เป็นโจวห้าวหยุนที่พึมพำขึ้นมาอย่างไม่เชื่อสายตาพลตรีหนุ่มจ้องมองไปยังชื่อของท่านจอมพลที่ปรากฏขึ้นมาในสถานการณ์นี้อย่างแปลกประหลาด
ปรมาจารย์ไป่ฟานเซียนกลายเป็นลูกสาวบุญธรรมของท่านจอมพลได้อย่างไร?
แต่ชื่อนั้นคือชื่อของท่านจอมพลแน่นอน!นอกจากนี้ยังมีชื่อยศอยู่ด้านหน้าเด่นหรารวมถึงมีลายเซ็นต์ที่ดูทรงพลังเซ็นกำกับมาอย่างพร้อมเพรียง
“จอมพล...จางเซียนหยวน?”
แม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงของกองทัพแต่ถ้าสามารถมานั่งอยู่ที่นี่ได้ก็ต้องเคยได้ยินชื่อของท่านจอมพลคนนี้สักครั้งหนึ่งแน่นอน
เขาเป็นดั่งตำนานที่ยังมีชีวิต
เป็นผู้ฝึกตนที่ได้ชื่อว่า“เข้าใกล้ขอบเขตต่อไป” มากที่สุด
“ใช่แล้วครับท่านจอมพลแค่ไม่อยากให้มันวุ่นวาย ทั้งยังเป็นการป้องกันผู้ที่ไม่หวังดีจะมาทำอันตรายลูกสาวแต่ตอนนี้นางกลายเป็นตัวตนระดับปรมาจารย์แล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องปิดบังเรื่องนี้อีก”
จิ้งหลินที่เป็นคนนำข้อมูลมารีบอธิบายราวกับตัวเองรู้เรื่องราวทุกอย่างมานาน
ทั้งที่ความจริงเขาก็พึ่งจะได้คำสั่งมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้เอง!
“มันก็สมเหตุสมผลอยู่นะ...” เจิ้งเหรินอี้พึมพำขณะที่ลูบเคราของตัวเอง
ถ้าไป่ฟานเซียนคือลูกสาวบุญธรรมของท่านผู้นั้นจริงๆ ความเก่งกาจของนางย่อมอธิบายได้นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ประวัติของนางเป็นปริศนาราวกับเป็นข้อมูลลับของประเทศแบบนั้น ถ้าเป็นอำนาจของจางเซียนหยวนน่ะทำได้แน่ๆ
“ดูเหมือนว่าคุณจะไม่มีอำนาจที่จะจับกุมตัวปรมาจารย์ไป่แล้วนะ?”
หลิวเยี่ยนเฟยยิ้มเย็นขณะที่เหลือบมองโจวห้าวหยุน พลตรีโจวรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่กลางยอดเขาที่หนาวเหน็บแรงกดดันจากปรมาจารย์สามคนถึงจะไม่ได้ปล่อยออกมาเต็มกำลังแต่ก็ยิ่งกว่าเพียงพอที่จะทำให้คนธรรมดาแข้งขาอ่อน
แม้จะเป็นพลตรีก็ไม่เว้น
โจวห้าวหยุนรู้สึกเหมือนขาไม่มีแรงเขาทรุดลงไปกับพื้นอย่างช่วยไม่ได้
“...มันจะเป็นไปได้ยังไง?” พลตรีหนุ่มยังรับไม่ได้
“นี่มันของปลอมแน่ๆ!”
