ท่ามกลางสายหมอกยามเช้าที่ปกคลุมจวนตระกูลมู่ บรรยากาศกลับมิได้สงบสุขดังเช่นทัศนียภาพที่เห็น เรือนพักท้ายจวนซึ่งเป็สถานที่พำนักของอดีตผู้นำสายหลักอย่าง มู่เฟิง บัดนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่หนักอึ้งดุจูเาทับถม เสียงตะคอกด้วยความอหังการดังทะลุผ่านบานประตูไม้ที่ผุพังออกมาเป็ระยะ ปลุกให้เหล่านกกาในบริเวณนั้นต้องบินหนีด้วยความหวาดกลัว
มู่เฉินในสภาพที่แสร้งทำเป็าเ็สาหัส เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและโชกไปด้วยคราบเืแห้งกรัง เดินลากสังขารมาจนถึงหน้าเรือนพัก เขาหยุดชะงักฝีเท้า ั์ตาสีรัตติกาลหรี่ลงเมื่อััได้ถึงกลิ่นอายปราณที่แปลกปลอมและดุร้ายภายในบ้านของตนเอง
"มู่เฟิง! อย่าได้ดื้อแพ่งไปหน่อยเลย ยามนี้เ้ามิใช่ยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองชิงเฟิงอีกต่อไปแล้ว และลูกชายสวะของเ้าก็คงกลายเป็ศพอยู่ที่ก้นเหวเมฆาซ่อนไปแล้วด้วย!"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและเ็า มู่เฉินจำได้ทันที... มันคือเสียงของ ผู้าุโสาม มู่กวน ชายชราหน้าเนื้อใจเสือที่เป็สุนัขรับใช้คนสำคัญของผู้าุโรอง
มู่เฉินสะกดกั้นอารมณ์พลุ่งพล่านในอก เขาโคจรวิชากลืนดารา์อย่างเงียบเชียบเพื่อสะกดข่มปราณระดับสามของตนให้ลึกลงไปในไขกระดูก จนภายนอกดูเหมือนคนไร้พลังที่กำลังจะสิ้นใจ เขาค่อยๆ ผลักบานประตูเข้าไปอย่างช้าๆ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือ มู่เฟิง บิดาของเขา นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ใบหน้าของชายวัยกลางคนที่เคยองอาจบัดนี้ดูซูบเซียวและเหลืองซีดจากการถูกพิษร้ายแทรกซึม ทว่าแววตาของเขายังคงมีความหยิ่งทะนงที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร มือที่สั่นเทาของเขากำพนักเก้าอี้ไว้แน่นจนเส้นเืปูดโปน
เบื้องหน้าของมู่เฟิง คือผู้าุโสามที่สวมชุดคลุมหรูหราสีม่วงคราม ยืนตระหง่านพร้อมกับองครักษ์ในชุดดำอีกสี่คน แต่ละคนแผ่รังสีข่มขวัญระดับรวบรวมปราณระดับหกออกมาอย่างจงใจ
"ของสิ่งนั้น... ข้าไม่มีวันมอบให้พวกเ้า!" มู่เฟิงเค้นเสียงลอดไรฟัน "โอสถรวมปราณดาราขวดนี้ คือสิ่งสุดท้ายที่ข้าเหลือไว้เพื่อรักษาเส้นชีพจรของเฉินเอ๋อร์ ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะไม่ยอมให้มันตกไปอยู่ในมือของคนทรยศอย่างพวกเ้า!"
"หึ! คนตายพูดไม่ได้ และคนพิการอย่างเ้าก็ไม่มีสิทธิ์ของล้ำค่าเช่นนี้!" ผู้าุโสามแสยะยิ้มอำมหิต "มู่หานหลานชายข้ากำลังจะเข้าสู่่สำคัญในการทะลวงระดับ โอสถขวดนี้จะมีประโยชน์มากกว่าถ้าอยู่กับเขา มากกว่าจะเอาไปละลายทิ้งกับเศษสวะที่ตายไปแล้ว!"
"ใครว่าข้าตายแล้ว?"
