ตอนที่ 174 เผชิญหน้ากับเดม่อน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เดิมทีแล้วค่ายกลดาวเคลื่อนดาราคล้อยคือค่ายกลที่ใช้ในการบ่มเพาะของหอคอยดารา
ภายใต้อำนาจของค่ายกลจะสามารถเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะได้อย่างมหาศาล ซึ่งค่ายกลนี้สามารถรับเอาพลังที่อยู่ในอากาศเปลี่ยนมาเป็นพลังบ่มเพาะได้
เฟิร์สเองก็สลักค่ายกลนี้เอาไว้ในสถานที่ฝึกฝนของเขา อีกทั้งยังมอบให้กับพ่อของเขาอีกด้วย
เรียกได้ว่าค่ายกลนี้เป็นประโยชน์ต่อการบ่มเพาะอย่างแท้จริง
แต่ในครั้งนี้เฟิร์สไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะใช้มันเพื่อบ่มเพาะเพียงอย่างเดียว
เขาสร้างหอคอยดาวเคลื่อนดาราคล้อยนี้ให้มีคุณสมบัติในการดูดซับพลังสปีริตที่เบื้องบนชั้นบรรยากาศและเบื้องล่างใต้พื้นพิภพ
ภายในหอคอยถูกสร้างขึ้นจากค่ายกลดาวเคลื่อนดาราคล้อยนับไม่ถ้วน ทุกๆ ค่ายกลต่างเชื่อมต่อรังสรรค์กันเป็นอย่างดี
ร่างของเด็กหนุ่มร่อนลงยังยอดหอคอยที่ถูกสลักด้วยวงแหวนอักขระที่ซับซ้อนขนาดใหญ่
“คราวนี้มาดูกันว่าความคิดของฉันในครั้งนี้จะผิดพลาดอีกหรือไม่?”
ทันทีที่พูดจบเฟิร์สก็นั่งลงแล้วกระตุ้นวงแหวนอักขระของหอคอยทันที บนร่างของเขามองเห็นอักขระเคลื่อนไหวล่องลอยอย่างเลือนราง พลังอักขระมหาศาลไหลเวียนไปตามการเชื่อมโยงอย่างซับซ้อน
ฟ้าดินเกิดการสั่นสะเทือน
พลังสปีริตบนอากาศและใต้พิภพพลันเคลื่อนไหวมากมายผิดปกติ พวกมันหมุนวนโดยมีหอคอยดาวเคลื่อนดาราคล้อยเป็นศูนย์กลาง กลายเป็นการเคลื่อนไหวที่เขย่าขวัญสะเทือนไปทั่วทั้งท้องฟ้าและผืนดิน
ระลอกคลื่นวังวนค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น
การกระจายของมันราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ดึงดูดเอาพลังสปีริตที่แฝงอยู่ในโลกนี้มารวมกันที่หอคอยอย่างนับไม่ถ้วน
วิธีการเช่นนี้บ้าดีเดือดเกินไปแล้ว หากเป็นคนทั่วไปพวกเขาคงจะไม่สามารถรองรับพลังสปีริตมากมายขนาดนี้ได้ไหว
แต่เฟิร์สนั้นไม่เหมือนกัน เพราะเขามีหอคอยดาวเคลื่อนดาราคล้อยอยู่ ซึ่งหอคอยนี้จะคอยดูดซับและหลอมแปรพลังที่เหมาะสมหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเด็กหนุ่ม
ทว่าวินาทีนั้นสีหน้าของเฟิร์สพลันเหมือนกินยาขม
“ไม่ได้การแล้ว สัญลักษณ์ดาราที่เป็นศูนย์กลางการบ่มเพาะพลังสปีริตรองรับไม่ทัน!”