เขายังคงยืนยันในความคิดของตัวเอง.เรื่องในคราวนี้เขาลงทุนลงแรงไปมากมาย.ถึงขนาดยอมไปร่วมมือกับคนนอกสายงานโดยพลการ ถ้ามันไม่ประสบความสำเร็จเขาก็ต้องชดใช้กับความผิดพลาดนั้นด้วยตัวเอง
ดังนั้นทางเลือกเดียวของเขาคือยืนเป็นกระต่ายขาเดียวไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปฏิเสธไปให้ถึงที่สุด
จิ้งหลินรู้สึกถึงโทรศัพท์มือถือของตนสั่นสะเทือนเบาๆ แต่เมื่อรู้ว่าสายนั้นเป็นใครเขาก็ตัวสั่นขึ้นมา ร่างกายเผลอยืดตรงน้ำเสียงดูจริงจัง เขาพยักหน้ารับราวกับคนที่กำลังคุยนั้นยืนอยู่ด้านหน้า
“พลตรีโจว มีโทรศัพท์ถึงคุณครับ”
จิ้งหลินยิ้มขณะที่ส่งโทรศัพท์มือถือให้เขามองโจวห้าวหยุนอย่างท้าทายตอนที่พลตรีโจวรับโทรศัพท์ไปจิ้งหลินยังยักคิ้วแถมไปทีหนึ่ง
โจวห้าวหยุนมองเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย.แต่ในวินาทีที่เขาแนบหูกับโทรศัพท์และรู้ว่าผู้ที่อยู่ปลายสายคือใครร่างกายของเขาก็แข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้เป็นหิน
“ทะ...ท่านจอมพล”
แม้ว่าพลตรีโจวจะพูดเสียงเบาแค่ไหนแต่คนที่นี่ก็เป็นถึงตัวแทนของแต่ละขุมอำนาจ ไม่ต้องใช้ความพยายามก็สามารถได้ยินสิ่งที่เขาพูดอยู่แน่นอน
“ครับ...ครับ...เข้าใจแล้วครับ”
โจวห้าวหยุนใบหน้าซีดลงไปเรื่อยๆเขาได้แต่ผงกหัวหงึกๆรับทุกคำพูดที่มาจากอีกฝั่ง
เมื่อการสนทนาจบลงโจวห้าวหยุนก็ดูราวกับร่างไร้วิญญาณ ชายหนุ่มส่งโทรศัพท์คืนให้จิ้งหลินโดยไม่รู้ตัว.เขารู้ได้ทันทีว่าอนาคตในเส้นทางนี้ของเขามันจบสิ้นแล้ว
แค่เรื่องที่เขาทำอะไรโดยพลการแค่นั้นก็เกินพอที่จะถูกลงโทษ
“เหยี่ยวดำ รับคำสั่ง”
“ครับ!”
หลิวเยี่ยนเฟยหันไปสั่งการกับลูกน้องด้วยท่าทางทรงอำนาจจิ้งหลินยกมือขึ้นมาทำความเคารพแล้วรอฟังคำสั่งอย่างจริงจัง
“พาตัวพลตรีโจวกลับกองทัพดูเหมือนว่าที่นั่นจะมีคนรอเขาอยู่แล้วล่ะ...” ชายหนุ่มยิ้มเย็นชาขณะที่พูดโจวห้าวหยุนแม้จะโดนหน่วยเหยี่ยวดำสองคนลากพาตัวไปก็ยังไม่รู้สึกตัว
เหลือเพียงจิ้งหลินที่อยู่ข้างๆหลิวเยี่ยนเฟยเท่านั้น
“เอาล่ะ...ดูเหมือนว่าผมจะมีเรื่องที่ต้องคุยกับพวกคุณสักหน่อย”
พลเอกหนุ่มหันไปสบตากับหานจุนโป๋และพรรคพวกที่ตอนนี้หลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมาเต็มแผ่นหลังก่อนหน้านี้เขาค่อนข้างจะเคลื่อนไหวได้ลำบาก แต่เมื่อกี้นี้จิ้งหลินแอบกระซิบบางอย่างกับเขา
ท่านจอมพลมอบอำนาจให้เขาจัดการเรื่องนี้ตามสบาย
ทั้งยังย้ำให้ดูแลปรมาจารย์ไป่อย่างดี!
แม้ว่าชายหนุ่มจะประหลาดใจดูเหมือนว่าปรมาจารย์ไป่จะไม่ใช่แค่ลูกสาวบุญธรรมของท่านจอมพลธรรมดาๆ
“นี่มัน...เรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย”หานจุนโป๋พยายามเจรจา
“ผะ...ผมไม่เกี่ยวนะ!ปรมาจารย์หานบีบบังคับให้ผมและลูกชายร่วมมือด้วย!”
นายใหญ่อันลนลานและพยายามปกป้องตัวเองอย่างเต็มที่คำพูดของเขาทำให้หานจุนโป๋หันมาจับจ้องด้วยความอาฆาตห่อนหน้านี้พวกนายยังอยู่ฝั่งฉัน แต่พอเห็นท่าไม่ดีก็จะรีบปัดความผิดให้พ้นตัวเลยนะ!