เสียงแหบพร่าทว่าเย็นเยียบดังขึ้นที่หน้าประตู ทุกสายตาในห้องหันขวับไปมองทันที มู่เฟิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนดีใจ ขณะที่ผู้าุโสามมีสีหน้าเปลี่ยนเป็บิดเบี้ยวด้วยความไม่อยากเชื่อ
"เฉินเอ๋อร์! เ้ายังไม่ตาย!" มู่เฟิงพยายามจะลุกขึ้นแต่กลับไอออกมาเป็เืคำโต มู่เฉินรีบพุ่งเข้าไปประคองบิดาไว้ แววตาที่จ้องมองบิดาเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า ทว่ายามหันไปหาผู้าุโสาม มันกลับกลายเป็ความเยือกเย็นดุจเพชฌฆาต
"ผู้าุโสาม ท่านมาชิงของจากคนป่วยและคนเจ็บในยามเช้าเช่นนี้ ไม่กลัวบรรพชนตระกูลมู่จะสาปแช่งบ้างหรือ?" มู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับทิ่มแทงเข้าไปในใจคนฟัง
"ไอ้เด็กสวะ! เ้ายังรอดกลับมาได้งั้นรึ!" ผู้าุโสามแค่นเสียงหัวเราะอย่างรวดเร็วเพื่อปกปิดความใ "รอดมาได้ก็ดี วันนี้ข้ามาเพื่อแจ้งข่าว... กฎของตระกูลเปลี่ยนไปแล้ว ทรัพยากรทั้งหมดของสายหลักที่ไม่มีผลงาน จะต้องถูกยึดคืนเข้าคลังกลางเพื่อสนับสนุนอัจฉริยะรุ่นเยาว์ โอสถขวดนั้น... ส่งมาเสียดีๆ!"
"ถ้าข้าไม่ให้ล่ะ?" มู่เฉินยืนหยัดขึ้นเบื้องหน้าบิดา ร่างกายที่ดูบอบบางและเต็มไปด้วยเืกลับแผ่รังสีที่ทำให้องครักษ์ทั้งสี่คนถึงกับรู้สึกหนาวสันหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ
"ไม่ให้งั้นรึ? งั้นข้าก็จะให้คนของข้า ‘ช่วย’ เ้าส่งมอบมันมาเอง!" ผู้าุโสามสะบัดมือ องครักษ์คนหนึ่งพุ่งเข้าหามู่เฉินทันที ฝ่ามือที่แฝงไปด้วยปราณระดับหกฟาดตรงมาที่หน้าอกของมู่เฉิน
มู่เฟิงร้องเตือนด้วยความตระหนก "เฉินเอ๋อร์ หลบไป!"
ทว่ามู่เฉินกลับไม่หลบ เขาเพียงแค่เบี่ยงตัวเล็กน้อยตามสัญชาตญาณดาราที่ฉับไวเหนืุ์ ฝ่ามือขององครักษ์เฉียดผ่านไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด มู่เฉินอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายถลำตัวลึก แสร้งทำเป็ล้มลงแต่กลับใช้ศอกกระแทกเข้าที่จุดรวมชีพจรใต้ชายโครงขององครักษ์ผู้นั้นอย่างแม่นยำและรวดเร็วจนไม่มีใครมองทัน!