แม้จะมีหอคอยดาวเคลื่อนดาราคล้อยคอยหลอมแปรพลัง แต่มันก็ยังมากมายอยู่ดี
สัญลักษณ์ดาราของเฟิร์สในตอนนี้ก็เหมือนกับเขื่อนกั้นน้ำ แม้จะสามารถรองรับน้ำได้เป็นปริมาณมาก แต่หากมวลน้ำเคลื่อนไหวมาในคราเดียว เขื่อนของเขาก็ไม่อาจทานรับแรงน้ำเหล่านี้ได้
ในจุดนี้สามารถสรุปได้ว่าแม้จะมีทรัพยากรบ่มเพาะมหาศาล แต่นั่นก็ไม่ใช่ทางลัดที่จะบ่มเพาะอยู่ดี การบ่มเพาะนั้นจำเป็นต้องทำไปอย่างเป็นขั้นตอน หากฝืนทำอะไรบางอย่าง นั่นย่อมไม่ใช่ผลดีอย่างแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นก็เก็บไว้ในโลกเพลิงสีเงินก่อนก็แล้วกัน”
เฟิร์สไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาที่จะไม่รู้ว่าอันตรายนั้นรออยู่ข้างหน้า หากเขายังฝืนก้าวเดินต่อไป ปลายทางย่อมมีแต่หายนะเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้นตัวตนของเขาก็ไม่ธรรมดา ในวิญญาณมีโลกใบหนึ่งที่ทรงพลังสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ตามใจนึก
การเก็บพลังสปีริตเอาไว้ในโลกนั้นก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเขา
วินาทีนั้นเองพลังสปีริตต่างหลั่งไหลเข้าสู่โลกเพลิงสีเงิน พลังเหล่านี้ไหลเข้าไปข้างในราวกับจะเป็นปากหลุมดำ
มันสามารถรองรับการไหล่บ่าเข้ามาของพลังสปีริตได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งไม่มีท่าทีว่าจะเป็นอันตรายเลยแม้แต่น้อย
พลังสปีริตมากมายสั่งสมเข้าไปในโลกเพลิงสีเงิน ด้วยเจตจำนงของเฟิร์สมันจึงไม่ถูกโลกเพลิงสีเงินแตะต้อง มิหนำซ้ำยังสร้างสถานที่รองรับพลังสปีริตเหล่านี้ไว้เป็นอย่างดี
ความสามารถของเฟิร์สจึงไม่ต่างอะไรไปจากการเป็นพระเจ้าของโลกใบนี้
ครืน! ครืน! ครืน!
ภายในมิติอบิสพลันเกิดการเปลี่ยนอย่างมหาศาล ฟ้าดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
วังวนขนาดยักษ์แผ่ขยายออกไปทั่วโลก พัดพาให้พลังสปีริตที่แฝงอยู่ข้างในนั้นให้มาไหลรวมกันยังจุดเดียว กระทั่งใต้พิภพลาวาเองก็ยังเกิดวังวนขนาดใหญ่ด้วยเช่นกัน ส่งผลให้แผ่นดินทั้งหมดสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับเป็นการเลื่อนของเปลือกโลก
พื้นที่หลายแห่งถูกทำลาย เกิดรอยแยกมากมายยุบลงไปอย่างน่าหวาดกลัว
เหล่ามอนสเตอร์ทั้งหมดต่างรู้สึกหวาดหวั่น พวกมันส่งเสียงร้องคำรามขึ้นมาพร้อมกัน จนดังกึกก้องไปทั่วทั้งมิติ
เรียกได้ว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อมิติอบิสแห่งนี้อย่างแท้จริง
พลังสปีริตลดลงอย่างฮวบฮาบ เพียงแค่เฟิร์สเปิดใช้งานไม่นานพลังสปีริตถึงหนึ่งในสิบของมิติแห่งนี้ก็ถูกกักเก็บมาไว้ในโลกเพลิงสีเงินของเขา
ยิ่งพลังสปีริตลดลงมากเท่าไหร่ มิติแห่งนี้ก็ยิ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาล
วูม! วูม! วูม!
พายุพลังสปีริตหลั่งไหลเข้าไปในหอคอยดาวเคลื่อนดาราคล้อยอย่างน่าหวาดกลัว
มิติอบิสสูญเสียไปสองส่วน ท้องฟ้าก็พลันเปลี่ยนสี
สามส่วนทำให้แผ่นดินพังทลาย
เมื่อเข้าใกล้สี่ส่วนมอนสเตอร์มากมายเริ่มล้มตาย
นี่คือหายนะอย่างแท้จริง!
ทว่าตอนนั้นเอง ภายใต้สถานการณ์อันอลหม่านมอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่ดูธรรมดา จู่ๆ พลังวิญญาณของมันก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ลำแสงหลากสีพุ่งขึ้นจรดท้องฟ้า ทำให้พลังรบของมันเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล กระทั่งล้ำหน้าเหล่าราชาและนางพญาของพวกมันเสียด้วยซ้ำ
ฮวง!