แต่ก่อนจะเกิดอะไรขึ้นวินาทีต่อมาคนของกองทัพมากกว่าสิบคนก็บุกเข้ามาในห้องรับรอง
“ท่านพลเอกหลิว ท่านจอมพลส่งพวกเรามาช่วยจัดการปัญหาให้คุณครับ”
คนที่พูดคือชายวัยกลางคนในเครื่องแบบหลิวเยี่ยนเฟยที่เห็นจำได้ทันทีว่าคนๆนี้คือใคร
ผู้ช่วยของท่านจอมพล!
ถ้าคนๆนี้มาด้วยตัวเองก็แปลว่าท่านจอมพลเอาจริง และเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง!
การดำเนินการของคุณผู้ช่วยนั้นรวดเร็วจนน่าตกใจ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่วิ่งเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์มากมายพวกเขาตรวจสอบหานจุนโป๋ หานเซี่ยวยี่ ติงคังหมิง อี้ฟาน รวมถึงคุณชายอันว่าอยู่ในสภาวะปลอดภัยปกติไม่มีอาการใดๆที่ร้ายแรงเพื่อเป็นการยืนยันว่าเรื่องก่อนหน้าเป็นการแสดง การถ่ายทอดสดถูกระงับลงในทันทีที่ปฏิบัติการเสร็จสิ้น พร้อมกับที่พวกเขาทำการควบคุมตัวหานจุนโป๋และคนอื่นๆเดินออกจากห้องไป
ไป่ฟานเซียนมองตามพวกเขาไปด้วยหางตา
คุณผู้ช่วยคนนั้นเดินมาหานางแล้วก้มหัวด้วยความเคารพ
“คุณหนูไป่...ท่านจอมพลอยากเชิญคุณไปพบครับ”
“...ได้สิ”ไป่ฟานเซียนพิจารณาเพียงเล็กน้อยก็ตอบตกลงไป นางเองก็อยากจะไปเห็นหน้า “ท่านจอมพล”คนนี้ที่ยื่นมือมาช่วยโดยที่เธอไม่ได้ขออยู่เหมือนกัน
คุณผู้ช่วยพยักหน้าอย่างขอบคุณเขาเดินออกไปรอด้านหน้าห้องโดยไม่เร่งรัดอะไรเขาทำเหมือนกับว่าไป่ฟานเซียนมีสถานะสูงกว่าเขาจริงๆ
“ท่านปรมาจารย์ไป่...กับคนพวกนั้น”
พ่อบ้านหวงหันไปกระซิบกับนายหญิงของตนคนพวกนั้นที่เขาหมายถึงก็คือปรมาจารย์หานจุนโป๋และคนอื่นๆที่ถ้ากองทัพยอมปล่อยตัวพวกเขาไปง่ายๆในอนาคตเขาต้องมาหาเรื่องไป่ฟานเซียนอีกแน่นอน
ท่าทางกังวลของชายชราทำให้ไป่ฟานเซียนยิ้มบางนางพูดเบาๆโดยที่ไม่ได้หันไปมอง
“เจ้าไม่ต้องห่วง...พวกเขาไม่มีโอกาสมาวุ่นวายกับข้าแล้วล่ะ”
ประโยคสุดท้ายสามารถทำให้หวงจื่อหานขนลุกโดยไม่รู้สาเหตุ
ใช่แล้ว ไป่ฟานเซียนก็ไม่ได้ใจดีขนาดนั้น
ก่อนหน้านี้นางเพียงสั่งสอน แต่พวกเขาก็ยังไม่หลาบจำ
มาวุ่นวายกับนางไม่จบไม่สิ้น
ครั้งนี้การสั่งสอนของนางจึงไม่ง่ายดายเพียงแค่เจ็บตัวหรือบาดเจ็บเช่นก่อนหน้านี้แน่ๆ
และนางจะไม่ยอมให้มีอะไรเชื่อมโยงมาถึงนาง การทำอะไรอย่างระเบิดความโกรธแล้วลงมือต่อหน้าผู้คนมากมาย รวมถึงเจ้า“กล้องถ่ายทอดสด” พวกนั้น มันคือการกระทำของคนโง่ชัดๆ
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นางรักษาให้พวกเขาก่อนหน้านี้ทั้งยังเป็นการรักษาต่อหน้าสาธารณชน และแม้แต่โอสถที่ใช้รักษาก็ยังไม่ใช่โอสถของนาง
นอกจากนี้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่พวกนั้นก็ยังมาช่วยยืนยันให้นางอีกเสียงว่าอาการบาดเจ็บพวกนั้นมันเป็นแค่“การแสดง”