อั้ก! องครักษ์คนนั้นหน้าซีดเผือด ร่างกายเป็อัมพาตไปชั่วขณะและทรุดลงกับพื้นหิน มู่เฉินรีบกลิ้งตัวถอยออกมาและกระอักเื (ปลอม) ออกมาเพื่อตบตาคนดู
"เ้า! เ้าทำอะไรกับเขา!" ผู้าุโสามตวาด แววตาเริ่มมีความระแวง
"ข้า... ข้าแค่โชคดี... อึก... ท่านผู้าุโสาม ท่านใช้อำนาจบาตรใหญ่ทำร้ายผู้สืบทอดสายหลัก หากเื่นี้รู้ไปถึงหอคอยบรรพชน ท่านคิดว่าตำแหน่งของท่านจะยังมั่นคงอยู่หรือไม่?" มู่เฉินเค้นเสียงพูดด้วยท่าทางหอบเหนื่อย
ผู้าุโสามชะงักไปชั่วครู่ ชื่อของ 'หอคอยบรรพชน' ซึ่งเป็ที่รวมตัวของเหล่าผู้าุโสูงสุดที่เร้นกายฝึกตนอยู่ ยังคงเป็สิ่งที่น่าเกรงขามสำหรับคนในตระกูล มันกัดฟันกรอด มองดูมู่เฉินด้วยสายตาอาฆาต
"หึ! วันนี้ข้าจะปล่อยพวกเ้าไปก่อน แต่มู่เฉิน เ้าจงจำไว้... อีกเพียงหนึ่งสัปดาห์จะมีการทดสอบคุณสมบัติประจำเดือน หากเ้ายังไร้ปราณและไม่มีความคืบหน้า เรือนพักหลังนี้และโอสถทั้งหมดจะถูกยึดตามกฎอย่างถูกต้อง ถึงตอนนั้น... ต่อให้เ้าอ้างชื่อบรรพชนร้อยคนก็ช่วยเ้าไม่ได้!"
ผู้าุโสามสะบัดแขนเสื้อด้วยความขัดใจและเดินจากไปพร้อมกับลูกสมุน ทิ้งความเงียบงันและความกดดันไว้เื้ั
มู่เฉินรีบปิดประตูจวนและลงกลอนอย่างแ่า เขาหันกลับมาหาบิดา แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงทันที เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้ามู่เฟิง
"ท่านพ่อ... ข้าทำให้ท่านต้องลำบากอีกแล้ว"
มู่เฟิงน้ำตาคลอเบ้า เขาประคองบุตรชายขึ้นมา "เฉินเอ๋อร์ เ้ากลับมาได้พ่อก็ดีใจที่สุดแล้ว ของนอกกายพวกนั้น พ่อไม่เสียดายเลยแม้แต่น้อย แต่เ้า... าแพวกนี้..."
"ข้าไม่เป็ไรครับท่านพ่อ" มู่เฉินยิ้มบางๆ พลันดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความแค้น "สิ่งที่พวกมันทำกับเราในวันนี้ ข้าจะทวงคืนให้ครบทุกหยาดเื ท่านพ่อ... โปรดเชื่อข้า อีกไม่นาน ตระกูลมู่แห่งนี้จะต้องจดจำชื่อของพวกเราในฐานะผู้ปกครอง ไม่ใช่สวะที่ถูกเหยียบย่ำ!"
มู่เฉินประคองบิดาเข้าไปพักผ่อน ภายในใจของเขาปราณดาราสีดำเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ความแค้นนี้มิใช่เพียงแค่การด่าทอ แต่มันคือเชื้อเพลิงที่จะเผาผลาญกำแพงระดับพลังของเขาให้พินาศสิ้น เขาได้รับบทเรียนแล้วว่า ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ ความเมตตาคือสิ่งที่ไร้ค่าที่สุด
ค่ำคืนนั้น มู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนหลังคาเรือนพัก เงยหน้ามองกลุ่มดาวนับล้านบนฟากฟ้า พลังหยินหยางของดวงดาวหลั่งไหลเข้าสู่ร่างราวกับน้ำหลาก
‘ผู้าุโสาม... ผู้าุโรอง... มู่หาน... จงรอเถิด กงล้อโชคชะตาของพวกเ้ากำลังจะถูกข้าบดขยี้ด้วยมือคู่เยี่ยงนี้!’
เขากำหมัดแน่น กลิ่นอายรวบรวมปราณระดับสามของเขาเริ่มมั่นคงและลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม เตรียมพร้อมสำหรับการทะลวงจุดสำคัญในวันพรุ่งนี้ เพื่อพิสูจน์ให้ทั้งโลกเห็นว่า ‘สวะ’ ผู้นี้ คือตัวตนที่แม้แต่์ยังต้องสั่นสะท้าน!