มอนสเตอร์ตัวนั้นร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจากเดิมที่สูงเพียงไม่ถึงสิบเมตร แต่ตอนนี้กลับเพิ่มขนาดมากขึ้นเกือบร้อยเมตร กลายเป็นมอนสเตอร์ที่น่าหวาดหวั่นยิ่ง
กลิ่นอายบนร่างเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง พลังรบแทบจะไม่แตกต่างไปจากตัวตนแรงค์ SSS เลยแม้แต่น้อย
“ใครกันกล้ามาก่อความวุ่นวายในพื้นที่บ่มเพาะอบิสของข้า!” เสียงของมอนสเตอร์นั้นดังสนั่นกึกก้องไปทั้งชั้นฟ้า
เพียงแค่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็เพียงพอที่จะบดขยี้ผู้คนมากมายได้แล้ว
แน่นอนว่ามอนสเตอร์ตัวนี้ก็คือร่างจุติของเผ่าเดม่อน
ร่างอันมหึมาทะยานออกไปครั้งหนึ่ง มวลอากาศทั้งหมดก็ถูกแผดเผาเป็นเปลวเพลิงมโหฬารเผาไหม้ท้องฟ้า
ครืนนนนนนนนนน
การเคลื่อนไหวนี้ใหญ่โตมาก แน่นอนว่าเฟิร์สที่นั่งอยู่บนหอคอยสูงนี้ย่อมตระหนักถึง
เพียงช่วงเวลาไม่นานนั้นเองร่างมหึมาดุจมหายักษ์ค้ำโลกก็ปรากฏขึ้น เปลวไฟสีแดงนับไม่ถ้วนลุกโชติช่วงไปรอบๆ ตัวเขา
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงคำรามดุจทรราชดังกึกก้องออกไป พร้อมกับฝ่ามืออันมหึมาแผ่แรงกดดันมหาศาลพุ่งออกไปราวกับจะทำให้โลกทั้งโลกสะท้าน อากาศลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีแดง ส่งเสียงคำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วแผ่นฟ้า
ตึงตัง! ตึงตัง! ตึงตัง!
เฟิร์สที่นั่งอยู่บนหอคอยดาวเคลื่อนดาราคล้อยค่อยๆ ยกแขนขวาขึ้นแล้วทำมือเป็นดัชนีชี้ออกไป
วินาทีนั้นอากาศสั่นเทาอย่างรุนแรง กระบี่ที่อาบย้อมไปด้วยเปลวเพลิงสีเงินปรากฏออกมา ลมคลั่งกวาดล้างโหมกระหน่ำ
กระบี่เล่มนั้นพุ่งออกไปแล้วขยายใหญ่ขึ้น ลำแสงกระบี่อันร้อนแรงปรากฏขึ้นโดยรอบ ทำให้แม้แต่พื้นที่ว่างในอากาศยังถูกเพลิงสีเงินนี้เผาไหม้
โครม!
หนึ่งฝ่ามือหนึ่งกระบี่ปะทะกัน คลื่นสั่นสะเทือนที่เต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้างพัดกระจายออกไปทันที
พลังทำลายล้างนี้เหมือนเกลียวคลื่นน้ำขึ้นน้ำลงซัดกระหน่ำออกไปทั่วทิศทาง ดั่งพายุเฮอริเคนบดบังท้องฟ้า
ครืนนนนนนน
ตอนนั้นเองหอคอยดาวเคลื่อนดาราคล้อยก็ไม่อาจทานรับคลื่นพลังทำลายล้างนี้ได้ มันถูกคลื่นพลังทำลายนี้พัดกลืนกินจนพังทลายไปในพริบตา
ทว่าเด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของกลับยังสามารถลอยตัวอยู่ที่เดิมได้
พลังทำลายล้างเหล่านี้ไม่สามารถแตะต้องตัวเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ตัวตนที่อยู่ในร่างมหึมาพลันหรี่ตามองทันที เขานั้นแทบจะไม่เชื่อว่าคนผู้นี้สามารถรับการโจมตีของเขาได้ มิหนำซ้ำบนร่างยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
คลื่นพลังป้องกันบนร่างของเด็กหนุ่มสามารถทานรับพลังทำลายล้างนี้ได้
“เจ้าเป็นใคร? ทำไมถึงกล้าที่จะยั่วยุข้าเบรกอร์ผู้นี้” เสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจถูกเอ่ยออกมาจากมอนสเตอร์ยักษ์ที่สูงเกือบร้อยเมตร
เฟิร์สมองไปที่ร่างมหึมานั้นอย่างสงบนิ่งก่อนจะเหยียดกายลุกขึ้นอย่างเฉยชา
อารมณ์บนใบหน้ายังคงเรียบสงบ ไม่มีท่าทีว่าจะเสียดายหอคอยสูงที่ใช้เวลาสร้างนับเดือนเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดจ้าวมิติแห่งนี้ก็ปรากฏตัวต่อหน้าเขาเสียที
“เดม่อน เดิมทีข้าผู้นี้ไม่ได้มีความแค้นอะไรต่อเจ้าและไม่ได้คิดที่จะก่อกวนการบ่มเพาะของเจ้าด้วย เพียงแต่ว่าข้าต้องการพบเจ้าเท่านั้น” เด็กหนุ่มเอ่ยออกไปอย่างราบเรียบ แม้จะเผชิญหน้ากับตัวตนที่น่าหวาดหวั่น แต่ท่าทางของเขากลับไม่แสดงความรู้สึกเกรงกลัวออกมาเลย