ก่อนหน้านี้อาการบาดเจ็บพวกนั้นมันเป็นฝีมือนางจริงๆพวกเขามีหลักฐานและพยานยืนยัน อาการของติงคังหมิงและอี้ฟานก็เกิดจากโอสถของนางที่ซัดเข้าปากพวกเขาไปในวันนั้น ดังนั้นแล้วสิ่งที่นางทำในวันนี้ความจริงมันก็คือการ “ปัดมลทิน”ในอดีตให้พ้นตัวเท่านั้นเอง
ถ้าหลังจากนี้พวกเขา“เกิดป่วย” “บาดเจ็บ” หรือว่า “เสียชีวิต” ขึ้นมา “โดยบังเอิญ” มันก็ไม่เกี่ยวกับนางและจะไม่มีใครมาวุ่นวายกับนางได้
ก็พวกเขาหายดีไปแล้วนี่นา แม้แต่คนที่ดูจากกล้องนั่นก็เห็นว่าพวกเขาหายดีด้วย “โอสถน้ำค้างดาว”ที่ได้มาจากคนที่ไม่รู้จักในห้อง
แม้แต่หมอก็ยืนยันให้
ไป่ฟานเซียนยิ้มเย็นชา
นางเรียนรู้และมีการปรับตัว จะว่าไปก็นางก็เปลี่ยนไปจากวันที่ถามถังเทียนจี๋ว่า“สังหารทิ้งตัดปัญหาไปเลยดีหรือไม่?” มากเหมือนกัน
นี่คือการเติบโตทางความคิดและการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมกระมัง?
ไป่ฟานเซียนอดนึกไปถึงสิ่งที่นางเคยอ่านจากหนังสือพวกนั้นไม่ได้...
ไม่มีใครคิดว่าเรื่องราวทุกอย่างจะจบลงง่ายดายแบบนี้
ผู้ที่ต้องผิดหวังที่สุดก็คือเหล่าตัวแทนจากขุมอำนาจต่างๆที่อุตส่าห์เดินทางมาและต้องแห้วกลับไป แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือข่าวลือที่แพร่สะพัดไปอย่างยิ่งใหญ่ คราวนี้ไม่ใช่แค่โลกของผู้ฝึกตนแม้แต่คนธรรมดาบางกลุ่มก็ยังได้รับรู้ถึงตัวตน “ลูกสาวของท่านจอมพล” นี้เหมือนกัน
ส่วนไป่ฟานเซียนนั้นนางทิ้งเหล่าผู้ติดตามของนางไว้ที่โรงแรมตะวันเคียงเมฆา แล้วออกเดินทางไปยังส่วนหนึ่งของหมู่บ้านกับ“คุณผู้ช่วย” ของท่านจอมพลคนนั้น
ไป่ฟานเซียนมาหยุดอยู่หน้าอาคารหลังใหญ่หลังหนึ่งมันค่อนข้างจะอยู่ไกลจากบริเวณชุมชนพอสมควรสัมผัสสวรรค์ของนางกวาดผ่านเข้าไปก็พบว่ามีคนเพียงสองคนเท่านั้นที่กำลังรอคอยอยู่ที่ชั้นบนสุด
หญิงสาวเดินตามขึ้นไปคุณผู้ช่วยพอไปส่งถึงหน้าประตูก็ค้อมตัวแล้วรออยู่ด้านนอกเป็นเชิงว่าหลังจากนี้นางจะต้องเข้าไปด้วยตัวเอง
ไป่ฟานเซียนทันทีที่เข้ามาในห้องก็กวาดสายตาสำรวจรอบตัวครั้งหนึ่งมันเป็นเหมือนห้องรับแขกธรรมดาๆที่ไม่ได้หรูหรามากนักในห้องนั้นมีคนอยู่สองคนอย่างที่นางสัมผัสได้แต่แรกหนึ่งคือชายชราที่สวมเสื้อคลุมสีเทาเก่าๆแล้วมองมายังนางด้วยความสนใจ
อีกหนึ่งคือชายวัยกลางคนที่แต่งชุดทหารทางการเต็มยศทันทีที่ได้เห็นไป่ฟานเซียนร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน
เขาลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหานาง ประกายตาของเขาปรากฏความเคารพและยำเกรงปะปนอยู่กึ่งหนึ่ง
“...ท่านไป่ฟานเซียน?”
ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะสุภาพขนาดนี้ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับไปทีหนึ่ง
“ผมขออนุญาตถาม...ในวันประลองของจอมดาบเจิ้งเหรินอี้กับราชันย์บูรพาหม่าฟู่เฟิงท่านก็อยู่ที่นั่นด้วยใช่ไหมครับ?” ชายวัยกลางคนถามทั้งที่เขายืนยันจากหลักฐานส่วนหนึ่งได้แล้วแต่เขาก็ยังอยากได้ “คำตอบ”จากปากของนางเองเช่นเดียวกัน
“...ใช่”
ไป่ฟานเซียนครุ่นคิดไปถึงวันที่นางพึ่งจะตื่นขึ้นมาในยุคสมัยนี้ แล้วยอมรับไปตามตรง
ไม่คาดคิดว่าทันทีที่ไป่ฟานเซียนยอมรับชายวัยกลางคนในชุดเต็มยศคนนั้นจะรีบคุกเข่าลงไปกับพื้นอย่างตื่นเต้น
“ผู้น้อยจางเซียนหยวนทำความเคารพท่านผู้ยิ่งใหญ่!”
เป็นท่านจอมพลจางเซียนหยวนนั่นเองที่กำลังคุกเข่าให้นางอยู่ตอนนี้!
“ท่านอาจจะจำผู้น้อยไม่ได้ ผมคือคนที่ส่งเสียงทักหลังจากที่ท่านปลดปล่อยแรงกดดันออกมาครั้งนั้นไงครับ...”
จางเซียนหยวนรีบอธิบายให้ฟังเมื่อเห็นว่าไป่ฟานเซียนยังไม่รู้ว่าเขาคือใคร
หลังจากวันนั้นเขาก็มีคำสั่งให้ค้นหาตัวตนของ“ท่านผู้ยิ่งใหญ่” คนนั้นลับๆ การเดินทางไปยังบ้านตระกูลถังในทันทีที่ของหน่วยเหยี่ยวดำตอนนั้นก็เพราะสัมผัสได้ถึงสมบัติที่อาจจะสูงกว่าระดับห้า แต่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือเพื่อที่จะพยายามหา“ท่านผู้ยิ่งใหญ่” คนนั้นต่างหาก
ไม่เช่นนั้นในตอนนั้นจิ้นหลิงจะได้รับคำสั่งให้กระทำการอุกอาจขนาดรีบตรวจค้นคนของตระกูลถังในทันทีได้อย่างไร
และไป่ฟานเซียนก็ปรากฏตัวขึ้นมาพอดี นางกลายเป็นผู้ต้องสงสัยที่มีความน่าจะเป็นที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้เขายังไม่แน่ใจนั่นก็เพราะว่าพลังที่นางแสดงออกมามันดันอยู่ในขอบเขตของ“ปรมาจารย์” เท่านั้นเอง
นอกจากนี้ถ้ายังจำได้ตอนที่ไป่ฟานเซียนตื่นขึ้นมา นางเผลอ “บีบ”โดรนตัวหนึ่งของกองทัพที่ใช้สังเกตการณ์การประลองจนแหลกคามือแล้วโยนทิ้งไว้ในมิติของนางตั้งแต่ตอนนั้น
ภาพที่โดรนสามาถกู้กลับมาได้ก่อนที่จะถูกทำลายไปคือภาพรางๆของไป่ฟานเซียนเพียงแต่มันเห็นใบหน้าไม่ชัด ท่านจอมพลจึงไม่สามารถฟันธงลงไปได้อย่างชัดเจน
เขาจึงเฝ้าสังเกตนางมาระยะหนึ่ง แต่เจ้า “เขตแดน” นั่นก็ทำให้เขาปวดหัวไม่น้อย
เขาไม่สามารถสอดแนมเข้าไปในนั้นได้ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกขวางเอาไว้ จนกระทั่งพวกนางออกเดินทางมายังหมู่บ้านใต้เมฆานี้เขาจึงเริ่มทำการยืนยันตัวตนของนางต่อ
และนางก็สร้างปาฏิหาริย์ไม่หยุดสยบนางพญาแม่ม่ายแดงลงได้อย่างง่ายดาย กลายเป็นปรมาจารย์นักปรุงโอสถขั้นที่สี่ แต่สิ่งที่ทำให้เขายืนยันได้ว่านางคือท่านผู้ยิ่งใหญ่ก็คือ
