะ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจข้อหาบุกรุก!” ป้าสะใภ้ของหลี่หรงอี้ถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว พยายามยกตำรวจขึ้นมาขู่ พร้อมทั้งตระโกนเรียกสามีเสียงดัง
“หลี่หยวน!”
“ใครกันแน่ที่บุกรุกและต้องออกไป!” หลี่หรงอี้ขยับออกมาจากด้านหลังของเ้าอู๋ซวนและพูดด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ
ปกติเขาก็ไม่มีความผูกพันหรือความรู้สึกอะไรกับลุงและป้าสะใภ้อยู่แล้ว พอได้รู้ถึงสิ่งที่พวกเขาทำ รวมถึงความเลวร้ายที่เจอในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ความรู้สึกซาบซึ้ง่สองสามปีที่ถูกรับเลี้ยงก็มลายหายไปนานแล้ว
“กะ…แกกลับมาได้ยังไง?!”
ตอนแรกป้าสะใภ้งุนงงอยู่นานว่าอีกฝ่ายเป็ใคร พอนึกออกก็แผดเสียงร้องด้วยความใระคนร้อนตัว
ทำไมเด็กนี่ถึงกลับมาได้!
“ในเมื่อที่นี่เป็บ้านผม ทำไมจะกลับมาไม่ได้”
“เหลวไหล! นี่มันบ้านฉัน..” ป้าสะใภ้ตอบโต้ตามสัญชาตญาณ แต่เหมือนจะคิดอะไรได้ น้ำเสียงจึงแ่ลง พอดีกับสามีเดินออกมาจากด้านใน เธอจึงรีบขยับไปอยู่ด้านหลังอีกฝ่าย
“เกิดอะไรขึ้น คนพวกนี้เป็ใคร?” ลุงของหลี่หรงอี้ถามภรรยาด้วยน้ำเสียงโมโห เพราะถูดขัดจังหวะขณะนอนกลางวัน แต่พอเห็นเด็กหนุ่มที่มองมาด้วยแววตาน่ากลัว ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ
“เสี่ยวหรง?”
ผ่านไปหลายปี เขายอมรับว่าจำใบหน้าของหลานชายไม่ค่อยได้แล้ว แต่เพราะเด็กหนุ่มตรงหน้ามีเค้าโครงหน้าคล้ายน้องชายกับน้องสะใภ้อยู่หลายส่วน คิดว่าน่าจะเป็หลานชายของตัวเองไม่ผิดแน่
หลี่หรงอี้ไม่สนใจลุงกับป้าสะใภ้ แต่มองสำรวจไปรอบตัว พบว่าข้าวของส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนใหม่หมด คิดว่าสิ่งของที่มีอยู่เดิมคงโดนทิ้งไปหมดแล้ว เขาก้าวขาเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น แต่ถูกป้าสะใภ้วิ่งเข้ามาขวาง
“แกคิดจะทำอะไร?”
เด็กหนุ่มไม่ตอบแต่เดินอ้อมป้าสะใภ้เข้าไปในห้อง โดยมีจ้าวอู๋ซวนและคนอื่นเดินตามไปด้วย
“หลี่หยวน คุณดูหลานชายตัวดีของคุณสิ!” ป้าสะใภ้โวยวายใส่สามี พร้อมทั้งกระตุกแขนเสื้อของอีกฝ่าย “ไล่พวกเขาออกไปเดี๋ยวนี้นะ”
“พวกคุณเป็ใครกันแน่ บุกรุกเข้าบ้านคนอื่นมันผิดกฎหมายนะ” ลุงของหลี่หรงอี้คิดจะเข้าไปห้ามชายหนุ่มหลายคน แต่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่หันไปพูดกับหลานชาย “เสี่ยวหรง คนพวกนี้เป็ใคร เธอคิดจะทำอะไรกันแน่”
“คุณหลี่ พวกเรามาที่นี่เพื่อเสนอทางเลือกกับคุณ” ทนายความของตระกูลเหยียนที่นั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่นโดยไม่ต้องรอให้ใครเชิญ เปิดปากพูดขึ้นในที่สุด
เขาชักจะทนความหน้าด้านหน้าทนของสามีภรรยาคู่นี้ไม่ไหวแล้ว!
โปรดติดตามตอนต่อไป
หลี่หรงอี้ยังเด็กและโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลายปี ทำให้ความคิดความอ่านหรือการตัดสินใจบางอย่างไม่ได้คิดให้รอบคอบ โชคดีที่เจอคนดี ๆ อย่างตระกูลเหยียน ไม่อย่างนั้นชีวิตน้องจะน่าสงสารมาก
หมั่นไส้อยากหยุมหัวป้าสะใภ้ คนแบบนี้มีจริง ๆ นะคะ เจอมากับตัว ทั้งที่ไม่ใช่ของตัวเองแต่ก็อยากได้ หาทางจะเอาให้ได้ ทั้งที่ตัวเองเป็ฝ่ายผิด แต่พูดกลับขาวเป็ดำ พูดเหมือนตัวเองถูก สามีก็กลัวเมีย เมียพูดหรือให้ทำอะไรก็เชื่อหมด ไม่เอาพี่เอาน้อง เห็นแล้วคันไม้คันมือมาก ขอโทษค่ะ อินไปหน่อย 5555