“เจตจำนง”
ก็เหมือนกับตัวตนระดับปรมาจารย์และจอมยุทธ์ ปรมาจารย์คือผู้ที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างปรมาจารย์และ “บรรพจารย์” ซึ่งเป็นขอบเขตที่เหนือกว่าก็คือเจตจำนงนี้เอง
ตอนนี้จอมพลจางเซียนหยวนพัฒนามาจนถึงปรมาจารย์ขั้นที่เก้าแล้วและถูกเรียกว่า “ผู้ที่เข้าใกล้ขอบเขตต่อไปมากที่สุด” ก็จริง แต่ในชีวิตของเขา จอมพลจางเคยพบกับตัวตนระดับ“บรรพจารย์” มาก่อน
เขาเป็นบรรพจารย์คนสุดท้ายที่จอมพลจางเคยเจอ และเป็นผู้ที่ทำให้เขาสามารถรับรู้ได้ถึงเจตจำนงของบรรพจารย์แม้ว่าจะยังฝึกไปไม่ถึงขอบเขตนั้น
ดังนั้นเมื่อตอนที่สังเกตการณ์ไป่ฟานเซียนและเห็นยามที่นางกำลัง “ถอน” เอาเจตจำนงของนางออกมาจากร่างของสองปู่หลานตระกูลหานก็ทำให้จอมพลจางก็ยืนยันได้ทันที
ไป่ฟานเซียนจะต้องเป็นตัวตนระดับบรรพจารย์อย่างแน่นอน!
“ท่านไป่ฟานเซียน ตัวผมเสียมารยาทแก้ปัญหาโดยการแอบอ้างว่าท่านเป็นลูกบุญธรรม...ต้องขออภัยจริงๆ!”
จางเซียนหยวนก้มหน้าสำนึกผิดสำหรับตัวตนระดับปรมาจารย์แล้วสิ่งที่เขาทำกับตัวตนระดับบรรพจารย์อย่างนางมันค่อนข้างจะเสียมารยาทอยู่บ้าง
แต่ในตอนนั้นเขาต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน จึงให้ผู้ช่วยจัดเตรียมข้อมูลขึ้นมาชุดหนึ่ง แม้แต่ลายเซ็นต์ของเขาบนกระดาษนั่นด็ยังดูจะไม่แห้งดีด้วยซ้ำไป
“ไม่เป็นไร...ถือว่าเจ้าแก้ปัญหาวุ่นวายให้ข้าได้พอดี”
ไป่ฟานเซียนตอบอย่างสงบนางพอจะเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างแล้ว
“ท่านไป่ฟานเซียน นอกจากเรื่องของท่านแล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่ง” จอมพลจางเดิมทีอยากจะทำความรู้จักตัวตนระดับบรรพาจารย์ให้มากกว่านี้อีกสักนิดแต่เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาที่มีความหวังของชายชราในชุดคลุมสีเทาแล้วเขาก็ต้องยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน
เพราะนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้จอมพลอย่างเขาเดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเอง
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่...ผมเป็นหัวหน้าหมู่บ้านใต้เมฆาแห่งนี้”
ชายชราในชุดคลุมแนะนำตัวเอง เขาเดินมาเบื้องหน้าไป่ฟานเซียนแล้วคุกเข่าลงกะทันหันอีกราย หางตาของเขาปรากฏรอยน้ำตาขึ้นมาสายหนึ่งพร้อมกับทำสายตาวิงวอน
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่...ผมขอร้อง...ชาวหมู่บ้านใต้เมฆาขอร้อง ท่านได้โปรดช่วยท่านหมอเทวดาอู๋เจี่ยด้วย!”
“...”